มหาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

Advertisements

Guardian angel

Camera360_2013_7_13_110203

I stood at an old and isolated port, checking all my luggage for the last time. Time was running short and even a short delay could ruin everything I had been planning to do. I tossed away some stuff I would no longer need. Part of it dropped into the still deep blue sea below, causing waves to ripple from the impact. Soon, a stranger would notice the turbulence and know that somebody had got to this pier, but by that time, I would already be sailing away on the ocean in this tiny and shabby wooden boat in front of me.

I unzipped my backpack, laid it in the boat and then loosened the rope securing the boat to the pier. Cold autumn wind blew upon my face as I stepped into the boat. My lips chapped. My eyes were weary and my legs were tired from the long winding road that I had travelled past. I sat quietly, took a deep breath and let my tired eyes rest. The wind kept blowing stronger and stronger, soon running wild just as my thoughts were.

I woke up again by a small drop of water that fell on my cheek. Strong winds had pushed the boat away from the empty pier. I could smell the rain in the air. Far away, a storm was raging angrily while streaks of different shades were dancing gleefully in the gloomy sky, illuminating the dark clouds for a short while. I knew that there was nothing to be afraid of and I would be safe and sound in this boat I had taken. I looked back to the pier for the last time. The stuff that I had left was still there, as well as the trail I had made. Apart from that, everything looked just like how it had always been.

My little boat drifted slowly towards the sun that was setting over the horizon. I laid back and reconsidered all the decisions I had made. Although I was pretty happy about everything, a small part in me still sought for comfort and stability and it gave me butterflies in my stomach. The final remnants of sunlight was scattered across the sky, making everything yellow. I looked up to the sky and saw a flock of seagulls flying. Higher up above, orange clouds were moving rapidly – much quicker that I had ever thought they could. I watched it transforming in astonishment for a while, letting the ray of light shine upon me, then somehow I felt relieved and upbeat. I grabbed a notebook and a pencil out of my backpack, turned to a blank page and started to write something…

France 5 Euro Trip: Nantes & ค่าใช้จ่าย

เราเดินทางมาถึงเมือง Nantes ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ตอนเวลาประมาณเที่ยง รถบัสจากเมือง Rennes วิ่งมาจอดที่สถานี Haluchère ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองและเราต้องซื้อตั๋วนั่งรถรางต่อเข้ามายังใจกลางเมืองในราคา 1.6 ยูโร (ราคาค่าโดยสารขนส่งมวลชนที่ประเทศฝรั่งเศสนี่จัดว่าถูกมากๆ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ขนาดที่เยอรมันที่ค่าครองชีพเฉลี่ยถูกกว่านิดหน่อย ค่าโดยสารขนส่งมวลชนยังแพงกว่าเลย ประเทศไทยไม่ต้องพูดถึง เทียบราคากันแล้ว ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยอาจจะถูกกว่า แต่ลองคิดว่าที่ฝรั่งเศส เราจ่ายเงิน 1.6 ยูโร สามารถนั่งไปได้สุดสาย ซึ่งราคานี้ ซื้อแซนวิชที่นั่นยังไมได้เลย แต่ที่ไทย ค่าโดยสาร BTS สูงสุด 57 กินข้าวได้มื้อนึงแล้ว)

โฮสต์จาก Couchsurfing ส่งข้อความมาบอกเราก่อนหน้านี้แล้วว่าวันนี้จะกลับบ้านช้า เราเลยไปเดินเที่ยวในเมืองก่อนเลย สำหรับเมือง Nantes นี้ก็เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ขึ้นมาอีกระดับละ ถึงแม้จะยังสามารถเดินเที่ยวแถวใจกลางเมืองที่ไม่ใหญ่มากได้ แต่ว่าก็ยังมี Landmark อื่นๆกระจัดกระจายออกไปในตัวเมือง แต่ว่าวันนั้นเรามีเวลาแค่ประมาณครึ่งวันก็เลยได้เดินดูแค่แถวๆใจกลางเมือง ไปดูรูปกันเลยดีกว่า เรียงลำดับตามสถานที่ที่เดินผ่าน

เริ่มที่บรรยากาศบริเวณย่านที่อยู่อาศัยด้านนอกใจกลางเมืองก่อน

20170611_135224.jpg

หอคอย LU ของโรงงานบิสกิตเก่าที่ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะและคอนเสิร์ตในปัจจุบัน

ถนน Cours Saint-Pierre กับวิวของ Château des ducs de Bretagne ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ประจำเมือง Nantes ที่ตั้งอยู่ข้างๆ

ที่ปลายสุดของ Cours Saint-Pierre จะเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ชื่อ Place Maréchal-Foch มีเสาใหญ่ๆตั้งอยู่ตรงกลางถนนๆ และมีรูปสลักรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กษัตริย์คนสุดท้ายของฝรั่งเศสก่อนจะเกิดการปฏิวัติของประชาชนตั้งอยู่ด้านบน

ถัดเข้ามาทางทิศใจกลางเมือง ข้างๆ Cours Saint-Pierre จะมีมหาวิหาร Cathedral Of St. Peter and St. Paul ตั้งอยู่ ซึ่งข้างๆตัวมหาวิหารติดกับ Cour Saint-Pierre จะมีซากปรักหักพังของกำแพงเมืองและประตูเมืองเก่าหลงเหลืออยู่ให้เราเห็น มุมนี้เป็นมุมที่เราชอบที่สุดมุมหนึ่งในเมือง Nantes เลย

หลังจากเดินผ่านประตูเมืองเก่าเข้ามาแล้ว เราก็จะมาอยู่ตรงจัตุรัสด้านหน้าของมหาวิหาร และจะได้เห็นด้านหน้าของมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารได้อย่างเต็มตา

20170611_143810

Place Saint-Pierre จัตุรัสด้านหน้ามหาวิหาร

20170611_142802.jpg

Cathedral Of St. Peter and St. Paul

เดินย้อนกลับออกไปเดินเที่ยวด้านในปราสาท Château des ducs de Bretagne ด้านในป้อมปราการของปราสาทจะเป็นลานโล่งๆ มีตึกสามสี่ตึกตั้งอยู่รอบๆ ตึกภายในอาณาเขตของปราสาทแต่ละตึกนั้นจะถูกสร้างขึ้นในคนละยุคหมดเลย ทำให้มีหน้าตาแตกต่างและไม่เข้าพวกกัน

20170611_150112

เราสามารถเดินดูตรงลานด้านในปราสาทและเดินขึ้นไปเดินวนรอบปราสาทตรงทางเดินบนป้อมปราการได้ฟรี แต่ถ้าจะเข้าไปดูด้านในตัวตึกซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์จะต้องเสียค่าเข้า

นอกจากนี้ตรงบริเวณสวนด้านล่างรอบๆปราสาทยังเป็นสวนสาธารณะที่สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจได้

เสร็จจากปราสาทแล้วเราก็เดินเข้าไปสำรวจในตัวใจกลางเมืองต่อ

อาคารเก่าๆหน้าตาแปลกๆก็มีนะ ส่วนใหญ่จะอยู่ตรงโซนผับบาร์ที่อยู่ระหว่างโบสถ์ Église Sainte-Croix กับปราสาท Château des ducs de Bretagne

ระหว่างนั้น โฮสต์ของเราที่ชื่อ Nemo (ชื่อจริงๆเค้าชื่อ Naomi แต่เค้าให้เรียกว่า Nemo 555) ก็โทรมาบอกว่ากำลังกลับบ้านแล้ว ไปหาที่บ้านได้เลย เลยแวะเดินผ่านปราสาทอีกรอบ ก่อนจะเดินไปบ้าน Nemo

20170611_185734.jpg

พอไปถึงบ้าน รูมเมทของ Nemo ที่พูดภาษาอังกฤษได้แบบงูๆปลาๆมาเปิดประตูให้ แล้วก็ออกไปธุระ แล้วซักพัก Nemo ก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกับเพื่อนอีกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ชื่ออะไรจำไม่ได้ละ เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย 555 แล้วอีกซักพักเพื่อนของ Nemo อีกคนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งก็ตามมา คนนี้ชื่อ Emily เสร็จแล้วก็คุยกันซักพัก แล้ว Nemo กับ Emily ก็พาเราเดินเข้าไปในเมือง ส่วนเพื่อนอีกคนนอนอยู่บ้านเพราะเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก 55555

พอเข้ามาในเมืองเสร็จเราก็ไปซื้อแซนด์วิชที่ร้าน Pita Pit ซึ่งเป็นเฟรนไชส์ฟาสฟู้ดจากประเทศแคนาดามานั่งกินตรงหน้าปราสาทกัน ซึ่งมันจะเป็นคล้ายๆแป้งโรตีม้วนห่อไส้ที่เราเลือกไส้ข้างในได้ว่าจะใส่อะไรบ้าง จะใส่เนื้ออะไร ใส่ผักอะไร ใส่ชีสอะไร แล้วก็ใส่ซอสอะไร รสชาติอร่อยมากกกก อยากให้ที่เยอรมันมีบ้าง

พอกินจนหมดแล้วเราก็ไปนั่งดื่มกันต่ออีก 2 บาร์แล้วก็เม้ามอยไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน Nemo กับ Emily เป็นคนที่คุยสนุกแล้วก็ตลกมาก นั่งคุยกันอารมณ์เหมือนคุยกับเพื่อนอยู่จริงๆเลย ถึงแม้ว่าโฮสต์คนแรกของทริปครั้งนี้จะยกเลิกตอนวินาทีสุดท้าย แต่ว่าอย่างน้อยหลังจากนั้นเราก็ได้เจอแต่คนดีๆตลอดทั้งทริป ทั้งโฮสต์ ทั้งคนขับรถ ก็ถือว่ารวมๆแล้วประสบการณ์ของทริปครั้งนี้ก็จัดว่าดีมากอยู่นะ สำหรับเมือง Nantes นี้เพราะว่ามีเวลาน้อย เราเลยได้สัมผัสกับแค่เปลือกๆของเมืองนี้เท่านั้น จริงๆแล้วสภาพโดยรวมของเมือง Nantes ก็คล้ายๆกับเมือง Rennes มีตึกรามบ้านช่องที่หน้าตาคล้ายๆกัน แต่ว่า Nantes จะเป็นเมืองใหญ่ ที่มีความวุ่นวายมากกว่า มีรถราวิ่งไปมาผ่านใจกลางตัวเมืองอะไรอย่างนี้ แล้วก็จะมีสถานที่สำคัญต่างๆกระจัดกระจายออกไปในตัวเมือง ไม่ได้มากระจุกรวมกันอยู่ในใจกลางเมือง Landmark อีกอย่างที่มีชื่อเสียงมากๆของเมือง Nantes ก็คือหุ่นยนต์ช้างที่สามารถขยับตัวได้ เดินได้ พ่นน้ำได้ และยังมีขนาดที่ใหญ่มากๆแบบสามารถจุคนบนหลังได้หลายคนเลย เหมือนในรูปประกอบ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเมือง Nantes ที่ Nemo และ Emily เล่าให้ฟังก็คือเทศกาลงานศิลปะของเมือง Nantes ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาและสิงหาคมทุกๆปี ซึ่งในช่วงเวลานี้ ทั่วทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยงานศิลปะขนาดเล็กใหญ่มากมาย และบรรยากาศของตัวเมืองจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวประเทศฝรั่งเศสและสนใจในงานศิลปะล่ะก็ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมมากๆที่จะมาเที่ยวเมือง Rennes

les_machines_de_lile._nantes_le_grand_elephantc_j_do_billaud_fin_juillet_2018.jpg

เช้าวันต่อมา เป็นวันที่เราต้องออกเดินทางไปสนามบินแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางกลับไปยัง Karlsruhe เราปลุก Nemo ขึ้นมาบอกลา ก่อนจะเดินทางไปยังสนามบิน Nantes ด้วยวิธีที่ Nemo เขียนบอกไว้ให้ การเดินทางจากตัวเมืองไปยังสนามบิน Nantes สามารถทำได้สองแบบ แบบแรกคือการนั่งรถบัส Transfer ระหว่างสนามบินกับตัวเมืองเลย ซึ่งจะใช้เวลาแค่ 20 นาที แต่จะต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วเป็นจำนวน 9 ยูโร ส่วนแบบที่สอง คือการนั่งรถรางธรรมดาสาม 3 ไปลงที่สถานี Neustrie แล้วนั่งรถบัสสาย 48 ต่อไปยังสถานี Nantes Atlantique ซึ่งก็คือสถานีสนามบิน วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 27 นาที แต่ต้องซื้อตั๋วเดินทางแบบธรรมดาที่ราคาแค่ 1.6 ยูโรต่อเที่ยวแค่นั้น ประหยัดไปได้เยอะเลย

20170612_074118

และแล้ว ทริป 5 วันในฝรั่งเศสครั้งนี้ก็เดินทางมาถึงจุดจบจนได้ ก็เป็นอีกทริปที่ได้เจอคนดีๆมากมายที่ทำให้ทริปนี้กลายเป็นทริปที่ประทับใจมากและเป็นหนึ่งในจุดหมายที่อยากจะกลับไปอีกครั้ง และที่สำคัญก็คือเป็นทริปที่เราได้ไปเยือนสถานที่ที่อยากไปซักครั้งมานานมากแล้วซึ่งก็คือ Mont-Saint-Michel อีกด้วย >< ก่อนจะเดินทางกลับไปถึงเมือง Karlsruhe เรามีเวลาว่างระหว่างรอต่อรถไฟที่เมือง Strabourg อยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เลยถือโอกาสเดินเที่ยวเมืองไปด้วย เลยเดี๋ยวโพสต์รูปของย่าน Petit France ของเมือง Strasbourg เป็นของแถมเลยละกัน 555 หลังจากนี้ทริปต่อไปที่จองไว้แล้วก็จะเป็นทริปไปหมู่บ้าน Lauterbrunnen ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์แบบไปเช้าเย็นกลับ ถ้าระหว่างนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น โพสต์ต่อไปที่จะเขียนก็น่าจะเป็นโพสต์รวมรูปจากทริปนี้ สำหรับตอนนี้ขอปิดทริปไปด้วยสรุปค่าใช้จ่ายประจำทริป กับรูปจากเมือง Strasbourg ก่อน แล้วมาติดตามกันต่อในโพสต์หน้าโนะ

