มหาวิทยาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

Advertisements

Guardian angel

Camera360_2013_7_13_110203

I stood at an old and isolated port, checking all my luggage for the last time. Time was running short and even a short delay could ruin everything I had been planning to do. I tossed away some stuff I would no longer need. Part of it dropped into the still deep blue sea below, causing waves to ripple from the impact. Soon, a stranger would notice the turbulence and know that somebody had got to this pier, but by that time, I would already be sailing away on the ocean in this tiny and shabby wooden boat in front of me.

I unzipped my backpack, laid it in the boat and then loosened the rope securing the boat to the pier. Cold autumn wind blew upon my face as I stepped into the boat. My lips chapped. My eyes were weary and my legs were tired from the long winding road that I had travelled past. I sat quietly, took a deep breath and let my tired eyes rest. The wind kept blowing stronger and stronger, soon running wild just as my thoughts were.

I woke up again by a small drop of water that fell on my cheek. Strong winds had pushed the boat away from the empty pier. I could smell the rain in the air. Far away, a storm was raging angrily while streaks of different shades were dancing gleefully in the gloomy sky, illuminating the dark clouds for a short while. I knew that there was nothing to be afraid of and I would be safe and sound in this boat I had taken. I looked back to the pier for the last time. The stuff that I had left was still there, as well as the trail I had made. Apart from that, everything looked just like how it had always been.

My little boat drifted slowly towards the sun that was setting over the horizon. I laid back and reconsidered all the decisions I had made. Although I was pretty happy about everything, a small part in me still sought for comfort and stability and it gave me butterflies in my stomach. The final remnants of sunlight was scattered across the sky, making everything yellow. I looked up to the sky and saw a flock of seagulls flying. Higher up above, orange clouds were moving rapidly – much quicker that I had ever thought they could. I watched it transforming in astonishment for a while, letting the ray of light shine upon me, then somehow I felt relieved and upbeat. I grabbed a notebook and a pencil out of my backpack, turned to a blank page and started to write something…

Neuschwanstein จากมุมสูง

ฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 นี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจัดทริปเดินป่ากับ Marc จาก โพสต์นี้ และ โพสต์นี้ หลังจากที่ครั้งที่แล้วเราไปฝ่าฟันปีนภูเขาหิมะขึ้นไปยังทะเลสาบที่สูงที่สุดในประเทศเยอรมนีมาแล้ว ครั้งนี้จะเป็นทริปชิวๆ จะเป็นการไปเที่ยวปราสาท Neuschwanstein เป็นครั้งที่ 3 ของเรากัน แต่ครั้งนี้จะไม่ได้แค่ไปเที่ยวตามจุดชมวิวธรรมดาๆ แต่พวกเราจะปีนเขาลูกข้างๆขึ้นไปเก็บภาพของปราสาทจากจุดชมวิวมุมสูงกัน

20171021_121523.jpg

 

การเดินทางจากเมือง Karlsruhe ไปยังเมือง Kempten เพื่อไปพักกับ Marc คราวนี้ก็ยังเป็นการเดินทางโดยการแชร์รถจาก Blablacar เช่นเคย แล้วก็เหมือนทุกครั้ง ต้องมีอาหารไทยมาสังเวยตอนอาหารมื้อเย็นหลังจากเรามาถึงอีกเช่นเคย 555 สำหรับอาหารมื้อนี้ก็เป็นข้าวผัดอเมริกัน (ซึ่งจริงๆก็เป็นอาหารไทยปะ) ที่ข้าวแข็งไปหน่อย สงสัยหุงเร็วเกิน

20171020_204909.jpg

เช้าวันต่อมา เราออกเดินทางกัน 3 คนจากเมือง Kempten มีเรา Marc แล้วก็เพื่อนของ Marc อีกคนชื่อ Natasha ที่เป็นคนขับรถพาเราไปยังปราสาท Neuschwanstein พอใกล้ๆถึงเราก็ไปจอดรถกันที่ลานจอดรถฟรีตรงข้างๆถนน Parkstraße ที่อยู่ตรงห่างออกมาจากตัวปราสาทหน่อยนึง อยู่ใกล้ๆกับทะเลสาบ Schwansee (ที่แปลว่า Swan Lake ที่เป็นที่มาของบัลเลต์เรื่อง Swan Lake ของ Tchaikovsky นั่นเอง) แล้วก็เดินเท้ามายังปราสาท

หลังจากมาถึงตรงบริเวณ Tourist Information ที่ตีนเขาทางขึ้นปราสาทแล้วเราก็เดินเท้าขึ้นเขากันโดยใช้ทางลัดที่คนน้อยกว่า แต่ก็ชันกว่า แล้วอีกซักพักนึงเราก็มาถึงจุดชมวิวอันมีชื่อเสียงตรงสะพาน Marienbrücke ที่เราสามารถเก็บภาพของปราสาท Neuschwanstein ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาตรงหน้าได้อย่างเต็มๆตา

เรามาถึง Marienbrücke กันตอนประมาณ 10 โมงเช้า ยังแทบไม่มีนักท่องเที่ยวอยู่เลย เลยมีเวลายืนดูวิว เดินถ่ายรูปอย่างเต็มที่ แต่ว่าจุดหมายของเราในวันนี้ไม่ใช่สะพานนี้ แต่เป็นจุดชมวิวอีกจุดที่อยู่สูงขึ้นไปบนภูเขาต่างหาก ซึ่งทางเดินเขาขึ้นไปยังจุดชมวิวนั้นก็คือทางเดินตรงอีกฝั่งหนึ่งของสะพานนั่นเอง จาก Marienbrücke เราเดินไปตามทางเดินเล็กๆตรงอีกฝั่งสะพานไปเรื่อยๆ ซึ่งทางเดินนี้ก็จะพาเราเดินทะลุเข้าไปในป่าโปร่งไปตามเนินเขาที่ลาดเอียง และตัดสลับซิกแซ็กไปมาขึ้นไปยังด้านบนของภูเขา ชันอยู่เหมือนกันนะ แต่ถ้าค่อยๆเดินก็เดินได้เรื่อยๆ พวกเราเดินกันมาตามเนินเขาอยู่ประมาณ 20 นาที แล้วในที่สุดก็มาถึงจุดชมวิวโล่งๆที่สามารถมองเห็นตัวปราสาท Neuschwanstein อยู่เบี้องล่าง และมองเห็นภูมิประเทศรอบๆได้ไกลสุดลูกหูลูกตาเลย

หลังจากดูดดื่มกับบรรยากาศและถ่ายรูปกับจนเต็มอิ่มแล้ว เราก็เดินย้อนกลับลงมายัง Marienbrücke อีกครั้ง เราเดินกลับมาถึงตัวสะพานตอนประมาณเกือบบ่ายโมง ซึ่งตอนนั้นนักท่องเที่ยวกำลังเยอะได้ที่เลย ต้องค่อยๆเบียดเสียดกันออกไป จากนั้นเราก็เดินแวะไปยังตัวปราสาทแล้วก็เดินเข้าไปด้านในนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับลงไปยังด้านล่างของภูเขา

หลังจากที่เดินกลับมาถึงตีนเขาแล้ว เราก็เดินไปตามถนน Parkstraße เพื่อจะกลับไปยังที่จอดรถของเรา แต่ระหว่างนั้นก็เดินอ้อมเข้าไปในทุ่งหญ้าและป่าเขาที่ขนาบอยู่ข้างๆตัวถนน แล้วก็แวะไปเดินเลียบทะเลสาบ Schwansee ด้วย ช่วงที่เราไปนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งเลยจุดพีคของใบไม้เปลี่ยนสีมาทำให้เราอดเห็นความฟินของใบไม้หลากสีสรร (จริงๆครั้งนี้ตั้งใจจะมาเก็บบรรยากาศตอนใบไม้เปลี่ยนสีโดยเฉพาะแต่ว่ากะเวลาช้าไป ตอนนั้นเราไปวันที่ 21 ตุลาคม ใบไม้ร่วงไปเยอะแล้ว ต้นไม้เริ่มโกร๋นแล้ว พลาดเลย ต้องกลับมาใหม่คราวหน้า) แต่ว่าบรรยากาศก็ยังดีอยู่มากๆ น่ามานั่งปิคนิค นอนไกวเปลอ่านหนังสือเล่นสุดๆ

แต่ Neuschwanstein ไม่ใช่แค่จุดหมายจุดเดียวของเราในวันนี้ จุดหมายอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะไปนั่งปิคนิคกินข้าวกลางวันกันต่อก็คือทะเลสาบ Alatsee ที่อยู่ไม่ไกลออกไปมากเท่าไหร่ หลังจากที่กลับมาที่รถแล้วเราขับรถไปซื้อสลัดกล่องจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆแล้วก็ขับรถไปยังทะเลสาบ Alatsee ต่อแล้วก็เดินหาที่นั่งกินข้าวกลางวันซึ่งก็คือสลัดที่เพิ่งซื้อมากัน

เราเดินเล่นรอบทะเลสาบกันรอบนึงหลังจากที่กินข้าวกันเสร็จแล้ว แล้วก็อ้อยอิ่งดูพระอาทิตย์ตก (แบบที่เห็นแต่เมฆ ไม่เห็นพระอาทิตย์เลย) กันอยู่ตรงริมทะเลสาบอีกซักพัก แล้วก็ขับรถกลับบ้านกัน แล้วมื้อเย็นมื้อนั้นเราก็ทำอาหารไทยสังเวยสองคนนั้นไปอีกมื้อหนึ่งตามธรรมเนียมอีกครั้ง 555 สำหรับมื้อนี้ก็เป็นไก่ทอดกระเทียม กับน่าจะต้มข่าไก่

20171021_182154

ท้องฟ้าระหว่างขับรถกลับ งามมาก

ข่วงสายๆของวันต่อมาเราก็ไปเที่ยวมหาวิหารประจำเมือง Kempten ซึ่งด้านในสวยมากๆ มาเมืองนี้ตั้ง 3 ครั้งแล้วเพิ่งมาดูมหาวิหารเป็นครั้งแรกนี่แหละ 55 แล้วหลังจากนั้นก็เดินทางออกจากเมือง Kempten กลับไปยังเมือง Karlsruhe ด้วยการแชร์รถจาก Blablacar อีกครั้งหนึ่ง จบทริปเดินป่าแบบชิวๆในครั้งนี้ เดี๋ยวโพสต์หน้ามาต่อกันด้วยเรื่องของทริปฝรั่งเศส 5 ยูโรภาค 2 กันเนอะ (ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับเที่ยวละ 5 ยูโร) สำหรับภาค 2 นี้เราจะไปเที่ยวเมือง Toulouse และเมือง Bordeaux และจะไปเที่ยวปราสาทยุคกลางขนาดใหญ่ในเมือง Carcassonne กัน แล้วไว้ไปชมความงามของบ้านเมืองสไตล์ฝรั่งเศสในตอนหน้ากันโนะ

ทริปขำๆที่ Basel & Freiburg

การเดินทางไปยังเมือง Basel ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ครั้งนี้เป็นทริปแรกของเราตั้งแต่มาอยู่ที่เยอรมนีเลยที่ไปกันกับเพื่อนหลายๆคนและไปค้างคืนด้วย สำหรับทริปนี้ เหตุผลที่มันขำๆก็เพราะว่าตัดสินใจกันแบบฉุบฉับ เลือกเมือง หาโรงแรมดู เจอห้องว่างราคาดี ถามเพื่อนว่าคืนวันนี้ว่างมั้ย ว่างกันหมดโอเค จองเลย เสร็จเรียบร้อย เตรียมตัวเที่ยว 555 เหตุผลที่เป็นเมือง Basel ก็เพราะว่าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเมือง Karlsruhe ที่พวกเราอาศัยอยู่กันมาก และยังไม่มีใครเคยไปเที่ยวแบบจริงๆจังๆ

20171015_101526.jpg

ตึกแถวหน้าตาน่ารักในย่านเมืองเก่าของเมือง Basel

สำหรับการเตรียมตัวสำหรับทริปนี้ เราจองโรงแรม Muenchnerhof Swiss Q Hotel ห้องสำหรับ 4 คนล่วงหน้าจากเว็บ booking.com หลังๆนี้เราจองโรงแรมจากเว็บนี้ตลอดเลยเพราะว่าหลายๆครั้งเราสามารถยกเลิกได้โดยไม่เสียเงิน ครั้งนี้ก็เช่นกัน ส่วนสำหรับการเดินทางทั้งขาไปและขากลับ เราเดินทางโดยรถไฟโดยใช้ตั๋วเหมารัฐ Baden-Württemberg Young Ticket สำหรับ 4 คน ราคา 39 ยูโร ซึ่งด้วยตั๋วชนิดนี้เราสามารถนั่งรถไฟคันไหนก็ได้ไปไหนก็ได้ในรัฐ Baden-Württemberg ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม (ยกเว้นรถไฟขบวนที่เป็นรถไฟความเร็วสูง) และนอกจากนี้เรายังสามารถใช้ตั๋วนี้นั่งรถไฟออกไปยังนอกรัฐ Baden-Württemberg ไปได้ไกลถึงเมือง Basel อีกด้วย (ไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว) ก็เลยเหมาะเจาะกับทริปของพวกเราพอดี

