มหาวิทยาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

Advertisements

Guardian angel

Camera360_2013_7_13_110203

I stood at an old and isolated port, checking all my luggage for the last time. Time was running short and even a short delay could ruin everything I had been planning to do. I tossed away some stuff I would no longer need. Part of it dropped into the still deep blue sea below, causing waves to ripple from the impact. Soon, a stranger would notice the turbulence and know that somebody had got to this pier, but by that time, I would already be sailing away on the ocean in this tiny and shabby wooden boat in front of me.

I unzipped my backpack, laid it in the boat and then loosened the rope securing the boat to the pier. Cold autumn wind blew upon my face as I stepped into the boat. My lips chapped. My eyes were weary and my legs were tired from the long winding road that I had travelled past. I sat quietly, took a deep breath and let my tired eyes rest. The wind kept blowing stronger and stronger, soon running wild just as my thoughts were.

I woke up again by a small drop of water that fell on my cheek. Strong winds had pushed the boat away from the empty pier. I could smell the rain in the air. Far away, a storm was raging angrily while streaks of different shades were dancing gleefully in the gloomy sky, illuminating the dark clouds for a short while. I knew that there was nothing to be afraid of and I would be safe and sound in this boat I had taken. I looked back to the pier for the last time. The stuff that I had left was still there, as well as the trail I had made. Apart from that, everything looked just like how it had always been.

My little boat drifted slowly towards the sun that was setting over the horizon. I laid back and reconsidered all the decisions I had made. Although I was pretty happy about everything, a small part in me still sought for comfort and stability and it gave me butterflies in my stomach. The final remnants of sunlight was scattered across the sky, making everything yellow. I looked up to the sky and saw a flock of seagulls flying. Higher up above, orange clouds were moving rapidly – much quicker that I had ever thought they could. I watched it transforming in astonishment for a while, letting the ray of light shine upon me, then somehow I felt relieved and upbeat. I grabbed a notebook and a pencil out of my backpack, turned to a blank page and started to write something…

Italy Trip: Montepulciano

วันที่ห้าของทริปอิตาลี เราตื่นแต่เช้ามืดอีกครั้ง วิ่งไปวิ่งมาเก็บของลงกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทางแทบไม่ทัน วันนี้เรารู้สึกตื่นเต้นและกังวลเป็นพิเศษเพราะเป็นวันที่โปรแกรมแน่นที่สุดในทริป แถมยังเป็นวันที่เราจะได้ไปเที่ยวแคว้นทัสคานีซึ่งเป็นที่ที่เราอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองซักครั้งหนึ่งในชีวิตมานานแล้วด้วย สิ่งที่กังวลมากที่สุดในวันนี้คือการที่ต้องเดินทางด้วยรถบัสเกือบทั้งวัน กลัวจะหาที่ซื้อตั๋วไม่เจอ กลัวจะหาป้ายรถบัสไม่เจอ กลัวขึ้นรถผิด ฯลฯ กลัวว่ามืดแล้วจะยังไปไม่ถึงเมืองที่ต้องไปพัก 555 แต่ก็หวังว่าข้อมูลที่เตรียมมาไว้และสติจะช่วยให้ทุกสิ่งผ่านไปได้อย่างราบรื่น

20180405_061425.jpg

ตื่นตั้งแต่ยังมืดอยู่เลย อันนี้คือวิวของ Orvieto Scalo และสถานีรถไฟจากด้านบนเขา

โปรแกรมวันนี้คือการเดินทางโดยรถไฟจากสถานีรถไฟ Orvieto ไปยังสถานี Chiusi-Chianciano Terne แล้วก็นั่งรถไฟไปยังเมือง Montepulciano และถ้ามีเวลาและรู้สึกอยากแวะก็จะแวะหมู่บ้าน Chiusi และหมู่บ้าน Chianciano ที่อยู่ระหว่างทางไปด้วย เพราะว่ามันเป็นป้ายที่รถบัสต้องวิ่งผ่านอยู่แล้ว และลองเปิด Google Street View ดูเมืองแล้วมันดูสวยดี แต่ว่าสิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่งคือเมือง Montepulciano เพราะว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ แล้วก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ แถมยังเป็นโลเคชั่นที่ถ่ายทำฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Twilight: New Moon อีกด้วย เป็นฉากเมือง Volterra ที่เป็นเมืองของพวกแวมไพร์ที่ Edward เดินทางมาเพื่อฆ่าตัวตาย แล้ว Bella ก็รีบเดินทางมาช่วย

จากเมือง Montepulciano เราจะเดินทางต่อไปยังหมู่บ้าน San Quirico d’Orcia ซึ่งเป็นหมู่บ้านโบราณเล็กๆที่ตั้งอยู่อยู่ในใจกลางแคว้น Val d’Orcia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคว้น Tuscany แล้วก็จะเดินเท้ามาตามถนนมาถ่ายรูปของ Podere Belvedere ซึ่งเป็นบ้านหลังน้อยที่ถูกล้อมรอบไปด้วยต้นสนไซเปรสที่ตั้งอยู่บนยอดเนินเตี้ยๆกลางทุ่งหญ้าโล่งเตียนกว้างใหญ่ บ้านหลังนี้แหละเป็นมุมมหาชนที่ดังที่สุดมุมหนึ่งของแคว้น Tuscany (และอาจจะของทั้งประเทศอิตาลีเลยด้วย) ซึ่งจริงๆแล้วรูปโปสการ์ดของ Tuscany หลายๆรูปก็เป็นรูปที่ถ่ายจากโลเคชั่นต่างๆในแคว้น Val d’Orcia ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากมาตามรอยรูปโปสการ์ดสวยๆ มุมมหาชนสวยๆของแคว้น Tuscany หรือมาเก็บบรรยากาศของทุ่งหญ้าสั้นๆบนเนินเขาลูกฟูกที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตาที่เป็นภาพจำของแคว้น Tuscany แท้ๆล่ะก็ ต้องมาที่แคว้น Val d’Orcia นี่แหละ ถึงจะเกาให้ถูกที่คัน

9ce9d2a1d417ddaf75295e7a71ab400b.jpg

Podere Belvedere ภาพจากเน็ต

หลังจากถ่ายรูป Podere Belvedere เสร็จ เราก็จะขึ้นรถบัสย้อนกลับไปยังเมือง Pienza ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดังที่สุดเลยก็ว่าได้ของแคว้น Val d’Orcia แล้วเราจะค้างคืนที่นี่ในที่พักที่จองมาจาก AirBNB กัน เป็นไงโปรแกรมเที่ยววันนี้ แน่นมั้ย 555

