มหาวิทยาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

Advertisements

Guardian angel

Camera360_2013_7_13_110203

I stood at an old and isolated port, checking all my luggage for the last time. Time was running short and even a short delay could ruin everything I had been planning to do. I tossed away some stuff I would no longer need. Part of it dropped into the still deep blue sea below, causing waves to ripple from the impact. Soon, a stranger would notice the turbulence and know that somebody had got to this pier, but by that time, I would already be sailing away on the ocean in this tiny and shabby wooden boat in front of me.

I unzipped my backpack, laid it in the boat and then loosened the rope securing the boat to the pier. Cold autumn wind blew upon my face as I stepped into the boat. My lips chapped. My eyes were weary and my legs were tired from the long winding road that I had travelled past. I sat quietly, took a deep breath and let my tired eyes rest. The wind kept blowing stronger and stronger, soon running wild just as my thoughts were.

I woke up again by a small drop of water that fell on my cheek. Strong winds had pushed the boat away from the empty pier. I could smell the rain in the air. Far away, a storm was raging angrily while streaks of different shades were dancing gleefully in the gloomy sky, illuminating the dark clouds for a short while. I knew that there was nothing to be afraid of and I would be safe and sound in this boat I had taken. I looked back to the pier for the last time. The stuff that I had left was still there, as well as the trail I had made. Apart from that, everything looked just like how it had always been.

My little boat drifted slowly towards the sun that was setting over the horizon. I laid back and reconsidered all the decisions I had made. Although I was pretty happy about everything, a small part in me still sought for comfort and stability and it gave me butterflies in my stomach. The final remnants of sunlight was scattered across the sky, making everything yellow. I looked up to the sky and saw a flock of seagulls flying. Higher up above, orange clouds were moving rapidly – much quicker that I had ever thought they could. I watched it transforming in astonishment for a while, letting the ray of light shine upon me, then somehow I felt relieved and upbeat. I grabbed a notebook and a pencil out of my backpack, turned to a blank page and started to write something…

Budapest: Jewish Quater & Ruin Bar

อากาศอันอบอุ่น ท้องฟ้าสดใส และบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาบนท้องถนนในวันแรกที่เรามาถึง Budapest นั้น แปรสภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือในเช้าวันถัดมา เมื่อความหนาวเหน็บมาเยือนเพียงในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน วันที่สองของเราใน Budapest นั้น อากาศแย่มาก ทั้งหนาวทั้งมืดครึ้ม แถมฝนยังตกปรอยๆแทบทั้งวัน วันนี้เราเลยไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เดินดูตึกรามบ้านช่องในย่านที่อยู่อาศัยทั่วไป

 

 

สำหรับวันนี้มีไฮไลท์ของวันอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือบ้านเลขที่ 7 ถนน Felka ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้เป็นสถานที่ที่สำคัญอะไรหรอก แค่ตอนอยู่ม.ปลายที่โรงเรียนเราจะมีหนังสือภาษาอังกฤษให้อ่านเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา แล้วก็มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เราเคยอ่านที่ชื่อ “How I met myself” ที่ดำเนินเรื่องในเมือง Budapest และมีสถานที่สำคัญของเนื้อเรื่องตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 7 ถนน Felka นี่เอง… แต่พอไปถึงแล้วปรากฏว่าไม่มีอยู่จริงนะ 555 ตรงถนน Felka เราเห็นมีแค่ป้ายบ้านเลขที่ 1 กับ 3 แล้วถัดมาก็เป็นตึกสีเหลืองใหญ่ๆที่มีทางเข้าอยู่ตรงถนนอีกเส้นแทน ไม่รู้ว่าตรงนั้นเค้านับเป็นบ้านเลขที่ 5 กับ 7 ด้วยรึเปล่า แต่เอาเถอะ แค่ได้มาถึงถนน Felka ก็ฟินละ 55

20170917_103555.jpg

บ้านเลขที่ 7 ถนน Felka ซึ่งไม่มีอยู่จริง ตำแหน่งที่ประตูบ้านควรจะตั้งอยู่กลับเป็นตึกสีเหลืองๆด้านซ้ายนี่ แล้วทางเข้าตึกนี้กลับไปอยู่อีกฝั่งนึงแทน

20170917_114414.jpg

อาหารมื้อสายของวันนั้นคือ Mcdonald ในสาขาที่หรูหราที่สุดในประเทศฮังการี ตั้งอยู่ที่ Teréz krt. 55 ข้างๆสถานีรถไฟ Budapest-Nyugati

20170917_121524.jpg

ด้านในสถานีรถไฟ Budapest-Nyugati บรรยากาศคือแบบเก่าย้อนยุคมาก เครื่องจักรของรถไฟส่งเสียงดังอื้ออึง ควันจากเครื่องจักรไอน้ำก็ลอยละล่อง ส่งกลิ่นเหม็นแปลกๆตลบอบอวลไปหมด เอาไปแข่งในเรื่องความ vintage กับหัวลำโพงได้เลยนะเนี่ย

 

ส่วนไฮไลท์อย่างที่สองก็คือร้าน Szimpla Kert ซึ่งเป็นหนึ่งใน ruin bars ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดใน Budapest ซึ่ง ruin bar สำหรับที่นี่ ก็คือโรงงานร้าง หรือตึกร้างที่เค้ามาบูรณะใหม่นิดหน่อยให้สามารถใช้งานได้และโครงสร้างปลอดภัย แต่ว่ายังคงสภาพเหมือนตึกร้างอยู่ แล้วก็ตกแต่งแบบฮิปๆ แล้วก็ทำเป็นบาร์ ซึ่งสำหรับเมือง Budapest นอกจากโรงแอบน้ำแล้ว ruin bars นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดขายและมีชื่อเสียงมากของเมืองนี้เลย เอาล่ะ ถึงมาครั้งนี้จะไม่ได้ไปโรงอาบน้ำ แต่อย่างน้อยก็ได้มาเยี่ยมชม ruin bar ชื่อดังที่สุดของเมือง ก็ถือว่ายังโอเคเนอะ 55

 

 

Szimpla Kert และ ruin bars อีกหลายๆแห่งในเมือง Budapest จะตั้งอยู่ในย่าน Jewish Quarter ที่อยู่ในใจกลางเมือง ซึ่งย่าน Jewish Quarter นี้ เป็นบริเวณที่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวถูกทหารฝ่ายนาซีกักขังให้อยู่อาศัยกันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด และมีการสร้างกำแพงสูงและรั้วลวดหนามล้อมรอบไว้ ไม่ให้สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ หลังจากสงครามโลกจบลง กำแพงที่ปิดกั้น Jewish Quarter กับโลกภายนอกก็ถูกทำลายลง แล้วย่าน Jewish Quarter นี้ก็กลายเป็นเขตเมืองร้างไปอยู่พักหนึ่ง จนพอเริ่มมีการบูรณะตึกร้างต่างๆเพื่อมาทำเป็น ruin bars แล้ว ผู้คนก็เริ่มหลั่งไหลกลับเข้ามาในย่านๆนี้ แล้วหลังจากผ่านมาเป็นเวลาสิบกว่าปี ทุกวันนี้ Jewish Quarter กลายเป็นย่านศูนย์รวมแห่งความอินดี้ บาร์เก๋ๆ ร้านอาหารเก๋ๆ คาเฟ่เก๋ๆ ปาร์ตี้สุดเจ๋ง และไลฟ์สไตล์แบบฮิปๆ ในรูปอาจจะไม่เห็นว่าจะคึกคักเท่าไหร่นะเพราะอากาศไม่ดี แถมยังเป็นตอนกลางวัน แล้วเราก็เดินดูตรง Jewish Quarter นี้แค่แป๊บเดียวด้วยเลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่

 

นอกจากร้านอาหารและผับบาร์ต่างๆแล้ว วิถีชีวิตของชาวยิวก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ใน Jewish Quarter นอกจากนั้น ในย่านนี้ก็ยังมี Synagoge (หรือโบสถ์ของศาสนายิว) ขนาดใหญ่อีก 2 แห่ง ก็คือ Synagoge ที่ถนน Kazinczy กับ Synagoge ที่ถนน Dohány ซึ่ง Synagoge อันที่ถนน Dohány นี้ก็เป็น Synagoge ที่มีชื่อเสียงมาก ต้องเสียเงินค่าเข้าและต่อแถวรอเข้าชมเป็นรอบๆ ตอนที่เราไปมีนักท่องเที่ยวมาต่อแถวรอเข้าชมเยอะมาก เราเลยไม่ได้เข้าไปดูด้านใน