20171014_153614.jpg

ใบไม้กำลังเริ่มเปลี่ยนสีที่เมือง Basel

ส่วนสำหรับการเดินทางในเมือง ที่หลายๆเมืองในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงเมือง Basel ถ้าเราเช็คอินเข้าโรงแรมไม่ว่าจะโรงแรมไหนก็ตาม เค้าจะให้ตั๋วเดินทางเรามาตอนเช็คอิน ซึ่งเราสามารถใช้ตั๋วนี้เดินทางไปไหนมาไหนมาไหนและขึ้นรถโดนสารประเภทไดก็ได้ในเมือง จนถึงตอน 4 โมงเย็นของวันที่เช็คเอาท์เลย (ไม่แน่ใจเวลา แต่เป็นช่วงเย็นๆนี่แหละ)

20171014_123507.jpg

สถาปัตยกรรมเก๋ๆในเมือง Basel

ส่วนความพิเศษของตัวเมือง Basel นั้นมีอะไรบ้าง เมือง Basel นี้ก็เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตรงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ คือตรงพรมแดนระหว่าง 3 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ – ฝรั่งเศส – เยอรมันพอดี แล้วก็เป็นเมืองที่มีแม่น้ำไรน์ไหลผ่านใจกลางเมือง แบ่งตัวเมืองออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งทางใต้ก็จะเป็นใจกลางเมืองเก่า มีวิหารและอาคารศาลากลางเก่าแก่ ฝั่งทางเหนือก็จะเป็นฝั่งที่มีย่านเที่ยวกลางคืนเยอะกว่า ส่วนวิวของตัวเมืองตรงบริเวณริมแม่น้ำก็น่าจะเป็นวิวไฮไลท์ของเมืองนี้ละ เพราะนอกจากนั้นถ้าเอาไปเทียบกับเมืองอื่นๆในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นี่ Basel จะค่อนข้างธรรมดาไปเลย

20171014_182322

บรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำที่เมือง Basel

วันเดินทาง พวกเราเดินทางโดยรถไฟมาถึงเมือง Basel ช่วงสายๆ เสร็จแล้วก็ไปเช็คอินที่โรงแรมก่อน ในเว็บ Booking.com บอกว่าให้ไปเช็คอินที่โรงแรม Alexander ที่อยู่ถัดออกไปไม่กี่ช่วงตึก แต่พอเราเดินไปเช็คอินที่โรงแรม Alexander พนักงานก็บอกว่าเดี๋ยวพักที่โรงแรมนี้เลยนะ เพราะว่าสองโรมแรมนี้เราเป็นหุ้นส่วนกัน อะไรประมาณนี้ สรุปว่าสำหรับคืนนั้นเราก็ได้ห้องพักแบบเป็นห้องชุด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำชั้นบนสุดของโรงแรมมา แถมยังมีระเบียงขนาดใหญ่ไว้นั่งชมวิวอีกด้วย เป็นอะไรที่ดีมาก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ระเบียงนั้นเลยก็ตาม 555 วันแรกหลังจากเช็คอินเสร็จแล้วเราก็นั่งรถรางเข้าไปยังใจกลางเมือง แวะดูมหาวิหารของเมือง แล้วก็เดินเล่นย่านใจกลางเมืองนิดหน่อย เดินดูตลาดนัดแล้วก็ซื้ออะไรกิน เสร็จแล้วก็เดินไปดูวิวตรงริมแม่น้ำ ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตามาเดินเล่นนั่งเล่นกันอยู่เต็มไปหมด เพราะว่าวันนั้นเป็นช่วงสุปสัปดาห์และเป็นวันที่แดดออกจ้าพอดีด้วย

หลังจากชมวิวริมแม่น้ำเสร็จแล้วเราก็นั่งรถบัสไปยังจุดที่เค้าเรียกว่า Dreiländereck ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ตรงกลางแม่น้ำ ตรงบริเวณที่พรมแดนของทั้ง 3 ประเทศมาประจบกันพอดี

20171014_162542.jpg

ตรง Dreiländereck เค้าจะมีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่เหมือนในรูป ฝั่งแม่น้ำทางซ้ายจะเป็นประเทศฝรั่งเศส ฝั่งขวาจะเป็นประเทศเยอรมัน ส่วนฝั่งที่เรายืนถ่ายรูปอยู่เป็นประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เสร็จแล้วเราก็กลับไปดิ่มด่ำกับบรรยากาศยามอาทิตย์ตกดินที่ริมแม่น้ำกันต่อ แล้วก็ไปรับประทานอาหารเย็นสุดหรูที่ภัตตาคาร McDonald ตรงบริเวณใจกลางเมือง ก่อนจะเดินดูเมืองต่ออีกนิดแล้วก็เดินทางกลับมาร่วมกิจกรรมสันทนาการที่โรงแรม (เล่นไพ่) แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน

วันต่อมาเราก็ตื่นนอนแต่เช้า เช็คเอาท์จากโรงแรมแล้วก็เดินมาเก็บบรรยากาศยามเช้าที่ริมแม่น้ำกันอีกรอบ เช้าวันนี้อากาศเย็น มีหมอกลงจางๆ ทำให้บรรยากาศดูสวยชวนฝันขึ้นไปอีกหลายเท่าเลย

ก่อนจะเดินทางออกจากเมือง Basel เราตัดสินใจใช้บริการ เรือข้ามฟาก นั่งจากฝั่งทิศเหนือข้ามไปยังฝั่งทิศใต้ของเมือง ซึ่งบริการเรือข้ามฟากนี้จะมีความพิเศษตรงที่เป็นเรือที่ไม่ใช้มอเตอร์อะไรเลย ใช้แค่กระแสน้ำในการเดินทางล้วนๆ (แต่เก็บเงินค่านั่งซะตั้ง 60 บาทเลยนะ รู้จักมั้ยเรือข้ามฟากท่าเตียน เที่ยวละ 3 บาทอะ) ซึ่งในเมือง Basel นี้จะมีท่าเรือที่มีเรือข้ามฟากแบบนี้อยู่ 4 ท่าด้วยกัน

หลังจากที่เดินทางข้ามฟากมายังตัวเมืองฝั่งทิศใต้แล้ว เราก็นั่งรถรางไปยังสถานีรถไฟหลักแล้วก็ขึ้นรถไฟเดินทางกลับไปยังเยอรมนีกัน สำหรับการเดินทางขากลับนี้เราก็ยังเดินทางโดยใช้ตั๋ว Baden-Württemberg Young Ticket เช่นเคย

ขากลับเราแวะเที่ยวเมือง Freiburg ระหว่างทาง แต่ว่าสำหรับเมืองนี้ การเดินเที่ยวเมืองเป็นเหตุผลรอง เหตุผลหลักที่แวะก็คือเพื่อมากินบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นชื่อดังของเมืองนี้ ที่ร้าน Oishii ต่างหาก 555 แต่จริงๆแล้วเมือง Freiburg นี้เป็นเมืองที่สวยมากๆนะ เป็นเมืองที่ตรงบริเวณใจกลางเมืองเป็นเมืองเก่าขนาดใหญ่ที่เก่าแก่จริงๆและสวยมากๆ แถมยังมีมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมันแลย แถมติดกับใจกลางเมืองยังมีเนินเขาให้เดินขึ้นไปชมวิว และเนินเขานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาที่ทอดยาวลึกเข้าไปถึงในเขตป่าดำนู่นเลย

หลังจากอิ่มหนำสำราญกับบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นสุดอร่อย และเดินเที่ยวเมืองกันจนหมดแรงแล้ว เราก็กลับมาขึ้นรถไฟเดินทางกลับไปยังเมือง Karlsruhe ต่อ ปิดทริปขำๆทริปนี้ไปอย่างอิ่มเอิบใจ เตรียมตัวรอพบกับมหาลัยที่กำลังจะเปิดเทอมในวันรุ่งขึ้น

20171015_094706.jpg

รีวิว Workshop Mechatronische Systeme und Produkte

สิ่งที่เป็นที่สุดของการเรียนคณะ Mechatronik (Mechatronic Engineering) ที่มหาวิทยาลัย Karlsruhe Institute of Technology และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของคณะนี้ของมหาวิทยาลัยทุกๆแห่งเลยด้วยซ้ำ ก็คือหัวข้อที่เรากำลังจะมาเล่าถึงในโพสต์นี้กัน สิ่งๆนั้นคือการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาจริงๆโดยใช้วัตถุดิบและ sensor และ actuator ต่างๆ ร่วมกับการเขียนโปรแกรม เพื่อให้หุ่นยนต์ที่เราสร้างขึ้นมาสามารถทำภารกิจต่างๆนานาให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างอัตโนมัติ แบบไม่ต้องมีการควบคุมอะไรเลย เป็นไงล่ะ ฟังดูน่าตื่นเต้นสุดๆไปเลยใช่รึเปล่าาา (ใช่ครับ/ใช่ค่ะ)

สำหรับที่มหาลัย KIT การสร้างหุ่นยนต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Mechatronische Systeme und Produkte (Mechatronic systems and products) ซึ่งวิชานี้เป็นวิชาเดียวในป.ตรีที่เป็นของคณะ Mechatronik จริงๆ และเรียนกันแค่นักเรียนคณะ Mechatronik จริงๆ (บวกกับนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik ที่เรียนไปเป็นครูวิทยาศาสตร์อีกไม่กี่คน) วิชาของป.ตรีที่ผ่านๆมา นักเรียนคณะ Mechatronik จะต้องไปนั่งเรียนรวมกับคณะอื่นๆหมดเลย แต่สำหรับวิชานี้ ถึงจะมีใครจากคณะอื่นอยากมาเรียนหรือมาทำ Workshop ด้วย แต่ก็ทำไม่ได้นาจา สงวนไว้สำหรับนักเรียนคณะ Mechatronik และคณะ Naturwissenschaft und Technik เท่านั้น

สำหรับวิชา Mechatronische Systeme und Produkte นี้ จะแบ่งเป็นส่วนทฤษฎี กับส่วนปฏิบัติซึ่งก็คือ Workshop ที่จะกินระยะเวลาเยอะกว่ามาก ส่วนทฤษฎีนี่จริงๆเรียนไปแค่ประมาณครึ่งเทอมก็จบแล้ว ตัว Workshop ก็จะเป็นในเรื่องของการสร้างหุ่นยนต์นั่นเอง โดยเค้าจะมีเลโก้และตัว sensor กับ actuator ต่างๆ ของบริษัท Fischertechnik มาให้ แล้วก็จะมีวัสดุพิเศษอีกอย่างมาให้ใช้ ก็คือแผ่นไม้ความหนาแน่นสูง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า High Density Fiberboard (HDF) ซึ่งตัวแผ่นไม้นี้ เราสามารถเอาไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำมาประกอบกันเป็นโครงสร้างได้โดยใช้เครื่องตัดเลเซอร์ที่มหาวิทยาลัยมีให้ ข้อดีของการใช้ HDF ประกอบเป็นหุ่นยนต์ก็คือ มันจะมั่นคงกว่า และเราสามารถกำหนดตำแหน่งและขนาดต่างๆได้ตามใจ คือถ้าใช้เลโก้ต่อ มันก็จะมีขนาดของเลโก้แต่ละชิ้นมาอยู่แล้ว ไม่สามารถกำหนดขนาดได้ตามใจ และถ้าใช้เลโก้ ก็มีโอกาสที่เลโก้บางชิ้นจะเลื่อนหลุดออกจากกันด้วย (โอกาสน้อย แต่ก็มี และถ้าชิ้นส่วนของหุ่นยนต์หลุดออกมาระหว่างที่กำลังแสดงอยู่นี่จะเป็นอะไรที่พังมาก 555)