20180405_160357.jpg

โบสถ์ใหญ่ใจกลางเมือง Pienza

ปัญหาของการเดินทางรถบัสในอิตาลีก็คือ นอกจากจะต้องขึ้นรถให้ถูก และหาที่ซื้อตั๋วให้ถูกแล้ว รอบรถในแต่ละวันยังมีน้อยมากๆ เพราะว่าในประเทศอิตาลี รถบัสท้องถิ่นส่วนใหญ่ของประเทศนี้เค้าไม่ได้มีไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่เค้ามีไว้สำหรับนักเรียนหรือคนทำงานที่ต้องเดินทางไปกลับบ้านกับที่ทำงานหรือโรงเรียนตอนเช้า กลางวันกับเย็น ทำให้จะมีเที่ยวรถบัสแค่ช่วงเช้า กลางวัน เย็น เท่านั้นจริงๆ ระหว่างนั้นจะหายไปหลายชั่วโมงเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะวางแผนเที่ยวในอิตาลีโดยรถบัสเนี่ย ต้องวางแผนรอบที่จะเดินทางมาก่อนล่วงหน้าอย่างดีเลยและวางแผนเผื่อตกรถไว้ด้วย โชคดีที่เราสามารถเช็ครอบรถและราคาของเส้นทางที่เราต้องการจะเดินทางในวันนี้ในเว็บ https://www.busfox.com/timetable/ ได้หมดทุกเส้นทางเลย เพราะว่าเว็บ busfox นี้เป็นเว็บของบริษัท Tiemmespa ที่ให้บริการรถบัสในแคว้น Siena ซึ่งเส้นทางที่เราต้องการเดินทางในวันนี้ก็อยู่ในแคว้น Siena หมดเลยพอดี

20180405_174324.jpg

โบสถ์ใหญ่ใจกลางเมือง San Quirico d’Orcia

เช้าวันนี้รถไฟจาก Orvieto ไป Chiusi-Chianciano ที่เราเล็งไว้ออกเดินทางจาก Orvieto ตอน 7:21 เริ่มวันมาก็เจอปัญหาแล้ว เพราะว่ารถรางเริ่มวิ่งเที่ยวแรกตอน 7:15 ซึ่งเสี่ยงมากที่จะไปถึงสถานีแล้วซื้อตั๋วรถไฟไม่ทัน (แทนที่จะซื้อมาก่อนล่วงหน้าเนอะ มันพลาดตรงนี้) แต่เราก็ดูมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่ามันมีรถบัสจากหน้าสถานีรถรางวิ่งไปยังสถานีรถไฟ แต่ตอนกำลังยืนรออยู่หน้าสถานีรถรางอยู่ดีๆเกิดกลัวขึ้นมา กลัวมันจะไม่มีรถบัสเหมือนที่ดูมา เพราะเราดูมาจากไฟล์ pdf ที่เจอในเน็ตแล้วไม่ได้เก็บไฟล์ไว้ ไม่รู้ว่ามันอัพเดตรึเปล่าด้วย แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่อยากรอขึ้นรถรางตอน 7:15 เพราะกลัวไม่ทัน แต่จะให้เดินลงไปยังสถานีรถไฟ ลองเสิร์ชหาเส้นทางใน Google Maps แล้วมันก็ดูอ้อมโลกไกลมาก เพราะมันแสดงเป็นเส้นทางของรถที่วิ่งอ้อมไปยังฝั่งตรงข้ามของหมู่บ้านแล้วค่อยอ้อมกลับมาฝั่งสถานีรถไฟอีกที ลองออกเดินตามทางไปนิดนึงก็เห็นว่ามันเป็นถนนรถวิ่งที่ไม่มีทางเท้า แล้วรถก็วิ่งผ่านไปเป็นระยะๆ ไฟถนนก็ไม่มีด้วย อันตรายมาก เลยเดินย้อนกลับมาที่สถานีรถรางแล้วก็เดินเลยไปอีกนิดนึง แล้วก็สังเกตเห็นว่ามันมีทางคนเดินเส้นนึงที่ลาดลงไปตามเขา ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าทางนี้มันจะพาไปไหน แต่ก็ลองเดินตามทางไปก่อน เพราะเราคิดว่ามันควรจะต้องมีทางให้คนเดินขึ้นลงเขาสิ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่การเดินทางขึ้นลงเขาโดยรถรางเท่านั้นหรอก (ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าทางมันยาวไปจนถึงข้างล่างเลยรึเปล่าเพราะว่าตอนในใน Google Maps มันแสดงว่าถนนมันไม่เชื่อมกัน พอลองเดินลงไปซักพักก็เจอทางแยกซ้ายขวา มีป้ายบอกว่าทางขวาจะไปฟาร์มสเตย์แห่งหนึ่ง เลยเดินไปทางซ้าย แล้วก็เดินตามทางลงไปเรื่อยๆ มืดอยู่เหมือนกันแต่ก็พอมองเห็นทางอยู่ ทางเส้นนั้นก็พาเราเดินลงมาตามเขา ผ่านทุ่งต้นมะกอก ผ่านบ้านคนสองสามหลัง ระหว่างที่เดินไปก็เปิด Google Maps ดูไปเรื่อยๆว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนแล้ว เดินไปถูกทิศรึเปล่า คือหลังจากที่ออกเดินมาซักพัก GPS ก็แสดงตำแหน่งของตัวเราอยู่บนถนนที่ลากยาวต่อไปยังสถานีรถไฟ ก็เลยวางใจละว่าไปถึงทันแน่ แล้วในที่สุดเราก็เดินลงมาถึงถนนเส้นหลักตรงด้านล่างจริงๆ แล้วก็เดินไปตามไหล่ทางที่ไม่มีทางเท้าไปยังสถานีรถไฟ แต่ตรงนี้ไม่น่ากลัวละเพราะว่าฟ้าเริ่มสว่างแล้ว

แล้วในที่สุดเราก็มาถึงสถานีรถไฟอย่างปลอดภัย! แล้วก็ซื้อตั๋วรถไฟแล้วก็ไปรอขึ้นรถไฟเลย แล้วเราก็เดินทางมาถึงสถานีรถไฟ Chiusi-Chianciano Terme โดยที่รถไฟมาถึงเลทไปประมาณ 6 นาที แต่ก็เลทพอที่จะทำให้เราพลาดรถบัสรอบที่จะทำให้เราพอมีเวลาเดินเที่ยวเมือง Chiusi ได้บ้างไปแล้ว ก็เป็นอันว่าเมืองนี้ก็ตัดทิ้งไป แล้วก็รอรถบัสรอบต่อไปแทน ทีนี้ในส่วนของป้ายรถบัสที่ Chiusi-Chianciano Terme พอเราออกจากสถานีมาให้เดินไปทางซ้ายตามถนนไปซักพักหนึ่งแล้วก็จะเห็นป้ายรถบัสที่มีรถบัสจอดต่อๆกันอยู่ ตรงนั้นแหละก็คือป้ายรถบัส แล้วก็เหมือนเดิม คือตรงด้านบนกระจกหน้าของรถบัสจะมีจุดหมายปลายทางเขียนไว้อยู่ แล้วก็จะมีเลขสายรถบัสเขียนไว้ด้วย ก็ลองมองๆดูว่าคันไหนมีเลขสายและจุดหมายปลายทางอันเดียวกันกับที่เราต้องขึ้น ย้ำว่าต้องเหมือนกันทั้งเลขสายและจุดหมายปลายทาง เพราะบางทีรถบัสบางคันที่มีเลขสายเดียวกันก็อาจจะวิ่งไปไม่ถึงป้ายที่เราอยากจะลง ส่วนในเรื่องของตั๋วรถบัส เราสามารถซื้อได้จากบาร์ที่อยู่ในสถานีรถไฟ เดินเข้าไปในบาร์ ตรงไปยังพนักงานที่อยู่ตรงเครื่องคิดเงินแล้วก็บอกเค้าเลยว่า Bus ticket to… ที่ไหนก็ว่าไป จำนวนกี่ใบก็ว่าไป แล้วก็อย่าลืมประทับตราตั๋วที่เครื่องประทับตราข้างๆคนขับรถบัสหลังจากขึ้นรถมาแล้วด้วยล่ะ