สรุปค่าใช้จ่ายประจำทริป

วันที่หนึ่ง

  • รถไฟความเร็วสูง ICE จาก Karlsruhe ไป Strabourg – 30.10 ยูโร
  • รถไฟจากสถานีรถไฟหลัก Strasbourg ไปสนามบิน Strasbourg – 2.60 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Strasbourg ไปสนามบิน Marseille Provence  – 5 ยูโร
  • ตั๋วรถบัสไปกลับระหว่างสนามบิน Marseille Provence กับเมือง Aix-en-Provence – 13.80 ยูโร
  • ที่พักใน Aix-en-Provence 1 คืน + อาหารเช้า – 25.30 ยูโร
  • อาหารเย็น เมนูชีสเบอร์เกอร์ร้านข้างทาง – 6.90 ยูโร

วันที่สอง

  • อาหารกลางวัน เคบับร้านในตัวเมือง – 3.90 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Marseille Provence ไปสนามบิน Rennes – 5 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร

วันที่สาม

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • อาหารเช้า แซนด์วิชกับครัวซองต์อย่างละชิ้น – 4.75 ยูโร
  • เที่ยวรถไปกลับระหว่าง Rennes กับ Mont-Saint-Michel จาก Blablacar – 14 ยูโร
  • ค่าเข้าชมวิหารบน Mont-Saint-Michel – 10 ยูโร
  • อาหารกลางวัน เมนูแฮมเบอร์เกอร์ร้านในตัวเมือง – 6.80 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • ซื้อมันฝรั่ง นม กับขนมปังเบเกอรี่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต – 5.15ยูโร

วันที่สี่

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • รถบัสจาก Rennes ไป Nantes – 5 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.60 ยูโร
  • อาหารกลางวัน Mcdonald – 4.80 ยูโร
  • อาหารเย็น Pita Pit – 7.40 ยูโร
  • เบียร์แก้วเล็ก 2 แก้ว – 5.80 ยูโร

วันที่ห้า

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.60 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Nantes ไปสนามบิน Strasbourg – 5 ยูโร
  • รถไฟจากสนามบิน Strasbourg เข้าเมือง – 2.60 ยูโร
  • ห้องน้ำสาธารณะ – 0.80 ยูโร
  • รถไฟความเร็วสูง ICE จาก Strabourg ไป Karlsruhe – 30 Euro

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 203.9 Euro = 7717.30 บาท

นี่ถ้าไม่มีเรื่องให้ต้องเปลี่ยนจากรถบัสไปนั่งรถไประหว่าง Kalrsruhe กับ Strasbourg จะประหยัดลงไปได้อีก 48.3 ยูโร หรือประมาณ 1800 บาทเลยนะเนี่ย

20170612_113422

สถานีรถไฟหลักของเมือง Strasbourg ที่หน้าตาเหมือนจานบิน

20170612_120500.jpg

 

France 5 Euro Trip: Mont-Saint-Michel

เราทุกคนคงจะมี bucket lists เป็นของตัวเอง bucket lists ก็คือรายชื่อของสิ่งที่อยากทำมากๆสักครั้งในชีวิต อาจจะเป็นกิจกรรมที่อยากทำ อาจจะเป็นเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะทำให้สำเร็จ หรืออาจจะเป็นสถานที่ที่อยากจะไปเห็นกับตาสักครั้งในชีวิตก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องของสถานที่นั้น สถานที่ที่เราอยากไปเห็นกับตาตัวเองมากที่สุดตั้งแต่ยังจำความได้ ก็คือปราสาท Neuschwanstein ในประเทศเยอรมนี ที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราชอบประเทศเยอรมนีมากๆมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะมาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนีจนถึงทุกวันนี้เลย ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เราก็ได้ไปเยือนปราสาท Neuschwanstein แห่งนี้มา 2 ครั้งแล้ว 555 ก็เป็นอันว่าได้ติ๊กถูกลงไปใน bucket list ของเราละ ว่าปราสาทนี้เราได้ไปมาแล้ว ส่วนอีกที่นึงที่เราอยากไปมากๆ และอยู่ใน bucket list มาตั้งแต่จำความได้ ก็คือเมืองปารีส ซึ่งก็ได้ไปมาแล้วอีกเหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าจะติ๊กถูกลงไปในสองรายการนี้แล้ว ก็ยังมีสถานที่อีกหลายๆที่มากที่เราอยากไป แต่ถ้าจะพูดถึงสถานที่ที่เราอยากไปมากๆแบบอยากไปเห็นสักครั้งในชีวิตจนถึงขั้นยกขึ้นไปอยู่ใน bucket lists ของเราแล้วล่ะก็ คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก Mont-Saint-Michel นี่แหละ เรารู้จัก Mont-Saint-Michel ครั้งแรกก็ตอนที่ค่อนข้างโตแล้ว ไม่เหมือนกับปราสาท Neuschwanstein หรือเมืองปารีสที่เคยเห็นภาพ เคยได้ยินชื่อ เคยรู้จัก เคยใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก จำไม่ได้แล้วว่ารู้จัก Mont-Saint-Michel ได้ยังไง แต่ตอนแรกคือรู้จักเมือง Minas Tirith มาจาก The Lord of the Rings: The Return of the King คือตอนที่เห็นฉากของเมืองนั้นนั้นเต็มๆตาในหนังนั้น รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก แบบว่าว้าว!! เมืองสร้างขึ้นไปเป็นชั้นๆแบบขั้นบันไดแล้วก็มีวิหารอยู่ชั้นบนสุด มันช่างยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการจริงๆ แล้วต่อมาพอได้เห็นภาพของ Mont-Saint-Michel ก็รู้สึกถึงความคล้ายคลึงกันกับ Minas Tirith ในหนังอย่างมากๆ เลยทำให้ตั้งใจว่าต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้มาตั้งแต่ตอนนั้นเลย (จริงๆแล้วตัวหนังก็ใช้ Mont-Saint-Michel เป็นต้นแบบในการออกแบบ Minas Tirith ประกอบกับคำบรรยายของ J.R.R. Tolkien จากในหนังสือจริงๆด้วยแหละ)

minas_tirith_imax_by_lexgoomer-d66adiw

Minas Tirith

20170610_125951.jpg

Mont-Saint-Michel

lovethailand_content-1402987133.jpg

ภูเขาทอง สู้ได้มะ 55 ภาพจาก http://www.lovethailand.biz/travel/th/17-กรุงเทพมหานคร/925-วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร-และภูเขาทอง.html#!prettyPhoto

และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง โอกาสที่จะได้มาเห็น Mont-Saint-Michel ของจริงก็มาถึง ซึ่งก็คือเช้าวันนี้ในเมือง Rennes ที่ท้องฟ้าสดใส พระอาทิตย์ส่องแสง และอากาศดีสุดๆนั่นเอง! สำหรับการเดินทางจากเมือง Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ตอนแรกเรากะว่าคงต้องนั่งรถบัสที่ราคาเที่ยวละ 15 ยูโรไป แต่ว่าก่อนที่จะออกเดินทางทริปนี้ เราก็เข้าไปในเว็บ Blablacar แล้วก็ตั้งค่าให้เว็บส่งอีเมลล์มาบอกด้วยถ้าเกิดว่ามีใครมาลงข้อมูลในเว็บไว้ว่าจะขับรถจาก Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ในวันเดียวกันกับวันที่เราต้องการเดินทาง ซึ่งก็มีจริงๆ ตอนวันก่อนวันเดินทาง เว็บ Blablacar ส่งอีเมลล์มาบอกเราว่ามีสมาชิกคนหนึ่งลงข้อมูลไว้ว่าจะขับรถจาก Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ตอนเช้า แล้วก็ขับกลับจาก Mont-Saint-Michel มายัง Rennes ในตอนบ่ายในวันที่เราต้องการเดินทาง ซึ่งก็โป๊ะเชะ ลงตัวสุดๆ เลยเข้าเว็บจองทั้งขาไปขากลับเลย ราคาขาไปขากลับรวมกันแค่ 14 ยูโร ได้ประหยัดค่าเดินทางไปครึ่งหนึ่ง

20170610_081619.jpg

ตรงจุดนัดพบในสถานีรถไฟ มีนักเปียโนชื่อดังฝีมือฉกาจคอยบรรเลงเพลงขับกล่อมผู้คนที่เดินผ่านไปมา

วันเดินทาง เราก็เจอกับคนขับและผู้โดยสารคนอื่นๆอีก 3 คนที่จุดนัดพบ ซึ่งก็คือด้านในสถานีรถไฟหลักของเมือง Rennes ตั้งแต่เช้า และเมื่อทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เราก็ออกเดินทางกัน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ คนขับของเราในวันนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เค้าก็คือไกด์ทัวร์ที่เดินทางไป Mont-Saint-Michel เพื่อไปนำกรุ๊ปทัวร์ชาวอิตาเลียนขึ้นไปชมวิหารที่อยู่บนยอดของ Mont-Saint-Michel นั่นเอ๊งงงง!!! ดีงามมาก แชร์รถไปสถานที่ที่อยากไปสักครั้งในชีวิตทั้งทีก็ไม่ใช่ว่าแชร์รถไปกับคนธรรมดานะจ๊ะ ไปกับไกด์ทัวร์ของสถานที่นั้นเลยทีเดียว แต่เค้าก็ไม่ได้เล่าหรือบรรยายอะไรเกี่ยวกับ Mont-Saint-Michel ที่เป็นเชิงลึกให้ฟังนะ 555 แค่เล่าให้ฟังว่าที่นั่นจะมีไกด์ทัวร์พาเราเดินเท้าเปล่าไปบนพื้นทรายรอบๆตัว Mont-Saint-Michel ไปชมวิวรอบๆ แล้วก็ทดลองยืนบนทรายดูดให้โดนดูดลงไปนิดนึง อะไรอย่างนี้ (ปกติตรงบริเวณหาดทรายรอบๆเกาะจะไปเดินเล่นมั่วๆเองไม่ได้ เพราะว่าหนึ่ง บางบริเวณเป็นทรายดูด สอง เห็นเป็นที่ว่างโล่งๆแบบนี้ แต่พอเวลาน้ำขึ้นมาทีนี่วิ่งหนีไม่ทันนะจ๊ะ แล้วสิ่งที่อันตรายที่สุดเลยก็คือกรณีที่เราไปติดตรงทรายดูดเข้าตอนที่น้ำทะเลกำลังจะขึ้นพอดี =[]=!! ถ้าเกิดว่าเราเกิดไปติดอยู่ตรงหาดแล้วกลับเข้าฝั่งไม่ได้เพราะน้ำทะเลกำลังขึ้น เค้าจะต้องส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับ ซึ่งเราต้องจ่ายค่าใช้จ่ายตรงนั้นเองทีหลังด้วย ซึ่งก็คงจะแพงมากๆเลยทีเดียว) แล้วก็บอกว่าเป็นทัวร์ที่น่าสนใจและวิวสวยมากๆ และราคาไม่แพงด้วย แต่เราก็ไม่ได้หาข้อมูลต่อนะ เพราะว่ายังไงก็มีเวลาไม่พออยู่แล้ว ตั้งใจว่าจะเดินสำรวจบนตัวเกาะอย่างเดียว

mc_6.jpg

ภาพจาก http://www.stjo-chateaubriant.fr

ระหว่างที่นั่งรถไปนั่ง คนขับที่ชื่อ Jil ก็ชวนคุยนั่นนี่ แล้วก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังเยอะแยะมากมาย ประสาคนเป็นไกด์อะ มีเรื่องเล่าเยอะและพูดเก่งมาก จำไม่ได้ละว่าเล่าอะไรมาบ้าง 555 แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เรื่องกษัตริย์ เรื่องการล่าอาณานิคม เรื่องการทูตกับฝรั่งเศสอะไรอย่างงี้ แล้วเค้าก็บอกว่าถ้ามีโอกาสลองไปเที่ยวเมือง Brest ดู จะได้ไปดูสถานทูตไทยแห่งแรกในฝรั่งเศส

หลังจากที่นั่งรถกันมาประมาณชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดเราก็มาถึงบริเวณที่จอดรถของ Mont-Saint-Michel ที่อยู่ลึกเข้ามาบนฝั่งแผ่นดินใหญ่ จากตรงที่จอดรถจะมีรถบัสโดยสารฟรี ที่จะขับวนไปวนมาระหว่างตัว Mont-Saint-Michel กับลานจอดรถ โดยจะหยุดจอดที่ป้ายอีกป้ายตรงระหว่างปลายทางสองปลายทางนี้ด้วย ก็คือป้ายริมฝั่งทะเลฝั่งแผ่นดินใหญ่ หลังจากจอดรถกันแล้ว ผู้ร่วมเดินทางอีก 3 คนก็บอกลา Jil เพราะว่า 3 คนนั้นจะไม่นั่งกลับมากับ Jil แล้วเรากับ 3 คนนั้นก็มาขึ้นรถบัสไปยัง Mont-Saint-Michel ด้วยกัน แล้วก็แยกกันตรงนั้น และแล้วในที่สุด Mont-Saint-Michel ที่เราเฝ้าใฝ่ฝันถึงมาเป็นเวลานานหลายปีก็มาตั้งตระหง่านอยู่ตรงเบื้องหน้าเรานี้แล้ว ความรู้สึกตอนนั้นมันช่างตื้นตันใจ พูดไม่ออกเลย Mont-Saint-Michel ของจริงมันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่อยากเชื่อว่าคนในสมัยโบราณจะสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้