กล่องอุปกรณ์เลโก้ของ Fischertechnik ที่มหาลัยมีให้

ก่อนจะเริ่มต้นทำ Workshop ก็จะมีการแบ่งกลุ่มกันก่อนโดยจะเป็นการแบ่งแบบสุ่ม แต่ก็ไม่ได้สุ่มแบบมั่วๆนะ เค้าจะให้เราไปกรอกแบบทดสอบทางจิตวิทยา ที่จะทดสอบว่าเรามีบุคลิกภาพแบบไหนตามหลัก Big Five  (คนเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์, คนละเอียด ชอบวางแผน, คนเข้าสังคมเก่ง, คนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น, คนเครียด ขี้กังวล ชอบดราม่า) กับแบบสอบถามว่าถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษ (เครื่องกล, ไฟฟ้า, เขียนโปรแกรม, CAD, Matlab ฯลฯ) อะไรอย่างนี้ในเว็บของเค้าก่อน เสร็จแล้วเค้าก็จะแบ่งกลุ่มแบบสุ่มโดยอิงตามข้อมูลนั้น ในกลุ่มๆนึงก็เลยจะมีคนที่มีลักษณะนิสัยต่างๆกันและมีความถนัดต่างๆแบบครบเครื่อง โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีสมาชิก 5-6 คน แล้วแต่ละกลุ่มก็จะมีผู้นำกลุ่มหรือเมนเทอร์หนึ่งคน ซึ่งเมนเทอร์ประจำแต่ละกลุ่มก็จะเป็นนักเรียนป.โทที่กำลังเรียนวิชาเกี่ยวกับการเป็นผู้นำอยู่ และการมาเป็นเมนเทอร์นี้ก็ถือว่าเป็น Workshop ประจำวิชานั้นของเค้าด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้บางกลุ่มก็อาจจะมีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik มาอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน

หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จแล้ว นักเรียนคณะ Mechatronik 5-6 คนประจำกลุ่มนี้ก็ยังต้องมาเลือกบทบาทให้กับตัวเองอีก คือสำหรับแต่ละกลุ่มนั้นเค้าจะมีอยู่ 5 บทบาทให้แต่ละคนเลือก ก็คือ

  • Mechanical engineer มีหน้าที่สร้างโมเดลของหุ่นยนต์ที่สร้างมาในโปรแกรม CAD กับมีหน้าที่วาดแบบโมเดลใน CAD สำหรับเอาแผ่น HDF ไปเข้าเครื่องเลเซอร์ตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆตามโมเดลนั้น
  • System Engineer มีหน้าที่ออกแบบโมเดลของระบบโดยใช้ภาษา SysML อารมณ์ประมาณทำ Mind Map ว่าหุ่นยนต์ที่เราสร้างเกี่ยวข้องกับอะไรในด้านไหนบ้าง ทั้งในเรื่องของการทำงาน การทดสอบ การตลาด ฯลฯ อะไรประมาณนี้มั้ง ไม่ชัวร์เหมือนกัน 55
  • Information Technology Engineer มีหน้าที่เขียนโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์โดยใช้โปรแกรม Matlab&Simulink
  • Test Engineer มีหน้าที่บันทึกรายงานการทดสอบหุ่นยนต์ และการทดสอบสมมติฐานต่างๆโดยใช้โปรแกรม Trello
  • Group Spokesperson มีหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่ม วางแผนการทำงาน ทำ Powerpoint และตัดต่อวิดีโอนำเสนอความก้าวหน้าของงาน แล้วก็ทำรายงานรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว

Mechanical Engineer กำลังวาดแบบในโปรแกรม CAD

นอกจากนี้ก็ยังมีบทบาทและหน้าที่ที่กำหนดตัวคนมาให้แล้วสำหรับเมนเทอร์ของกลุ่ม หรือ Group Leader ซึ่งจะมีหน้าที่คอยติดตามความก้าวหน้าของงาน คอยควบคุมให้งานเดินหน้าไปอย่างราบรื่นและตามกำหนด แล้วก็ให้คำปรึกษาจิปาถะกับสมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจหรือการทำงานร่วมกัน มีหน้าที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆกับ Group leader ของกลุ่มอื่นๆ แล้วก็มีหน้าที่นำเสนอความก้าวหน้าของงานต่อคณะอาจารย์ผู้สอนโดยใช้ Powerpoint ที่ Spokesperson ทำ

ส่วนสำหรับกลุ่มไหนที่มีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik อยู่ บทบาทของนักเรียนคนนั้นก็จะเป็น Methods Engineer ซึ่งจะมีหน้าที่ช่วยให้การสนับสนุนในช่วงขั้นตอนของการหาไอเดียต่างๆ และในช่วงขั้นตอนของการรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว ในมุมมองของนักเรียนครู

โดยบทบาทต่างๆทั้ง 5 บทบาทนี้ สมาชิกแต่ละคนให้กลุ่ม (ยกเว้นคนที่เป็น Group Leader กับ Methods Engineer) ต้องเลือกบทบาทที่อยากทำให้กับตัวเอง คนละบทบาท (ถ้ากลุ่มไหนมีนักเรียนคณะ Mechatronik 6 คนก็จะอนุญาตให้สามารถมี Mechanical Engineer หรือ Information Technology Engineer 2 คนได้) แล้วบทบาทนี้ก็จะอยู่กับตัวเราไปจนจบ Workshop โดยแต่ละบทบาทก็จะมีผลงานให้ส่งต่างๆกันไปสำหรับไว้เป็นคะแนนงานเดี่ยว สมมติถ้าเราเป็น Mechanical Engineer เราก็ต้องส่งงานที่เป็น CAD ในฐานะงานเดี่ยว ซึ่งคะแนนจากงาน CAD นี้ก็จะเป็นคนแนนของเราคนเดียวเท่านั้น ที่เค้าจะเอาไปรวมกับคะแนนงานกลุ่มอีกที ซึ่งคะแนนงานกลุ่มก็จะมาจากภาพรวมของตัวหุ่นยนต์ การวางแผนงาน รายงานความคืบหน้าต่างๆ และวิดีโอนำเสนอผลงาน อะไรประมาณนี้ ระหว่างที่ทำงานเราสามารถช่วยๆกันทำงานของแต่ละคนได้ แต่ว่าคะแนนของงานเดี่ยวก็จะเป็นคะแนนของคนที่เลือกบทบาทนั้นคนเดียวเท่านั้น

แผ่น HDF หลังจากที่ผ่านการตัดด้วยเลเซอร์แล้ว

ตอนที่แบ่งกลุ่ม เค้าจะแบ่งนักเรียนออกเป็นทีมๆ ซึ่งในแต่ละทีมก็จะประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม ซึ่ง 2 กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เป็น partner กัน คือต่างกลุ่มต่างต่อหุ่นยนต์ของตัวเอง แต่ว่าหุ่นยนต์ของ 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้จะต้องทำงานร่วมกัน ทำให้ระหว่างเทอมก็จะต้องมีการนัดพบกันระหว่าง 2 กลุ่มนี้เพื่อตกลงกันในเรื่องต่างๆอยู่บ่อยๆ เหมือนกับการทำงานจริงๆที่ก็จะต้องมีการตกลงกันกับฝ่ายต่างๆอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน

หลังจากแบ่งสมาชิกและกำหนดบทบาทเสร็จแล้ว เรามาดูในเรื่องของภารกิจที่หุ่นยนต์ของเราต้องทำกันต่อเนอะ ภารกิจที่พวกเราต้องทำก็คือ ในกลุ่ม 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้ จะสร้างหุ่นยนต์อะไรยังไงก็ได้ ให้เก็บก้อนทรงสี่เหลี่ยมสีฟ้ากับสีแดง แล้วก็ก้อนทรงกระบอกสีดำจากพื้นมาให้หมด แล้วเอาแค่ก้อนสีฟ้ามาต่อๆกันเป็นหอคอยบนแท่นที่เค้าตัั้งไว้ให้ แล้วก็มีกติกานั่นนี่กับข้อห้ามอีกเยอะแยะเต็มไปหมด เช่นถ้าเก็บก้อนหินมาจากพื้นเอามาไว้ในตัวหุ่นยนต์ได้จะได้คะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ถ้ามีก้อนสีแดงตกค้างอยู่บนพื้นจะเสียคะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ระหว่างที่หุ่นยนต์ทำงานห้ามจับหุ่นยนต์เกิน 2 ครั้ง จับแต่ละครั้งจะติดลบกี่คะแนนก็ว่าไป แล้วก็ถ้าหอคอย 2 หอนั้นสูงจากพื้นดินเท่ากัน ก็จะได้คะแนนโบนัสกี่คะแนนก็ว่าไป

และสิ่งที่น่าตื่นเต้นและน่าตั้งตารอคอยมากที่สุดสำหรับวิชานี้ก็คือ ตอนก่อนสิ้นเทอมเค้าจะจัดการแข่งขันระหว่างทุกๆกลุ่ม และจะมีประกาศณียบัตรสำหรับกลุ่มที่ได้คะแนนเยอะที่สุดให้ด้วย! ไม่ใช่เล่นๆเลยนะเนี่ย (แต่ว่าการแข่งขันนี้ไม่ได้มีผลต่อคะแนน คะแนนจะมาจากส่วนงานกลุ่มและงานเดี่ยวที่พูดถึงไปตอนก่อนหน้านี้เท่านั้น)

จุดประสงค์ของวิชานี้จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเพื่อจะให้เราสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องขึ้นมาหรอก แต่เพื่อให้เราเข้าใจการทำงานแบบวิศวกรในชีวิตจริงมากกว่า แบบเริ่มต้นมาก็มีการแบ่งบทบาทจำลองหน้าที่ของวิศวกรจริงๆกันละ แล้วก็มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการประชุมระหว่างกลุ่ม มีการต้องวาง strategy ของการทำงานของผลงานของเราเพื่อให้ชนะการประกวด มีการต้องสร้าง Prototype ขึ้นมาสำหรับการทดสอบก่อนจะสร้างตัวหุ่นยนต์จริงๆ มีการต้องทดสอบผลงานว่าทำงานได้อย่างที่ต้องการมั้ย และถ้าทำไม่ได้ สมมติฐานคืออะไร คิดว่าน่าจะแก้ปัญหายังไง และลองแล้วแก้ได้มั้ย และพวกนี้ก็ต้องมีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบระเบียบหมด มีการต้องรายงานความก้าวหน้าของงานต่ออาจารย์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นลูกค้า แล้วตอนการแข่งขันตอนจบก็ยังเป็นเหมือนกับการนำเสนอผลงานต่อท้องตลาดอีก คือมีอาจารย์ และมีคนนอกเข้ามาดูได้ด้วย สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำ Workshop ในครั้งนี้ก็คือ การที่จะพัฒนาสินค้าอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อนำออกขายเนี่ย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ คือก่อนหน้านี้เราจะเข้าใจว่าถ้าเราวางแผนบนกระดาษและคิดคำนวณทุกอย่างแบบสมบูรณ์แล้ว พอถึงขั้นตอนการประดิษฐ์จริงๆ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในธรรมชาติมันจะมีความ error ของมันอยู่ในหลายส่วนมากๆ ทั้งในส่วนของวัสดุ ทั้งในส่วนของเครื่องจักร และยังมีปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่ทำให้ชิ้นงานของเราอาจจะทำงานไม่ได้อย่างที่วางแผนไว้ และจะต้องผ่านการทดสอบและแก้ไขกันอีกมากมาย หนึ่งในสิ่งที่สำคัญทีี่สุดของการสร้างชิ้นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาก็คือการเริ่มทดสอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จริงๆ

สำหรับประสบการณ์ส่วนตัวของเราใน Workshop นี้ กลุ่มของเรามีสมาชิกแค่ 5 คน เพราะว่ามีคนนึงที่ขอถอนตัวออกไปหลังจากที่แบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ไม่มีนักเรียนคณะ Naturwissenschaft und Technik ทำให้กลุ่มของเรามีบทบาทเกินจำนวนสมาชิกมา 1 บทบาท ซึ่งหลังจากเลือกบทบาทกันแล้วก็เหลืออยู่ 2 บทบาทให้เราเลือกก็คือ System Engineer กับ Test Engineer โดยที่เราตัดสินใจเลือก Test Engineer เพราะว่าคิดว่าตัวเราเองเป็นคนละเอียด แล้วก็คิดว่าตำแหน่งนี้ น่าจะแบบแค่รอให้คนอื่นทำงานของตัวเองเสร็จก่อน แล้วเราค่อยมาทดสอบทีหลัง แล้วก็บอกว่าผ่าน/ไม่ผ่าน ไปแก้มาใหม่ อะไรอย่างนี้ 5555 แต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายตัวเองงานหนักที่สุดเลยจ้า 555555 คือตอนเลือกบทบาทก็เอางานเขียนโปรแกรมกับงาน CAD ให้คนอื่นที่มีประสบการณ์ทำไป ส่วนงานตัวแทนกลุ่มก็ให้สมาชิกที่เป็นคนเยอรมันทำไป (คือเค้าแบ่งกลุ่มยังไงก็ไม่รู้นะ แจ๊คพ็อตชาวต่างชาติมาลงที่กลุ่มนี้หมดเลยจ้า มีนักเรียน Mechatronik ที่เป็นคนเยอรมันอยู่คนเดียว (กับมี Group leader เป็นคนเยอรมัน) คนที่ถอนตัวออกไปก็เป็นคนต่างชาติ 555) สุดท้ายการแบ่งตำแหน่งก็เลยมาลงตัวอย่างนี้