แล้วรถบัสท้องถิ่นคนนี้ก็พาเราออกเดินทางจากสถานีรถไฟ Chiusi-Chianciano Terme เข้าไปยังชนบทของทุ่ง Tuscany ช่วงนี้เราก็จะเริ่มเห็นภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้าเนินเขาที่สูงๆต่ำๆเหมือนคลื่นบ้างละ แต่ก็จะยังมีต้นไม้ขึ้นเยอะอยู่ ไม่ได้เป็นแค่ทุ่งหญ้าล้วนๆแบบที่เราอยากมาดู ตอนนั้นก็แอบใจเสียนิดนึง กลัวว่าภาพที่เคยเห็นว่าสวยๆเนี่ย จริงๆแล้วอาจจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆของมุมมหาชนรึเปล่า หรืออาจจะสวยเพราะผ่านการแต่งรูปมาแล้ว 10 โปรแกรมรึเปล่า

หลังจากขึ้นรถบัสมาซักพักนึง เริ่มจะเห็นตัวเมือง Montepulciano ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอยู่ไกลๆแล้ว เราก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย แล้วเมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติอีกครั้ง เพราะว่าวิวของ Montepulciano ที่เห็นอยู่เมื่อกี๊มันหายไปไหนแล้ว!!!????? เปิด Google Maps ดูซิว่าตอนนี้เราอยู่ไหนแล้ว ปรากฏว่าเลยเมือง Montepulciano ไปแล้วจ้าาาาา panic at the disco อีกครั้ง เมื่อวานก็นึกว่านั่งรถเลยป้ายไปรอบนึงแล้ว วันนี้น่าจะไม่รอดซะแล้ว ดูในแผนที่ เมืองที่อยู่ถัดไปคือเมือง Caggiole ลองเสิร์ชหารอบรถบัสจาก Caggiole กลับมายัง Montepulciano ด้วยความเร็วสูง เอาวะคิดซะว่าได้เที่ยวเมืองเล็กๆบ้านๆแบบพื้นเมืองอิตาลีอย่างแท้ทรูเพิ่มอีกเมืองละกัน เสิร์ชเสร็จเปิดดู Google Maps อีกรอบ แล้วก็เปิดกลับไปดูรอบรถ แล้วก็เปิดกลับมาดู Google Maps เอ๊ะแต่! รู้สึกว่าตำแหน่งของเรามันเคลื่อนห่างจาก Caggiole ออกมามากกว่าเมื่อกี๊นะ เอ๊ะหรือว่าป้ายต่อไปจะไม่ใช่ Caggiole แล้วถ้างั้นจะเป็นเมืองอะไรอะ หื้มมม แล้วตอนนี้เรากำลังวิ่งไปไหน ดูไปดูมา อ้าว ปรากฏว่าเรากำลังวิ่งไปยัง Montepulciano ว่ะ 555555 ถอนหายใจ 99 ครั้งด้วยความโล่งอกอีกรอบ สรุปว่ารถบัสวิ่งอ้อมอีกแล้วจ้า เล่นเอาใจหายใจคว่ำกันหมดอีกแล้วนะ

แล้วเราก็เดินทางมาถึงเมือง Montepulciano อย่างสวัสดิภาพ ซึ่งมันก็เป็นสถานีปลายทางอยู่แล้ว ลืมไปอีกแล้วว่ามันเป็นสถานีปลายทาง ที่ Montepulciano นี่รถบัสจะวิ่งมาจอดตรงสถานีรถบัสส่วนกลางที่อยู่ตรงข้างๆตัวเมือง ตรงนี้ก็จะมีรถบัสสายอื่นๆอีกมากมายจอดรวมกันอยู่ ตั๋วรถบัสเราก็สามารถซื้อจากที่นี่ได้เลย หลังจากลงรถแล้วเราก็เลยเดินมาซื้อตั๋วก่อนเลยที่บาร์ด้านในอาคารเล็กๆตรงลานจอดรถบัส ซื้อเสร็จแล้วเราก็เริ่มออกเดินเที่ยวเมือง สำหรับเมือง Montepulciano นี้เรามีเวลาเดินเที่ยวตั้งเกือบ 5 ชั่วโมงแน่ะเพราะว่าเราตัดสินใจไม่แวะที่เมือง Chianciano ระหว่างทาง ก็คือเดินเที่ยวไปชิวๆเลย อ้อยอิ่งแค่ไหนก็ได้ตามสบาย

เมือง Montepulciano เป็นอีกเมืองหนึ่งในทริปนี้ที่เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนภูเขา แต่คราวนี้จะเป็นภูเขาจริงๆ ก็คือพอเข้าไปในเมือง ถนนมันก็จะขึ้นๆลงๆไปตามเนินเขา ก็เดินขึ้นๆลงๆกันสนุกอะ แต่ถ้าใครไม่ชอบเดินก็อาจจะเหนื่อยได้ ตัวสถานีรถบัสจะตั้งอยู่ตรงพื้นดินด้านล่างข้างๆเนินเขาที่หมู่บ้านตั้งอยู่ จากสถานีรถบัสเราจึงต้องเดินขึ้นเขาไปอีกนิดนึง แต่ก็ไม่ไกล เพราะว่าตัวเมืองเก่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ตรงเนินเขาเตี้ยๆแล้ว แล้วก็ทอดยาวตามเนินเขาขึ้นไปยันบริเวณยอดเขา

เมือง Montepulciano นี้ก็มีบรรยากาศคล้ายๆกับเมือง Orvieto แต่จะใหญ่กว่า ตึกรามบ้านช่องจะใหญ่กว่า หนาแน่นกว่า แล้วก็มีบรรยากาศคึกคักมากกว่านิดนึง นักท่องเที่ยวจะเยอะกว่า ร้านรวงต่างๆก็เยอะกว่า สิ่งที่ต้องมาดูเมื่อมาถึง Montepulciano ก็คือจัตุรัสตรงหน้าอาคารศาลากลาง ซึ่งมีชื่อว่า Piazza Grande ซึ่งจัตุรัสนี้ก็ถูกล้อมรอบไปด้วยอาคารเก่าแก่ที่ใหญ่โตและสวยมากทั้ง 4 ด้าน อาคารที่สำคัญก็จะเป็นมหาวิหาร Cattedrale di Santa Maria Assunta ที่อยู่ทางฝั่งทิศใต้ แล้วก็อาคารศาลากลาง หรือ Palazzo Comunale ที่อยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกที่มีหอคอยสูงที่เราสามารถเสียเงินขึ้นไปดูวิวด้านบนได้