 

นอกจากไฮไลท์เหล่านี้แล้ว วันนี้เราก็แค่เดินดูบ้านเมือง เดินดูตึกรามบ้านช่อง ซึ่งจริงๆแล้ว Budapest นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสวยๆเยอะมากๆ ทั้งใจกลางเมืองเลย แต่ว่าอาคารที่อยู่อาศัยแบบทั่วๆไป 80% ของที่นี่อยู่ในสภาพที่แบบว่าเก่าโทรมมาก ผนังผุผัง ราขึ้น สีหลุดลอก บ้านหลายๆหลังถ้าไม่บอกนี่ไม่รู้เลยว่ามีคนอาศัยอยู่จริงๆ แต่คือถึงจะโทรมแต่ก็ดูออกอะว่าเมื่อก่อนคงสวยมาก

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่เราสังเกตก็คือพวกบ้านที่เป็นตึกแถวริมถนนที่นี่จะต่างจากที่เยอรมันอย่างนิดหน่อย ก็คือที่เยอรมัน ที่เราเห็นบ้านตึกแถวตั้งเรียงรายกันอยู่ตามถนนนั้น ปกติแล้วถ้าเราเดินทะลุชั้นล่างของตึกที่อยู่ริมถนนไปอีกฝั่งของตึก มันจะมีลานกว้างๆอยู่ด้านใน ซึ่งอาจจะเป็นลานว่างๆ เป็นที่จอดรถ เป็นสวน หรืออาจจะเป็นสนามเด็กเล่นก็ได้ แล้วอีกฝั่งของลานก็จะเป็นตึกแถวอีกตึก ก็คือคนที่อาศัยอยู่ในตึกแถวด้านในจะต้องเดินผ่านลานนี้และผ่านตึกแถวด้านหน้าตลอดเมื่อเดินทางออกจากบ้านหรือกลับบ้าน ในบางที่พอเดินทะลุตึกแถวเข้าไปถึงลานด้านในแล้ว จะมีตึกแถวอื่นๆล้อมร้อบทั้ง 4 ด้านเลย บ้านใครอยู่ตึกไหนก็เดินไปเข้าประตูของตึกนั้น แล้วก็เดินขึ้นบันไดวนไปยังห้องของตัวเอง ปกติประตูห้องก็จะอยู่ติดกับบันไดเลย ไม่มีทางเดินด้านในตึกอีก ส่วนที่บูดาเปสต์ จะเหมือนกันตรงที่พอเดินทะลุตึกแถวฝั่งริมถนนเข้าไปด้านในแล้วจะเจอลานกว้างด้านใน แต่จะเป็นลานกว้างว่างๆ และจะถูกล้อมรอบด้วยตึกทั้ง 4 ด้านเสมอ (เท่าที่เห็นมานะ) แต่ส่วนที่จะต่างกับเยอรมันก็คือ เค้าจะไม่ทำประตูเข้าห้องหันเข้าหาบันได แต่ประตูเข้าห้องจะหันเข้าหาลานกว้างตรงกลางเสมอ หมายความว่าตรงชั้นล่างสุด ก็จะมีประตูตั้งอยู่รอบๆลานนั้น ใครอาศัยอยู่ห้องไหนก็เดินไปประตูห้องตัวเองเลย ส่วนชั้นบนๆ ฝั่งที่อยู่ติดลานก็จะเป็นระเบียงทางเดินเชื่อมที่จะต่อกันทั้ง 4 ด้านล้อมรอบลานนั้น แล้วประตูห้องแต่ละห้องก็จะอยู่ตามระเบียงทางเดินนั้น ถ้าห้องของเราอยู่ชั้นบน พอเราเดินขึ้นบันไดมาก็ต้องเดินไปตามระเบียงไปยังห้องเรา ประตูห้องไม่ได้อยู่ติดกับบันได ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจดี

 

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่กลับบ้านอย่างเร็วและนอนแต่หัวค่ำ สำหรับโพสต์นีิ้ก็คงต้องขอจบเรื่องราวของวันที่สองใน Budapest ไว้เพียงเท่านี้ก่อน เดี๋ยวไว้มาต่อวันที่สามในโพสต์หน้า บอกก่อนว่าวันที่สามนี้อากาศกลับมาดีอีกครั้ง ท้องฟ้าใสและแดดดีมาก เพราะฉะนั้นวันนี้จัดเต็มแน่นอน 555 แล้วไว้มาอ่านต่อกันโนะ

20170918_102251.jpg

Budapest: Vajdahunyad Castle & Fischerman’s Bastion

ปี 2017 นี้เป็นปีแรกหลังจากที่เรามาเรียนอยู่ที่เยอรมนี ที่ยังไม่ได้มีทริปยาวๆเป็นสิบวันประจำปีเลย จริงๆแล้วสำหรับช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้เราจองตั๋วเครื่องบินจะไปเที่ยวฝรั่งเศสตอนใต้ล่วงหน้ามาตั้งแต่ตอนต้นๆปีแล้ว ไปตั้ง 13 วันแน่ะ วางแผนหาข้อมูลเสร็จสรรพเรียบร้อยตั้งแต่สัปดาห์แรกหลังจากจอง 555 แต่ว่าไปๆมาๆแล้ว ประมาณช่วง 2 เดือนก่อนถึงเวลาไป เกิดขี้เกียจไปซะงั้น 5555 รู้สึกว่าอ่านหนังสือสอบติดกันมาตั้งเดือนกว่าแล้วก็อยากจะอยู่สบายๆหน่อย ไม่อยากไปเที่ยวตะลอนๆเปลี่ยนที่นอน ข้ามเมืองติดต่อกันสิบกว่าวัน แถมค่าใช้จ่ายในฝรั่งเศสตอนใต้ก็เยอะด้วย ถ้าจะเสียเงินเยอะๆไปทั้งทีก็ควรจะไปตอนกายพร้อม ใจพร้อมหน่อยดีกว่า เลยเททริปเลย (ยังดีที่ราคาตั๋วไปกลับแค่ 40 ยูโร หรือประมาณ 1500 บาท เลยทำใจทิ้งได้ไม่ยากเท่าไหร่) ไม่ไปละ แต่ว่าอยู่ดีๆก็มีอะไรบางอย่างมาดลใจให้จองตั๋วล่วงหน้าประมาณไม่กี่อาทิตย์ ไปเที่ยวเมือง Budapest ประเทศฮังการีแทน (บินจากสนามบิน Baden Airpark ที่อยู่ใกล้ๆเมือง Karlsruhe ที่เราอาศัยอยู่ ไปยังสนามบิน Ferenc Liszt เมือง Hungary) ได้ตั๋วไปกลับมาในราคา 46 ยูโร หรือประมาณ 1800 บาท ของสายการบิน Wizz Air ซึ่งก็โอเคอยู่ แต่ที่สำคัญคือ Budapest เป็นอีกเมืองๆหนึ่งที่เราอยากไปและเล็งไว้ว่าจะไปมาตั้งแต่มาอยู่เยอรมนีใหม่ๆแล้ว คราวนี้ก็มีโอกาสได้ไปจริงๆซักที

20170918_135620.jpg

วิวของใจกลางเมือง Budapest จากบนเนินเขาด้านหน้าปราสาท Buda

สำหรับทริป Budapest ครั้งนี้ก็ไม่ได้มีการเตรียมตัวอะไรมากมาย คิดซะว่าเป็นการไปเปลี่ยนบรรยากาศชิวๆ เดินเล่นชิวๆหลังจากสอบเสร็จมากกว่า ตอนแรกที่เราจองตั๋วเครื่องบินไป ตั้งใจจะไปค้าง 3 คืน แต่พอมาคิดอีกที เที่ยวบินขากลับที่จองไว้บินตั้งแต่เช้าตรู่แน่ะ ลองมาหาเที่ยวบินของวันถัดไป ปรากฏว่ามีเที่ยวนึงของสายการบิน Ryanair บินช่วงเที่ยงๆจาก Budapest ไปลงสนามบินเมือง Nuremberg ราคาแค่ 10 ยูโรเอง ถึงแม้จะต้องเสียเงินอีก 16 ยูโรเป็นค่ารถบัสจาก Nuremberg กลับมายัง Karlsruhe กับเสียเวลานั่งรถบัสเกือบ 6 ชั่วโมง แต่ก็แลกกับการได้นอนตื่นสาย กับได้เที่ยว Budapest เพิ่มอีกวันนึง แถมยังได้ไปเยี่ยมเพื่อนเราที่เมือง Nuremberg อีก ก็เลยจองไปเลย อีกอย่างหนึ่ง ไหนๆก็ยกเลิกทริปฝรั่งเศสตอนใต้ที่จริงๆแล้วควรจะมีค่าใช้จ่ายสูง มาเป็นทริป Budapest ที่ค่าใช้จ่ายน่าจะถูกมากอยู่แล้ว จะเสียเงินเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ส่วนในเรื่องของที่พัก ก็เหมือนทุกครั้ง ก็คือหาโฮสต์จาก Couchsurfing ซึ่งครั้งนี้โฮสต์ของเราก็เป็นวิศวกรชาวฮังกาเรียนชื่อ Miki