20170610_100139

20170610_100027.jpg

สภาพพื้นทรายที่รายล้อม Mont-Saint-Michel

IMG_20170618_133620_122

ตอนที่เราไปถึง Mont-Saint-Michel เป็นช่วงที่น้ำลง ทำให้มองเห็นพื้นที่บริเวณรอบๆเป็นพื้นทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่มีร่องรอยทางน้ำคดเคี้ยวไปมาเป็นระยะๆ บริเวณตัว Mont-Saint-Michel นั้น ชั้นล่างสุดจะประกอบไปด้วยป้อมปราการที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ล้อมรอบตัวหมู่บ้าน และด้านในป้อมปราการก็จะเป็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่และทางเดินที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปมาขึ้นไปยังด้านบนยอดของเกาะที่มีวิหาร Chapelle Notre-Dame-sous-Terre ตั้งอยู่ บริเวณหมู่บ้านและป้อมปราการจะตั้งอยู่แค่ตรงฝั่งที่หันหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นเนินเขาว่างๆที่มีแค่ต้นไม้ขึ้นปกคลุม ตรงถนนในหมู่บ้านที่ทอดยาวขึ้นไปบนยอดเขานั้นก็จะมีจุดที่แตกแขนงออกไปเป็นถนนเส้นอื่นๆอีกสามสี่จุด แต่ว่าการที่จะเดินสำรวจตามถนนให้ครบทุกสายก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะขนาดเรามีเวลาแค่สามชั่วโมงนิดๆยังเดินสำรวจจนทั่วได้เลย (แต่ก็แอบรีบๆหน่อย) พวกบ้านหลังเล็กหลังน้อยต่างๆที่เราเห็นบนเกาะนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นห้องพักของโรมแรมหมดเลย ถ้าไม่งั้นก็เป็นพวกร้านค้า พิพิธภัณฑ์ อะไรอย่างงี้ ไม่น่าจะมีบ้านที่คนอาศัยอยู่จริงๆ (มั้ง) นอกจากนี้ บนป้อมปราการที่ตั้งล้อมรอบตัวหมู่บ้านอยู่นั้นก็มีทางเดินให้เราขึ้นไปเดินดูวิวตรงด้านบนของป้อมได้ แถมทางเดินนั้นก็ยังทอดยาวไปเชื่อมกับถนนสายอื่นๆของหมู่บ้าน และทอดยาวขึ้นไปจนถึงด้านบนที่เป็นมหาวิหารอีกด้วย เดี๋ยวไปดูรูปกันดีกว่า ว่าสภาพด้านในของ Mont-Saint-Michel นี้เป็นยังไงบ้าง

หลังจากเดินจากด้านบนของป้อมปราการ ผ่านบ้านเรือนหลังเล็กหลังน้อยไม่กี่หลังมาซักพัก เราก็มาถึงยังตัววิหารที่อยู่บนยอดของเกาะ เส้นทางนี้จะพลุกพล่านน้อยกว่าเส้นทางเดินปกติที่วนไปรอบเกาะและขนาบข้างไปด้วยร้านค้าต่างๆมาก เดินสบายๆ ถ่ายรูปสบายๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนติดเข้ามาในเฟรมเลย หลังจากมาถึงตัววิหารแล้วเราก็ต้องจ่ายค่าเข้าชมเป็นจำนวน 10 ยูโร แล้วก็สามารถเดินขึ้นไปดูด้านในวิหารได้ ซึ่งด้านในของวิหารนั้นก็ใหญ่มากๆ นอกจากส่วนที่เป็นโบสต์แล้วก็ยังมีห้องหับต่างๆมากมายเลย แต่ละห้องก็จะอับๆมืดๆทึมๆนิดหน่อย แต่สภาพภายในนี่เหมือนยกเอาห้องเรียนในปราสาทฮอกวอร์ตในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์มาเลย

20170610_102946

วิวจากลานด้านหน้าตัววิหาร

มาถึงมุมที่ชอบที่สุดบนเกาะนี้ มุมนี้กดชัตเตอร์รัวๆ เลือกรูปไม่ถูกเลย 555 ชอบทุกมุม รักพี่เสียดายน้อง

มาดูในโซนของหมู่บ้าน (ที่ส่วนใหญ่จะเป็นห้องพักของโรงแรม) กันบ้างเนอะ

บรรยากาศของถนนสายการค้า ที่นักท่องเที่ยวจะมาออกันเต็มไปหมด

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงประตูป้อมปราการทางเข้าหมู่บ้าน Mont-Saint-Michel แล้วเรายังเหลือเวลาอยู่อีกหน่อย เลยเดินขึ้นไปบนป้อมปราการอีกครั้ง แล้วก็เดินสำรวจไปตรงทิศทางตรงกันข้ามกับที่เดินตอนแรก

20170610_122533.jpg

ระหว่างที่กำลังเดินบนป้อมปราการอยู่ก็เห็นกลุ่มคนที่กำลังเดินทัวร์เท้าเปล่าเดินกันเป็นขบวนอยู่ข้างล่างด้วย

20170610_124031

แผนที่ถนนใน Mont-Saint-Michel เส้นที่อยู่รอบนอกสุดคือทางเดินบนป้อมปราการ เส้นที่อยู่ถัดเข้ามาคือถนนสายร้านค้าที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนเส้นอื่นๆจะมีคนน้อยกว่า บางเส้นก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนที่นี้

20170610_125753

ขากลับนักท่องเที่ยวเยอะขึ้นมาก

เวลาล่วงเลยมาจนถึงประมาณบ่ายโมง เราเดินย้อนกลับจาก Mont-Saint-Michel มาตามถนนจนมาถึงจุดที่รถบัสฟรีมาจอดส่งผู้โดนสายเมื่อตอนเช้า แล้วก็ขึ้นรถ นั่งย้อนกลับเข้ามายังฝั่งแผ่นดินใหญ่ จากจุดนั้นรถจะวิ่งไปจอดสองป้าย ป้ายแรกจะอยู่ตรงใกล้ๆริมฝั่ง ส่วนป้ายถัดไปจะอยู่ตรงลานจอดรถที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ เรานั่งรถมาลงป้ายแรกก่อน เพื่อจะได้เดินมาถ่ายรูป Mont-Saint-Michel จากมุมไกลๆก่อนแป๊บนึง ก่อนจะต้องบอกลากันในวันนี้

เสร็จแล้วเราก็กลับมาขึ้นรถบัสไปลงที่ลานจอดรถ แล้วก็ไปเจอกับ Jil ที่รถของเค้า ขากลับเที่ยวนี้มีเราเดินทางกลับกับเค้าแค่คนเดียว ก็เลยคุยยาว Jil บอกว่าจริงๆแล้วอีกที่ที่น่าไปเที่ยวมากๆเลยในบริเวณก็คือ Saint-Malo ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่มีป้อมปราการสร้างไว้ล้อมรอบ เค้าบอกว่าเนี่ยเธอน่าจะไปเที่ยวที่นั่นต่อหลังจากเที่ยว Mont-Saint-Michel เสร็จนะ อ้าวพูดเหมือนจะขับพาไปอย่างงั้นอะ ก็นี่กำลังนั่งรถกลับเมือง Rennes ไปกับเค้าแล้วจะให้ไปยังไงล่ะ 55555

oU4jkTB5gb4o8fpZhQXyAfzj

เมือง Saint Malo ภาาพจาก https://www.thinglink.com/scene/842669215910461442

ระหว่างทาง Jil แวะจอดรถแล้วก็ชี้มือเข้าไปตรงข้างทางให้เราดูทางเดินแคบๆที่ขนาบไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมายและมีข้าวของต่างๆมากมายวางอยู่เต็มไปหมด และตรงปลายทางเดินนั้นก็มีป้ายหลุมศพรูปไม้กางเขนป้ายหนึ่งตั้งอยู่ Jil บอกเราว่า หลุมศพนี้เป็นหลุมศพของนักบุญ Saint-Lénard แห่งเคว้น Brittany แล้วก็เล่าตำนานของ Lénard ให้ฟังว่าสมัยก่อน Lénard เป็นคนที่เกเรมาก ชอบแกล้งคนที่ขี่เกวียนผ่านไปมาโดยการเอาหินก้อนใหญ่ๆมาวางขวางทางเยอะๆให้เกวียนขับผ่านไม่ได้แล้วก็จะไปซ่อนตัว แล้วพอ Lénard เห็นคนที่ขับเกวียนผ่านมาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่ขับเกวียนผ่านไปไม่ได้เมื่อไหร่ก็จะส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมา มีอยู่วันหนึ่ง Lénard กำลังเดินเล่นอยู่ในป่า แล้วก็โน้มแอปเปิลลูกหนึ่งจากต้นแอปเปิลมากิน แต่แอปเปิลลูกนั้นมีรสขมมาก เขาเลยเดินต่อไป เวลาผ่านไป Lénard กลับมาเจอต้นแอปเปิลต้นนั้นอีกครั้ง แล้วก็เห็นว่าลูกแอปเปิลที่เขากัดเข้าไปนั้นมีสีสวยขึ้น เลยลองโน้มลงมากัดอีกครั้ง คราวนี้แอปเปิลลูกนั้นที่สุกแล้วกลับมีรสชาติหวานกรอบอร่อย Lénard ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ขนาดแอปเปิลที่ขมๆ มันยังหวานขึ้นได้ แล้วทำไมเราจะกลับตัวกลับใจกลายเป็นคนดีบ้างไม่ได้ล่ะ พอคิดได้ดังนั้น Lénard จึงสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้จะเลิกทำตัวเกเร และจะทำแต่ความดีและช่วยเหลือผู้คน แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีชาวนาคนหนึ่งกำลังขับเกวียนผ่านมาพอดี แต่ตัวเกวียนกลับไปติดหล่มดินโคลนเข้า Lénard เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อที่จะช่วยเข็นเกวียนให้หลุดออกมาจากหล่มนั้น แต่ชาวนาคนนั้นซึ่งเคยโดน Lénard แกล้งบ่อยๆจำ Lénard ได้ ด้วยแรงแค้นจึงพูดออกมาเสียงดังว่า “Lénard เจ้าคนจิตใจวิปริต วันนี้เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับข้าไว้!!” แล้วก็หยิบท่อนไม้ออกมาฟาดหัว Lénard อย่างแรงจนสิ้นใจตาย โดยที่ยังไม่เคยได้ทำความดีซักครั้งหนึ่งเลย แต่ก่อนตาย Lénard อธิบายให้ชาวนาเข้าใจถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ชาวนาจึงเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปมาก แล้วก็ขุดหลุมฝัง Lénard แล้วก็เอาหินก้อนใหญ่มาวางทับไว้

เวลาผ่านไป ข่าวลือต่างแพร่สะพัดว่า Lénard กลับตัวกลับใจเป็นคนดี และได้กลายเป็นนักบุญก่อนตาย และนอกจากนี้หลุมศพของ Lénard ก็ยังแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆนาๆอีกด้วย ใครที่อยากจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บอะไร ถ้าไปขอพรที่หลุมศพของ Lénard แล้วจะหายเป็นปลิดทิ้งทุกคน คนก็เลยแห่กันไปสักการะหลุมศพของ Lénard แต่มีคนซ่อมถนนคนหนึ่งที่ไม่เชื่อในอภินิหารของ Lénard ได้ผ่านมาตรงหน้าหลุมศพของ Lénard พอดี จึงพูดท้าทายออกไปว่า “Saint Lénard , Si tu as des pouvoirs, Fais le voir, Fais moi tortillard!” (นักบุญ Lénard ถ้าท่านมีพลังจริงๆก็แสดงมันออกมาสิ ทำให้ร่างกายของข้าบิดเบี้ยวเลย) แล้วคืนวันถัดว่า คนซ่อมถนนคนนั้นก็ต้องทรมานจากโรคเกาต์และไม่สามารถเดินได้ เขาจึงขอขมาต่อ Lénard ที่ได้ล่วงเกิน และสาบานว่าถ้าเขาหายจากความทรมานนี้ เขาจะสร้างสุสานเป็นกิจจะลักษณะให้กับ Lénard แทนที่หลุมศพเดิมที่เป็นแค่ก้อนหินธรรมดาๆวางอยู่เท่านั้น ต่อมาไม่นาน คนซ่อมถนนก็หายจากโรคเกาต์ แล้วเขาก็ช่วยบริจาคเงินเพื่อสร้างสุสานให้แก่ Lénard ซึ่งกลายมาเป็นหินรูปไม้กางเขนที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ปล. Lénard เป็นนักบุญที่รู้จักกันแค่ในแคว้น Brittany เท่านั้น เป็นเรื่องเล่าตำนานของแคว้น และไม่ได้มีการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญอย่างเป็นทางการจากพระสันตปาปา