ไหนๆก็มีเวลาตั้งเกือบ 5 ชั่วโมงแล้ว เราเลยขึ้นไปดูวิวที่ด้านบนหอคอยของ Palazzo Comunale ซะหน่อย ซึ่งค่าขึ้นก็จะเป็น 5 ยูโร แล้วก็จะมีใบที่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาคาร Palazzo Comunale และข้อมูลที่บอกว่าวิวที่เห็นอะไรเป็นอะไรบ้างมาให้ด้วย พอจ่ายค่าขึ้นเสร็จแล้วก็เดินขึ้นบันไดไปได้เลย ระหว่างที่ขึ้นไปทีละชั้นเราก็อาจจะได้เห็นชาวเมืองที่มาเข้าคิวรอใช้บริการบางอย่างที่อาคารศาลากลางนี้ คือมันก็ไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเดียวไง มันก็เป็นอาคารที่ทำการของรัฐที่มีคนมาใช้บริการจริงๆด้วย ก็ได้บรรยากาศพื้นเมืองดี จินตนาการว่าตัวเองกำลังจะมาทำบัตรประชาชนที่นี่เหมือนกัน

หลังจากที่ชมวิวเสร็จแล้วเราก็เริ่มหิวข้าว เพราะว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย วันนี้ก็มากินที่ร้านที่เล็งมาก่อนหน้านี้แล้วจาก Tripadvisor เหมือนกัน ร้านนี้ชื่อว่า La casa di Edel – da Baffo ที่อยู่ที่ Via di Voltaia Nel Corso, 22, 53045 Montepulciano SI ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ดูท่าแล้วน่าจะเป็นกิจการในครอบครัวที่พ่อครัวแม่ครัวกับพนักงานเสิร์ฟก็เป็นพ่อแม่ลูกกันนี่แหละ ร้านนี้ก็จะขายแฮมเบอร์เกอร์สไตล์อิตาเลียน ก็จะใช้วัตถุดิบที่เป็นสไตล์อาหารอิตาเลียนล้วนๆ ชีส เนื้อ ผัก ขนมปังอะไรงี้ก็จะเป็นของท้องถิ่น คือไม่เหมือนแฮมเบอร์เกอร์สไตล์อเมริกันที่เราเคยกินเลย แต่ก็อร่อยดี ราคาก็ไม่แพงมาก จัดว่าเป็นอาหารรองเท้าที่อยู่ท้องอยู่

หลังจากกินเสร็จเราก็เดินเตร็ดเตร่อีกซักพัก แวะไปเดินแถวถนน Ruga di Mezzo กับถนน Ruga di Fuori ที่ดูแล้วน่าจะเป็นย่านที่อยู่อาศัยล้วนๆ เพราะว่าไม่มีร้านค้าอะไรเลย เสร็จแล้วก็เดินลงเขากลับไปรอขึ้นรถบัสที่สถานีรถบัส ตอนที่เรามาถึงนี่สถานีรถบัสนี่เต็มมมไปด้วยเด็กนักเรียนที่กำลังจะเดินทางกลับบ้านหลังโรงเรียนเลิก หันไปทางไหนก็มีแต่เด็กนักเรียนส่งเสียงคุยกันดังช้งเช้งๆ รู้สึกเป็นแกะดำมาก เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่พอ ยังอายุมากกว่าคนอื่นเค้าอีก 555 ด้วยความที่ไม่อยากยืนอยู่ท่ามกลางเด็กดงเด็กฝรั่ง เลยรีบๆเดินหารถบัสสายที่เราต้องขึ้น แล้วก็เจอละรถคันนึงที่ตรงด้านบนของกระจกหน้ามีข้อความว่า 112 Pienza ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในทิศที่เราจะเดินทางไปพอดี ก็เลยเดินขึ้นไปเลย แล้วก็อย่าลืม! ประทับตราตั๋วรถบัสที่เครื่องประทับตราตรงข้างๆคนขับก่อนแล้วค่อยเดินไปนั่ง

ในรถที่เราขึ้นไปนั่งก็มีแต่เด็กนักเรียนทั้งนั้นเหมือนกัน นั่งรอในรถอยู่ซักพักรถบัสก็ออกเดินทางไปยังเมือง Pienza ระหว่างทางเราก็ผล็อยหลับไปอีกรอบ แต่คราวนี้หลับแป๊บเดียว ตื่นมายัง have สติอยู่ 555 นั่งรถแป๊บเดียวรถก็มาถึงเมือง Pienza แต่ว่าเรายังต้องนั่งต่อไปอีก เพราะเราตั้งใจจะไปลงที่เมือง San Quirico d’Orcia ที่อยู่ถัดออกไป แต่ว่าพอรถจอดที่ป้ายรถที่ Pienza ผู้โดยสารคนอื่นๆก็เดินลงกันหมดเลย แล้วคนขับก็หันมามองเราแบบแปลกๆ เราเห็นท่าไม่ดีเลยเดินไปบอกคนขับว่าจะลงที่ San Quirico d’Orcia คนขับก็บอกด้วยภาษาอังกฤษตะกุกตะกักๆว่าคันนี้ไม่ได้ไป คันนี้จอดปลายทางที่เมืองนี้ คุณต้องรอคันหน้า รอที่ป้ายนี้แหละ อีกประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็นึกได้ว่าเอ้อจริงด้วย ตอนที่เราดูป้ายบอกสายรถบัสตอนก่อนขึ้นรถบัส เลขที่สายมันถูก แต่ว่าปลายทางมันบอกว่า Pienza ซึ่งมันอยู่ก่อนหน้าเมือง San Quirico d’Orcia นี่หว่า โอ๊ย ตายๆๆๆ ตีตัวเองสิบทีโทษฐานที่ไม่รอบคอบ แต่แล้วทีนี้เราจะทำยังไงต่อ เดี๋ยวไว้มาติดตามต่อในโพสต์หน้ากันโนะ 555

20180405_120508.jpg

Italy Trip: Civita di Bagnoregio

Civita di Bagnoregio หรือชื่อสั้นๆว่า Civita เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กๆ ซึ่งจะเรียกว่าเขาก็ไม่เชิงอีก เพราะก็เหมือนกับ Orvieto มันเหมือนกับแผ่นดินที่หมู่บ้านตั้งอยู่มันยกตัวสูงขึ้นมาจากแผ่นดินรอบๆ แล้วก็มีเพียงแค่สะพานหินสะพานเดียวที่เชื่อมตัวหมู่บ้านเข้ากับเมือง Bagnoregio ที่อยู่ใกล้ๆ

เมื่อก่อน แผ่นดินระหว่างหมู่บ้าน Civita กับเมือง Bagnoregio จะเชื่อมกันเป็นแผ่นดินเดียวกัน และตัวใจกลางเมือง ใจกลางความเจริญจะอยู่ตรง Civita แต่วันคืนผ่านไป ผ่านมากว่า 2500 ปี เดี๋ยวแผ่นดินไหวบ้าง โดนฝน โดนลมกัดเซาะบ้าง ดินถล่มบ้าง ทำให้พื้นดินของตัวเมือง Civita ในอดีตค่อยๆถล่มหายไปเรื่อยๆ หายไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก เหลือเป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆที่มีบ้านอยู่เป็นจำนวนแค่หยิบมือในปัจจุบัน ความเจริญก็ย้ายไปอยู่ในเมือง Bagnoregio แทน ผู้อยู่อาศัยก็พากันอพยพออกไปหมด ทำให้หมู่บ้านนี้ถูกขนานนามว่าเป็นเพียงเมืองที่กำลังจะตาย หรือ The dying city