สำหรับที่บอกว่าบทบาท Test Engineer เป็นบทบาทที่หนักสุด ทำไมถึงหนักสุด ไม่รู้ว่าเพราะเป็นตัวเราเองด้วยรึเปล่า แต่ลองคุยกับ Test Engineer ของกลุ่ม partner เค้าก็บอกว่าเค้างานหนักสุด คือ Test Engineer เนี่ยเอาจริงๆแล้วแทบจะต้องอยู่ควบคุมแทบจะตลอดการทำงานเลย เริิ่มแรกเลยคือต้องมีการสร้าง Prototype ของหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อทดสอบก่อน ว่าต่อแบบนี้ๆแล้วทำงานได้จริงๆใช่มั้ย (ปกติแล้ว Prototype จะต่อขึ้นมาจากเลโก้ จะได้แก้ง่ายๆ แล้วตัวหุ่นยนต์จริงๆค่อยต่อจาก HDF เป็นหลัก) ก็เป็นหน้าที่หลักของ Test Engineer คือคนอื่นในกลุ่มก็อาจจะช่วยกันต่อแหละ แต่หน้าที่ทดสอบส่วนใหญ่ Test Engineer ก็ทำเอง แล้วมันก็ต้องดูว่าต่อแบบนี้แล้วมันจะทำงานได้อย่างที่เราต้องการรึเปล่า ถ้าไม่ได้ก็ค่อยๆแก้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแก้ไปแก้มาก็กลายเป็นเหมือนกับ Test Engineer ต่อคนเดียวทั้งหมด นี่ยังไม่พอ มีครั้งนึงเราต่อระบบหนึ่งเสร็จ ทดสอบเสร็จเรียบร้อยไม่มีปัญหาแล้ว ดีใจ คิดว่าสุปสัปดาห์นี้ว่างแล้ว ชิว ปรากฏว่าคืนนั้น สมาชิกอีกคนในกลุ่มนางมาแกะๆๆต่อใหม่จ้าาา แล้วก็โพสต์รูปลงกรุ๊ป whatsapp บอกว่าชั้นช่วยแก้ให้มันดูรกน้อยลงนะ เราเปิดแชทขึ้นมาอ่าน แทบจะล้มทั้งยืน!!!!! แบบนึกภาพยังกะในละคร หน้ามืดจะเป็นล้ม แทบคว้าอะไรมาพยุงตัวไว้ไม่ทัน สรุปว่าเสาร์อาทิตย์นั้นก็ต้องไปนั่งแก้ใหม่ให้เป็นเหมือนเดิมโนะ 555

ตอนเริ่มต้นสร้าง Prototype และทดสอบระบบตอนแรกๆเลย

พอต่อ Prototype เสร็จทุกอย่างดั่งใจแล้ว เราก็ต้องต่อตัวหุ่นยนต์จริงๆออกมาโดยใช้ HDF ซึ่งก็ต้องมีการเขียนแบบโมเดลส่วนต่างๆใน CAD อีก ซึ่งหน้าที่นี้จริงๆแล้วเป็นของ Mechanical Engineer แต่ด้วยความวิตกจริต กลัวว่าเค้าจะไปทำโมเดลออกมาไม่เหมือนกับที่เราตั้งใจไว้ เราก็เลยต้องนั่งวาดแบบลงกระดาษเอาเองก่อนแล้วค่อยส่งให้เค้าไปทำในคอม ซึ่งการเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆของเลโก้มาเป็น HDF ก็ต้องคิดหนักอีก เพราะแบบ การต่อเซนเซอร์หรือต่อมอเตอร์เนี่ย เราสามารถต่อลงไปกับเลโก้ชิ้นอื่นๆได้เลย เพราะเลโก้แต่ละชิ้นก็จะมีบล็อกต่างๆที่มันลงร่องกันพอดี พอเราเปลี่ยนมาใช้ HDF ก็ต้องมาหาทางคิดดูว่าจะประกอบมอเตอร์กับเซนเซอร์ต่างๆเข้าไปยังไง บางทีเขียนแบบส่งไปแล้ว Mechanical Engineer ไม่เข้าใจบางอย่าง ก็ต้องมานั่งประกบแล้วก็อธิบายอีก บางทีตัด HDF ออกมาเสร็จแล้ว ประกอบกันไม่ลงล็อค หรือประกอบกันเรียบร้อย แต่ว่าทำงานไม่ได้เหมือนกับที่ตั้งใจไว้ ก็ต้องมาทดสอบอีกว่าเพราะอะไรและจะแก้ยังไง แล้วก็ต้องเขียนแบบให้ตัดใหม่ วนลูปไปอีกเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ

เสร็จแล้วขั้นตอนต่อไป ก็ต้องไปนั่งทำงานร่วมกับ Information Technology Engineer เพื่อดูว่าโปรแกรมที่เค้าเขียนมา พอโหลดลง Micro controller แล้ว พอเปิดสวิตช์แล้วมันทำงานได้อย่างที่ตั้งใจรึเปล่า อันนี้ค่อยสบายหน่อยเพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมาจากโครงสร้างแล้ว แต่จะมาจากโปรแกรม ซึ่ง Information Technology Engineer จะตรวจสอบและแก้เองได้ เราไม่ต้องทำอะไรมาก ช่วงนี้เราจะเริ่มได้เห็นหุ่นยนต์ของเราทำงานได้แบบมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ทำงานได้อย่างที่เราตั้งใจ จากที่เราสังเกตอีกกลุ่มมาด้วย เราว่า Test Engineer กับ Information Technology Engineer จะเป็นสองคนที่เข้าใจการทำงานและปัญหาของหุ่นยนต์มากที่สุดแล้ว เพราะว่าได้นั่งดูการทำงานทั้งหมดจริงๆ ได้เห็นปัญหาจริงๆ

Prototype ของระบบแรก หลังจากทดสอบกับโปรแกรมสำเร็จแล้ว รอประกอบหุ่นยนต์ของจริงโดยใช้ HDF

พอหุ่นยนต์ของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเอาไปทดสอบกับหุ่นยนต์ของกลุ่ม partner เพื่อดูว่าทำงานสอดคล้องกันอย่างที่ตั้งใจรึเปล่า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ทีมของเรามีปัญหานิดนึง เพราะว่ากลุ่มที่เป็น partner เค้าตัด HDF กันช้ามาก คืออีกสองอาทิตย์จะแข่งแล้วเพิ่งจะตัด HDF ครั้งแรก ซึ่งมั่นใจได้เลยว่ายังใช้งานไม่ได้ 100% แน่นอน มีปัญหาแน่นอน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทำให้ต้องชะลอๆการทดสอบไปก่อน รออีกกลุ่มทำเสร็จก่อน

อันนี้คือคลิปจากการทดสอบการทำงานของหุ่นยนต์ของกลุ่มเรา https://www.youtube.com/watch?v=nIbwYI4cv-k

Prototype ของ 2 ระบบหลัก ก่อนจะเริ่มตัด HDF ไอระบบทางซ้ายล่างคืออันเดียวกันกับระบบในรูปด้านบน แต่อันในรูปนี้คือเวอร์ชั่นหลังจากที่อันเก่าโดนสมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งเอาไปปู้ยี่ปู้ยำเสร็จแล้วก็มาบอกว่าชั้นประกอบใหม่ให้มันดูรกน้อยลงแล้วนะ คือดูรกน้อยลงน่ะใช่ แต่ว่ามันทำงานไม่ได้เลยนาจา ดีนะที่วาดแบบของระบบอันเก่าที่ทำงานได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

หุ่นยนต์ของเราหลังจากเอา HDF มาประกอบด้วยเป็นครั้งแรก

พอได้เริ่มทดสอบช้า มันก็จะเกิดปัญหาที่ตามมาก็คือ แก้ปัญหาที่ยังมีอยู่ได้ช้า ตรงไหนที่เราอยากจะพัฒนาหรือทำให้ดีขึ้นมันก็จะช้าตามมา หรืออาจจะไม่ได้ทำเลย ก็เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันไป สรุปว่าข้ามไปตอนวันแข่งขันเลยละกัน วันแข่งขันจะมีอยู่ 2 วัน วันแรกจะจัดกันภายใน คือมีแค่นักเรียนกับอาจารย์ 2 คน ทุกทีมจะได้เข้าร่วมแข่ง (มี 7 ทีม) และทีมที่อ่อนที่สุด 2 ทีมจะถูกคัดออก แล้ววันต่อไปก็จะเป็นการแข่งขันแบบจริงจังขึ้นมาอีก จัดในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก มีศาสตราจารย์คนอื่นๆประจำวิชามาดูด้วย แล้วก็คนนอกก็สามารถมาดูได้ ตอนวันแข่งขันวันแรกเรากลัวมากว่าหุ่นยนต์ของกลุ่มเราจะเป็นกลุ่มเดียวที่เอ๋อในการแข่งขัน เพราะแบบแก้แล้วแก้อีกยันวันแข่ง แล้วระหว่างเทอมก็ไม่ได้ไปคุยกับกลุ่มอื่นมากเท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆ สรุปเอ๋อกันแทบทุกกลุ่ม 555 เอ๋อนิดเอ๋อหน่อย แต่ของกลุ่มเราทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้เลย คือหุ่นยนต์ของเรามีหน้าที่รับก้อนหินมาจากหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner แล้วก็เอามาสร้างหอคอย 2 หอให้มีความสูงเท่ากัน ซึ่งก็สร้างได้จริงๆแบบไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ว่าหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner ส่งหินมาให้ไม่ครบ เลยสร้างได้แค่ 1 หอ สรุปว่าผลการแข่งขัน มีอยู่ 7 ทีม คะแนนอันดับหนึ่ง 269 คะแนน อันดับสอง 64 คะแนน ทีมเราคะแนนมาเป็นอันดับสาม 36 คะแนน ส่วนที่เหลือคะแนนติดลบ 555 ทีมที่มีคะแนนต่ำสุดได้คะแนน -36 คะแนน 

หลังแข่งเสร็จหมาดๆ

แต่ว่าระหว่างที่กำลังแข่งอยู่ ของทีมเราเกิดปัญหา ก็คือเค้าตั้งกฏไว้ว่า หลังจากที่หมดเวลาแข่งแล้ว หุ่นยนต์แต่ละตัวต้องเปิดไฟสีเขียว แต่หุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner เราเค้าเขียนโปรแกรมไว้ว่าไฟจะติดก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์รถขับกลับเข้าไปตรง End Area แล้วเท่านั้น ไม่ได้ควบคุมแบบตั้งเวลานับถอยหลัง แล้วตรง End Area นั้น มันมีสติกเกอร์ติดไว้บนพื้นเพื่อบ่งบอกอาณาเขต แต่หุ่นยนต์รถมันวิ่งไปติด (เพราะสติกเกอร์มันเก่าจนตรงขอบๆมันเด้งขึ้นมา) หรืออะไรซักอย่าง ทำให้มันขับเข้าไปไม่ได้ ทำให้ไฟไม่ติด เค้าเลยถือว่าทีมเราทำไม่ได้ตามกฏและไม่ให้ข้ามไปแข่งในวันต่อไป ถึงจะไปโวยว่าเป็นเพราะความบกพร่องของสถานที่ต่างหากแต่เค้าก็ไม่ให้ ก็เป็นอะไรที่น่าเสียดาย แต่อย่างน้อยหุ่นยนต์ของกลุ่มเราก็สามารถทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้วก็เรียกเสียงเชียร์และเสียงตบมือมาได้เยอะเลย เป็นแค่ 1 ใน 3 ทีมในวันนั้นที่สามารถสร้างหอคอยสูงๆได้ด้วย สงสารก็แค่กลุ่ม partner ของเราโดยเฉพาะคนที่เป็น Test Engineer ที่ช่วงอาทิตย์ก่อนการแข่งขันมาทำงานทั้งวันทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย แต่มาตกรอบด้วยเรื่องนิดเดียว