20170610_141710.jpg

พิกัดคือ 48.292468, -1.571948

นอกจากเรื่องของ Lénard แล้ว Jil ยังเล่าเรื่องวัฒนธรรมกับประเพณีต่างๆของแคว้น Brittany ให้ฟังเยอะแยะมากมาย เค้าเล่าว่าแคว้น Brittany นี่เมื่อก่อนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส มีวัฒนธรรม มีภาษาเป็นของตัวเอง มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมากับชาว Celtic และชาว Welsh ในสหราชอาณาจัก พอมาอยู่ภายใต้ฝรั่งเศสแล้วก็โดนพยายามกลืนชาติ โดนบังคับไม่ให้ใช้ภาษาดั้งเดิม อะไรอย่างงี้ ทุกวันนี้คนที่พูดภาษา Breton ได้เลยมีน้อยมาก แต่ทุกวันนี้ก็มีการเปิดสอนภาษา Breton และมีการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒธรรมของ Brittany กันมากขึ้น

Breton+Parade-+Paris

Breton Parade ในกรุงปารีส ภาพจาก http://alanindyfed.blogspot.de/2011/05/case-for-brittany_18.html

และแล้วการเดินทางไปยัง Mont-Saint-Michel ก็จบลง สำหรับทริปสั้นๆครึ่งวันนี้ นอกจากจะได้ไปเยือนสถานที่ที่อยากไปให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต และได้ถ่ายรูปมาแบบนับไม่ถ้วนแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับแคว้น Brittany นี้มาอีกเยอะแยะมากมายเลย เรียกได้ว่า 14 ยูโรที่จ่ายไปนี่ นอกจากจะเป็นค่ารถแล้ว ยังเหมือนกับเป็นค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอีกด้วยนะเนี่ย คุ้มสุดๆ 5555 ประทับใจมากๆ เป็นทริปจาก Blablacar ที่สุดยอดมากๆ หลังจากที่ขับรถเข้ามาถึงตัวเมือง Rennes กันแล้ว Jil ก็มาส่งเราที่หน้าทางเข้าสวน Parc du Thabor ที่เค้าแนะนำว่าควรเข้าไปเดินเที่ยว แล้วเราก็บอกลากัน ก่อนที่เราจะออกเดินเที่ยวเมือง Rennes ในบ่ายวันนั้นต่อ

สำหรับเรื่องราวและภาพต่างๆจากเมือง Rennes เราก็ลงไว้ในโพสต์นี้แล้วโนะ https://petchpetals.wordpress.com/2017/06/17/france-5-euro-trip-rennes/ ก็เป็นว่าทริปฝรั่งเศส 4 คืนของเรานี้ก็ได้เดินทางมาถึงคืนสุดท้ายแล้ว สำหรับจุดหมายต่อไป เราจะเดินทางโดยรถบัสไปที่เมือง Nantes ซึ่งก็จะไปพักกับโฮสต์จาก Couchsurfing อีกคนหนึ่ง สำหรับจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ จะเป็นยังไงบ้างนั้น เดี๋ยวมาติดตามต่อในโพสต์ต่อไปกันโนะ

20170611_140646.jpg

Place Maréchal-Foch ในเมือง Nantes

France 5 Euro Trip: Rennes

เครื่องบินจากสนามบิน Marseille ใช้เวลาเดินทางมาถึงสนามบิน Rennes ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากที่มาถึงสนามบิน Rennes แล้วเราก็เดินตามแผนที่ออกมายังป้ายรถเมล์หน้าสนามบินที่มีรถเมล์สายที่วิ่งเข้าเมืองจอดรออยู่แล้ว เราเดินมาหยุดรอข้ามถนนตรงฝั่งตรงข้ามป้ายรถเมล์แป๊บนึง แล้วขณะที่ยังไม่ทันคิดได้อะไร รถเมล์คันนั้นก็วิ่งออกไปต่อหน้าต่อตา!!!! เฮ้ย ทำไมคุณทิ้งดาว!! นี่คือมองตามตาปริบๆ พลางทอดถอนใจในโชคชะตา แค่คืบจริงๆ เหมือนผีมาสิงอยู่ในอุรา เดินข้ามถนนมาดูตารางรถตรงป้ายรถเมล์ พลาดรถเที่ยวนี้ไปต้องรอเที่ยวต่อไปอีก 20 นาทีเลย เห้อ มันน่าตีจริงๆ น่าจะเช็ครอบรถมาก่อน ระหว่างที่รอรถรอบถัดไปก็เลยส่งข้อความไปหาโฮสต์ บอกว่ามาถึงแล้วนะ กำลังจะเดินทางไปที่บ้าน หลังจากผ่านไป 20 นาที รถเมล์คันถัดไปก็เดินทางมาถึง แล้วเราก็เดินทางเข้าไปยังตัวเมือง Rennes แล้วก็เดินทางต่อไปยังที่อยู่ของโฮสต์จาก Couchsurfing กัน

โฮสต์ของเราในเมือง Rennes คนนี้เป็นคุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวชื่อ Anne ที่มีลูกชายวัยรุ่นสองคนชื่อ Louis กับ Titoine ตอนที่เราไปถึง ลูกๆสองคนยังไม่กลับบ้าน Anne เลยพาเราไปวางกระเป๋าแล้วก็ชวนคุยนู่นนี่ก่อน เรานัดกันมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าเดี๋ยวเราจะทำอาหารไทยให้กินตอบแทนที่เค้าโฮสต์เรา แต่ว่าตอนผ่าน Security ที่สนามบิน Marseille ดันโดนโยนเครื่องปรุงที่เพิ่งซื้อมาก่อนจะออกเดินทางทิ้งซะนี่ T.T เราเล่าให้ Anne ฟัง Anne ก็เลยพาขับรถพาเราไปที่ห้าง Carrefour แถวบ้าน แล้วก็มาเดินหาวัตถุดิบกัน จริงๆผงปรุงรสต้มข่าไก่เนี่ย ซุปเปอร์มาร์เก็ตยุโรปทั่วๆไปไม่มีหรอก แต่ว่าตอนนั้นร้านเอเชียกับซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมืองปิดหมดแล้ว (ที่ฝรั่งเศสร้านปิดกันตั้งแต่หนึ่งทุ่ม เร็วเกินไปมากกกก ขนาดที่เยอรมันยังปิดอย่างเร็วที่สุดสองทุ่มเลย ที่ฝรั่งเศสถ้าหลังจากหนึ่งทุ่มแล้วต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในห้องใหญ่เท่านั้น) เลยลองมาดูที่นี่กัน  แต่ก็ไม่มีจริงๆ เลยซื้อแค่ไก่ เห็ด อะไรอย่างงี้ไป

20170610_200614

ห้าง Carrefour ที่ฝรั่งเศสเค้ามีการ์ตูนญี่ปุ่นขายกันเป็นชั้นๆแบบนี้เลยอะ เห็นแล้วช๊อคมาก Anne บอกว่าที่ฝรั่งเศสคนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นกันเยอะจริงๆ ซึ่ง Titoine ก็เป็นหนึ่งในนั้น 555

เสร็จแล้วก็กลับมาบ้าน แล้วก็เริ่มทำอาหารกัน ระหว่างนั้นลูกๆของ Anne ก็ทยอยกลับบ้านมา ก็ทักทายกันนิดนึง สำหรับอาหารเย็นวันนั้นก็เป็นไก่ทอดกระเทียม กับต้มข่าไก่ที่ไม่ได้ใส่ผงปรุงรส ใส่แต่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กับกะทิ คือปกติเวลาเราทำเราจะต้องใส่ผงปรุงรสตลอด ไม่เคยปรุงเองเลย พอครั้งนี้ไม่มีผงปรุงรสเลยออกมาจืดสนิท ถึงแม้จะพยายามใส่เกลือกับน้ำมะนาวแล้วแต่ก็มิได้นำพา โชคดีที่มีไก่ทอดกระเทียมมากู้หน้า 5555 เด็กๆชอบกันมาก

20170609_214233

อาหารค่ำวันนี้

หลังจากกินข้าวเย็นกันเสร็จเราก็นั่งคุยกันต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน สำหรับประสบการณ์ Couchsurfing ในครั้งนี้นั้นก็แฮปปี้มาก ทุกคนคุยเก่งและเป็นมิตร และยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยฉุดกราฟชีวิตจากช่วงเริ่มต้นทริปที่ไม่ค่อยดีขึ้นมาแบบ exponential 555 คืนนั้นก็ได้อาบน้ำอุ่นๆ ได้นอนเตียงนุ่มๆ พักผ่อนร่างกายและเตรียมตัวให้พร้อมกับเช้าวันต่อไป

เช้าวันถัดมา เราตื่นนอนมาแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วก็ออกจากบ้านตั้งแต่ทุกคนยังนอนอยู่ เพราะว่าวันนี้เรามีโปรแกรมใหญ่ที่สำคัญมาก ก็คือการไปเที่ยว Mont-Saint-Michel! แต่สำหรับโพสต์นี้จะขอเล่าแค่เรื่องของเมือง Rennes ก่อน แล้วจะมาเล่าเรื่อง Mont-Saint-Michel ตอนหน้าโนะ สรุปว่าวันนั้นตอนครึ่งวันเช้าเราก็ไปเที่ยว Mont-Saint-Michel แล้วพอตอนบ่ายก็เดินทางกลับมาถึงเมือง Rennes ประมาณบ่ายสามนิดๆ แล้วก็เริ่มออกเดินเที่ยวตัวเมือง สำหรับเมือง Rennes นี้ก็จะเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมากว่า Aix-en-Provence แต่ก็ยังมีบริเวณใจกลางเมืองที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่นอกจากนี้ Rennes ยังมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ข้างๆใจกลางเมืองที่น่าเดินเที่ยวมากๆ สวนนี้มีชื่อว่า Parc du Thabor ถ้าเกิดว่าอยากเดินดูตัวใจกลางเมืองกับสวนสาธารณะให้ทั่วๆแบบสบายๆอาจจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวันเต็ม แต่เพราะเรามีเวลาแค่ครึ่งวันเลยต้องรีบเดินนิดนึง โชคดีที่ตอนนั้นเป็นหน้าร้อน ท้องฟ้าเลยสว่างยาวไปยันสามสี่ทุ่ม หลังจากนี้เดี๋ยวจะให้ภาพเล่าเรื่องโนะ

แว้บแรกที่ได้เห็นเมือง Rennes คิดว่าเมืองๆนี้เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนหรูหราใหญ่โต สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสแบบหน้าตาแบบในปารีสเลย ซึ่งเป็นอะไรที่เราชอบมากๆ 55 แต่ว่าพอเดินสำรวจในใจกลางเมือง ก็ต้องตกใจ เพราะว่าในใจกลางเมืองนั้นมีย่านที่เต็มไปด้วยห้องแถวกึ่งไม้กึ่งปูน แบบที่เห็นบ่อยๆในเยอรมันเยอะมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมาโผล่ไกลถึงในฝรั่งเศสไกลๆในเมืองนี้ด้วย ถนน Rue Saint-Georges เป็นถนนสายหนึ่งที่มีบ้านโบราณกึ่งไม้กึ่งปูนเรียงรายอยู่ตามข้างทาง

ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของใจกลางเมืองเป็นอีกโซนที่มีบ้านโบราณครึ่งไม้ครึ่งปูนตั้งเรียงรายกันอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะบริเวณ Place Saint-Anne และ Rue du Champ Jacquet

20170610_180311

วิหาร Basilique Notre-Dame-de-Bonne-Nouvelle de Rennes ด้านหลังจัตุรัส Place Sainte-Anne ที่กำลังมีการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่อยู่

หนึ่งใยถนนที่ลากออกมาจากจัตุรัส Sainte-Anne จะมีอยู่เส้นหนึ่งที่มีชื่อว่า Rue Saint-Michel ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “La rue de la soif” หรือ “ถนนแห่งความหิวกระหาย” เพราะว่าเป็นถนนสายที่เต็มไปด้วยผับบาร์ และคาเฟ่ ชาวเมือง Rennes ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนนักศีกษาเป็นส่วนใหญ่มักจะมากินดื่มปาร์ตี้กันที่ถนนสายนี้ โดยเฉพาะตอนคืนวันพฤหัส ที่บริเวณะถนนสายนี้จะคึกคักมากเป็นพิเศษ

20170610_180814.jpg

Place des Lices ตอนเช้าวันเสาร์ที่จัตุรัสนี้จะมีตลาดนัดมาตั้ง ซึ่งเป็นตลาดนัดที่ใหญ่และขึ้นชื่อมากๆของเมือง Rennes แต่ตอนเช้าวันเสาร์เราไปเที่ยว Mont-Saint-Michel กว่าจะกลับมาถึงเค้าก็เก็บไปหมดแล้ว เลยอดเห็นเลย

และแล้ว หลังจากที่เดินเที่ยวมาทั้งวันจนขาลาก ประมาณหนึ่งทุ่มกว่าๆเราก็กลับมาถึงบ้านของ Anne อีกครั้ง หลังจากกลับมาบ้าน Louis พาเราเดินไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน แต่ปรากฏว่าร้านปิด เลยต้องเดินกลับมาบ้านให้ Anne ขับรถพาไป Carrefour ในห้างอีกครัง 5555 วันนี้ Anne กับ Louis จะทำเครปฝรั่งเศสให้เรากิน ที่ประเทศฝรั่งเศสแถบๆแคว้น Brittany นี้ เค้าจะแบ่งชื่อเรียกเครปเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือเครปสีขาวๆทำจากแป้งผสมไข่แบบที่เราคุ้นเคยกันดี มักจะใช้กินกับไส้ที่เป็นของหวาน เครปประเภทนี้มีชื่อเรียกว่า Crêpes ส่วนอีกประเภทที่มีชื่อเรียกว่า Galettes จะมีสีน้ำตาลๆดำๆ ทำมาจากธัญพืช และจะใช้กินกับไส้ที่เป็นของคาว สำหรับมื้อนั้น Louis เป็นคนทำ Crêpes ส่วน Anne เป็นคนทำ Galettes แล้วพออาหารเสร็จ Titoine ก็กลับมาถึงบ้านพอดี แล้วก็กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน