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เราเตรียมตัวไปมากกว่าตอนทริปอื่นๆที่ผ่านมา ก็คือการเสิร์ช Google หา Events ในเมืองนั้นในช่วงเวลาที่เราจะไปเที่ยว เผื่อมีอะไรถูกใจจะได้เตรียมตัวไปเข้าร่วมเข้าชมได้เลย ซึ่งสำหรับทริป Budapest ครั้งนี้ ช่วงเวลาที่เราจะไปก็กำลังมีงานเทศกาล Cultural Heritage Days อยู่พอดี ซึ่งจะมีการปิดถนนตั้งซุ้มขายอาหารและแสดงกิจกรรมต่างๆไปทั่วทั้งเมืองเลย เดี๋ยวจะมาโพสต์รูปให้ดูกัน ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่เราเลือกมาได้ถูกเวลาจริงๆ 555

สำหรับการเตรียมตัว ก็คงหมดแค่นี้แหละ ไม่มีอะไรพิเศษละ มาเริ่มทริปกันเลยดีกว่า 555 สำหรับวันก่อนวันเดินทางออกจาก Karlsruhe นั้นก็มีเรื่องให้ช๊อคอยู่เรื่องหนึ่ง (อีกแล้ว) ก็คือ เที่ยวบินของเราบินเช้า ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ตอนวันก่อนเดินทางว่าไม่มีเที่ยวรถสาธารณะจาก Karlsruhe เที่ยวไหนที่ไปถึงสนามบิน Baden Airpark ทันเวลาออกบินของเราเลย แต่ก็ลองค้นๆอินเตอร์เน็ตดูก่อน จนเจอว่ามีบริษัทรถบัสบริษัทหนึ่งที่ตั้งมาเพื่อเดินทางเชื่อมระหว่างเมืองต่างๆกับสนามบินต่างๆโดยเฉพาะ ชื่อว่าบริษัท Flibco ซึ่งบริษัทนี้ก็มีเที่ยวรถที่วิ่งจากเมือง Karlsruhe ไปยังสนามบิน Airpark ในช่วงเวลาเช้าตรู่พอดี (เช้ายิ่งกว่า คือเครื่องบินออกแปดโมงเช้า แต่รถไปถึงตีห้า อะไรประมาณนี้) ในราคา 10 ยูโร (ซึ่งแพงกว่าการนั่งรถประจำทางประมาณ 3 ยูโร) เราก็เลยจองไป เป็นอันว่าโล่งละ มีรถไปละ

20170916_154651

หนึ่งในซุ้มของเทศกาล Cultural Heritage Days

วันต่อมาเราก็ตื่นแต่เช้าตรู่ ขี่จักรยานฝ่าอากาศหนาวเหน็บเป็นเวลา 20 นาที มายืนรอรถ Flibco ที่ป้ายรถบัสหน้าสถานีรถไฟตั้งแต่ตีสี่ ปรากฏว่าใกล้เวลาที่รถจะมาถึงแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของรถที่เราควรจะขึ้น หรือว่ารถของจริงจะหน้าตาไม่เหมือนกับในเว็บนะ ลองเดินๆดูรถบัสที่จอดอยู่แถวนั้นก็แล้ว ลองถามคนขับดูก็แล้ว แต่ก็มิได้นำพา ไม่มีใครรู้จัก Flibco เลย ยืนรอต่อไปจนเวลาล่วงเลยผ่านกำหนดเวลาที่รถควรจะออกเดินทางไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นจะมีวี่แววของรถบัสของ Flibco โทรไปบริษัทตามเบอร์บนตั๋วเพื่อจะเช็คว่ารถมาสายรึเปล่าก็ไม่มีใครรับ เอ๊ะหรือว่าเราจะโดนโกง? หรือว่าบริษัทนี้จะไม่มีอยู่จริง? เอ๊ะแต่คงไม่ใช่หรอกมั้งง หรือว่าใช่!? panic มาก ไม่อยากตกเครื่อง พอดีตอนนั้นตรงที่เรายืนรอรถบัสอยู่ มีรถประจำทางคันหนึ่งที่จะเดินทางไปยังเมือง Baden-Baden ที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบิน Baden Airpark มาก กำลังจะออกเดินทางพอดี ด้วยความ Panic คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยรีบวิ่งไปขึ้นก่อน คิดแค่ว่ารถ Flibco คงไม่มาแล้วมั้ง รีบๆเดินทางไปให้อยู่ใกล้กับสนามบินมากที่สุดเร็วๆก่อนจะดีกว่า แล้วค่อยไปหาทางเอา แต่เอาเข้าจริง พอไปถึงสถานีรถไฟ Baden-Baden แล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือกเยอะแยะหรอก ด้วยเวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาแล้วด้วย เลยตัดสินใจขึ้นแท๊กซี่ที่จอดอยู่หน้าสถานีรถไฟไปสนามบินซะเลย ไหนๆจะเสียเงินแล้วก็เสียให้สุด 5555 ปรากฏว่าค่าแท๊กซี่ระยะทาง 13 กิโลเมตร โดนไป 35 ยูโร หรือประมาณ 1400 บาท บวกกับค่ารถบัสที่จ่ายไปแล้ว 10 ยูโร ออกมาแพงกว่าค่าเครื่องบินไปกลับซะอีก T.T มาคิดดูอีกที ถ้ารถ Flibco มาสายจริงๆ จริงๆแล้วเราก็ไม่ต้องรีบนั่งรถประจำทางมา Baden-Baden เลยก็ได้ เพราะรถมาเมืองนี้มันมีมาเรื่อยๆอยู่แล้ว ยืนรออีกซักพักก่อนแล้วถ้าเวลาจวนตัวแล้วรถยังไม่มา ค่อยหารถรอบถัดไปนั่งมา Baden-Baden ก็ได้ เพราะยังไงจากตรงนั้นก็ไม่มีทางอื่นนอกจากนั่งรถแท๊กซี่ไปสนามบินอยู่แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ สรุปว่าก็มาถึงสนามบินทัน และมาถึงก่อนเครื่องออกหลายชั่วโมงเลยโนะ 555 ก็นั่งกินขนมปังอาหารเช้ารอไป

20170918_181249

วิวของปราสาท Buda และสะพาน Széchenyi Lánchíd จากริมฝั่งแม่น้ำ Danube

สำหรับการผ่านตม.และการนั่งเครื่องบินครั้งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆเราก็เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติของเมือง Budapest แล้วก็มากดตังจากตู้เอทีเอ็มมานิดนึงก่อน ก่อนจะมาซื้อตั๋วรถประจำทางที่เคาน์เตอร์ Tourist Information ตรงบริเวณทางเข้าสนามบินขาออก ซึ่งสำหรับเมือง Budapest นี้ จะมีตั๋วเหมาประเภท 24, 48, 72 ชั่วโมง แล้วก็จะมีแบบซื้อเหมาทีเดียว 10 ใบและได้ราคาถูกลง เราคิดๆดูแล้วเราคงจะเดินเยอะกว่านั่งรถ เลยซื้อแบบเหมา 10 ใบมาแทน (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.bkk.hu/en/tickets-and-passes/prices/ ) แล้วก็ไปขึ้นรถบัสเข้าเมืองที่จอดอยู่ตรงหน้าประตูสนามบินขาออกกัน