หุ่นยนต์ของกลุ่มเรา กับหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner

สิ่งหนึ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ช่วงระหว่างเทอมที่เรากำลังต่อหุ่นยนต์กันอยู่ จะมีเพื่อนคนนึงที่เมื่อก่อนเคยทำงานกลุ่มวิชาอื่นด้วยกันมาเดินมาดูเป็นพักๆ ซึ่งแทบทุกครั้งที่เค้าเดินมาดู หุ่นยนต์ของเราจะมีปัญหาตลอด แต่ตอนวันแข่งหลังแข่งเสร็จเค้าเดินมาบอกว่าน่าเสียดายมากที่ทีมเธอไม่ได้ไปต่อ แต่ว่าวันนี้หุ่นยนต์ของเธอเยี่ยมมาก สร้างหอคอยได้แบบไม่มีปัญหาเลย ได้ยินแค่นี้ก็ดีใจแบบไม่ต้องแข่งต่อละ คำพูดคนเราสร้างกำลังใจให้กับคนอื่นได้มากจริงๆ เราควรมาช่วยสร้างกำลังใจกับคนอื่นแบบนี้กันบ่อยๆนะทุกคน

อันหน้าสุดที่เป็นรถกับอันที่เป็นหอคอยคือหุ่นของทีมที่ชนะ

หลังจากจบการแข่งขันวันนั้น สมาชิกของทีมเราก็ไปดื่มเบียร์ปลอบใจกันที่ผับของมหาลัย ข้อดีอย่างหนึ่งของการไม่ได้ไปต่อก็คือ สำหรับพวกเรา งาน Workshop นี้จบสิ้นเรียบร้อย ไม่ต้องมาเตรียมตัวสำหรับการแข่งวันต่อไปแล้ว 555 ตอนวันต่อไปเราก็เข้าไปนั่งดูการแข่งขันด้วย ปรากฏว่าวันนี้เค้าติดสติกเกอร์ใหม่ เปลี่ยนระบบเซนเซอร์กล้องใหม่สำหรับหุ่นยนต์รถให้ดีขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น ทุกอย่างเนี้ยบสุดๆ และด้วยความที่แต่ละทีมที่ผ่านเข้ารอบมาได้กลับไปแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเองจากเมื่อวานมาด้วยทำให้วันนี้แต่ละทีมทำได้ดีขึ้นทุกทีมเลย บางทีมก็ได้คะแนนเพิ่มขี้นเยอะมากๆ แม้แต่ทีมที่เมื่อวานได้คะแนน -36 คะแนน วันนี้ก็ยังได้คะแนนไปมากถึง -24 คะแนน 555555 แต่ว่าลำดับแต่ละลำดับก็ยังเป็นเหมือนกับเมื่อวานเป๊ะๆเลย ทีมที่ได้ที่หนึ่งก็ได้ที่หนึ่งเหมือนเดิม ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 269 เป็น 289 คะแนน ก็รับถ้วยรางวัล รับประกาศณียบัตรไป

บรรยากาศในห้องก่อนการแข่งขันวันที่สอง

แล้วก็ปิดฉากลงไปกับการทำงานอย่างหนักหน่วงที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเทอมนี้ เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของคณะ Mechatronik จริงๆ ไม่เคยทุ่มเทกับงานโปรเจคต์อะไรขนาดนี้มาก่อน หลายๆครั้งที่ต้องอยู่ทำงานยันดึกยันดื่น หลายๆครั้งที่พยายามแก้ปัญหาอะไรซักอย่างก็แก้ไม่ได้ซักที ไม่รู้จะแก้ยังไง หลายๆครั้งที่เหมือนจะแก้ปัญหาได้แล้ว แต่อยู่ดีๆปัญหาเดิมๆก็กลับมาอีก หลายๆครั้งที่วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาใหม่อีกอย่างขึ้นมา หลายๆครั้งที่ทดสอบเองเสร็จเรียบร้อย ไม่มีปัญหาแล้ว แต่พอวันต่อไปจะแสดงให้สมาชิกคนอื่นในกลุ่มดู กลับมีปัญหาซะงั้น มีบางครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อยใจ อยากจะพอแล้ว อยากจะทิ้งแล้วก็ให้โชคช่วยไม่ให้เกิดปัญหาตอนแข่งเอาละกัน แต่ก็ยังทำต่อไปเรื่อยๆจนมั่นใจ 99% ว่าสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้แล้ว สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ก็เหมือนอย่างที่บอกไป ก็คือ การผลิตสินค้าอะไรซักอย่างออกมามันไม่ใช่ง่ายๆจริงๆ รู้ซึ้งถึงแก่นเลยคราวนี้ 555 ตอนนี้สำหรับ Workshop นี้มีเหลืออยู่อีกแค่ขั้นตอนเดียวก่อนจะจบ Workshop ก็คือการทำรายงานรีวิวประสบการณ์ เราก็เลยถือโอกาสมารีวิวลงบล็อกล่วงหน้าก่อนซะเลย จะได้เป็นการเตรียมตัวไว้ก่อนด้วย 555 หลังจากที่ Workshop นี้จบลง สิ่งที่เราต้องทำก็จะเหลือแค่สอบเก็บหน่วยกิตให้ครบ แล้วก็เขียน Thesis จบ เพียงเท่านี้เราก็จะจบป.ตรีจากเยอรมนีแล้ว (พูดเหมือนง่ายเนอะ 555) เดี๋ยวไว้มีโอกาสหวังว่าคงจะได้กลับมารีวิวเรื่องการเขียนงานจบและการเรียนจบป.ตรีจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนีในอีกไม่นานนี้โนะ 555

Budapest: Jewish Quarter & Ruin Bar

อากาศอันอบอุ่น ท้องฟ้าสดใส และบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาบนท้องถนนในวันแรกที่เรามาถึง Budapest นั้น แปรสภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือในเช้าวันถัดมา เมื่อความหนาวเหน็บมาเยือนเพียงในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน วันที่สองของเราใน Budapest นั้น อากาศแย่มาก ทั้งหนาวทั้งมืดครึ้ม แถมฝนยังตกปรอยๆแทบทั้งวัน วันนี้เราเลยไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เดินดูตึกรามบ้านช่องในย่านที่อยู่อาศัยทั่วไป

 

 

สำหรับวันนี้มีไฮไลท์ของวันอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือบ้านเลขที่ 7 ถนน Felka ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้เป็นสถานที่ที่สำคัญอะไรหรอก แค่ตอนอยู่ม.ปลายที่โรงเรียนเราจะมีหนังสือภาษาอังกฤษให้อ่านเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา แล้วก็มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เราเคยอ่านที่ชื่อ “How I met myself” ที่ดำเนินเรื่องในเมือง Budapest และมีสถานที่สำคัญของเนื้อเรื่องตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 7 ถนน Felka นี่เอง… แต่พอไปถึงแล้วปรากฏว่าไม่มีอยู่จริงนะ 555 ตรงถนน Felka เราเห็นมีแค่ป้ายบ้านเลขที่ 1 กับ 3 แล้วถัดมาก็เป็นตึกสีเหลืองใหญ่ๆที่มีทางเข้าอยู่ตรงถนนอีกเส้นแทน ไม่รู้ว่าตรงนั้นเค้านับเป็นบ้านเลขที่ 5 กับ 7 ด้วยรึเปล่า แต่เอาเถอะ แค่ได้มาถึงถนน Felka ก็ฟินละ 55

20170917_103555.jpg

บ้านเลขที่ 7 ถนน Felka ซึ่งไม่มีอยู่จริง ตำแหน่งที่ประตูบ้านควรจะตั้งอยู่กลับเป็นตึกสีเหลืองๆด้านซ้ายนี่ แล้วทางเข้าตึกนี้กลับไปอยู่อีกฝั่งนึงแทน

20170917_114414.jpg

อาหารมื้อสายของวันนั้นคือ Mcdonald ในสาขาที่หรูหราที่สุดในประเทศฮังการี ตั้งอยู่ที่ Teréz krt. 55 ข้างๆสถานีรถไฟ Budapest-Nyugati

20170917_121524.jpg

ด้านในสถานีรถไฟ Budapest-Nyugati บรรยากาศคือแบบเก่าย้อนยุคมาก เครื่องจักรของรถไฟส่งเสียงดังอื้ออึง ควันจากเครื่องจักรไอน้ำก็ลอยละล่อง ส่งกลิ่นเหม็นแปลกๆตลบอบอวลไปหมด เอาไปแข่งในเรื่องความ vintage กับหัวลำโพงได้เลยนะเนี่ย

 

ส่วนไฮไลท์อย่างที่สองก็คือร้าน Szimpla Kert ซึ่งเป็นหนึ่งใน ruin bars ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน Budapest ซึ่ง ruin bar สำหรับที่นี่ ก็คือโรงงานร้าง หรือตึกร้างที่เค้ามาบูรณะใหม่นิดหน่อยให้สามารถใช้งานได้และโครงสร้างปลอดภัย แต่ว่ายังคงสภาพเหมือนตึกร้างอยู่ แล้วก็ตกแต่งแบบฮิปๆ แล้วก็ทำเป็นบาร์ ซึ่งสำหรับเมือง Budapest นอกจากโรงแอบน้ำแล้ว ruin bars นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดขายและมีชื่อเสียงมากของเมืองนี้เลย เอาล่ะ ถึงมาครั้งนี้จะไม่ได้ไปโรงอาบน้ำ แต่อย่างน้อยก็ได้มาเยี่ยมชม ruin bar ชื่อดังที่สุดของเมือง ก็ถือว่ายังโอเคเนอะ 55

 

 

Szimpla Kert และ ruin bars อีกหลายๆแห่งในเมือง Budapest จะตั้งอยู่ในย่าน Jewish Quarter ที่อยู่ในใจกลางเมือง ซึ่งย่าน Jewish Quarter นี้ เป็นบริเวณที่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวถูกทหารฝ่ายนาซีกักขังให้อยู่อาศัยกันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด และมีการสร้างกำแพงสูงและรั้วลวดหนามล้อมรอบไว้ ไม่ให้สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ หลังจากสงครามโลกจบลง กำแพงที่ปิดกั้น Jewish Quarter กับโลกภายนอกก็ถูกทำลายลง แล้วย่าน Jewish Quarter นี้ก็กลายเป็นเขตเมืองร้างไปอยู่พักหนึ่ง จนพอเริ่มมีการบูรณะตึกร้างต่างๆเพื่อมาทำเป็น ruin bars แล้ว ผู้คนก็เริ่มหลั่งไหลกลับเข้ามาในย่านๆนี้ แล้วหลังจากผ่านมาเป็นเวลาสิบกว่าปี ทุกวันนี้ Jewish Quarter กลายเป็นย่านศูนย์รวมแห่งความอินดี้ บาร์เก๋ๆ ร้านอาหารเก๋ๆ คาเฟ่เก๋ๆ ปาร์ตี้สุดเจ๋ง และไลฟ์สไตล์แบบฮิปๆ ในรูปอาจจะไม่เห็นว่าจะคึกคักเท่าไหร่นะเพราะอากาศไม่ดี แถมยังเป็นตอนกลางวัน แล้วเราก็เดินดูตรง Jewish Quarter นี้แค่แป๊บเดียวด้วยเลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่

 

นอกจากร้านอาหารและผับบาร์ต่างๆแล้ว วิถีชีวิตของชาวยิวก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ใน Jewish Quarter นอกจากนั้น ในย่านนี้ก็ยังมี Synagoge (หรือโบสถ์ของศาสนายิว) ขนาดใหญ่อีก 2 แห่ง ก็คือ Synagoge ที่ถนน Kazinczy กับ Synagoge ที่ถนน Dohány ซึ่ง Synagoge อันที่ถนน Dohány นี้ก็เป็น Synagoge ที่มีชื่อเสียงมาก ต้องเสียเงินค่าเข้าและต่อแถวรอเข้าชมเป็นรอบๆ ตอนที่เราไปมีนักท่องเที่ยวมาต่อแถวรอเข้าชมเยอะมาก เราเลยไม่ได้เข้าไปดูด้านใน

 

นอกจากไฮไลท์เหล่านี้แล้ว วันนี้เราก็แค่เดินดูบ้านเมือง เดินดูตึกรามบ้านช่อง ซึ่งจริงๆแล้ว Budapest นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสวยๆเยอะมากๆ ทั้งใจกลางเมืองเลย แต่ว่าอาคารที่อยู่อาศัยแบบทั่วๆไป 80% ของที่นี่อยู่ในสภาพที่แบบว่าเก่าโทรมมาก ผนังผุผัง ราขึ้น สีหลุดลอก บ้านหลายๆหลังถ้าไม่บอกนี่ไม่รู้เลยว่ามีคนอาศัยอยู่จริงๆ แต่คือถึงจะโทรมแต่ก็ดูออกอะว่าเมื่อก่อนคงสวยมาก