วันต่อมา เป็นวันแรกที่ตื่นสายได้ 555 เพราะว่าวันนี้ไปขึ้นรถบัสไปเมือง Nantes ตอนประมาณ 11 โมง ตอนเรากำลังจะออกจากบ้านแล้ว มีแต่ Anne กับ Louis ที่ตื่นแล้ว เลยได้บอกลาแค่สองคนนี้ ก็จัดว่าเป็นประสบการณ์ Couchsurfing หนึ่งในครั้งที่ประทับใจที่สุดเลยในฐานะ Surfer เพราะว่านอกจากทุกคนจะเป็นมิตรมากแล้ว เรายังได้เห็นบรรยากาศการพูดคุย การกินข้าว การใช้ชีวิตกันในครอบครัวปกติของคนฝรั่งเศส ได้มีส่วนร่วมคุยกับเค้าเวลาเค้าคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องโรงเรียน เรื่องกีฬา เรื่องอดีต ฯลฯ กัน แล้ว Anne ก็พยายามพูดเป็นภาษาอังกฤษตลอด ไม่ให้เรานั่งงงอยู่คนเดียว (จริงๆ Louis ก็พูดอังกฤษได้ แต่ว่าไม่ค่อยคล่อง เวลาที่ Anne อยู่ด้วยเลยจะพูดฝรั่งเศสซะเป็นส่วนใหญ่) นอกจากนี้ Anne ก็ยังเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาให้ฟัง แล้วก็เรื่องชีวิตประจำวันที่ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องขับรถไปทำงานที่นอกเมือง ดูแลบ้าน ดูแลแมวที่บ้าน กับดูแลลูกชายวัยรุ่นสองคน อะไรอย่างนี้อีก แบบได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องราวความเป็นอยู่ของคุณแม่ชนชั้นกลางชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งแบบเบื้องลึกเบื้องหลังเลย เป็นครั้งแรกเลยที่ได้อยู่กับโฮสต์ Couchsurfing ที่เป็นครอบครัว เด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เค้าไปอาศัยอยู่กับครอบครัวโฮสต์นี่เค้าคงรู้สึกแบบนี้นี่เองสินะ

20170610_203657

Anne กับ Louis ที่อยู่นิ่งๆไม่ได้เลย ต้องปีนป่าย กระโดดหมุนตัว ตีลังกาตลอด เพราะเค้าเป็นนักกีฬา Freerunning

และแล้ววันเวลาของเราที่เมือง Rennes ก็จบลง ไม่อยากย้ายเมืองเลย อยากอยู่ต่อ 555 ความรู้สึกของเราที่มีต่อเมือง Rennes นี้เหมือนกับความรู้สึกที่เรามีต่อเมือง Karlsruhe ตอนที่มาถึงเป็นครั้งแรกเลย คือรู้สึกใช่ รู้สึกถูกชะตาแบบบอกไม่ถูก เมือง Rennes เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกแบบ มีตึกรามบ้านช่องที่หน้าตาเหมือนๆกับในปารีสเคลือบเป็นเปลือกนอก แต่ว่าจริงๆแล้ว เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีบรรยากาศผ่อนคลายกว่าเยอะมาก ตัวใจกลางเมืองจะมีโซนที่มีตึกใหญ่ๆสวยๆ มีบ้านสวยๆ มีความหรูหราโอ่อ่า แต่ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งหนึ่งของเมืองก็จะมีโซนที่เต็มไปด้วยบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้เก่าบ้างใหม่บ้างผสมๆกันไป เป็นย่านกินดื่มที่ให้บรรยากาศผ่อนคลายและสนุกและคึกคักมากๆ และนอกจากนี้ในใจกลางเมืองก็ยังมีโซนที่สงบๆ สำหรับไว้ไปดินเนอร์สุดหรูหรือเดินเล่นดูบ้านเมืองสวยๆไปตามตรอกซอยแคบๆกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะด้วย ยังไม่พอ ถัดจากใจกลางเมืองออกไปยังมีสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่และร่มรื่นมากๆ แถมยังมีน้ำตกอยู่ในสวนด้วยอีก จัดว่าเป็นเมืองที่ครบเครื่องในขนาดที่กำลังดีจริงๆ น่าอยู่มาก ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะได้มาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ก็ได้ ใครจะรู้ 555 แต่เอาเป็นว่าตอนนี้คงต้องบอกลากันไปก่อน แล้วเดี๋ยวไว้ไปติดตามเรื่องราวของ Mont-Saint-Michel กันต่อที่โพสต์หน้าเนอะ

20170610_171305

France 5 Euro Trip: Aix-en-Provence

หลังจากที่ผ่านวันแรกของทริปอันแสนจะหนักหน่วงไปได้อย่างสะบักสะบอมแล้ว เช้าวันต่อมา เราก็ตื่นนอนขึ้นมาด้วยเสียงกรนของรูมเมท = =” ข้อดีก็คือตื่นเช้า ทำให้มีเวลาเดินเที่ยวเมืองนานขึ้นนะ /มองโลกในแง่ดี แต่ทีนี้ ตอนเรากำลังเก็บข้าวเก็บของเตรียมจะออกไปกินข้าวเช้าอยู่นั้น ตอนที่เปิดกระเป๋าตังมาดูก็พบว่าแบงค์ 20 ยูโร (เท่าที่จำได้คือเป็นธนบัตรใบเดียวที่เหลืออยู่ในกระเป๋าตังตอนเมื่อคืน) กลับหายไป! แต่หื้ม มันจะหายไปได้ยังไง หรือว่าจริงๆแล้วเราใช้ธนบัตรไปหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ เอ๊ะ แต่ก็ค่อนข้างแน่ใจว่ายังเหลือแบงค์ 20 อยู่ใบนึงนะ ลองบวกเงินที่ใช้ไปเมื่อวาน ยังไงมันก็ต้องเหลืออีก 20 ยูโร แสดงว่ามีคนขโมยไปเหรอ /เหลือบไปมองรูมเมทที่นอนกรนอยู่ แต่จะแน่ใจได้ยังไงว่ามีคนขโมย หรือว่ามันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว จะปลุกรูมเมทขึ้นมาถาม เดี๋ยวเรื่องจะยาวรึเปล่า หรือว่าความจริงแล้วอาจจะเป็นเราที่นอนละเมอลุกขึ้นมาหยิบแบงค์ 20 ไปทิ้งลงชักโครกก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บัตรต่างๆในกระเป๋าตัง กับข้าวของอื่นๆก็ยังคงอยู่ครบหมด ก็เลยช่างมันดีกว่า สรุปว่าแบงค์ 20 ยูโรใบนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆรึเปล่าก็ยังคงเป็นปริศนาธรรมให้เก็บไปขบคิดกันต่อไป

หลังจากที่เก็บข้าวของเสร็จแล้ว เราก็เดินไปกินข้าวที่ห้องอาหารของ Hostel ซึ่งก็ต้องมีเรื่องให้ช็อคอีกครั้ง เพราะว่าสภาพอาหารนี่มันช่าง Low-cost สุดๆ คือมีแต่ซีเรียลแบบพื้นๆสุดๆ นม น้ำส้ม ขนมปังกลิ่นแปลกๆ แฮม ชีส ผลไม้อีกนิดหน่อย แล้วก็ขนมกรุบกรอบซองเล็กๆอีกนิดหน่อย เป็นสภาพอาหารเช้าที่เห็นแล้วรู้สึกอนาถใจมาก แต่ก็พยายามกินๆๆเข้าไปให้เยอะที่สุด ให้ได้คุ้มกับค่าที่พักที่สุด 555

พอกินเสร็จแล้วเราก็มาเช็คเอาท์ แล้วก็บอกลา Youth Hostel ที่แสนจะคุ้มค่าคุ้มราคานี้ You get what you pay จริงๆ แต่ต่อมาก็จะเป็นเวลาแห่งการสำรวจเมืองแล้ว! เพราะว่าวันนั้นเราตื่นเช้า เราจึงมีเวลาเดินเที่ยวเมืองอีก 4-5 ชั่วโมงก่อนจะต้องขึ้นรถบัสไปสนามบิน สำหรับการเดินเที่ยวเมืองวันนั้นก็ไม่ได้มีแผนอะไร ลองอ่าน Wikitravel ผ่านๆก็ไม่เจอว่ามี Landmark อะไรที่ต้องไปดูเป็นพิเศษ ยกเว้นถนนเส้นใหญ่ที่มีชื่อว่า Cours Mirabeau นี่แหละ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็น Landmark สำคัญของเมือง อีกอย่าง เค้าบอกว่าใจกลางเมืองนี้มีขนาดเล็ก เดินแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว เลยแค่กะว่าจะเดินชิวๆดูตรอกซอกซอยไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะให้ภาพเล่าเรื่องละกันว่าเมือง Aix-en-Provence นี้เป็นยังไงบ้าง

2017-06-15_181123.jpg

ความคล้ายนี้…

ระหว่างที่เดินๆไป จากท้องฟ้าที่มืดครึ้ม เมฆหมอกก็เริ่มหายไป กลายเป็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใสแทน เลยได้เห็นเมือง Aix-en-Provence ใน 2 อารมณ์เลย คุ้มจริงๆ

แล้วหลังจากที่เดินดูเมืองกันจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินมาขึ้นรถบัสไปสนามบินที่สถานีรถบัส ก่อนจะเดินทางไปยังสนามบิน Marseille อีกครั้ง เพื่อจะบินไปยังสนามบิน Rennes กัน แต่ก่อนที่จะได้บอกลาเมือง Aix-en-Provence นี้นั้น ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Security ที่สนามบินตรวจกระเป๋าสะพายของเราไม่ผ่าน เพราะว่าผงปรุงอาหารรสต้มข่าไก่!! เพราะว่าเนื้อมันข้นๆหนืดๆเหมือนยาสีฟันอะ จริงๆแล้วมันหนืดกว่ายาสีฟันมากแต่เค้าบอกว่ามันจัดว่าเป็นของเหลว ให้โยนทิ้ง เซ็งมาก อุตส่าห์ซื้อใหม่มาจะเอาไปทำอาหารให้โฮสต์กินแท้ๆ แต่ก็งงว่าทำไมผ่าน Security ที่สนามบิน Strasbourg มาได้ แต่ผ่านที่นี่ไม่ได้ แต่ก็ช่างเถอะ ไม่อยากเถียงกับพนักงาน Security เดี๋ยวเรื่องยาว เลยจำใจต้องโยนผงต้มข่าไก่ทิ้งไปก่อนจะไปขึ้นเครื่องบิน T^T

20170609_113808.jpg

ศาลากลางเมือง Aix-en-Provence

และแล้วก็ได้เวลาบอกลาเมือง Aix-en-Provence อย่างเป็นทางการ สำหรับเมือง Aix-en-Provence นี้ เป็นเมืองที่เราคาดหวังเอาไว้สูงมาก ว่าต้องสวยมากๆ เพราะว่าถามใครต่อใครก็มีแต่คนบอกว่าสวย แต่พอได้มาเที่ยวเองแล้วก็รู้สึกว่าผิดหวังนิดหน่อย ไม่ใช่เพราะว่าเมืองไม่สวย แต่เพราะว่าหวังเยอะไปนิด เมือง Aix-en-Provence นี้เต็มไปด้วยตึกอาคารที่มีสีโทนส้ม และหน้าตาของอาคารบ้านเรือนก็แตกต่างจากปารีสมาก ในขณะที่เมืองปารีสจะมีความโก้หรู มีความเว่อวัง มีความเน้นโทนสีขาวๆ สีอ่อนๆ มี Landmark ใหญ่ๆอลังการเต็มไปหมดทั้งเมือง Aix-en-Provence จะออกไปในแนวเน้นความเก่าแก่ที่ทำให้เกิดความขลังและความน่าค้นหา กับตรอกซอกซอยแคบๆลัดเลาะไปมาที่เย้ายวนให้นักท่องเที่ยวมาเดินสำรวจมาก ที่ Aix-en-Provence บ้านทุกหลัง ถนนทุกซอยจะมีความกลมกลืนกัน ไม่มีใครเด่นจนกลบใคร แม้แต่โบสถ์ใหญ่ๆ หรือศาลากลางก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าโดดเด่นเด้งออกมาจากสภาพตัวเมืองรอบๆมาก น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เมืองนี้ไม่มี Landmark ที่เด่นชัด แต่อีกสาเหตุก็คงเป็นเพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆด้วยแหละ เลยไม่มีอะไรมาก ถ้าพูดถึงถนน Cours Mirabeau ที่เป็นจุดขายของเมือง ส่วนตัวก็ยังรู้สึกว่าธรรมดามากนะ เพราะว่าถนนกว้างๆที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และอาคารเก่าแก่สไตล์ยุโรปกับร้านอาหารต่างๆเนี่ย เมืองใหญ่ๆที่ไหนในยุโรปก็มีคล้ายๆกัน ส่วนตรอกซอกซอยแคบๆทั้งหลาย ถึงแม้จะมีความสวยงามและน่าสนใจ แต่ถ้าเทียบกับตรอกซอกซอยแคบๆที่ชอนไชไปในตัวเมืองเก่าเหมือนเขาวงกตของเมืองหลายๆเมืองในประเทศโครเอเชียที่เราเพิ่งไปมาก่อนหน้านี้เนี่ย เราว่าของโครเอเชียมันดูลึกลับและมีมนต์ขลังกว่าที่นี่มาก ถ้าให้ตอบว่าควรมาเที่ยวมั้ย เอาจริงๆอย่างที่บอกไปว่ามีหลายๆคนที่บอกว่าชอบและคิดว่าสวย เลยตอบไม่ได้ แต่ว่าเมืองมันก็ไม่ได้ใหญ่ เดินครึ่งวันอย่างที่เราทำก็เดินวนไปสองรอบไปสบายๆละ แต่เดี๋ยวๆๆ เหตุผลที่ไม่ค่อยประทับใจเมืองนี้อาจจะเป็นเพราะว่าโดนโฮสต์ Airbnb ยกเลิกกับ (คิดว่า) โดนขโมยเงินก็เลยพาลเอามาลงที่เมืองก็ได้มั้ง 55555 เพราะฉะนั้นก็ลองดูภาพเอาเองดีกว่าโนะว่าชอบมั้ย ถ้าชอบจะได้ไปดูของจริง เอาเป็นว่าสำหรับเรื่องราวของ Aix-en-Provence ก็ขอจบลงที่ตรงนี้ก่อน ส่วนโพสต์หน้าไว้เดี๋ยวมาเล่าเรื่องราวของเมือง Rennes กันต่อโนะ

20170610_164639

ศาลากลางเมือง Rennes

France 5 Euro Trip: Make it happen!