สำหรับการเดินทางเข้าเมืองโดยรถโดยสารสาธารณะ สามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกก็คือนั่งรถบัสสาย 100E ที่จะวิ่งรวดเดียวจากสนามบินเข้าไปยังใจกลางเมืองเลย แต่ต้องซื้อตั๋วประเภทพิเศษ ราคา 900 HUF (ประเทศฮังการีมีสกุลเงินเป็น Forint) ส่วนวิธีที่ 2 ก็คือนั่งรถบัสสาย 200E ไปจนสุดสายที่สถานี Kőbánya-Kispest แล้วก็นั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีนั้นเข้าไปยังใจกลางเมืองต่อ สำหรับวิธีนี้จะสามารถใช้ตั๋วโดยสารรถสาธารณะแบบทั่วไปได้ แต่ต้องใช้ 2 ใบ คือใบแรกสำหรับรถบัส ใบที่สองสำหรับรถไฟใต้ดิน การใช้ตั๋วโดยสารรถสาธารณะของประเทศนี้จะไม่เหมือนที่เยอรมนีที่ส่วนใหญ่แล้วตั๋วใบเดียวสามารถใช้นั่งรถโดยสารแบบไหนก็ได้ติดต่อกันได้เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมงแล้วแต่เมือง ที่เมือง Budapest นี้ (ไม่รู้เมืองอื่นๆในประเทศเป็นเหมือนกันรึเปล่า) ตั๋วโดยสารหนึ่งใบ สามารถใช้นั่งรถประจำทางคันหนึ่งๆได้นานเป็นเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเปลี่ยนคันรถหรือประเภทรถ ก็ต้องเสียเงินซื้อตั๋วอีกใบ (ยกเว้นถ้านั่งรถไฟใต้ดิน สามารถเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟใต้ดินสายอื่นได้โดยไม่ต้องใช่ตั๋วใบใหม่)

20170916_112259.jpg

มาถึงแล้ว! แว้บแรกของเมือง Budapest ที่เห็น หลังจากที่นั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองมานานเกือบชั่วโมง

หลังจากที่นั่งรถไฟใต้ดินมาจนถึงสถานีที่ใกล้บ้านของโฮสต์ที่สุดแล้ว เราก็ลงเดินต่อไปยังบ้านของโฮสต์เพื่อเก็บข้าวของ แล้วก็ไม่รอช้า ออกเดินเที่ยวเมืองเลย ซึ่งจากบ้านของโฮสต์ สถานที่สำคัญที่ใกล้ที่สุดก็คือ Heroes’ Square ซึ่งเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ที่มีอนุสรณ์ของวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของประเทศฮังการีตั้งอยู่ แต่ว่าวันที่เรามาถึงนี้ ที่บริเวณ Heroes’ Square มีการตั้งอัฒจันทร์รอบๆตัวอนุสรณ์ตรงกลางของจัตุรัสและมีซุ้มขายอาหารตั้งอยู่ริมถนนรอบๆอีกที ซึ่งตรงบริเวณด้านในของอัฒจันทร์ก็มีเสียงเชียร์เสียงพากย์ดังอึกคึกครึกโครมออกมาตลอดเวลา ด้านในน่าจะมีการแข่งขันอะไรซักอย่างอยู่ แต่ว่าไม่สามารถมองเข้าไปเห็นได้ แต่ว่าบริเวณรอบๆอัฒจันทร์ก็มีคนเยอะมากๆ และตรงถนน Andrássy út ซึ่งเป็นถนนสายใหญ่ที่ทอดยาวจาก Heroes’ Square เข้าไปยังใจกลางเมืองก็ยังมีซุ้มขายของขายอาหาร และซุ้มกิจกรรมต่างๆตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนไปจนสุดสายตรงใจกลางเมืองเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Cultural Heritage Days นั่นเอง เค้าปิดถนนใหญ่ตั้งร้านให้คนเดินกันอย่างเอิกเกริกเลย โชคดีอีกอย่างที่วันนี้อากาศดี แดดส่อง ฝนไม่ตก ถนนทั้งสายเลยคราคร่ำไปด้วยผู้คน

อีกด้านหนึ่งของ Heroes’ Square ฝั่งตรงข้ามกับถนน Andrássy út จะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า Városliget หรือ City Park ซึ่งตรงใกล้ๆทางเข้า City Park นี้ จะมีสถานที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือปราสาทหลังงามรูปร่างหน้าตาราวกับยกเอามาจาก Disneyland มาตั้ง กับ Széchenyi Thermal Bath

สำหรับตัวปราสาทนี้ มีชื่อว่า Vajdahunyad Castle แว๊บแรกที่เราเห็นป้อมประตูประสาทสีทึมๆและหอคอยที่ก่อด้วยหินกับหน้าต่างบางแคบๆนี้นึกถึงพวกปราสาท Dracula อะไรอย่างนี้ก่อนเลย แต่พอเดินผ่านเข้าไปด้านในแล้ว ตึกแต่ละตึกที่เห็นจะเป็นคนละสไตล์เลย เหมือนกับในสวนสนุกที่สร้างตึกแบบหลายๆแบบมาตั้งปนๆกัน นี่ถ้ามีคนใส่ชุดตัวการ์ตูนเดินไปเดินมานะคงเข้าใจผิด นึกว่าเพิ่งเดินผ่านประตูทางเข้า Dreamworld มา 555 แต่จริงๆแล้วจุดประสงค์ของการสร้างปราสาทนี้ก็คือเพื่อต้องการนำเสนอสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของอาณาจักรฮังการีในอดีต ที่แตกต่างกันไปตามยุคต่างๆ และตามภูมิภาคต่างๆ มาอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันนั่นเอง คือเมื่อก่อนอาณาจักรฮังการีจะมีขนาดใหญ่กว่าอาณาเขตของประเทศฮังการีในปัจจุบันมาก และภูมิภาค Transylvania ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตำนาน Count Dracula ในอดีตก็เคยอยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรฮังการีด้วย (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศโรมาเนีย) ทำให้ปราสาท Vajdahunyad นี้มีบางส่วนที่ให้อารมณ์ปราสาทของ Dracula อะไรประมาณนี้อยู่

ส่วน Széchenyi Thermal Bath ก็เป็นโรงอาบน้ำและซาวน่าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมือง Budapest ซึ่งสำหรับประเทศฮังการีนี้ เค้าขึ้นชื่อในเรื่องบ่อน้ำแร่ และเค้ามีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตุรกี ก็คือคนที่นี้จะชอบอาบน้ำแร่ในสระน้ำสาธารณะกันมาก แถมในปัจจุบันก็ยังมีการจัด Pool Party ขนาดใหญ่อยู่เรื่อยๆอีกด้วย ทำให้ที่เมือง Budapest นี้มีโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ ทั้ง in-door และ out-door อยู่เต็มไปหมด เป็นที่รู้กันว่าถ้าใครมาเที่ยวเมือง Budapest ต้องมาอาบน้ำที่สระน้ำแห่งใดแห่งหนึ่งอย่างน้อยซักแห่ง ไม่งั้นจะเหมือนกับว่ามาไม่ถึง Budapest… ซึ่งสำหรับทริปนี้เราไม่ได้ไปอาบที่ไหนเลย ก็คือถือว่ายังมาไม่ถึงโนะ 555 เดี๋ยวไว้มาอีกรอบค่อยอาบละกัน รอบนี้ติดไว้ก่อน 5555

20170916_150020.jpg

Széchenyi Thermal Bath

แต่เพราะว่าวันนี้เป็น Cultural Heritage Days ใน City Park จึงมีนิทรรศกาลพิเศษอื่นๆอีกด้วย อย่างแรกก็คือตามถนนต่างๆในบริเวณสวนจะมีอาวุทยุทโธปกรณ์และรถถังรถทหารต่างๆของทหารที่นี่มาตั้งโชว์อยู่เต็มไปหมด แล้วก็จะมีทหารในชุดเครื่องแบบมาคอยยืนประจำจุดต่างๆ แล้วก็มีเด็กๆมาปีนรถบ้าง เล่นๆจับๆอาวุธนั่นนี่บ้าง โดยมีทหารคอยชี้แนะอยู่ใกล้ๆ อารมณ์เหมือนงานวันเด็กที่ไทยเลย 555 แล้วนอกจากนี้ ตรงส่วนหนึ่งของ City Park ก็ยังมีบริเวณที่เค้าตั้งเต็นท์หน้าตาโบราณๆ มีชาวบ้าน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หญิงชาย แต่งตัวแบบยุคโบราณ ทำกิจกรรมต่างๆแบบยุคโบราณ อย่างเช่นฝึกทหารแบบยุคโบราณ อะไรประมาณนี้กันอีกด้วย โห นี่เพิ่งมาถึง Budapest แค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ก็ได้เห็นอะไรเยอะแยะมากมายแบบคุ้มค่าตั๋วแบบบินกลับบ้านตอนนี้ได้เลยแล้วนะเนี่ย 555