โชคดีที่ยังมีคนที่ยังมีความพยายามที่จะอนุรักษ์หมู่บ้านนี้ให้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ทำให้มีการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างตัวหมู่บ้านกับเมือง Bagnoregio ขึ้นมา กลายเป็นหนทางติดต่อสู่โลกภายนอกเพียงหนทางเดียวในปัจจุบัน (นอกจากจะไต่เขาลงไปแล้วเดินทะลุป่าเอาอะนะ) สะพานเชื่อมตัวหมู่บ้านนี้ก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน เดี๋ยวก็พังลงเพราะภัยธรรมชาติบ้าง เดี๋ยวโดนถล่มตอนสงครามบ้าง แต่ว่าก็มีการบูรณะสะพานแห่งหนึ่งแห่งเดียวนี้มาตลอดๆ จนเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้ถึงได้มีการสร้างสะพานหินที่มั่นคงขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีการโปรโมตการท่องเที่ยวของตัวหมู่บ้านและการเก็บค่าเข้าหมู่บ้านคนละ 3 ยูโร ด้วยความสวยงามของพื้นที่รอบข้างและทำเลที่ตั้งที่แปลกประหลาดของหมู่บ้าน ทำให้ทุกวันนี้หมู่บ้าน Civita กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของประเทศอิตาลีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาจากทั่วทุกมุมโลก แล้วเมืองที่กำลังจะตายแห่งนี้ ก็ถูกขนานนามอีกครั้งด้วยชื่อใหม่ ว่าเป็นเมืองที่จะต้องมีชีวิต หรือ The city that must live

การเดินทางมายังหมู่บ้าน Civita di Bagnoregio ถ้าขับรถมาเราสามารถจอดรถที่ที่จอดรถในเมือง Bagnoregio หรือจะขับรถทะลุตัวเมืองต่อมาจอดที่ที่จอดรถตรงจุดเริ่มต้นสะพานหินก็ได้ ส่วนถ้าเดินทางมาโดยขนส่งมวลชนสาธารณะ เราต้องเดินทางมายังเมือง Orvieto ก่อน แล้วจากเมือง Orvieto ก็นั่งรถบัสไปยังเมือง Bagnoregio (เที่ยวละ 2.2 ยูโร) และจาก Bagnoregio เราจะเดินผ่านตัวเมืองยาวๆไปถึง Civita เลยก็ได้ หรือถ้าไม่อยากเดินก็สามารถนั่งรถมินิบัส (ตั๋วไปกลับ 1 ยูโร) ไปได้ จะประหยัดเวลาไปได้ประมาณ 20 นาที รถมินิบัสจะไปจอดตรงที่จอดรถหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งจากตรงนั้นเราต้องเดินต่อไปอีกนิดกว่าจะไปถึงจุดเริ่มต้นสะพานหิน ตรงใกล้ๆจุดเริ่มต้นสะพานหินจะมีห้องขายตั๋วเข้าชมเมืองอยู่ จ่ายเงินซื้อตั๋ว 3 ยูโร แล้วก็เดินไปหาคนตรวจตั๋วที่ยืนอยู่ตรงจุดเริ่มต้นสะพานหิน เค้าจะฉีกตั๋วเรา เสร็จแล้วเราก็เดินเข้าไปยังสะพานหิน ขึ้นไปยังตัวหมู่บ้าน Civita ได้เลย

ตารางเวลารถบัสระหว่าง Orvieto กับ Bagnoregio

Orvieto to Bagnoregio
จาก Orvieto 6:20 7:25% 7:50% 12:45 14:00% 15:45 17:40% 18:20
มาถึง Bagnoregio 7:15 8:10% 8:40% 13:40 14:45% 16:35 18:53% 19:22
Bagnoregio to Orvieto
จาก Bagnoregio 5:30 6:35% 7:00 9:55 10:10% 13:00 13:35% 14:40 17:25
มาถึง Orvieto 6:15 7:15% 7:45 10:45 11:15% 13:45 14:25% 15:20 18:20

*ช่องที่มีเครื่องหมาย % คือรถบัสจะวิ่งในเวลานี้แค่ช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม (เดือนกันยายนถึงเดือนพฤษภาคม)

**รอบรถบัส เส้นทางการวิ่ง และราคา สามารถเช็คออนไลน์ได้ด้วยที่เว็บนี้

***ในตารางเวลานี้ รถบัสจาก Orvieto จะออกเดินทางจากป้าย Piazza Cahen ตรงด้านบนเขา แต่ว่ารถบัสจะวิ่งลงไปที่สถานีรถไฟ Orvieto ด้วย แล้วค่อยออกเดินทางต่อไปยัง Bagnoregio ระยะเวลาจาก Piazza Cahen ไปจนถึงสถานีรถไฟ Orvieto คือ 10 นาที ถ้าใครอยากจะขึ้นรถบัสที่ Piazza Cahen ก็ต้องซื้อตั๋วมาก่อนล่วงหน้าจากสถานีรถไฟแล้ว เพราะว่าตรงด้านบนเขาจะไม่มีที่ขายตั๋วของรถบัสเส้นทางนี้ (บริษัทรถบัสที่ให้บริการรถบัสสายต่างๆใน Orvieto จะมีบริษัท Busitalia กับ Cotral ซึ่ง Busitalia ก็จะให้บริการเส้นทางรถบัสที่วิ่งในตัวเมืองด้านบนเขา กับบริการรถราง ซึ่งเราสามารถซื้อตั๋วได้จากเจ้าหน้าที่ที่สถานีรถรางด้านบนเขา หรือจากเจ้าหน้าที่ที่ Tourist Information Center ที่อยู่ตรงข้างๆสถานีรถรางด้านบนเขา ส่วนรถบัสที่วิ่งไป Bagnoregio จะให้บริการโดย Cotral ซึ่งตั๋วรถบัสของบริษัทนี้ เราสามารถซื้อได้แค่ที่สถานีรถไฟที่อยู่ตรงตีนเขาเท่านั้น)

****ป้ายรถบัส Piazza Cahen ของรถบัสที่วิ่งไป Bagnoregio จะไม่ได้อยู่ตรงด้านหน้าสถานีรถราง แต่จะอยู่ตรงที่จอดรถสาธารณะที่ชื่อว่า “Ex-Caserma Parking” ที่อยู่ใกล้ๆกับสถานีรถราง

วันเดินทาง เราเดินทางจากด้านบนเมือง Orvieto ลงไปยังสถานีรถรางด้านล่างก่อน ซึ่งจากฝั่งด้านบนนี้เราสามารถซื้อตั๋วรถรางได้ที่เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ในห้องด้านในสถานีรถรางเลย แต่ทีนี้พอเราไปถึงด้านล่างแล้ว สำหรับตั๋วรถบัสสำหรับเดินทางไป Bagnoregio นั้น เราต้องไปซื้อที่บาร์ที่อยู่ในสถานีรถไฟ คือถ้าหันหน้าเข้าสถานีรถไฟ บาร์จะอยู่ทางซ้าย พอเข้าไปในบาร์แล้วจะเห็นเคาน์เตอร์เก็บเงินอยู่ ตารางเวลาของรถบัสสำหรับเดินทางไป Bagnoregio จะอยู่ตรงบริเวณที่นั่งของลูกค้าบริเวณเล็กๆที่อยู่ทางซ้ายของเคาน์เตอร์เก็บเงิน แปะอยู่บนผนัง เราสามารถไปเช็คเวลาเดินทางอีกรอบเพื่อความชัวร์ตรงนั้นก่อนได้ แล้วก็เดินมาซื้อตั๋วกับพนักงานที่ประจำอยู่ตรงเครื่องคิดเงินตรงเคาน์เตอร์ได้เลย บอกว่า bus ticket to Bagnoregio จำนวนเท่าไหร่ๆก็ว่าไป (Bagnoregio อ่านว่า บันโยเรโจ ส่วน Civita อ่านว่า ศรีริต้า เอ้ยไม่ใช่ อ่านว่า ชีวีตา (ตลกแมะ)) เค้าก็จะให้ตั๋วมาตามจำนวนคน (ตั๋วใบละ 2.2 ยูโร)