หลังจากที่รอมานานหลายเดือน ตั้งแต่วันที่ได้จองตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นราคาเที่ยวละ 5 ยูโร ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง ทริปนี้เป็นทริปที่เราตั้งตารอคอยมากในแง่ที่ว่าในที่สุดก็จะได้เห็นประเทศฝรั่งเศสจากมุมอื่นๆบ้าง ไม่ใช่แค่ปารีส แล้วก็ในที่สุดก็จะได้ไปเที่ยว Mont-Saint-Michel อีกสถานที่หนึ่งที่เราอยากไปเที่ยวมากๆมาตั้งนานแล้วด้วย คืนก่อนวันเดินทางเราก็จัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ที่ซื้อมาใหม่ สำหรับทริปนี้เราก็จะสะพายกระเป๋าเป้ไปแค่ใบเดียว จะได้คล่องตัว ไม่ต้องลากกระเป๋าเดินทางไปมา แล้วก็ไม่ต้องมาคอยรอรับกระเป๋าเดินทางหลังจากลงเครื่องบินมาอีกด้วย แต่ตอนวันก่อนวันเดินทางนั้นก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อพนักงานของบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์งานมาเมื่อ 2 วันที่แล้วโทรมาหาแล้วบอกว่าเราได้งานนั้นแล้ว!!! แต่ประเด็นก็คือ เค้าบอกว่าเริ่มงานวันจันทร์เลยนะ ซึ่งวันจันทร์เป็นวันที่เราเดินทางกลับมาจากทริปนี้พอดี ตอนนั้นก็เปิดตั๋วเครื่องบินเช็คเลยว่าจะมาถึงกี่โมง โอเคมาถึง 11.40 เผื่อเวลาไปนิดนึงละกัน เราก็บอกเค้าไปว่าวันจันทร์ไปถึงที่ทำงานได้ตอนประมาณ 13-14 โมง ไปก่อนหน้านั้นไม่ได้ เค้าเลยบอกว่างั้นเจอกัน 13.30 ที่ที่ทำงาน แล้วก็วางสายไป หลังจากวางสายเสร็จเราก็กลับมาเช็คอีกทีว่าหลังจาก 11.40 นี่มีรอบรถไหนกลับจากสนามบินมายัง Karlsruhe บ้าง ปรากฏว่ามีแต่รถไฟความเร็วสูง!!! ที่ราคาเที่ยวละ 30 ยูโร T^T (ตอนแรกกะว่าขากลับจะจองรถบัสที่ราคาแค่เที่ยวละ 5.9 ยูโร แต่ว่ารอบเร็วสุดที่มี มีแต่รอบตอนเย็นๆ) แถมรถไฟรอบนั้นก็มาถึง Karlsruhe ตอน 13.25 เลยด้วย ไปถึงที่ทำงานไม่ทัน 13.30 แน่ เลยเขียนเมลล์บอกหัวหน้าไปว่าอาจจะไปสายนิดหน่อย แต่ไม่เกิน 14.00 แน่นอน แต่ประเด็นคือ จากเดิมที่ว่าจะนั่งรถบัสถูกๆกลับมา กลายเป็นว่าต้องนั่งรถไฟแพงๆแทน แต่ว่าไม่เป็นไร เพื่องาน เดี๋ยวทำงานแล้วก็ได้เงินมากกว่านี้เยอะแหละเนอะ 55

20170608_183541.jpg

 

ต่อมาพอวันออกเดินทาง เราก็ขี่จักรยานไปยังสถานีรถไฟ ระหว่างทางก็แวะซื้อพวกผักกับเครื่องทำต้มข่าไก่ที่ร้านเอเชียไปด้วย เพราะเราบอกโฮสต์ที่เมือง Rennes ไว้ว่าเดี๋ยวจะไปทำอาหารไทยให้กิน เสร็จแล้วก็มารอรถบัสที่ข้างๆสถานีรถไฟ มาถึงก่อนเวลารถออก 15 นาที แบบทำเวลาเยี่ยมเลย ดีงามมาก แต่ระหว่างที่กำลังยืนรออยู่ อยู่ๆก็รู้สึกตะหงิดๆขึ้นมา เอ๊ะ ลืมอะไรไปรึเปล่า พอนึกขึ้นได้ก็ลองค้นๆกระเป๋าดู นั่นไง! ลืมจริงๆด้วย! พาสปอร์ต!!!!!! ตายๆๆๆ มานึกได้เอาตอนนี้ไม่ต้องไปแล้วมั้ง ใจนึงก็นึกว่างั้นไม่ไปแล้วละกัน แต่อีกใจก็ไม่อยากจะปฏิเสธโฮสต์จาก Couchsurfing ทั้งสองคนตอนนาทีสุดท้าย (ด้วยเหตุผลที่ว่าลืมหยิบพาสปอร์ตมาจากบ้าน กรักๆๆๆ) แล้วก็เสียดายด้วยแหละ มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เลยรีบเดินกลับไปที่จักรยานก่อน ระหว่างนั้นก็เช็ครอบรถถัดไปที่เดินทางไป Strasbourg ปรากฏว่ายังมีอีกทางเลือกเหลืออยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นรถไฟความเร็วสูงอีกนั่นเอง! 5555555 ชั่งใจอยู่ประมาณไม่กี่วินาที แต่ก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ไหนๆจะเสียเงินแล้วก็เสียให้มันสุดๆไปเลยละกัน 5555 เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายจริงๆ เหตุผลที่ลืมพาสปอร์ตก็ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะว่าเมื่อคืนเราจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ที่ซื้อมาใหม่ แต่ว่าเก็บพาสปอร์ตเอาไว้ในกระเป๋าเป้ใบเก่า แล้วไม่ได้หยิบมันออกมาใส่กระเป๋าเป้ใบใหม่นั่นเอง โอ๊ย น่าโมโหจริงๆ อยากจะเขกกะโหลกตัวเอง

20170608_173441

เดินเปลี่ยนขบวนรถไฟที่สถานีรถไฟ Strasbourg

หลังจากขี่จักรยานเที่ยวละ 15 นาทีกลับบ้านไปเอาพาสปอร์ตแล้วก็ขี่กลับมายังสถานีรถไฟอีก เราก็มาซื้อตั๋วที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ ลองเช็ครอบรถไฟอีกที อ้าวมันยังมีอีกรอบนี่นา ที่เป็นรถไฟแบบธรรมดา ที่จะไปถึงสนามบินช้ากว่ารอบของรถไฟความเร็วสูง แต่ว่าราคาถูกกว่า ราคาแค่ 20 ยูโร (รถไฟความเร็วสูงราคา 30 ยูโร ส่วนรถบัสราคา 5.9 ยูโร ซึ่งตั๋วของรถบัสนี้จ่ายไปแล้วด้วย แต่ไม่ได้นั่ง T^T ไม่มีเวลายกเลิก) แต่เพื่อความชัวร์ ก็เลือกรอบที่ไปถึงสนามบินก่อนดีกว่า ซึ่งก็คือรถไฟความเร็วสูงนั่นเอง

เสร็จแล้วก็มารอขึ้นรถไฟที่ชานชาลา ปรากฏว่าพอถึงเวลาแล้วรถไฟก็ยังไม่มา เอ๊ะอะไรยังไง แล้วเค้าก็ประกาศว่ารถไฟเที่ยวนี้จะมาสาย ขออภัยผู้โดยสาร ฯลฯ = =” ปรากฏว่ามาสายไปเกือบสิบนาที แต่ถึงจะแค่สิบนาทีนี่ก็ทำให้เราพลาดรถไฟเที่ยวที่ต้องไปเปลี่ยนสายเพื่อนั่งต่อไปยังสนามบินไปเลยอะจ้า ต้องรอรถไฟรอบถัดไปอีกหลายสิบนาที สรุปว่าก็ไปถึงสนามบินพร้อมกับเที่ยวรถไฟธรรมดาราคา 20 ยูโรเลยจ้า อยากจะกรีดร้องในความไม่ได้ดั่งใจของทุกสิ่งอย่าง แต่ก็ทำไรได้ล่ะ ก็พยายามรีบเท่าที่ทำได้แหละ เผื่อใจไว้ว่าถ้าเกิดว่าตกเครื่องจริงๆก็นั่งรถจากสนามบินกลับมาเดินเที่ยวเมือง Strasbourg แล้วก็กลับบ้านละกัน

หลังจากที่นั่งรถไฟเที่ยวที่สองต่อมาแล้ว เรายังต้องมาเปลี่ยนรถไฟอีกครั้งที่เมือง Strasbourg เพื่อที่จะนั่งรถไฟสายที่จะไปจอดที่สนามบินจริงๆ แต่สำหรับสายนั้น เราต้องเดินออกมาซื้อตั๋วรถไฟไปสนามบินที่หน้าสถานี ปรากฏว่ามาเจอเครื่องแรก มันขายแต่ตั๋วสำหรับรถไฟที่เดินทางไกลๆ อ้าว แล้วตั๋วรถไฟไปสนามบินนี่ต้องไปซื้อที่เครื่องไหนล่ะ? เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาแล้ว เราเลยเดินไปถามพนักงานตรง Information ว่าจะซื้อตั๋วรถไฟไปสนามบิน ต้องซื้อที่เครื่องไหน เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวจะพาเราไปซื้อให้ แล้วก็พาเราเดินไปที่เครื่อง แล้วก็กดๆๆอะไรให้หมดเลย โหย คือซึ้งในพระคุณมาก พอซื้อเสร็จแล้วก็มาดูจอทีวีที่บอกว่ารถไฟสายนี้ๆต้องขึ้นที่ชานชาลาไหน มองหาสายที่วิ่งไป Enzheim เสร็จแล้วก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในชานชาลา ประทับตราตั๋วรถไฟที่เครื่องประทับตรา (ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชนที่หลายๆเมืองในยุโรป หลังจากซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วมาแล้ว จะยังเอาไปใช้เดินทางเลยไม่ได้ ต้องเอาไปประทับตราที่เครื่องประทับตราก่อน ซึ่งเครื่องประทับตราก็จะมีหน้าตาแตกต่างกันไปตามแต่ละเมือง แต่ส่วนใหญ่ก็จะตั้งอยู่ตรงชานชาลา กับข้างๆเครื่องขายตั๋ว และจะสังเกตเห็นได้ชัด หาไม่ยาก เครื่องประทับตรานี้จะประทับวันเวลาที่เราประทับตราตั๋วลงไปบนตั๋ว ถ้าเกิดว่าเราบังเอิญโดนเรียกตรวจตั๋วบนรถไฟ เค้าจะได้รู้ว่าเราเพิ่งเริ่มใช้ตั๋วตอนก่อนหน้านี้แป๊บเดียวเองนะ ไม่ได้เอาตั๋วเก่ามาโมเมใช้ใหม่) แล้วก็วิ่งไปรอรถไฟยังชานชาลา โชคดีที่รถไฟยังไม่มี มีเวลาเหลืออยู่อีก 2-3 นาที แล้วหลังจากนั้นก็นั่งรถไฟมายังสนามบิน แล้วก็ไปผ่านด่าน Security ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร (ไม่ต้องไปเคาน์เตอร์เช็คอินเพราะเราเช็คอินออนไลน์มาแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีกระเป๋าที่ต้องโหลดลงเครื่อง) แล้วก็เดินไปยัง Gate รอขึ้นเครื่อง และแล้วในที่สุด หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนทั้งหลายทั้งแหล่ที่เกิดขึ้น เราก็ Make it happen! มาถึง Gate ทันเวลารอขึ้นเครื่องจนได้! โอ๊ยใจหายใจคว่ำ ดีใจสุดๆ อย่างน้อยก็ได้เที่ยว ไม่ต้องกลับบ้านมือเปล่าแล้วเย่ 555