เสร็จแล้วเราก็เดินกลับออกมาจากสวนมายัง Heros’ Square แล้วก็เดินมาแวะที่ซุ้มขายอาหารซุ้มนึงแล้วก็ลองสั่งซุป Gulasch หรือสตูว์เนื้อต้มปรุงรสด้วยปาปริก้า ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติของประเทศฮังการีมากินดู ซึ่งสำหรับซุปร้านข้างทางชามนี้ก็มีราคา 1490 HUF หรือประมาณ 180 บาท ซึ่งจริงๆก็ถูกกว่าค่าอาหารที่เยอรมันอยู่นะ ถ้ากินที่เยอรมันชามนี้เกิน 200 บาทไปเยอะแน่ แต่สำหรับรสชาติก็ไม่ได้ว้าวมาก ไม่รู้เพราะว่ารสชาติมันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว หรือว่าเพราะร้านนี้ทำไม่ได้อร่อยมาก แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้มากินอาหารต้นตำหรับที่ประเทศต้นตำหรับแล้วแหละ 555

20170916_151910.jpg

หลังจากกินเสร็จแล้วเราก็เดินดูซุ้มขายของ ซุ้มกิจกรรมต่างๆตามข้างถนน Andrássy út ไปเรื่อยๆ ก็ได้เห็นอาหารประจำชาติและของหวานประจำชาติฮังการีหลายๆอย่าง สังเกตว่าร้านขายอาหารที่นี่จะตั้งแกงหลายๆอันไว้ตักขาย อารมณ์เหมือนร้านขายข้าวแกงที่ไทยเลย แต่ว่าแกงที่นี่หลายๆอย่างจะมีสีออกแดงๆจัดจ้าน เพราะว่าคนที่นี้เค้าชอบผสมพริกหยวก หรือ Paprika ลงไปในอาหารของเค้ากัน

ตลอดข้างทางก็จะมีตึกสวยๆของเมือง Budapest เรียงรายอยู่ ถ้าพูดถึงความสวยของตึกรามบ้านช่อง ที่ Budapest นี่ก็ไม่แพ้เมืองยุโรปสวยๆเมืองอื่นเลย แต่ตึกหลายๆตึกจะดูขาดการบำรุงรักษา ตามประสาประเทศยุโรปตะวันออก

หลังจากที่เดินไปซักพัก เราก็มาถึงเวทีใหญ่ตรงสี่แยกใหญ่แห่งหนึ่งในใจกลางเมือง ตอนนั้นบนเวทีใหญ่ไม่ได้มีการแสดงอะไร เราเลยเดินต่อเข้าไปในถนนสายเล็กที่ทอดเข้าไปในตัวใจกลางเมือง ซึ่งก็ยังมีซุ้มต่างๆของงานเทศกาลตั้งอยู่เรื่อยๆ จุดหมายของการเดินครั้งนี้ของเราก็คือเดินไปให้ถึงบริเวณริมแม่น้ำ Danube ที่ทอดตัดผ่านใจกลางเมือง Budapest และแบ่งตัวเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งที่เรากำลังเดินเที่ยวอยู่คือ Pest ส่วนอีกฝั่งหนึ่งตรงข้ามแม่น้ำคือ Buda

20170916_161601

ระหว่างทางที่เดินนั้น นอกจากซุ้มขายของและขายอาหารต่างๆแล้ว เราก็ยังเดินผ่านเวทีประกวดร้องเพลงเล็กๆที่มีคนมุงดูกันอย่างแน่นขนัด และนักร้องแต่ละคนนี่ก็พลังเสียงสะท้านสะเทือนโสตประสาทจนกระดูกค้อนทั่งโกลนแทบจะกระเด็นหลุดออกมาจากรูหู 555 แล้วก็ยังเดินผ่านแถวที่ยาวขดไปขดมาของชาวเมืองที่ดูราวกับว่ากำลังจะรอขอลายเซ็นนักเขียนชื่อดังซักคนอยู่ เพราะว่าลองมองฝ่าฝูงชนเข้าไปแล้วพอจะเห็นว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ตรงหัวแถว นอกจากนี้เรายังเดินผ่านเวทีเล็กๆด้านหน้าโรงโอเปรา ที่มีนักแสดงมาเล่นละครร้องเพลงโอเปราให้รับชมกันสดๆแบบฟรีๆด้วย ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน บริเวณใจกลางเมืองนี้ก็จะคราคร่ำไปด้วยผู้คน แบบว่าเยอะมากจริงๆ เป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน ครึกครื้น ผู้คนมีความสุข ผ่อนคลายมากๆ นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการจากการมาเที่ยวหลังสอบครั้งนี้ 55

20170916_165242.jpg

ตรงบริเวณนี้มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกินข้าวด้วย

หลังจากเดินทะลุตัวเมืองมาซักพัก เราก็เดินมาถึงริมแม่น้ำ Danube ตรงบริเวณสะพาน Széchenyi Lánchíd ซึ่งจากบริเวณตีนสะพานนี้ เราจะสามารถมองเห็นสถานที่สำคัญของเมือง Budapest ที่อยู่ตรงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำได้ 2 แห่ง แห่งแรกก็คือปราสาท Buda ที่มีขนาดใหญ่โตและตั้งอยู่บนยอดเนินเขาทางซ้ายของสะพาน และแห่งที่สองก็คือป้อมชาวประมง หรือ Fisherman’s Bastion ที่มีสถาปัตยกรรมอันแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ ที่ตั้งอยู่ทางด้านขวาของสะพาน ถ้าเราเดินข้ามสะพานไปเรื่อยๆ โดยเดินอยู่ทางฝั่งขวา พอผ่านไปซักพัก เราก็จะเห็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศฮังการีอยู่บนฝั่งแม่น้ำฝั่งที่เราเพิ่งเดินออกมา ซึ่งสิ่งก่อสร้างแห่งนี้ก็คืออาคารรัฐสภาของประเทศฮังการีที่มีหน้าตาที่โดดเด่นสะดุดทุกสายตานั่นเอง

20170916_172012.jpg

20170916_173522.jpg

หลังจากที่ข้ามมาถึงอีกฝั่งของแม่น้ำ มาถึงฝั่งที่มีชื่อว่า Buda แล้ว เราก็เดินขึ้นเนินผ่านตัวเมืองไปเรื่อยๆ ไปยังป้อมชาวประมง ซึ่งคนก็กำลังเยอะได้ที่เลย 555 ตรงป้อมชาวประมงนี้จะมีโบสถ์ขนาดใหญ่ที่มีหลังคากระเบื้องสีสันสวยงามตั้งอยู่ โบสถ์นี้มีชื่อว่าโบสถ์ Matthias ที่เก็บค่าเข้าชมคนละ 1500 HUF (ประมาณ 185 บาท) แถมถ้าจะขึ้นไปดูวิวบนยอดหอคอย ยังต้องจ่ายค่าขึ้นอีก 1500 HUF เราเลยไม่ขึ้น 5555 แต่ตรงด้านที่หันเข้าหาแม่น้ำของป้อมชาวประมงจะมีส่วนชั้นสองที่เราสามารถเดินขึ้นไปดูวิวได้ ซึ่งเสียค่าขึ้นแค่ 400 HUF หรือประมาณ 50 บาทเท่านั้น (ตรงบริเวณนั้นจะมีจุดขายตั๋วสำหรับขึ้นไปชมวิวและเข้าชมโบสถ์อยู่) เราเลยขึ้นไปดูอันนี้แทน แต่ต้องขอบอกว่าวิวแทบไม่ได้ต่างจากชั้นล่างเลย แค่มีคนน้อยกว่าแค่นั้น ไม่แนะนำให้ขึ้น แต่ว่าที่เราจะแนะนำก็คือ ให้เดินไปทางฝั่งปลายทิศเหนือของป้อมชาวประมง เราจะเจอป้อมกลมๆหลังคาแหลมๆหน้าตาสวยงามที่ด้านบนจะเป็นบาร์ ตรงนั้นเค้าจะเก็บค่าขึ้น 280 HUF หรือประมาณ 30 กว่าบาท แต่วิวจะดีที่สุด เพราะว่าจะสามารถมองเห็นอาคารรัฐสภาได้แบบเต็มๆตาแบบไม่มีอะไรมาบังตัวอาคารเลย ถ้าเราไปดูจากจุดอื่นๆของป้อมชาวประมง จะมีส่วนยอดแหลมของหลังคาของหอคอยของโบสถ์แห่งหนึ่งโผล่ขึ้นมาบังส่วนหนึ่งของวิวอาคารรัฐสภาเสมอ มีแค่ตรงบาร์นี้เท่านั้นที่ไม่มีหลังคาโบสถ์นี้โผล่มาบัง