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่เราสังเกตก็คือพวกบ้านที่เป็นตึกแถวริมถนนที่นี่จะต่างจากที่เยอรมันอย่างนิดหน่อย ก็คือที่เยอรมัน ที่เราเห็นบ้านตึกแถวตั้งเรียงรายกันอยู่ตามถนนนั้น ปกติแล้วถ้าเราเดินทะลุชั้นล่างของตึกที่อยู่ริมถนนไปอีกฝั่งของตึก มันจะมีลานกว้างๆอยู่ด้านใน ซึ่งอาจจะเป็นลานว่างๆ เป็นที่จอดรถ เป็นสวน หรืออาจจะเป็นสนามเด็กเล่นก็ได้ แล้วอีกฝั่งของลานก็จะเป็นตึกแถวอีกตึก ก็คือคนที่อาศัยอยู่ในตึกแถวด้านในจะต้องเดินผ่านลานนี้และผ่านตึกแถวด้านหน้าตลอดเมื่อเดินทางออกจากบ้านหรือกลับบ้าน ในบางที่พอเดินทะลุตึกแถวเข้าไปถึงลานด้านในแล้ว จะมีตึกแถวอื่นๆล้อมร้อบทั้ง 4 ด้านเลย บ้านใครอยู่ตึกไหนก็เดินไปเข้าประตูของตึกนั้น แล้วก็เดินขึ้นบันไดวนไปยังห้องของตัวเอง ปกติประตูห้องก็จะอยู่ติดกับบันไดเลย ไม่มีทางเดินด้านในตึกอีก ส่วนที่บูดาเปสต์ จะเหมือนกันตรงที่พอเดินทะลุตึกแถวฝั่งริมถนนเข้าไปด้านในแล้วจะเจอลานกว้างด้านใน แต่จะเป็นลานกว้างว่างๆ และจะถูกล้อมรอบด้วยตึกทั้ง 4 ด้านเสมอ (เท่าที่เห็นมานะ) แต่ส่วนที่จะต่างกับเยอรมันก็คือ เค้าจะไม่ทำประตูเข้าห้องหันเข้าหาบันได แต่ประตูเข้าห้องจะหันเข้าหาลานกว้างตรงกลางเสมอ หมายความว่าตรงชั้นล่างสุด ก็จะมีประตูตั้งอยู่รอบๆลานนั้น ใครอาศัยอยู่ห้องไหนก็เดินไปประตูห้องตัวเองเลย ส่วนชั้นบนๆ ฝั่งที่อยู่ติดลานก็จะเป็นระเบียงทางเดินเชื่อมที่จะต่อกันทั้ง 4 ด้านล้อมรอบลานนั้น แล้วประตูห้องแต่ละห้องก็จะอยู่ตามระเบียงทางเดินนั้น ถ้าห้องของเราอยู่ชั้นบน พอเราเดินขึ้นบันไดมาก็ต้องเดินไปตามระเบียงไปยังห้องเรา ประตูห้องไม่ได้อยู่ติดกับบันได ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจดี

 

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่กลับบ้านอย่างเร็วและนอนแต่หัวค่ำ สำหรับโพสต์นีิ้ก็คงต้องขอจบเรื่องราวของวันที่สองใน Budapest ไว้เพียงเท่านี้ก่อน เดี๋ยวไว้มาต่อวันที่สามในโพสต์หน้า บอกก่อนว่าวันที่สามนี้อากาศกลับมาดีอีกครั้ง ท้องฟ้าใสและแดดดีมาก เพราะฉะนั้นวันนี้จัดเต็มแน่นอน 555 แล้วไว้มาอ่านต่อกันโนะ

20170918_102251.jpg

Budapest: Vajdahunyad Castle & Fischerman’s Bastion

ปี 2017 นี้เป็นปีแรกหลังจากที่เรามาเรียนอยู่ที่เยอรมนี ที่ยังไม่ได้มีทริปยาวๆเป็นสิบวันประจำปีเลย จริงๆแล้วสำหรับช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้เราจองตั๋วเครื่องบินจะไปเที่ยวฝรั่งเศสตอนใต้ล่วงหน้ามาตั้งแต่ตอนต้นๆปีแล้ว ไปตั้ง 13 วันแน่ะ วางแผนหาข้อมูลเสร็จสรรพเรียบร้อยตั้งแต่สัปดาห์แรกหลังจากจอง 555 แต่ว่าไปๆมาๆแล้ว ประมาณช่วง 2 เดือนก่อนถึงเวลาไป เกิดขี้เกียจไปซะงั้น 5555 รู้สึกว่าอ่านหนังสือสอบติดกันมาตั้งเดือนกว่าแล้วก็อยากจะอยู่สบายๆหน่อย ไม่อยากไปเที่ยวตะลอนๆเปลี่ยนที่นอน ข้ามเมืองติดต่อกันสิบกว่าวัน แถมค่าใช้จ่ายในฝรั่งเศสตอนใต้ก็เยอะด้วย ถ้าจะเสียเงินเยอะๆไปทั้งทีก็ควรจะไปตอนกายพร้อม ใจพร้อมหน่อยดีกว่า เลยเททริปเลย (ยังดีที่ราคาตั๋วไปกลับแค่ 40 ยูโร หรือประมาณ 1500 บาท เลยทำใจทิ้งได้ไม่ยากเท่าไหร่) ไม่ไปละ แต่ว่าอยู่ดีๆก็มีอะไรบางอย่างมาดลใจให้จองตั๋วล่วงหน้าประมาณไม่กี่อาทิตย์ ไปเที่ยวเมือง Budapest ประเทศฮังการีแทน (บินจากสนามบิน Baden Airpark ที่อยู่ใกล้ๆเมือง Karlsruhe ที่เราอาศัยอยู่ ไปยังสนามบิน Ferenc Liszt เมือง Hungary) ได้ตั๋วไปกลับมาในราคา 46 ยูโร หรือประมาณ 1800 บาท ของสายการบิน Wizz Air ซึ่งก็โอเคอยู่ แต่ที่สำคัญคือ Budapest เป็นอีกเมืองๆหนึ่งที่เราอยากไปและเล็งไว้ว่าจะไปมาตั้งแต่มาอยู่เยอรมนีใหม่ๆแล้ว คราวนี้ก็มีโอกาสได้ไปจริงๆซักที

20170918_135620.jpg

วิวของใจกลางเมือง Budapest จากบนเนินเขาด้านหน้าปราสาท Buda

สำหรับทริป Budapest ครั้งนี้ก็ไม่ได้มีการเตรียมตัวอะไรมากมาย คิดซะว่าเป็นการไปเปลี่ยนบรรยากาศชิวๆ เดินเล่นชิวๆหลังจากสอบเสร็จมากกว่า ตอนแรกที่เราจองตั๋วเครื่องบินไป ตั้งใจจะไปค้าง 3 คืน แต่พอมาคิดอีกที เที่ยวบินขากลับที่จองไว้บินตั้งแต่เช้าตรู่แน่ะ ลองมาหาเที่ยวบินของวันถัดไป ปรากฏว่ามีเที่ยวนึงของสายการบิน Ryanair บินช่วงเที่ยงๆจาก Budapest ไปลงสนามบินเมือง Nuremberg ราคาแค่ 10 ยูโรเอง ถึงแม้จะต้องเสียเงินอีก 16 ยูโรเป็นค่ารถบัสจาก Nuremberg กลับมายัง Karlsruhe กับเสียเวลานั่งรถบัสเกือบ 6 ชั่วโมง แต่ก็แลกกับการได้นอนตื่นสาย กับได้เที่ยว Budapest เพิ่มอีกวันนึง แถมยังได้ไปเยี่ยมเพื่อนเราที่เมือง Nuremberg อีก ก็เลยจองไปเลย อีกอย่างหนึ่ง ไหนๆก็ยกเลิกทริปฝรั่งเศสตอนใต้ที่จริงๆแล้วควรจะมีค่าใช้จ่ายสูง มาเป็นทริป Budapest ที่ค่าใช้จ่ายน่าจะถูกมากอยู่แล้ว จะเสียเงินเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ส่วนในเรื่องของที่พัก ก็เหมือนทุกครั้ง ก็คือหาโฮสต์จาก Couchsurfing ซึ่งครั้งนี้โฮสต์ของเราก็เป็นวิศวกรชาวฮังกาเรียนชื่อ Miki

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เราเตรียมตัวไปมากกว่าตอนทริปอื่นๆที่ผ่านมา ก็คือการเสิร์ช Google หา Events ในเมืองนั้นในช่วงเวลาที่เราจะไปเที่ยว เผื่อมีอะไรถูกใจจะได้เตรียมตัวไปเข้าร่วมเข้าชมได้เลย ซึ่งสำหรับทริป Budapest ครั้งนี้ ช่วงเวลาที่เราจะไปก็กำลังมีงานเทศกาล Cultural Heritage Days อยู่พอดี ซึ่งจะมีการปิดถนนตั้งซุ้มขายอาหารและแสดงกิจกรรมต่างๆไปทั่วทั้งเมืองเลย เดี๋ยวจะมาโพสต์รูปให้ดูกัน ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่เราเลือกมาได้ถูกเวลาจริงๆ 555

สำหรับการเตรียมตัว ก็คงหมดแค่นี้แหละ ไม่มีอะไรพิเศษละ มาเริ่มทริปกันเลยดีกว่า 555 สำหรับวันก่อนวันเดินทางออกจาก Karlsruhe นั้นก็มีเรื่องให้ช๊อคอยู่เรื่องหนึ่ง (อีกแล้ว) ก็คือ เที่ยวบินของเราบินเช้า ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ตอนวันก่อนเดินทางว่าไม่มีเที่ยวรถสาธารณะจาก Karlsruhe เที่ยวไหนที่ไปถึงสนามบิน Baden Airpark ทันเวลาออกบินของเราเลย แต่ก็ลองค้นๆอินเตอร์เน็ตดูก่อน จนเจอว่ามีบริษัทรถบัสบริษัทหนึ่งที่ตั้งมาเพื่อเดินทางเชื่อมระหว่างเมืองต่างๆกับสนามบินต่างๆโดยเฉพาะ ชื่อว่าบริษัท Flibco ซึ่งบริษัทนี้ก็มีเที่ยวรถที่วิ่งจากเมือง Karlsruhe ไปยังสนามบิน Airpark ในช่วงเวลาเช้าตรู่พอดี (เช้ายิ่งกว่า คือเครื่องบินออกแปดโมงเช้า แต่รถไปถึงตีห้า อะไรประมาณนี้) ในราคา 10 ยูโร (ซึ่งแพงกว่าการนั่งรถประจำทางประมาณ 3 ยูโร) เราก็เลยจองไป เป็นอันว่าโล่งละ มีรถไปละ