20170608_183343

ขึ้นเครื่องบินแล้ว เย่ เครื่องลำเล็กมาก เล็กกว่าเครื่องบิน Ryanair อีก

แต่อย่าเพิ่งตายใจ! เพราะอุปสรรคของเรายังไม่หมดแค่นั้น เพราะพอหลังจากที่เรามาถึงสนามบิน Marseille Airport และเดินออกมาซื้อตั๋วเตรียมตัวขึ้นรถบัสไปยังเมือง Aix-en-Provence แล้วนั้น เราก็ลองต่อเน็ตกับ Wifi ของสนามบินดู และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต่อเน็ตเสร็จเรียบร้อยนั้น จะทำให้คุณต้องอึ้ง!!! เพราะ Notification จากแอพ Airbnb เด้งขึ้นมารัวๆ พร้อมกับตัวอย่างข้อความที่เห็นแค่คำว่า I am so sorry และเมื่อลองเปิดอ่านข้อความที่โฮสต์จาก Airbnb เพิ่งส่งมาหาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้นั้น ก็ได้ความว่า เค้าไม่สามารถโฮสต์เราในคืนนี้ได้แล้ว ด้วยเหตุผลว่า “A person have missed her bus, so there is no place for you” คือช็อคมาก เราก็พิมพ์ตอบไปว่าแต่เราไม่ได้มีแผนอื่นสำรองไว้นะ แต่เค้าก็บอกแค่ว่าขอโทษจริงๆ มันเป็นเรื่องด่วนจริงๆ แต่ว่าเค้าก็ส่งเงินค่าห้องที่เราจ่ายไปกลับมาให้เป็นเครดิตใน Airbnb นะ แต่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำไรดี ระหว่างนั้นก็กำลังนั่งรถบัสไปยังตัวเมือง บนรถก็มี Wifi อยู่ เลยลองส่ง Couch Request แบบนาทีสุดท้ายไปหาโฮสต์ของ Couchsurfing คนหนึ่งดู แต่ว่าตอนนั้นก็สามทุ่มเข้าไปแล้ว ไม่มีเวลามาหาโฮสต์ กับพิมพ์ Request แล้ว ลองหาที่พักอื่นใน Airbnb ก็มีแต่ที่ๆราคาแพง กับที่ๆอยู่ห่างตัวเมืองออกไปไกลอีก แต่ถ้าจะหาที่พักจาก Airbnb ก็ต้องรอเค้าตอบกลับมาก่อนอีก เราเลยเข้าไปดูเว็บ Booking.com กะว่าถ้าจำเป็นจริงๆก็คงต้องนอนโรงแรม ทีนี้ บังเอิญว่า Youth Hostel แห่งหนึ่งแห่งเดียวในเมือง Aix-en-Provence ที่มีชื่อว่า “Auberge de Jeunesse Aix en Provence” เนี่ยยังว่างอยู่! ซึ่งก็ราคาแค่ 25 ยูโรต่อคืนเท่านั้น (ห้องจาก Airbnb ที่โดนปฏิเสธไปราคา 20 ยูโรต่อคืน) ก็เลยคิดว่าถ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วก็จะไปพักที่นี่แหละ แล้วพอรถบัสมาจอดที่สถานีรถบัสที่เมือง Aix-en-Provence แล้ว เราก็เปิด Google Maps แล้วก็เดินไปยัง Youth Hostel แห่งนั้น ระหว่างนั้นก็ซื้อแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตสำหรับประเทศในกลุ่ม EURO ผ่านทางแอพเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ของเรามาใช้ด้วย (ที่เยอรมันนี้บริษัทที่เราซื้อซิมส์การ์ดโทรศัพท์มาจะมีแอพสำหรับเติมเงินและเลือกซื้อแพ็คเกจโทรศัพท์ต่างๆให้สามารถดาวน์โหลดมาใช้ในโทรศัพท์ได้ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ที่ไทยมีป่าว) จะได้ใช้เน็ตสะดวก ไม่ต้องเสียตังค่าโรมมิ่งเยอะ

ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ โฮสต์จาก Couchsurfing ที่เราเพิ่งส่ง Couch Request ไปหาเมื่อกี๊ตอนอยู่บนรถบัสก็ตอบกลับมาว่าโฮสต์ไม่ได้ ก็โอเคละ รีบๆเดินไป Youth Hostel นั้นละกัน ซึ่งที่ตั้งของ Hostel ก็แอบซับซ้อนและอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองเล็กน้อย แต่ว่าค่อยๆเดินเรื่อยๆไปซักพักก็มาถึง พอมาถึงเราก็เดินไปยังเคาน์เตอร์ ซึ่งมีพนักงานสองคนนั่งอยู่ แล้วเราก็บอกว่าต้องการห้องพักสำหรับคืนนี้ พนักงานสองคนนั้นคือพูดภาษาอังกฤษได้ตะกุกตะกักมาก แต่ว่าในที่สุดเราก็ Make it happen! อีกครั้ง และได้ที่ซุกนอนหัวในคืนนั้นในราคาที่พอรับได้มาจนได้ แถมยังมีอาหารเช้าให้กินฟรีอีก ก็ยังดี ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่

สำหรับห้องพักของเราในคืนนั้นก็เป็นห้องแบบนอนรวมกัน 4 คน มีเตียงสองชั้น 2 เตียง ตอนที่เราเข้าไป มีสัมภาระวางกองอยู่บนเตียงๆนึงอยู่แล้ว เราก็เลือกนอนเตียงตรงข้าม พอเข้าห้องเสร็จก็ออกมาหาของกิน เราก็ลงไปถามพนักงานที่เคาน์เตอร์เช็คอินว่าแถวนี้มีอะไรกินบ้าง พวกนางมองหน้ากัน แล้วพนักงานคนนึงก็ชี้มือไปที่โต๊ะๆนึงแล้วก็บอกว่า ดูในโบรชัวร์โฆษณาเอาเลย เอออย่างนี้ก็ได้เนอะ เราก็เลยไปหยิบๆเอาโบร์ชัวร์โฆษณาร้านอาหารที่วางๆอยู่บนโต๊ะนั้นมาแล้วก็ออกไปนั่งดูข้างนอก ปรากฏว่าร้านทุกร้านอยู่ไกลออกไปอย่างน้อยสองกิโลหมดเลย ซึ่งตอนนั้นก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว เปลี่ยวก็เปลี่ยว คงจะไม่เดินไปเดินกลับสองกิโลสามกิโลคนเดียวหรอกเนอะ แต่เราจำได้ว่าระหว่างทางที่เดินมาที่พัก เห็นมีพวกรถเทรลเลอร์ที่ทำเป็นร้านขายพวกเคบับกับแฮมเบอร์เกอร์จอดอยู่ริมถนนอยู่ เลยลองเดินกลับไปดู แล้วก็เจอร้านนึงตั้งอยู่ตรงหน้าสระว่ายน้ำที่ชื่อ Plein Ciel ที่อยู่ห่างจากที่พักออกไปประมาณ 500 เมตร อาหารรสชาติใช้ได้ เมนูแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย กับโค้กกระป๋อง ราคา 6.9 ยูโร ถือว่าแพงอยู่แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกิน พอเรากินเสร็จเค้าก็เก็บร้านพอดีเลย โชคดีนะเนี่ย ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะอดกินก็ได้นะ 555

83527313.jpg

ห้องนอน อารมณ์ประมาณนี้ แต่ของเราอ่านล้างหน้าจะไปอยู่ในห้องน้ำ

พอกินเสร็จเราก็เดินกลับไปที่ที่พัก ตอนนั้นอีกคนที่พักอยู่กับเราก็ยังไม่กลับมา เราก็เลยไปอาบน้ำ จะได้ใช้บริการให้คุ้มกับค่าห้องพักที่ต้องเสียไปซะหน่อย ซึ่งฝักบัวของห้องอาบน้ำนั้นก็เป็นฝักบัวแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตเลย เพราะว่าเป็นฝักบัวแบบที่พอเรากดปุ่มแล้วน้ำก็จะไหล แล้วซักพักน้ำก็จะหยุด ต้องกดใหม่ เหมือนกับก๊อกน้ำอ่างล้างหน้าตามปั๊มน้ำมันอะ แต่อันนี้เป็นฝักบัวแทน 55555 ก็แปลกดี แต่ว่าความแรงของน้ำกับอุณหภูมิของน้ำนี่จัดว่าดีมากๆเลย อาบสบายมาก

หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เตรียมตัวเข้านอน แล้วพอดึกๆ คนที่นอนแชร์ห้องกับเราก็กลับห้องมา เป็นคนฝรั่งเศสเชื้อสายตูนีเซียที่พูดอังกฤษไม่ได้เลย คุยกันนิดเดียว เราพยายามพูดฝรั่งเศสงูๆปลาๆใส่ไป เค้ากลับมาแบบเมาได้ที่เลย แถมคืนนั้นยังเดินเข้าๆออกๆ ปิดประตูเปิดประตูทั้งคืน รำคาญมาก ไฟก็ไม่ปิด นอนไม่หลับ เอือมระอามาก แต่ว่าพอผ่านไปซักพักเราก็ผล็อยไปหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าสำหรับทริปนี้ก็เป็นทริปที่เริ่มต้นได้ไม่ดีเลย สำหรับวันแรกก็มีปัญหานั้นปัญหานี้เข้ามาตั้งแต่ก่อนจะเริ่มทริปยันเข้านอนเลย แถมยังเสียเงินไปกับอะไรหลายๆอย่างแบบที่ไม่น่าจะเสียไปเยอะมากเลยอีก รู้สึกเพลียมาก แต่ว่ายังไงก็ยังเป็นแค่วันแรก เดี๋ยววันต่อไปก็จะเริ่มออกเที่ยว ปลอบใจตัวเองว่ายังไงอย่างน้อยเมืองที่เรากำลังจะไปเที่ยวก็สวยมาก ถึงจะปัญหาเยอะ แต่ก็ให้คิดซะว่ายังได้มาเห็นบ้านเมืองแปลกๆใหม่ๆสวยๆละกัน แล้วอีกอย่าง ก็ยังเหลือที่พักอีกตั้ง 3 คืน กับโฮสต์อีก 2 คน ยังไงก็หวังว่าโฮสต์ 2 คนนี้คงจะเป็นโฮสต์ที่ดีนะ เอาเป็นวันสำหรับโพสต์นี้ก็ขอจบเรื่องราวยุ่งๆทั้งหมดในวันแรกของทริปลงแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยววันต่อไปจะเริ่มออกเที่ยวแล้ว เมืองแต่ละเมืองจะสวยแค่ไหน และในวันต่อๆไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีกมั้ย เอาไว้มาติดตามกันต่อในตอนต่อไปโนะ

20170609_065825.jpg

วิวจากหน้าต่างห้องพักตอนเช้าวันถัดไป

France 5 Euro Trip: การเตรียมตัว

ได้เวลาแห่งการเล่าเรื่องของทริป long weekend ประจำเดือนมิถุนายนในฝรั่งเศสที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ ทริปนี้นี่ต้องรีบเขียนถึง ไม่อยากดองเพราะว่าสนุกมากๆ มีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นเยอะมาก มาเริ่มต้นที่ที่มาของทริปนี้ก่อนละกัน ส่วนหนึ่งเล่าไว้ในโพสต์นี้มาก่อนแล้ว https://petchpetals.wordpress.com/2017/03/18/อัพเดตชีวิตและแผนเที่ย-2/ ณ จุดนี้ขอพูดสั้นๆแค่ว่าได้ตั๋วโปรจากสายการบิน Volotea มาละกัน 555 แล้วก็ไม่ใช่โปรแบบไปกลับธรรมดา แต่เป็นแบบ Multi-city ด้วย คือแยกๆจองครั้งละไฟลต์ รวมกัน 3 ไฟลต์ ให้บินเชื่อมหลายๆเมือง บวกกับจองรถบัสข้ามเมืองอีกหนึ่งเที่ยว ทำให้ได้เที่ยวหลายเมืองเลย โชคดีที่เจอเวลากับเส้นทางที่มันลงตัวเป๊ะๆแบบดีงามด้วย ประเด็นคือ เที่ยวบินและเที่ยวรถบัสทุกเที่ยวที่จองนั้นมีราคา 5 ยูโรหมดเลย จึงขอเรียกทริปนี้ว่า France 5 Euro Trip ละกันโนะ 5555

20170609_164521.jpg

วิวจากบนเครื่องบินระหว่างที่กำลังบินจาก Marseille Airport ไปยัง Rennes Airport

สำหรับแผนการเที่ยวครั้งนี้

  • วันแรก เดินทางจาก Karlsruhe ไปสนามบิน Strasbourg Airport บินไปลงสนามบิน Marseille Provence Airport แล้วก็เดินทางไปค้างคืนที่ Aix-en-Provence
  • วันที่สอง ออกเดินเที่ยว Aix-en-Provence แต่เช้า ตอนบ่ายบินจากสนามบิน Marseille Provence Airport ไปสนามบิน Rennes–Saint-Jacques Airport เดินทางเข้าเมือง Rennes ค้างคืนที่เมือง Rennes
  • วันที่สาม ออกเดินทางแต่เช้าไปเที่ยว Mont-Saint-Michel ตอนบ่ายกลับมาเดินเที่ยวเมือง Rennes ค้างคืนที่เมือง Rennes
  • วันที่สี่ นั่งรถบัสไปเมือง Nantes เดินเที่ยวเมือง Nantes
  • วันที่ห้า ออกเดินทางแต่เช้าไปสนามบิน Nantes Atlantique Airport บินกลับมาสนามบิน Strasbourg Airport เดินทางกลับ Karlsruhe

เหตุผลที่เลือกเมืองเหล่านี้ นอกจากเพราะว่าเวลาของตั๋วโปรโมชั่นที่มีมันลงตัวแล้ว ยังเพราะว่าเราอยากจะไปเที่ยว Mont-Saint-Michel มานานนนแล้วด้วย เป็นอีกที่นอกจากปราสาท Neuschwanstein ในเยอรมนีเลยที่อยากไปสักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