เสร็จแล้วก็ไปรอรถตรงด้านหน้าสถานีรถราง รถไป Bagnoregio ก็จะหน้าตาเหมือนรถทัวร์ไทยคันใหญ่ๆ สีฟ้า มีสัญลักษณ์บริษัท Cotral อยู่ข้างๆ แล้วตรงด้านบนกระจกหน้าก็จะมีป้ายบอกจุดหมายปลายทาง ซึ่งก็คือ Bagnoregio นั่นเอง พอเห็นรถวิ่งมาแล้วเพื่อความชัวร์ก็ควรโบกมือให้รถจอดหน่อยนะ 555 แล้วพอขึ้นรถไปแล้ว ก่อนอื่นก็ต้องประทับตราตั๋วก่อน โดยการสอดตั๋วลงไปในเครื่องประทับตราเล็กๆที่อยู่ตรงข้างคนขับ เสร็จแล้วก็เลือกที่นั่งตามอัธยาศัยได้เลย

รถบัสจะออกวิ่งไปทางทิศใต้ก่อน แล้วก็จะวิ่งผ่านถนนซิกแซ็กขึ้นเขา ซึ่งในระหว่างนี้เราก็จะได้เห็นวิวของเมือง Orvieto ทั้งเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงบนยอดเขาแบบเต็มๆตา (แนะนำให้นั่งฝั่งขวา จะเห็นชัดกว่า)

รถบัสจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมงนิดๆ ขึ้นอยู่กับว่าสายนั้นจะเดินทางผ่านเมืองไหนบ้าง ป้ายสุดท้ายก่อนจะถึง Bagnoregio ของบางสาย (ไม่แน่ใจว่าทุกสายเลยรึเปล่า สายที่เรานั่งตอนนั้นออกจากสถานีรถไฟ Orvieto ตอน 8:00) จะเป็นเมือง Lubriano ซึ่งจากเมืองนี้ เราจะเห็นวิวของหมู่บ้าน Civita จากด้านข้าง ซึ่งสวยมากๆเหมือนกัน เหมือนกับในเรื่อง Avatar เลย คือเป็นหมู่บ้านบนหินที่ลอยอยู่ในอากาศ แล้วก็มีสะพานเชื่อมอยู่กับแผ่นดินใหญ่ วิวนี้จะเห็นได้ทั้งจากที่นั่งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเลยเพราะว่ารถจะวิ่งเข้าหมู่บ้านแล้วก็วิ่งออกจากหมู่บ้านผ่านเส้นทางเดิม

20180404_082721

วิวของ Civita di Bagnoregio จากเมือง Lubriano

แล้วสุดท้ายรถบัสก็จะมาจอดตรงป้ายรถบัสธรรมดาๆป้ายหนึ่งในเมือง Bagnoregio จากป้ายรถบัสเราสามารถเดินผ่านตัวเมือง Bagnoregio ที่สวยและโบราณน่าเดินเที่ยวเหมือนกันไปจนถึงหมู่บ้าน Civita ได้ ระยะทางจากป้ายรถเมล์ถึงจุดเริ่มต้นสะพานหินประมาณ 1.6 กิโลเมตร หรือถ้าอยากจะนั่งรถมินิบัสไป ก็ต้องเดินไปอีกนิดนึงไปที่ลานจอดรถใกล้ๆ ที่ “Piazzale Battaglini” พอเดินไปถึง ทางขวามือของเราจะเป็นร้านขายของที่ระลึก ส่วนทางซ้ายมือของเราจะเป็นป้ายรถมินิบัสไป Civita ด้านในป้ายรถจะมีตารางเวลารถมินิบัสบอกอยู่ แต่ว่ารถมินิบัสจะไปจอดอยู่ตรงกลางๆลานจอดรถ ไม่ได้จอดตรงหน้าป้ายรถเป๊ะๆ ถ้าไม่แน่ใจก็ถามคนขับได้ว่าไป “ชีวีตา” รึเปล่า ถ้าใช่ก็ซื้อตั๋วกับคนขับเลย คนละ 1 ยูโร เป็นตั๋วไปกลับ เก็บตั๋วไว้ใช้ตอนขากลับจาก Civita ด้วย

รถบัสจะวิ่งผ่านตัวเมือง Bagnoregio มาจอดที่ลานจอดรถ “Parcheggio Civita di Bagnoregio” ข้างๆกับลานจอดรถจะมีร้านอาหารกับจุดชมวิว ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดแรกที่เราจะได้เห็นวิวของ Civita และภูมิประเทศรอบๆแบบเต็มๆตา จากจุดนั้นเราต้องเดินเท้าไปตามถนนรถยนต์ไปอีกซักพักถึงจะไปถึงสะพานหิน ตรงข้างๆสะพานหินก็จะมีที่จอดรถอีกที่นึงที่เราสามารถขับรถเลี้ยวออกจาก Parcheggio Civita di Bagnoregio ออกมาแล้วขับตามถนนต่อมาจอดที่นี่ได้ ตรงใกล้ๆจุดเริ่มต้นสะพานหินจะมีห้องขายตั๋วเข้าชมเมืองอยู่ จ่ายเงินซื้อตั๋ว 3 ยูโร แล้วก็เดินไปหาคนตรวจตั๋วที่ยืนอยู่ตรงจุดเริ่มต้นสะพานหิน เค้าจะฉีกตั๋วเรา เสร็จแล้วเราก็เดินเข้าไปยังสะพานหิน ขึ้นไปยังตัวหมู่บ้าน Civita ได้เลย

ระหว่างที่เดินไปตามสะพานหิน เราก็จะได้เห็นภูมิประเทศโดยรอบแบบ 360 องศา ซึ่งเราว่าก็สวยไม่แพ้ตัวหมู่บ้านเองเลย เราจะได้เห็นร่องรอยการกัดเซาะต่างๆบนเนินเขาลูกนั้นลูกนี้ ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่สวยงามแปลกตามาก นอกจากนี้เราก็จะเห็นส่วนหนึ่งของเมือง Lubriano ที่เราเพิ่งนั่งรถผ่านไปอยู่ทางซ้ายมือด้วย ทางเดินบนสะพานนั้นช่วงแรกๆจะไม่ค่อยชันมาก แต่พอช่วงใกล้ๆถึงหมู่บ้านจะค่อนข้างชันนิดนึง แต่ก็เดินได้สบายๆ