20170916_154651

หนึ่งในซุ้มของเทศกาล Cultural Heritage Days

วันต่อมาเราก็ตื่นแต่เช้าตรู่ ขี่จักรยานฝ่าอากาศหนาวเหน็บเป็นเวลา 20 นาที มายืนรอรถ Flibco ที่ป้ายรถบัสหน้าสถานีรถไฟตั้งแต่ตีสี่ ปรากฏว่าใกล้เวลาที่รถจะมาถึงแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของรถที่เราควรจะขึ้น หรือว่ารถของจริงจะหน้าตาไม่เหมือนกับในเว็บนะ ลองเดินๆดูรถบัสที่จอดอยู่แถวนั้นก็แล้ว ลองถามคนขับดูก็แล้ว แต่ก็มิได้นำพา ไม่มีใครรู้จัก Flibco เลย ยืนรอต่อไปจนเวลาล่วงเลยผ่านกำหนดเวลาที่รถควรจะออกเดินทางไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นจะมีวี่แววของรถบัสของ Flibco โทรไปบริษัทตามเบอร์บนตั๋วเพื่อจะเช็คว่ารถมาสายรึเปล่าก็ไม่มีใครรับ เอ๊ะหรือว่าเราจะโดนโกง? หรือว่าบริษัทนี้จะไม่มีอยู่จริง? เอ๊ะแต่คงไม่ใช่หรอกมั้งง หรือว่าใช่!? panic มาก ไม่อยากตกเครื่อง พอดีตอนนั้นตรงที่เรายืนรอรถบัสอยู่ มีรถประจำทางคันหนึ่งที่จะเดินทางไปยังเมือง Baden-Baden ที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบิน Baden Airpark มาก กำลังจะออกเดินทางพอดี ด้วยความ Panic คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยรีบวิ่งไปขึ้นก่อน คิดแค่ว่ารถ Flibco คงไม่มาแล้วมั้ง รีบๆเดินทางไปให้อยู่ใกล้กับสนามบินมากที่สุดเร็วๆก่อนจะดีกว่า แล้วค่อยไปหาทางเอา แต่เอาเข้าจริง พอไปถึงสถานีรถไฟ Baden-Baden แล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือกเยอะแยะหรอก ด้วยเวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาแล้วด้วย เลยตัดสินใจขึ้นแท๊กซี่ที่จอดอยู่หน้าสถานีรถไฟไปสนามบินซะเลย ไหนๆจะเสียเงินแล้วก็เสียให้สุด 5555 ปรากฏว่าค่าแท๊กซี่ระยะทาง 13 กิโลเมตร โดนไป 35 ยูโร หรือประมาณ 1400 บาท บวกกับค่ารถบัสที่จ่ายไปแล้ว 10 ยูโร ออกมาแพงกว่าค่าเครื่องบินไปกลับซะอีก T.T มาคิดดูอีกที ถ้ารถ Flibco มาสายจริงๆ จริงๆแล้วเราก็ไม่ต้องรีบนั่งรถประจำทางมา Baden-Baden เลยก็ได้ เพราะรถมาเมืองนี้มันมีมาเรื่อยๆอยู่แล้ว ยืนรออีกซักพักก่อนแล้วถ้าเวลาจวนตัวแล้วรถยังไม่มา ค่อยหารถรอบถัดไปนั่งมา Baden-Baden ก็ได้ เพราะยังไงจากตรงนั้นก็ไม่มีทางอื่นนอกจากนั่งรถแท๊กซี่ไปสนามบินอยู่แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ สรุปว่าก็มาถึงสนามบินทัน และมาถึงก่อนเครื่องออกหลายชั่วโมงเลยโนะ 555 ก็นั่งกินขนมปังอาหารเช้ารอไป

20170918_181249

วิวของปราสาท Buda และสะพาน Széchenyi Lánchíd จากริมฝั่งแม่น้ำ Danube

สำหรับการผ่านตม.และการนั่งเครื่องบินครั้งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆเราก็เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติของเมือง Budapest แล้วก็มากดตังจากตู้เอทีเอ็มมานิดนึงก่อน ก่อนจะมาซื้อตั๋วรถประจำทางที่เคาน์เตอร์ Tourist Information ตรงบริเวณทางเข้าสนามบินขาออก ซึ่งสำหรับเมือง Budapest นี้ จะมีตั๋วเหมาประเภท 24, 48, 72 ชั่วโมง แล้วก็จะมีแบบซื้อเหมาทีเดียว 10 ใบและได้ราคาถูกลง เราคิดๆดูแล้วเราคงจะเดินเยอะกว่านั่งรถ เลยซื้อแบบเหมา 10 ใบมาแทน (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.bkk.hu/en/tickets-and-passes/prices/ ) แล้วก็ไปขึ้นรถบัสเข้าเมืองที่จอดอยู่ตรงหน้าประตูสนามบินขาออกกัน

สำหรับการเดินทางเข้าเมืองโดยรถโดยสารสาธารณะ สามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกก็คือนั่งรถบัสสาย 100E ที่จะวิ่งรวดเดียวจากสนามบินเข้าไปยังใจกลางเมืองเลย แต่ต้องซื้อตั๋วประเภทพิเศษ ราคา 900 HUF (ประเทศฮังการีมีสกุลเงินเป็น Forint) ส่วนวิธีที่ 2 ก็คือนั่งรถบัสสาย 200E ไปจนสุดสายที่สถานี Kőbánya-Kispest แล้วก็นั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีนั้นเข้าไปยังใจกลางเมืองต่อ สำหรับวิธีนี้จะสามารถใช้ตั๋วโดยสารรถสาธารณะแบบทั่วไปได้ แต่ต้องใช้ 2 ใบ คือใบแรกสำหรับรถบัส ใบที่สองสำหรับรถไฟใต้ดิน การใช้ตั๋วโดยสารรถสาธารณะของประเทศนี้จะไม่เหมือนที่เยอรมนีที่ส่วนใหญ่แล้วตั๋วใบเดียวสามารถใช้นั่งรถโดยสารแบบไหนก็ได้ติดต่อกันได้เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมงแล้วแต่เมือง ที่เมือง Budapest นี้ (ไม่รู้เมืองอื่นๆในประเทศเป็นเหมือนกันรึเปล่า) ตั๋วโดยสารหนึ่งใบ สามารถใช้นั่งรถประจำทางคันหนึ่งๆได้นานเป็นเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเปลี่ยนคันรถหรือประเภทรถ ก็ต้องเสียเงินซื้อตั๋วอีกใบ (ยกเว้นถ้านั่งรถไฟใต้ดิน สามารถเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟใต้ดินสายอื่นได้โดยไม่ต้องใช่ตั๋วใบใหม่)

20170916_112259.jpg

มาถึงแล้ว! แว้บแรกของเมือง Budapest ที่เห็น หลังจากที่นั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองมานานเกือบชั่วโมง

หลังจากที่นั่งรถไฟใต้ดินมาจนถึงสถานีที่ใกล้บ้านของโฮสต์ที่สุดแล้ว เราก็ลงเดินต่อไปยังบ้านของโฮสต์เพื่อเก็บข้าวของ แล้วก็ไม่รอช้า ออกเดินเที่ยวเมืองเลย ซึ่งจากบ้านของโฮสต์ สถานที่สำคัญที่ใกล้ที่สุดก็คือ Heroes’ Square ซึ่งเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ที่มีอนุสรณ์ของวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของประเทศฮังการีตั้งอยู่ แต่ว่าวันที่เรามาถึงนี้ ที่บริเวณ Heroes’ Square มีการตั้งอัฒจันทร์รอบๆตัวอนุสรณ์ตรงกลางของจัตุรัสและมีซุ้มขายอาหารตั้งอยู่ริมถนนรอบๆอีกที ซึ่งตรงบริเวณด้านในของอัฒจันทร์ก็มีเสียงเชียร์เสียงพากย์ดังอึกคึกครึกโครมออกมาตลอดเวลา ด้านในน่าจะมีการแข่งขันอะไรซักอย่างอยู่ แต่ว่าไม่สามารถมองเข้าไปเห็นได้ แต่ว่าบริเวณรอบๆอัฒจันทร์ก็มีคนเยอะมากๆ และตรงถนน Andrássy út ซึ่งเป็นถนนสายใหญ่ที่ทอดยาวจาก Heroes’ Square เข้าไปยังใจกลางเมืองก็ยังมีซุ้มขายของขายอาหาร และซุ้มกิจกรรมต่างๆตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนไปจนสุดสายตรงใจกลางเมืองเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Cultural Heritage Days นั่นเอง เค้าปิดถนนใหญ่ตั้งร้านให้คนเดินกันอย่างเอิกเกริกเลย โชคดีอีกอย่างที่วันนี้อากาศดี แดดส่อง ฝนไม่ตก ถนนทั้งสายเลยคราคร่ำไปด้วยผู้คน

อีกด้านหนึ่งของ Heroes’ Square ฝั่งตรงข้ามกับถนน Andrássy út จะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า Városliget หรือ City Park ซึ่งตรงใกล้ๆทางเข้า City Park นี้ จะมีสถานที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือปราสาทหลังงามรูปร่างหน้าตาราวกับยกเอามาจาก Disneyland มาตั้ง กับ Széchenyi Thermal Bath

สำหรับตัวปราสาทนี้ มีชื่อว่า Vajdahunyad Castle แว๊บแรกที่เราเห็นป้อมประตูประสาทสีทึมๆและหอคอยที่ก่อด้วยหินกับหน้าต่างบางแคบๆนี้นึกถึงพวกปราสาท Dracula อะไรอย่างนี้ก่อนเลย แต่พอเดินผ่านเข้าไปด้านในแล้ว ตึกแต่ละตึกที่เห็นจะเป็นคนละสไตล์เลย เหมือนกับในสวนสนุกที่สร้างตึกแบบหลายๆแบบมาตั้งปนๆกัน นี่ถ้ามีคนใส่ชุดตัวการ์ตูนเดินไปเดินมานะคงเข้าใจผิด นึกว่าเพิ่งเดินผ่านประตูทางเข้า Dreamworld มา 555 แต่จริงๆแล้วจุดประสงค์ของการสร้างปราสาทนี้ก็คือเพื่อต้องการนำเสนอสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของอาณาจักรฮังการีในอดีต ที่แตกต่างกันไปตามยุคต่างๆ และตามภูมิภาคต่างๆ มาอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันนั่นเอง คือเมื่อก่อนอาณาจักรฮังการีจะมีขนาดใหญ่กว่าอาณาเขตของประเทศฮังการีในปัจจุบันมาก และภูมิภาค Transylvania ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตำนาน Count Dracula ในอดีตก็เคยอยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรฮังการีด้วย (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศโรมาเนีย) ทำให้ปราสาท Vajdahunyad นี้มีบางส่วนที่ให้อารมณ์ปราสาทของ Dracula อะไรประมาณนี้อยู่

ส่วน Széchenyi Thermal Bath ก็เป็นโรงอาบน้ำและซาวน่าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมือง Budapest ซึ่งสำหรับประเทศฮังการีนี้ เค้าขึ้นชื่อในเรื่องบ่อน้ำแร่ และเค้ามีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตุรกี ก็คือคนที่นี้จะชอบอาบน้ำแร่ในสระน้ำสาธารณะกันมาก แถมในปัจจุบันก็ยังมีการจัด Pool Party ขนาดใหญ่อยู่เรื่อยๆอีกด้วย ทำให้ที่เมือง Budapest นี้มีโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ ทั้ง in-door และ out-door อยู่เต็มไปหมด เป็นที่รู้กันว่าถ้าใครมาเที่ยวเมือง Budapest ต้องมาอาบน้ำที่สระน้ำแห่งใดแห่งหนึ่งอย่างน้อยซักแห่ง ไม่งั้นจะเหมือนกับว่ามาไม่ถึง Budapest… ซึ่งสำหรับทริปนี้เราไม่ได้ไปอาบที่ไหนเลย ก็คือถือว่ายังมาไม่ถึงโนะ 555 เดี๋ยวไว้มาอีกรอบค่อยอาบละกัน รอบนี้ติดไว้ก่อน 5555

20170916_150020.jpg

Széchenyi Thermal Bath

แต่เพราะว่าวันนี้เป็น Cultural Heritage Days ใน City Park จึงมีนิทรรศกาลพิเศษอื่นๆอีกด้วย อย่างแรกก็คือตามถนนต่างๆในบริเวณสวนจะมีอาวุทยุทโธปกรณ์และรถถังรถทหารต่างๆของทหารที่นี่มาตั้งโชว์อยู่เต็มไปหมด แล้วก็จะมีทหารในชุดเครื่องแบบมาคอยยืนประจำจุดต่างๆ แล้วก็มีเด็กๆมาปีนรถบ้าง เล่นๆจับๆอาวุธนั่นนี่บ้าง โดยมีทหารคอยชี้แนะอยู่ใกล้ๆ อารมณ์เหมือนงานวันเด็กที่ไทยเลย 555 แล้วนอกจากนี้ ตรงส่วนหนึ่งของ City Park ก็ยังมีบริเวณที่เค้าตั้งเต็นท์หน้าตาโบราณๆ มีชาวบ้าน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หญิงชาย แต่งตัวแบบยุคโบราณ ทำกิจกรรมต่างๆแบบยุคโบราณ อย่างเช่นฝึกทหารแบบยุคโบราณ อะไรประมาณนี้กันอีกด้วย โห นี่เพิ่งมาถึง Budapest แค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ก็ได้เห็นอะไรเยอะแยะมากมายแบบคุ้มค่าตั๋วแบบบินกลับบ้านตอนนี้ได้เลยแล้วนะเนี่ย 555

เสร็จแล้วเราก็เดินกลับออกมาจากสวนมายัง Heros’ Square แล้วก็เดินมาแวะที่ซุ้มขายอาหารซุ้มนึงแล้วก็ลองสั่งซุป Gulasch หรือสตูว์เนื้อต้มปรุงรสด้วยปาปริก้า ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติของประเทศฮังการีมากินดู ซึ่งสำหรับซุปร้านข้างทางชามนี้ก็มีราคา 1490 HUF หรือประมาณ 180 บาท ซึ่งจริงๆก็ถูกกว่าค่าอาหารที่เยอรมันอยู่นะ ถ้ากินที่เยอรมันชามนี้เกิน 200 บาทไปเยอะแน่ แต่สำหรับรสชาติก็ไม่ได้ว้าวมาก ไม่รู้เพราะว่ารสชาติมันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว หรือว่าเพราะร้านนี้ทำไม่ได้อร่อยมาก แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้มากินอาหารต้นตำหรับที่ประเทศต้นตำหรับแล้วแหละ 555