หลังจากชมวิวจากบนป้อมชาวประมงอย่างเต็มอิ่มแล้ว เราก็เดินลงเนินเขากลับมายังตีนสะพาน Széchenyi Lánchíd อีกครั้ง แล้วก็นั่งรถบัสกลับบ้านโฮสต์ วันนี้กลับเร็ว นอนเร็ว เพราะว่าเพลียมาก เก็บแรงไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาต่อวันต่อๆไปในโพสต์หน้ากันโนะ

20170916_151124.jpg

Hiking in Lauterbrunnen

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น เป็นประเทศหนึ่งที่สำหรับเราแล้วให้ไปอีกเมื่อไหร่ก็ไปได้ไม่เคยเบื่อเลย ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและเที่ยวง่าย แต่ก็อัดแน่นไปด้วยความงามของทั้งธรรมชาติ และเมืองเก่า และด้วยความที่รู้อยู่แกใจว่าในความเป็นจริงแล้ว ไปบ่อยๆอย่างที่ใจคิดไม่ได้หรอก เพราะว่ามันแพง! 555 จากเมืองที่เราอยู่นี่จริงๆแล้วนั่งรถไปแค่ 2 ชั่วโมงก็ถึงชายแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว แต่ว่าตั้งแต่อยู่มา 3 ปีเพิ่งไปมาแค่ครั้งเดียวเอง (ไปที่ Beatenberg) พอดีว่าครั้งที่ 2 ที่กำลังเล่าถึงอยู่นี้ เราจองตั๋วรถไฟล่วงหน้านานมาก เลยได้ตั๋วไปกลับ Karlsruhe – Lauterbrunnen มาในราคาเที่ยวละ 29 ยูโร จากราคาเต็มประมาณ 90 ยูโร

20170708_195942

ก่อนจะเล่าถึงทริปไปเช้าเย็นกลับวันนี้ จะมาแนะนำเรื่องการหาตั๋วรถไฟล่วงหน้าจากเว็บ bahn.com ก่อนละกันโนะ สำหรับเว็บ bahn.com นี้ก็เป็นเว็บไซต์ของบริษัทรถไฟหลักของประเทศเยอรมนีที่เราสามารถเข้าไปเช็ครอบรถของขนส่งมวลชนต่างๆได้ทั่วทั้งประเทศเยอรมนีเลย และนอกจากนี้เรายังสามารถเช็คราคาและซื้อตั๋วรถไฟระหว่างเมืองผ่านทางเว็บนี้ได้ด้วย (แต่ถ้าเป็นพวกตั๋วรถไฟหรือรถบัสที่วิ่งระยะทางใกล้ๆ หรือวิ่งในเมือง เราจะต้องไปเช็คราคากับเว็บของหน่วยงานที่ดูแลการขนส่งมวลชนของพื้นที่หรือเมืองนั้นๆโดยเฉพาะ) และนอกจากนั้น ในหน้าแรกของเว็บ bahn.com นี้ยังมีหัวข้อ Saver fare finder ซึ่งจะช่วยเรียงลำดับราคาตั๋วรถไฟของเส้นทางและวันที่เรากำหนดให้จากราคาถูกสุดไปราคาแพงสุด ทำให้เราสามารถเลือกหาเที่ยวรถ และเลือกซื้อตั๋วเที่ยวที่ราคาถูกๆได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเรา เรามีแพลนในใจแล้วว่าอยากจะไป Lauterbrunnen แล้วก็มาเริ่มหาตั๋วตั้งแต่ล่วงหน้าหลายเดือนละ เราก็เลือกจุดหมายเป็น Karlsruhe ไป Lauterbrunnen แล้วก็สุ่มเลือกวันเสาร์วันอาทิตย์ในช่วงเดือนมิถุนายนดู ดูว่าวันไหนมีตั๋วราคาถูกที่สุด และเที่ยวรถของตั๋วราคาที่ถูกที่สุดนั้นทำเวลาดีสุด แล้วก็อาจจะลองหาตั๋วของจุดหมายอื่นๆที่อยากไปอีก 2-3 แห่งมาเปรียบเทียบกันดูก็ได้ เผื่อจะราคาถูกกว่าหรือคุ้มกว่า แต่สำหรับเรา Lauterbrunnen คือถูกสุดแล้ว ก็เลยจองไปเลย สำหรับฟังก์ชัน Saver fare finder นี้เราต้องมีจุดหมายปลายทางและวันที่ในใจอยู่แล้ว ไม่สามารถให้เว็บมันสุ่มๆหาจุดหมาย หาวันที่และราคาที่ถูกที่สุดให้เหมือนอย่างเว็บ Skyscanner ได้

2017-10-03_221427

หน้าฟังก์ชัน Saver fare finder ของเว็บ bahn.com

กลับมาถึงในเรื่องของทริป เหตุผลที่อยากไปที่ Lauterbrunnen นี้ก็เพราะว่าเมื่อหลายปีมาแล้วตอนที่เรามาเที่ยวยุโรปครั้งแรก ตอนนั้นมากับทัวร์ มีโอกาสก็ได้มาเปลี่ยนรถไฟที่สถานี Lauterbrunnen นี้และประทับใจในความสวยงามของหมู่บ้านและภูมิทัศน์รอบๆนั้นมาก แตว่าแทบไม่ได้เดินดูอะไรเลยเพราะต้องตามทัวร์ไปดูจุดหมายต่อไป ครั้งนี้เลยจะกลับมาเอาคืนทุกอย่างที่ควรจะเป็นของทราย 555

20170708_104034.jpg

ถนนสายหลักของหมู่บ้าน Lauterbrunnen มุมเดียวกันกับที่ได้มาเห็นเมื่อหลายปีที่แล้ว มีน้ำตก Staubbachfall ที่มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์ของตัวหมู่บ้านอยู่ในฉากหลัง ตรงท้องฟ้าด้านบนหน้าผาจะเห็นคนสองคนกำลังเล่นโดดร่มกันอยู่ด้วย ท้องฟ้าสีฟ้า แดดส่องเปรี้ยง อากาศดีสุดๆ

สำหรับแผนการเที่ยวในครั้งนี้ ก็จะเป็นการเดินป่าเดินเขาชมวิวชมธรรมชาติ จากการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมา ก็สรุปเส้นทางออกมาเป็นแบบในเว็บนี้ https://www.wikiloc.com/wikiloc/view.do?id=7116804 คือจะเริ่มเดินจากใจกลางหมู่บ้าน Lauterbrunnen ขึ้นมาตามภูเขาผ่านป่าไปจนถึงด้านบนของหน้าผาที่อยู่ด้านขวาในรูป แล้วก็เดินไปตามแนวหน้าผา ตามทางเดินขนาบข้างทางรถไฟไปจนถึงหมู่บ้าน Mürren แล้วก็ค่อยๆเดินลงมาตามเนินเขาจนมาถึงหมู่บ้าน Gimmelwald แล้วหลังจากนั้นค่อยดูอีกทีว่าจะเดินต่อกลับมายังหมู่บ้าน Lauterbrunnen หรือว่าจะนั่งรถกลับมา ซึ่งเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่เราอยากมาเดินด้วยตัวเองมานานแล้ว เพราะว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนเคยเปิดไปดู Google street view ดูแล้ววิวจากเส้นทางฝั่งนั้นมันงามมากกกก อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