แต่ตอนที่อีกไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงตัวหมู่บ้านแล้ว เราก็เจอกับอุปสรรคที่ทำให้เราไม่สามารถเดินไปต่อได้ ซึ่งก็คือ!!! กับดักแมว!!!!! อยู่ดีๆมีแมวโผล่มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะเลย ไม่กลัวคนด้วย ตอนแรกเห็นออกมาแค่ตัวเดียวมาเดินด้อมๆมองๆบนเนินเขา อีกซักพักโผล่มาอีกตัวนึง วิ่งมาคลอเคลียกับแมวตัวแรก อีกซักพักโผล่มาอีกตัวละ ออกมาแล้วก็มานั่งทำหน้าเบื่อโลกมองแมวสองตัวแรกคลอเคลียกัน ยัง! ยังมีอีก อีกซักพักนึงมีแมวสีเทาหน้าดุค่อยๆเดินวางก้ามออกมาจากประตูหมู่บ้าน เดินเข้ามาหาแมวสามตัวแรก ทีนี้พอแมวสามตัวแรกหันไปเห็นแมวตัวที่สี่ก็แตกฮือไปคนละทิศละทางเลย แล้วแมวตัวที่สี่ก็วิ่งแฮ่เข้าใส่แมวตัวที่สามที่ตอนแรกหยุดแล้วหันกลับมามองให้วิ่งหนีไปอีก ยังไม่หมด!! ยังมีแมวตัวที่ห้าเดินออกมาอีก ตัวนี้หน้าตาคล้ายๆแมวตัวที่สี่ เดินออกมาอย่างโนสนโนแคร์แล้วก็มาหยุดนั่งดูวิว ดีจังเนอะหมู่บ้านนี้มีละครแมวแสดงให้ดูต้อนรับแขกด้วย

หลังจากติดกับดักแมวอยู่ซักพัก ในที่สุดเราก็เดินผ่านประตูหินเข้าไปยังตัวหมู่บ้าน ซึ่งตอนนั้นยังเช้าอยู่ก็เลยยังไม่ค่อยมีร้านอะไรเปิดเลย คนก็แทบไม่มี ก็รู้สึกดีมากที่ได้เดินเที่ยวหมู่บ้านนี้อย่างสงบ เราก็เดินดูถนนต่างๆไปจนถึงท้ายหมู่บ้านเลย ซึ่งตรงนั้นถนนสายหลักก็จะค่อยๆลัดเลาะลงเขาไป ผ่านสวนเล็กๆที่จากตรงนั้นเราสามารถมองเห็นเนินเขาด้านหลังหมู่บ้านที่ถูกผ่านการกัดเซาะจนสวยงามแปลกตาได้แบบเต็มๆตา แล้วถนนสายนั้นก็จะพาเราอ้อมมาเดินตรงข้างหน้าผาด้านล่าง ย้อนกลับมาทางด้านหน้าหมู่บ้านอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้เราก็จะเห็นถ้ำต่างๆที่ชาวบ้านใช้เก็บเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ แล้วก็ยังมีโบสถ์ในถ้ำ แต่ว่าเค้าจะปิดประตูไม่ให้เข้า แล้วถ้าเดินต่อไปอีกซักพัก ทางเดินนั้นก็จะลอดเข้าไปในถ้ำที่ตัดทะลุผ่านเขาไปโผล่ที่ฝั่งตรงข้ามของหมู่บ้าน แล้วก็พาเราลงไปในหุบเขาเบื้องล่าง

ตอนเราออกมาจากถ้ำแล้วเห็นว่ายังมีทางเดินต่อไปเรื่อยๆนั้นก็ขี้เกียจเดินละ เลยเดินย้อนกลับเข้ามาในหมู่บ้าน หมู่บ้านมันก็เล็กๆนะ เดินครึ่งชั่วโมงก็ทั่วแล้วมั้ง มีโบสถ์ตรงใจกลางเมืองอยู่แห่งหนึ่ง มีพิพิธภัณฑ์ตรงใจกลางเมืองอีกแห่งหนึ่ง แล้วก็มีที่พัก ร้านอาหาร มีร้านคาเฟ่อะไรงี้อยู่พอประมาณไว้รับรองนักท่องเที่ยว ตอนที่เราเดินกลับเข้ามาในหมู่บ้าน คราวนี้เริ่มจะมีนักท่องเที่ยวมาละ ซึ่งเป็นคนเอเชียทั้งนั้นเลย ยิ่งอยู่นานยิ่งมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอนที่เราเดินออกจากหมู่บ้าน กลับไปตรงสะพานหินอะ มองออกไปเห็นนักท่องเที่ยวเดินมาตามสะพานหินกันเป็นสายเลย คือแบบบทจะมาก็มาพร้อมๆกันยังกะเปิดก๊อกน้ำ นี่โชคดีนะเนี่ยที่เราออกมาแต่เช้า ทันได้เดินเที่ยวหมู่บ้านแบบสงบๆ ย้ำอีกครั้งว่านักท่องเที่ยวที่เห็นมีแต่คนเอเชียทั้งนั้น ฟังจากภาษาพูดจะเป็นคนญี่ปุ่นเยอะสุด ตามมาด้วยคนจีน

หลังจากเดินเที่ยวหมู่บ้านเสร็จเราก็เดินฝ่านักท่องเที่ยวกลับไปยังลานจอดรถเพื่อรอขึ้นรถมินิบัสกลับ สรุปว่าตั้งแต่ลงจากรถมินิบัส จนกลับมารอขึ้นรถมินิบัสอีกครั้ง เวลาผ่านไปสองชั่วโมงครึ่ง อันนี้คือเดินอย่างเดียวเนอะ เดินชิวๆทั่วหมู่บ้าน ไม่ได้แวะกินข้าว ไม่ได้แวะเข้าพิพิธภัณฑ์เข้าโบสถ์ ตอนที่นั่งรถมินิบัสขามาเรานั่งมากับคุณยายคนท้องถิ่นอีกแค่สามสี่คน แต่ตอนขากลับนี่นั่งมากับคนจีนทั้งคันรถเลยจ้า ที่นั่งไม่พอ ยืนไปยาวๆจ้า และแล้วมวลมหาประชาชนนักท่องเที่ยวก็ตามหาเราเจออีกครั้งนะ 5555 ถ้าเราเป็นชาวบ้านแล้วต้องเจอกับนักท่องเที่ยวมหาศาลแบบนี้ทุกวันๆนี่คงจะคิดหนักนะเนี่ย

20180404_113441.jpg

กลับมาถึงลานจอดรถอีกครั้งจะไม่ให้นักท่องเที่ยวเยอะได้ไง ก็แห่กันมาเป็นขบวนรถทัวร์ขนาดนี้

หลังจากนั่งรถกลับมาถึงลานจอดรถของ Bagnoregio เรายังมีเวลาประมาณชั่วโมงนึงก่อนที่รถบัสกลับไปยัง Orvieto รอบต่อไปตอน 13:00 จะมา เราเลยไปเดินเที่ยวในเมือง Bagnoregio ก่อน ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก เมืองเล็กๆโบราณๆ แต่ดูสมัยใหม่กว่า Civita กับ Orvieto เดินเพลินๆ