20170916_151910.jpg

หลังจากกินเสร็จแล้วเราก็เดินดูซุ้มขายของ ซุ้มกิจกรรมต่างๆตามข้างถนน Andrássy út ไปเรื่อยๆ ก็ได้เห็นอาหารประจำชาติและของหวานประจำชาติฮังการีหลายๆอย่าง สังเกตว่าร้านขายอาหารที่นี่จะตั้งแกงหลายๆอันไว้ตักขาย อารมณ์เหมือนร้านขายข้าวแกงที่ไทยเลย แต่ว่าแกงที่นี่หลายๆอย่างจะมีสีออกแดงๆจัดจ้าน เพราะว่าคนที่นี้เค้าชอบผสมพริกหยวก หรือ Paprika ลงไปในอาหารของเค้ากัน

ตลอดข้างทางก็จะมีตึกสวยๆของเมือง Budapest เรียงรายอยู่ ถ้าพูดถึงความสวยของตึกรามบ้านช่อง ที่ Budapest นี่ก็ไม่แพ้เมืองยุโรปสวยๆเมืองอื่นเลย แต่ตึกหลายๆตึกจะดูขาดการบำรุงรักษา ตามประสาประเทศยุโรปตะวันออก

หลังจากที่เดินไปซักพัก เราก็มาถึงเวทีใหญ่ตรงสี่แยกใหญ่แห่งหนึ่งในใจกลางเมือง ตอนนั้นบนเวทีใหญ่ไม่ได้มีการแสดงอะไร เราเลยเดินต่อเข้าไปในถนนสายเล็กที่ทอดเข้าไปในตัวใจกลางเมือง ซึ่งก็ยังมีซุ้มต่างๆของงานเทศกาลตั้งอยู่เรื่อยๆ จุดหมายของการเดินครั้งนี้ของเราก็คือเดินไปให้ถึงบริเวณริมแม่น้ำ Danube ที่ทอดตัดผ่านใจกลางเมือง Budapest และแบ่งตัวเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งที่เรากำลังเดินเที่ยวอยู่คือ Pest ส่วนอีกฝั่งหนึ่งตรงข้ามแม่น้ำคือ Buda

20170916_161601

ระหว่างทางที่เดินนั้น นอกจากซุ้มขายของและขายอาหารต่างๆแล้ว เราก็ยังเดินผ่านเวทีประกวดร้องเพลงเล็กๆที่มีคนมุงดูกันอย่างแน่นขนัด และนักร้องแต่ละคนนี่ก็พลังเสียงสะท้านสะเทือนโสตประสาทจนกระดูกค้อนทั่งโกลนแทบจะกระเด็นหลุดออกมาจากรูหู 555 แล้วก็ยังเดินผ่านแถวที่ยาวขดไปขดมาของชาวเมืองที่ดูราวกับว่ากำลังจะรอขอลายเซ็นนักเขียนชื่อดังซักคนอยู่ เพราะว่าลองมองฝ่าฝูงชนเข้าไปแล้วพอจะเห็นว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ตรงหัวแถว นอกจากนี้เรายังเดินผ่านเวทีเล็กๆด้านหน้าโรงโอเปรา ที่มีนักแสดงมาเล่นละครร้องเพลงโอเปราให้รับชมกันสดๆแบบฟรีๆด้วย ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน บริเวณใจกลางเมืองนี้ก็จะคราคร่ำไปด้วยผู้คน แบบว่าเยอะมากจริงๆ เป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน ครึกครื้น ผู้คนมีความสุข ผ่อนคลายมากๆ นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการจากการมาเที่ยวหลังสอบครั้งนี้ 55

20170916_165242.jpg

ตรงบริเวณนี้มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกินข้าวด้วย

หลังจากเดินทะลุตัวเมืองมาซักพัก เราก็เดินมาถึงริมแม่น้ำ Danube ตรงบริเวณสะพาน Széchenyi Lánchíd ซึ่งจากบริเวณตีนสะพานนี้ เราจะสามารถมองเห็นสถานที่สำคัญของเมือง Budapest ที่อยู่ตรงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำได้ 2 แห่ง แห่งแรกก็คือปราสาท Buda ที่มีขนาดใหญ่โตและตั้งอยู่บนยอดเนินเขาทางซ้ายของสะพาน และแห่งที่สองก็คือป้อมชาวประมง หรือ Fisherman’s Bastion ที่มีสถาปัตยกรรมอันแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ ที่ตั้งอยู่ทางด้านขวาของสะพาน ถ้าเราเดินข้ามสะพานไปเรื่อยๆ โดยเดินอยู่ทางฝั่งขวา พอผ่านไปซักพัก เราก็จะเห็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศฮังการีอยู่บนฝั่งแม่น้ำฝั่งที่เราเพิ่งเดินออกมา ซึ่งสิ่งก่อสร้างแห่งนี้ก็คืออาคารรัฐสภาของประเทศฮังการีที่มีหน้าตาที่โดดเด่นสะดุดทุกสายตานั่นเอง

20170916_172012.jpg

20170916_173522.jpg

หลังจากที่ข้ามมาถึงอีกฝั่งของแม่น้ำ มาถึงฝั่งที่มีชื่อว่า Buda แล้ว เราก็เดินขึ้นเนินผ่านตัวเมืองไปเรื่อยๆ ไปยังป้อมชาวประมง ซึ่งคนก็กำลังเยอะได้ที่เลย 555 ตรงป้อมชาวประมงนี้จะมีโบสถ์ขนาดใหญ่ที่มีหลังคากระเบื้องสีสันสวยงามตั้งอยู่ โบสถ์นี้มีชื่อว่าโบสถ์ Matthias ที่เก็บค่าเข้าชมคนละ 1500 HUF (ประมาณ 185 บาท) แถมถ้าจะขึ้นไปดูวิวบนยอดหอคอย ยังต้องจ่ายค่าขึ้นอีก 1500 HUF เราเลยไม่ขึ้น 5555 แต่ตรงด้านที่หันเข้าหาแม่น้ำของป้อมชาวประมงจะมีส่วนชั้นสองที่เราสามารถเดินขึ้นไปดูวิวได้ ซึ่งเสียค่าขึ้นแค่ 400 HUF หรือประมาณ 50 บาทเท่านั้น (ตรงบริเวณนั้นจะมีจุดขายตั๋วสำหรับขึ้นไปชมวิวและเข้าชมโบสถ์อยู่) เราเลยขึ้นไปดูอันนี้แทน แต่ต้องขอบอกว่าวิวแทบไม่ได้ต่างจากชั้นล่างเลย แค่มีคนน้อยกว่าแค่นั้น ไม่แนะนำให้ขึ้น แต่ว่าที่เราจะแนะนำก็คือ ให้เดินไปทางฝั่งปลายทิศเหนือของป้อมชาวประมง เราจะเจอป้อมกลมๆหลังคาแหลมๆหน้าตาสวยงามที่ด้านบนจะเป็นบาร์ ตรงนั้นเค้าจะเก็บค่าขึ้น 280 HUF หรือประมาณ 30 กว่าบาท แต่วิวจะดีที่สุด เพราะว่าจะสามารถมองเห็นอาคารรัฐสภาได้แบบเต็มๆตาแบบไม่มีอะไรมาบังตัวอาคารเลย ถ้าเราไปดูจากจุดอื่นๆของป้อมชาวประมง จะมีส่วนยอดแหลมของหลังคาของหอคอยของโบสถ์แห่งหนึ่งโผล่ขึ้นมาบังส่วนหนึ่งของวิวอาคารรัฐสภาเสมอ มีแค่ตรงบาร์นี้เท่านั้นที่ไม่มีหลังคาโบสถ์นี้โผล่มาบัง

หลังจากชมวิวจากบนป้อมชาวประมงอย่างเต็มอิ่มแล้ว เราก็เดินลงเนินเขากลับมายังตีนสะพาน Széchenyi Lánchíd อีกครั้ง แล้วก็นั่งรถบัสกลับบ้านโฮสต์ วันนี้กลับเร็ว นอนเร็ว เพราะว่าเพลียมาก เก็บแรงไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาต่อวันต่อๆไปในโพสต์หน้ากันโนะ

20170916_151124.jpg

Hiking in Lauterbrunnen

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น เป็นประเทศหนึ่งที่สำหรับเราแล้วให้ไปอีกเมื่อไหร่ก็ไปได้ไม่เคยเบื่อเลย ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและเที่ยวง่าย แต่ก็อัดแน่นไปด้วยความงามของทั้งธรรมชาติ และเมืองเก่า และด้วยความที่รู้อยู่แกใจว่าในความเป็นจริงแล้ว ไปบ่อยๆอย่างที่ใจคิดไม่ได้หรอก เพราะว่ามันแพง! 555 จากเมืองที่เราอยู่นี่จริงๆแล้วนั่งรถไปแค่ 2 ชั่วโมงก็ถึงชายแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว แต่ว่าตั้งแต่อยู่มา 3 ปีเพิ่งไปมาแค่ครั้งเดียวเอง (ไปที่ Beatenberg) พอดีว่าครั้งที่ 2 ที่กำลังเล่าถึงอยู่นี้ เราจองตั๋วรถไฟล่วงหน้านานมาก เลยได้ตั๋วไปกลับ Karlsruhe – Lauterbrunnen มาในราคาเที่ยวละ 29 ยูโร จากราคาเต็มประมาณ 90 ยูโร

20170708_195942

ก่อนจะเล่าถึงทริปไปเช้าเย็นกลับวันนี้ จะมาแนะนำเรื่องการหาตั๋วรถไฟล่วงหน้าจากเว็บ bahn.com ก่อนละกันโนะ สำหรับเว็บ bahn.com นี้ก็เป็นเว็บไซต์ของบริษัทรถไฟหลักของประเทศเยอรมนีที่เราสามารถเข้าไปเช็ครอบรถของขนส่งมวลชนต่างๆได้ทั่วทั้งประเทศเยอรมนีเลย และนอกจากนี้เรายังสามารถเช็คราคาและซื้อตั๋วรถไฟระหว่างเมืองผ่านทางเว็บนี้ได้ด้วย (แต่ถ้าเป็นพวกตั๋วรถไฟหรือรถบัสที่วิ่งระยะทางใกล้ๆ หรือวิ่งในเมือง เราจะต้องไปเช็คราคากับเว็บของหน่วยงานที่ดูแลการขนส่งมวลชนของพื้นที่หรือเมืองนั้นๆโดยเฉพาะ) และนอกจากนั้น ในหน้าแรกของเว็บ bahn.com นี้ยังมีหัวข้อ Saver fare finder ซึ่งจะช่วยเรียงลำดับราคาตั๋วรถไฟของเส้นทางและวันที่เรากำหนดให้จากราคาถูกสุดไปราคาแพงสุด ทำให้เราสามารถเลือกหาเที่ยวรถ และเลือกซื้อตั๋วเที่ยวที่ราคาถูกๆได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเรา เรามีแพลนในใจแล้วว่าอยากจะไป Lauterbrunnen แล้วก็มาเริ่มหาตั๋วตั้งแต่ล่วงหน้าหลายเดือนละ เราก็เลือกจุดหมายเป็น Karlsruhe ไป Lauterbrunnen แล้วก็สุ่มเลือกวันเสาร์วันอาทิตย์ในช่วงเดือนมิถุนายนดู ดูว่าวันไหนมีตั๋วราคาถูกที่สุด และเที่ยวรถของตั๋วราคาที่ถูกที่สุดนั้นทำเวลาดีสุด แล้วก็อาจจะลองหาตั๋วของจุดหมายอื่นๆที่อยากไปอีก 2-3 แห่งมาเปรียบเทียบกันดูก็ได้ เผื่อจะราคาถูกกว่าหรือคุ้มกว่า แต่สำหรับเรา Lauterbrunnen คือถูกสุดแล้ว ก็เลยจองไปเลย สำหรับฟังก์ชัน Saver fare finder นี้เราต้องมีจุดหมายปลายทางและวันที่ในใจอยู่แล้ว ไม่สามารถให้เว็บมันสุ่มๆหาจุดหมาย หาวันที่และราคาที่ถูกที่สุดให้เหมือนอย่างเว็บ Skyscanner ได้