2017-10-04_045149.jpg

วันก่อนวันเดินทาง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องเตรียม นอกจากรองเท้าเดินป่าดีๆแล้ว ก็คือเสบียงอาหารสำหรับเอามากินระหว่างทางนี่แหละ เพราะว่าครั้งนี้เราตั้งใจแล้วว่านอกจากค่ารถไฟตั๋วโปรที่จ่ายไปแล้วจะพยายามไม่ใช้เงินอีกเลย ยิ่งกับอาหารนี่ไม่มีทางเพราะว่าแพงมากๆจริงๆ กินอาหารจานนึงราคาเป็นพันบาท 555 วันก่อนหน้าวันเดินทางเราเลยไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของสำหรับมาทำเป็นเสบียงอาหารง่ายๆ ก็คือขนมปังเยอรมัน แฮม (ซื้อแบบรวมมิตรมา มีแฮมชนิดต่างๆ สอดไส้ต่างๆ ทั้งชีส ทั้งพริก ฯลฯ เยอะแยะเลย) ชีสแผ่น แล้วก็เนย พอกลับมาบ้านก็มาทำแซนด์วิชแฮมชีสเก็บใส่กล่อง เตรียมเก็บไว้กินวันพรุ่งนี้ระหว่างทาง

20170707_215556.jpg

น่ากินมั้ยยย

วันเดินทางก็ออกเดินทางแต่เช้าตามเวลาของตั๋วเที่ยวที่ซื้อไว้ นั่งรถไฟหลับๆตื่นๆจนในที่สุดก็มาถึง Lauterbrunnen แล้วจากนี้เราก็จะออกเดินป่ากัน เดี๋ยวไปดูตามรูปเลยดีกว่าโนะ

20170708_082614

พอเข้าประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้วนี่เห็นเด็กๆทหารเดินกันเต็มไปหมด ที่ประเทศสวิตฯนี่เค้าบังคับให้ผู้ชายต้องเกณฑ์ทหารทุกคนนะเนี่ย เป็นโชคดีอย่างที่เกิดที่ไทย ไม่จำเป็นต้องเกณฑ์ทหาร แค่อาจจะต้องเรียนรด. เห็นแล้วก็นึกถึงสมัยยังเรียนรด.อยู่ แต่ว่าคุณภาพชีวิตกับการฝึกทหารที่นี่เทียบกับที่ไทยคงไม่เหมือนกันหรอกมั้ง เดี๋ยวต้องไปหาข้อมูล

 

20170708_104427

20170708_104957

งามแท้แม่ปิง

หลังจากที่มาถึง Lauterbrunnen ก็เดินเร็วๆไปถ่ายรูปตรงมุมมหาชนก่อน แล้วก็เริ่มออกเดินป่าขึ้นไปตามเนินเขา จริงๆอยากเดินเที่ยวหมู่บ้าน แต่ว่าไม่รู้ว่าเดินป่าจะใช้เวลานานแค่ไหนเลยเอาไว้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวขากลับถ้าเหลือเวลาค่อยเดินเที่ยวหมู่บ้านอีกที ขาแรกของการเดินนี้ก็จะเป็นการเดินจาก Lauterbrunnen ขึ้นไปตามเนินเขา เข้าไปในป่าขึ้นไปยังด้านบนของหน้าผาที่ขนาบข้างตัวหมู่บ้านอยู่ ช่วงเริ่มต้นนี้ทางจะค่อนข้างชัน ก่อนมา วางแผนจะมาเดินเป็นสิบกิโล แต่ในความเป็นจริงคือแค่เดินเขึ้นเนินตอนเริ่มต้นมา 100 เมตรก็อยากจะหยุดแล้วเดินกลับแล้ว 5555 ชันเหลือเกิน อากาศช่วงเดือนกรกฎาคมก็ร้อนเหนอะตัวพอๆกับที่ไทยเลย

 

ในช่วงแรกของเส้นทางจะยังไม่ค่อยเห็นวิวอะไรเท่าไหร่ เพราะว่าจะเดินผ่านป่าซะเยอะ แต่ก็จะมีลำธารเล็กๆ แล้วก็น้ำตกอยู่เยอะ เดินไปซักพักก็จะเจอลำธารหรือน้ำตกอีกละ ซึ่งลำธารเหล่านี้ก็จะไหลไปยังหน้าผาตรงข้างๆหมู่บ้านแล้วก็ตกลงมาเป็นน้ำตกขนาดสูงใหญ่นั่นเอง

 

ช่วงที่สองของเส้นทาง จะเป็นช่วงที่เราขึ้นมาถึงด้านบนๆแล้ว จะมีบางจุดที่จะเป็นลานหญ้ากว้างๆ ซึ่งจากตรงนั้นเราก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์อันใหญ่โตมโหฬารตระการตาที่ตรงบริเวณยอดถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก สวยมากๆ ช่วยคลายความเหนื่อยไปได้นิดหน่อย แล้วพอผ่านไปอีกนิดนึง เส้นทางของเราก็จะมาประจบกับเส้นทางเดินที่ขนาบข้างไปตามทางรถไฟบนเขา หลังจากนี้ก็จะเดินสบายๆละ ทางมันจะเป็นทางแนวราบยาวไปจนถึงหมู่บ้าน Mürren ถ้าใครไม่อยากเดินขึ้นเขา จาก Lauterbrunnen ก็สามารถนั่งรถรางขึ้นมาถึงสถานี Grütschalp แล้วก็ออกเดินจากจุดนั้นไปยัง Mürren ได้ หรือจะนั่งรถไฟไป Mürren ก็ได้

 

และแล้วเราก็จะมาถึงหมู่บ้าน Mürren ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆบนเขาที่สวยมาก จากจุดนี้เราสามารถนั่งรถรางหรือว่าเดินตามเส้นทางเดินเขาไปเที่ยวต่อได้อีกหลายเส้นทาง แต่เราเลือกที่จะเดินลงมาตามเนินเขา เพื่อไปยังหมู่บ้านบนเขาที่เล็กกว่า ที่ชื่อ Gimmelwald ซึ่งเส้นทางช่วงนี้แหละ ที่เราตั้งใจจะมาเดินโดยเฉพาะ

20170708_133005

มาถึง Mürren แล้ว

 

 

20170708_142028.jpg

อยากมาพักอยู่บ้านนี้ซักอาทิตย์นึง

ทางเดินลงจาก Mürren ไปยัง Gimmelwald จะเป็นทางเดินซิกแซกไปมาลัดเลาะลงมาตามเนินเขา ตรงนี้พื้นที่รอบๆจะเป็นลานหญ้าโล่งๆ สามารถมองเห็นภูเขาลูกใหญ่มหึมาที่รายล้อมอยู่รอบๆได้อย่างเต็มตาเลย วิวสวยมากๆ เดินไม่ยากด้วยเพราะเป็นถนนลาดยางและเป็นทางเดินลง พอเดินลงมาจนใกล้ๆถึงหมู่บ้าน Gimmelwald แล้วเราก็นั่งพัก หยิบแซนด์วิชที่เตรียมมาออกมากิน 3-4 ชิ้น พลางดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ แต่เอาจริงๆ เห็นวิวแบบนี้นี่ ความจริงแล้วอากาศร้อนมากนะ แดดส่องแบบเปรี้ยงเลย แถมเดินมานานเหงื่อแตกอีก

20170708_143545

 

ที่หมู่บ้าน Gimmelwald จะมี Hostel แห่งหนึ่งแห่งเดียวในบริเวณรอบๆนี้ตั้งอยู่ มีชื่อว่า Mountain hostel ที่ Mürren จะไม่มี Hostel มีแต่โรงแรมทั่วๆไป แต่ว่าทำเลที่ตั้งของ Mountain hostel นี้ก็ดีมากๆ จากระเบียงหน้า hostel ที่เป็นที่นั่งกินข้าวกับพักผ่อนหย่อนใจนั้นสามารถมองเห็นวิวมุมกว้างลึกลงไปยังหุบเขาด้านล่าง และไกลออกไปยังเทือกเขาหิมะด้านหลังได้อย่างเต็มๆตาเลย ตอนแรกเราก็คิดอยู่ว่าจะมาค้างคืนที่นี่ดีมั้ย แต่ว่าคืนนึงก็ปาไป 1500 บาท เป็นห้องแบบนอนรวม 16 คนด้วย เลยเอาไว้คราวหน้าดีกว่า

 

 