ที่พัก

สำหรับที่พัก ก็เริ่มต้นจาก Couchsurfing เหมือนเดิม อย่างแรกก็ทำ Open Couch Request ของแต่ละเมืองทิ้งไว้ ให้คนที่อยากโฮสต์ติดต่อมาเอง แล้วก็ลองส่ง Couch Request แบบส่วนตัวไปบ้าง แล้วก็แอบลองเช็คๆราคาที่พักจาก booking.com กับ Airbnb บ้าง ที่น่าสนใจคือจากที่ลองหามา ตามเมืองพวกนี้ไม่มี Hostel ราคาถูกๆเลย มีแต่ที่พักแบบโรงแรมอย่างเดียว ยกเว้นที่ Aix-en-Provence ที่มี Youth Hostel อยู่ แต่ก็เป็น Hostel แห่งเดียวในเมือง สรุปว่าสำหรับทริปนี้ ที่ Aix-en-Provence เรานอนที่ห้องพักจาก Airbnb ราคา 20 ยูโรต่อคืน ที่ Rennes พักกับโฮสต์จาก Couchsurfing ที่เค้าตอบตกลง Couch Request ที่เราส่งไปหา ส่วนที่ Nantes พักกับโฮสต์ที่ส่ง Couch Offer มาชวนเราไปพักด้วย

20170610_163207.jpg

Palais du Commerce ในเมือง Rennes

การเดินทาง

สำหรับการเดินทางระหว่างเมืองในประเทศฝรั่งเศส ส่วนใหญ่ก็จะจองล่วงหน้ามาหมดแล้ว ที่เป็นเครื่องบินกับรถบัส จะมีที่เป็นการเดินทางจาก Karlsruhe ไป Strasbourg ที่จองไปแค่ขาไป ส่วนขากลับเดี๋ยวไว้รอจองใกล้ๆวันเดินทางกลับ เป็นรถบัสเหมือนกัน เพราะราคาถูก แล้วก็การเดินทางระหว่าง Rennes กับ Mont-Saint-Michel ก็ตั้งใจว่าจะเดินทางโดยรถบัสเหมือนกัน จะไปซื้อตั๋วเอาที่สถานีเลย แต่ว่าก่อนจะออกเที่ยวก็ตั้งค่าในเว็บ Blablacar เอาไว้ว่าถ้าเกิดมีใครลงทะเบียนในเว็บว่าจะเดินทางระหว่างเมือง Rennes กับ Mont-Saint-Michel ในวันเดียวกันกับวันที่เราต้องการเดินทางขึ้นมา ให้ส่งเมลล์มาบอกด้วย เพราะว่ารถจาก Blablacar ราคาถูกกว่ารถบัสค่อนข้างเยอะสำหรับเส้นทางนี้

นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องขางการเดินทางระหว่างสนามบินกับตัวเมือง กับการเดินทางในตัวเมืองละ ซึ่งก็คงใช้บริการรถบัสหรือขนส่งมวลชนในตัวเมือง กับการเดินเท้าเป็นหลัก สำหรับข้อมูลการเดินทางระหว่างสนามบินกับตัวเมือง ก็ไปดูเอาตามเว็บไซต์ของแต่ละสนามบิน หรือไม่ก็ตามเว็บ Wikitravel ของแต่ละเมืองเลย

20170611_142802

Cathedral Of St. Peter and St. Paul ในเมือง Nantes

งบ

สำหรับเรื่องงบ จากที่วางแผนก่อนไป ค่าใช้จ่ายต่างๆที่พอรู้แน่ชัดแล้ว (ค่าเดินทางกับค่าที่พัก) ประมาณ 100 ยูโร ก็กะไว้ว่าพอรวมค่าอาหารกับอื่นๆแล้ว สุดท้ายอย่างแพงก็ไม่น่าจะเกิน 200 ยูโร สำหรับเงินก้อนนี้ก็เอาเงินที่จะได้จากการทำงานมาใช้ล่วงหน้าละกันนะ (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเบย = =”) แต่ 200 ยูโร ทำงาน 20 ชั่วโมง ก็ได้ละ 20 ชั่วโมงนี้ ถ้าขยันๆหน่อย หนึ่งสัปดาห์ก็ครบ

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเที่ยวกันเล้ย! เดี๋ยวมาอ่านเรื่องราวของจุดเริ่มต้นของทริปในเมือง Aix-en-Provence ในตอนหน้ากัน รับรองว่ามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นมากมายแน่นอน

20170609_114545

ถนนสายแคบๆของเมือง Aix-en-Provence

บ้านหลังที่สี่ในเยอรมนี

20170509_212513.jpg

อ้างอิง https://petchpetals.wordpress.com/2014/10/27/การหาที่อยู่ในเยอรมัน/

ตั้งแต่เดินทางมาถึงประเทศเยอรมนีเมื่อสองปีกว่าที่แล้วนั้น เรามีที่อยู่ที่ลงทะเบียนกับทางการมาแล้ว 3 ที่ ที่แรกคือห้องในเมือง Munich ที่ไปเช่าต่อมาระหว่างที่เราเรียนภาษาเตรียมสอบเข้า Studienkolleg อยู่เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ที่ที่สองก็คือบ้านของโฮสต์จาก Couchsurfing ที่ Karlsruhe ที่เราไปอยู่มาพักหนึ่งหลังจากที่รู้ว่าสอบเข้า Studienkolleg ได้แล้ว และกำลังหาบ้านที่ Karlsruhe อยู่ (เค้าก็ใจดีให้เราเอาที่อยู่เค้าไปโมเมลงทะเบียนว่าเป็นบ้านที่อยู่เราเนอะ) และที่ที่สามก็คือห้องถาวรที่อยู่มานานสองปีกว่า อยู่มานานจนคนอื่นที่อยู่ชั้นเดียวกันและแชร์ห้องน้ำห้องครัวด้วยกันย้ายออกไปหมดแล้ว แล้วเราก็กลายเป็นผู้อยู่อาศัยที่อยู่มานานสุดในชั้นนั้นเลย 555 ตั้งแต่อยู่มาก็มีปัญหานั่นนี่บ้าง ก็ปัญหาทั่วๆไปที่มีเวลาคนมาอาศัยอยู่ด้วยกันอะแหละ แต่ว่าก็อยู่มาเรื่อยๆเพราะว่าเราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร จริงๆก็เคยลองหาๆที่อยู่ใหม่ทั้งจาก Wg-gesucht บ้าง จากห้องเช่านอกมหาลัยที่เค้าลงประกาศในเว็บของ Studierendenwerk บ้าง แต่ว่าก็ไม่เจอห้องที่ถูกใจ และที่สำคัญเลยคือไม่เจอห้องที่ราคาถูกลง 555 จะย้ายที่อยู่ทั้งที่ก็ต้องเลือกที่มันดีๆแล้วก็ราคาสมเหตุสมผลเพราะว่าต้องอยู่ไปอีกนานอะเนอะ

20170601_104728.jpg

วิวด้านหน้าบ้านหลังเก่า

อีกอย่าง ห้องที่เราอยู่ถ้าเทียบกับราคาห้องพักทั่วๆไปใน Karlsruhe ถือว่าราคาค่อนข้างถูก เลยหาห้องที่ถูกกว่ายาก จะไปตบตีแย่งห้องแบบ WG ที่ราคาถูกๆกับคนอื่นก็ขี้เกียจ ขี้เกียจจะเปลืองเวลา เปลืองพลังงานไปเขียนอีเมลล์บรรยายสรรพคุณตัวเอง กับไปสร้างความประทับใจแก่คนที่อาศัยใน WG คนเก่าๆเพื่อให้เอาชนะคนที่อยากอยู่ WG นั้นคนอื่นๆอีก ส่วนหอพักนักเรียนของ Studierendenwerk นั้น ส่งเมลล์สมัครไปสองสามรอบแล้วก็ไม่เห็นเคยได้เมลล์ตอบมาซักที แต่หลังๆมานี้เห็นเพื่อนเราที่สมัครไปแล้วก็ได้ห้อง ก็เลยลองส่งเมลล์สมัครไปอีกครั้งนึง แล้วคราวนี้ก็ต่างไปจากเดิม เพราะว่าจากเดิมที่ไม่เคยได้เมลล์ตอบกลับเลย คราวนี้กลับได้เมลล์จาก Studierendenwerk มาทุกเดือน ถามว่าเรายังต้องการห้องอยู่มั้ย ถ้าต้องการก็คลิก ถ้าไม่ต้องการก็ปล่อยไป เราก็คลิกต้องการไปทุกเดือน (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมครั้งก่อนๆที่เคยสมัครไปถึงไม่เคยได้เมลล์ตอบกลับอย่างนี้เลย) ผ่านมาประมาณ 4-5 เดือน เราก็ได้อีเมลล์มาบอกว่าตอนนี้มีห้องว่างอยู่ ถ้าสนใจก็ให้โทรมาเบอร์นี้!! ตอนนั้นคือดีใจมาก รีบโทรเลย พอโทรไปเค้าก็บอกว่าตอนนี้มีห้องขนาดนี้ ราคาเท่านี้ อยู่ที่ที่อยู่นี้ว่างอยู่นะ สนใจมั้ย ถ้าเล็กไป มีห้องใหญ่กว่า ขนาดนี้ ราคาเท่านี้ ที่อยู่นี้อยู่ เล็กไปมั้ย? ถ้าเล็กไปก็ยังมี ฯลฯ คือไม่ใช่ว่าจะมีว่างห้องเดียวอะ แต่มีอยู่หลายห้องให้ลองเลือกดูเลย (แต่อาจจะแล้วแต่ช่วง) ถ้าตกลงเลือกห้องขนาด ราคา และที่อยู่ที่ถูกใจได้แล้ว เค้าก็จะจองให้ แล้ววันต่อมาก็ไปทำสัญญาเลย แต่ว่าปกติแล้วอาจจะไม่มีโอกาสได้ดูห้องก่อนตัดสินใจ หรือถ้าอยากจะดู ก็ต้องไปที่ที่อยู่นั้นๆแล้วลองกดกริ่งดูเองว่ามีคนอยู่รึเปล่า ถ้ามีก็ขอให้เขาเปิดห้องให้ดู แต่ว่าก็จะเสี่ยง เพราะว่าระหว่างนั้น อาจจะมีคนอื่นที่โทรไปขอจองห้องนั้นไปแล้ว ทำให้เราพลาด

20170601_234138.jpg

ลาก่อนห้องแสนรัก จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ T^T

ส่วนสำหรับห้องที่เราได้มานี้ ก็เป็นห้องแบบ WG ที่อยู่ด้วยกัน 5 คน แชร์ห้องน้ำ ห้องครัว แล้วก็มีห้องนั่งเล่น+กินข้าวอีกห้อง ตั้งอยู่ในป่าในแถบทางเหนือของตัวเมือง ซึ่งบรรยากาศแบบว่าเหมือนอยู่รีสอร์ทยังไงยังงั้นเลย ร่มรื่นมาก สภาพห้องก็กลางเก่ากลางใหม่ ของบางอย่างก็มีปัญหานิดหน่อย เช่นก๊อกน้ำในครัวแน่นมาก เปิดปิดยาก ฝักบัวในห้องน้ำบางทีก็ต้องเปิดทิ้งไว้ซักพักน้ำถึงจะอุ่น แล้วก็ข้อด้อยอีกอย่างก็จะเป็นระยะทางที่อยู่ไกลตัวเมืองออกไปนิดนึง จริงๆก็ไม่ได้ไกลมาก ขี่จักรยานประมาณ 10 นาทีก็ถึงใจกลางเมือง แต่ว่าเพราะว่าห้องเก่าของเราอยู่แทบจะใจกลางเมืองเลย เลยรู้สึกไกล แต่ว่าระยะทางจากมหาลัยมาห้องพักทั้งสองก็พอๆกันนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ค่าเช่า ซึ่งมีราคาแค่ 200 ยูโรต่อเดือนเท่านั้น!! รวมทุกอย่าง ไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเน็ต หมดแล้ว ถูกกว่าห้องเดิมที่ก็ว่าค่อนข้างถูกแล้วตั้ง 100 ยูโร ราคา 200 ยูโรนี้หาห้องดีๆในกรุงเทพยังยากเลยมั้ย 555 สรุปคือโอเคมาก เรื่องอื่นไม่สนละ 555 อ้อยังมีอีกเรื่องคือแฟลตเมท ที่เป็นนักเรียนกันหมดทุกคน คนนึงเรียนสถาปัตย์ คนนึงเรียนวิศวะเคมี คนนึงเรียนวิศวะไฟฟ้า อีกคนเรียนครุศาสตร์ ทุกคนคือดูเป็นมิตร อาจจะไม่ได้เห็นหน้ากันบ่อย แต่พอเจอก็มีชวนคุย แต่ก็เพิ่งย้ายมาอยู่อะเนอะ ก็ต้องรออยู่ไปซักพักก่อน 555 แต่สำหรับตอนนี้คือแฮปปี้มาก การย้ายบ้านคือภารกิจแรกของเทอมนี้ที่ทำให้สำเร็จ ส่วนอีกภารกิจหนึ่งคือการหางานทำก็ทำสำเร็จแล้ว เงินค่าบ้านก็ประหยัดไปได้แล้ว แล้วยังมีงานประจำทำแล้วอีก ก็ได้เวลาเก็บเงินละ นอกจากนี้ยังมีอีกสองภารกิจที่เหลือที่นึกออกตอนนี้ หนึ่งคือ ให้ได้เที่ยวอย่างน้อยเดือนละหนึ่งทริปทุกเดือน ส่วนอีกอันก็คือ ให้สอบผ่านทุกวิชาที่ตั้งใจไว้ แล้วเทอมนี้ของเราก็จะจบลงอย่างดีงามสุดๆ

แถมให้เป็นภาพของวิวทิวทัศน์ไม่ไกลจากบ้านใหม่ที่ถ่ายมาระหว่างที่ไปขี่จักรยานในวันอาทิตย์ที่อากาศดีมาก ท้องฟ้าสดใสสุดๆ