ตอนเรามาถึง Gimmelwald ฝนเริ่มตกปรอยๆ ดูแผนที่แล้วถ้าจะเดินจากจุดนี้ลงไปอีกจนไปถึงด้านล่างนี่ยังเหลือระยะทางอีกไกลอยู่ แถมส่วนใหญ่ก็จะเดินผ่านป่า คงไม่ค่อยมีวิวอะไรให้ดูเท่าไหร่ แถมเหนื่อยแล้วด้วยแล้วฝนยังตกอีก เลยตัดสินใจนั่งกระเช้ากลับลงไปยังด้านล่างของหุบเขาไปยังสถานี Stechelberg เสร็จแล้วก็ออกเดินไปตามทางราบๆย้อนกลับไปยัง Lauterbrunnen แต่พอออกเดินมาได้ 5 นาที ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่เลย 555 เลยกลับเข้ามาหลบฝนตรงใต้สถานีกระเช้า

 

 

หลังจากที่หลบฝนไปได้ซักพัก แต่ฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก อากาศก็หนาวๆชื้นๆ เราเลยตัดสินใจนั่งรถบัสกลับไปยัง Lauterbrunnen ละกัน แล้วก็เดินเล่นในหมู่บ้านอีกซักพัก

 

20170708_183146

มุมมหาชนในอารมณ์มืดครึ้ม ฝนตก

พอกลับมาถึง Lauterbrunnen แล้วเราก็ยังมีเวลาเหลืออีกซักพักก่อนที่จะถึงรอบรถไฟกลับ เลยถือโอกาสเดินไปเที่ยวน้ำตก Staubbach ด้วยเลยก่อนจะกลับมาขึ้นรถไฟ

 

staubbach-falls-original-38148

น้ำตก Staubbach แบบภาพโปรโมตจากเน็ต

 

แล้วในที่สุดก็จบหนึ่งวันอันอัดแน่นไปด้วยการเดินที่ Lauterbrunnen นี้ น่าเสียดายนิดนึงตรงที่ฝนตกตอนเย็นๆ ท้องฟ้าตั้งแต่ช่วงบ่ายไปเลยมีเมฆมากหน่อยด้วย แต่ว่าวิวที่ได้ก็ยังสวยน่าประทับใจมาก เป็นหนึ่งใน Must see ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่แทบจะทุกคนที่มาเที่ยวประเทศนี้ต้องมาเยี่ยมเยือนแถบๆหมู่บ้านนี้ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าดีใจ คือแซนด์วิชที่เตรียมมายังเหลืออยู่ เก็บไว้กินเป็นมื้อเย็นบนรถไฟขากลับได้ แถมพอกินมื้อเย็นเสร็จแล้วก็ยังเหลืออยู่อีก 1 ชิ้นไว้กินตอนเช้าวันถัดไปอีก คุ้มค่าเงินจริงๆ จำไม่ได้แล้วว่าราคาวัตถุดิบเท่าไหร่ แต่คิดว่าหมดนี้นี่ไม่น่าจะเกิน 5 ยูโร หรือ 200 บาทแน่นอน 555 ก็ขอจบทริปเดินป่าที่ Lauterbrunen ไว้ที่ตรงนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวโพสต์หน้ามาอ่านเรื่องทริป 5 วันในเมือง Budapest ประเทศ Hungary ที่สวยมากๆต่อกันโนะ ส่วนตัวแล้วคิดว่าสวยพอๆกับปารีสเลย เดี๋ยวไว้มาดูรูปกัน

20170708_104828

France 5 Euro Trip: Nantes & ค่าใช้จ่าย

เราเดินทางมาถึงเมือง Nantes ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ตอนเวลาประมาณเที่ยง รถบัสจากเมือง Rennes วิ่งมาจอดที่สถานี Haluchère ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองและเราต้องซื้อตั๋วนั่งรถรางต่อเข้ามายังใจกลางเมืองในราคา 1.6 ยูโร (ราคาค่าโดยสารขนส่งมวลชนที่ประเทศฝรั่งเศสนี่จัดว่าถูกมากๆ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ขนาดที่เยอรมันที่ค่าครองชีพเฉลี่ยถูกกว่านิดหน่อย ค่าโดยสารขนส่งมวลชนยังแพงกว่าเลย ประเทศไทยไม่ต้องพูดถึง เทียบราคากันแล้ว ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยอาจจะถูกกว่า แต่ลองคิดว่าที่ฝรั่งเศส เราจ่ายเงิน 1.6 ยูโร สามารถนั่งไปได้สุดสาย ซึ่งราคานี้ ซื้อแซนวิชที่นั่นยังไมได้เลย แต่ที่ไทย ค่าโดยสาร BTS สูงสุด 57 กินข้าวได้มื้อนึงแล้ว)

โฮสต์จาก Couchsurfing ส่งข้อความมาบอกเราก่อนหน้านี้แล้วว่าวันนี้จะกลับบ้านช้า เราเลยไปเดินเที่ยวในเมืองก่อนเลย สำหรับเมือง Nantes นี้ก็เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ขึ้นมาอีกระดับละ ถึงแม้จะยังสามารถเดินเที่ยวแถวใจกลางเมืองที่ไม่ใหญ่มากได้ แต่ว่าก็ยังมี Landmark อื่นๆกระจัดกระจายออกไปในตัวเมือง แต่ว่าวันนั้นเรามีเวลาแค่ประมาณครึ่งวันก็เลยได้เดินดูแค่แถวๆใจกลางเมือง ไปดูรูปกันเลยดีกว่า เรียงลำดับตามสถานที่ที่เดินผ่าน

เริ่มที่บรรยากาศบริเวณย่านที่อยู่อาศัยด้านนอกใจกลางเมืองก่อน

20170611_135224.jpg

หอคอย LU ของโรงงานบิสกิตเก่าที่ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะและคอนเสิร์ตในปัจจุบัน

ถนน Cours Saint-Pierre กับวิวของ Château des ducs de Bretagne ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ประจำเมือง Nantes ที่ตั้งอยู่ข้างๆ

ที่ปลายสุดของ Cours Saint-Pierre จะเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ชื่อ Place Maréchal-Foch มีเสาใหญ่ๆตั้งอยู่ตรงกลางถนนๆ และมีรูปสลักรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กษัตริย์คนสุดท้ายของฝรั่งเศสก่อนจะเกิดการปฏิวัติของประชาชนตั้งอยู่ด้านบน

ถัดเข้ามาทางทิศใจกลางเมือง ข้างๆ Cours Saint-Pierre จะมีมหาวิหาร Cathedral Of St. Peter and St. Paul ตั้งอยู่ ซึ่งข้างๆตัวมหาวิหารติดกับ Cour Saint-Pierre จะมีซากปรักหักพังของกำแพงเมืองและประตูเมืองเก่าหลงเหลืออยู่ให้เราเห็น มุมนี้เป็นมุมที่เราชอบที่สุดมุมหนึ่งในเมือง Nantes เลย

หลังจากเดินผ่านประตูเมืองเก่าเข้ามาแล้ว เราก็จะมาอยู่ตรงจัตุรัสด้านหน้าของมหาวิหาร และจะได้เห็นด้านหน้าของมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารได้อย่างเต็มตา

20170611_143810

Place Saint-Pierre จัตุรัสด้านหน้ามหาวิหาร

20170611_142802.jpg

Cathedral Of St. Peter and St. Paul

เดินย้อนกลับออกไปเดินเที่ยวด้านในปราสาท Château des ducs de Bretagne ด้านในป้อมปราการของปราสาทจะเป็นลานโล่งๆ มีตึกสามสี่ตึกตั้งอยู่รอบๆ ตึกภายในอาณาเขตของปราสาทแต่ละตึกนั้นจะถูกสร้างขึ้นในคนละยุคหมดเลย ทำให้มีหน้าตาแตกต่างและไม่เข้าพวกกัน

20170611_150112

เราสามารถเดินดูตรงลานด้านในปราสาทและเดินขึ้นไปเดินวนรอบปราสาทตรงทางเดินบนป้อมปราการได้ฟรี แต่ถ้าจะเข้าไปดูด้านในตัวตึกซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์จะต้องเสียค่าเข้า

นอกจากนี้ตรงบริเวณสวนด้านล่างรอบๆปราสาทยังเป็นสวนสาธารณะที่สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจได้

เสร็จจากปราสาทแล้วเราก็เดินเข้าไปสำรวจในตัวใจกลางเมืองต่อ