และแล้วก็ได้เวลานั่งรถบัสกลับ ขากลับเราขึ้นรถบัสมากับนักท่องเที่ยวคนเอเชียอีกสามคนที่จะนั่งไป Orvieto เหมือนกัน สำหรับรถบัสขากลับ สถานีปลายทางก็จะเป็น Orvieto ก็คือจะมีป้ายบอกตรงด้านบนของกระจกหน้าว่า Orvieto แต่ก็เหมือนเดิมคือเพื่อความชัวร์ก็ควรถามคนขับก่อน หลังจากขึ้นรถบัสมาเราก็หลับยาว ตื่นมาอีกทีนี่ความรู้สึกเหมือนหลับไปสามพันปี แบบชั้นอยู่ที่ไหน พอเปิด Google Maps ในมือถือดูตำแหน่งของตัวเองอีกทีก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเพราะว่าตอนก่อนหลับจำได้ว่ารถบัสมันกำลังวิ่งไปทาง Orvieto แล้ว แต่ทำไมพอตื่นมามันหลุดออกจากเส้นทางเดิมไปไกลเบอร์นั้น!!!???? ตกใจมากนึกว่านั่งเลยป้าย แต่พอลองตั้งสติ มองไปรอบๆก็เห็นนักท่องเที่ยวเอเชียสามคนคนเดิมยังนั่งอยู่ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า Orvieto มันเป็นสถานีปลายทางนี่ ค่อยยังชั่ว สรุปว่าไม่ได้นั่งเลยป้ายโนะ แค่รถบัสเส้นทางนี้มันวิ่งอ้อมไปหน่อย

แล้วเราก็เดินทางกลับมาถึงสถานีรถไฟเมือง Orvieto อีกครั้งอย่างสวัสดิภาพ สำหรับการไปเที่ยว Civita di Bagnoregio ครั้งนี้ก็ประทับใจกับตัวหมู่บ้านและภูมิประเทศรอบๆมาก แต่น่าเสียดายนิดนึงตรงที่ท้องฟ้าปิด ถ่ายรูปออกมาพังหมด แต่ก็ยังโชคดีที่อย่างน้อยเราก็ไปถึงแต่เช้าตรู่ ได้เดินเที่ยวหมู่บ้านอย่างสงบๆไม่ต้องไปสู้รบปรบมือกับฝูงนักท่องเที่ยว บ่ายวันนั้นเราก็เดินเที่ยวเมือง Orvieto ต่อซึ่งเราก็ได้เล่าไปแล้วในโพสต์ที่แล้ว สำหรับโพสต์หน้า อย่างที่บอกไว้ในโพสต์ที่แล้ว เราจะมาเล่าถึงเรื่องการเดินทางจาก Orvieto ต่อไปยังแคว้น Tuscany ที่สวยสุดๆกัน เราจะมาเล่าถึงวิธีการเดินทางด้วยรถบัสในบริเวณนี้ ซึ่งคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์กับคนที่ต้องการมาเที่ยวแถบนี้โดยใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะแน่นอน แต่นอกจากนี้ ระหว่างที่เที่ยวจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นอีกรึเปล่า เดี๋ยวเอาไว้มาติดตามกันในโพสต์หน้าโนะ

20180405_112237.jpg

เมือง Montepulciano

Italy Trip: Orvieto

หลังจากที่เราไปเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ท่ามกลางฝูงนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลอีสเตอร์ที่กรุงโรมมา 3 คืน วันที่สี่นี้จะเป็นวันแรกที่เราได้หลีกหนีจากฝูงชนและไปปลีกวิเวกอยู่ในเมืองโบราณเล็กๆบนยอดเขาซักที ซึ่งเมืองโบราณเล็กๆที่เรากำลังจะเดินทางไปนี้ก็คือเมือง Orvieto

orvieto-2

Orvieto ภาพจากเน็ต อยากไปถ่ายรูปมุมนี้เหมือนกันแต่ว่ากลัวขึ้นรถผิดอะไรผิดแล้วจะกลับไม่ได้ 55

เหตุผลที่เราเลือกมาเที่ยวเมือง Orvieto จริงๆแล้วเพราะว่าเราอยากมาเที่ยวอีกหมู่บ้านที่มีชื่อว่า Civita di Bagnoregio แล้วจากโรมมันต้องเดินทางผ่านเมืองนี้พอดี ตอนแรกคิดว่าจะเดินเที่ยวเมือง Orvieto แค่แป๊บเดียวแล้วก็ค้างคืนที่ Civita แต่ลองไปตั้งกระทู้ถามในพันทิพย์ เค้าแนะนำว่าให้พักที่ Orvieto แล้วก็ทำ Day Trip ไป Civita แทน เพราะว่า Civita เป็นหมู่บ้านเล็กมากๆ ถ้าค้างที่นี่ชีวิตอาจจะลำบาก ซึ่งคิดไปคิดมาเราว่าก็เข้าท่าดีเพราะว่ายังไงก็ต้องเดินทางกลับมา Orvieto ก่อนจะเดินทางไปต่ออยู่ดี ก็เลยตกลงตามนี้แหละ ค้างที่ Orvieto 2 คืน

จากโรมเราก็เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีหลัก Rome Termini ไปยังสถานีรถไฟของเมือง Orvieto ซึ่งตั้งอยู่ตรงโซนที่มีชื่อว่า Orvieto Scalo คือเมือง Orvieto เนี่ยตรงเมืองเก่าดั้งเดิมจะตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กๆที่จะเรียกว่าเขาก็ไม่เชิงเพราะมันเหมือนเป็นพื้นที่บริเวณหนึ่งที่ยกตัวสูงขึ้นมาจากพื้นที่รอบๆมากกว่า ข้างบนก็จะเป็นที่ราบ มีตัวเมืองตั้งอยู่ ส่วนตัวเมืองใหม่ที่ตั้งอยู่ตรงบริเวณพื้นดินด้านล่างจะเป็นส่วนที่สถานีรถไฟตั้งอยู่ ส่วนนี้ก็จะมีชื่อว่า Orvieto Scalo จากสถานีรถไฟด้านล่างเราสามารถเดินทางขึ้นไปยังตัวเมืองเก่าด้านบนได้โดยรถราง ซึ่งสถานีรถรางก็ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟเลย คือลงจากรถไฟ เดินมาทางออกจะเห็นสถานีรถรางตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนเลย ส่วนตั๋วรถรางเราสามารถซื้อได้ที่แผงขายนิตยาสารเล็กๆที่ตั้งอยู่ในสถานีรถไฟ คือที่อิตาลีเนี่ยจากที่เราสังเกตมา เค้าจะไม่มีเครื่องขายตั๋วรถบัสเป็นกิจจะลักษณะ แต่การขายตั๋วรถบัส จะเป็นหน้าที่ของร้านขายของชำ หรือบาร์ที่อยู่ที่สถานีรถไฟหรือที่อยู่ตรงข้างๆป้ายรถบัสนั้นๆแทน หรือในบางกรณีก็จะเป็นแผงขายนิตยาสารในสถานี หรือในบางกรณีอาจจะเป็นทั้งสองที่เลยก็ได้ที่ขายตั๋วรถบัส หรือในบางกรณีก็อาจจะเป็นแบบ ที่บาร์จะขายตั๋วของบริษัทนึง ส่วนที่แผงนิตยาสารจะขายตั๋วของอีกบริษัทหนึ่ง (ที่ Orvieto จะเป็นแบบนี้) หรือในบางกรณีก็ต้องซื้อกับคนขับเท่านั้น มีหลายกรณีมากๆ งงไปหมด อันนี้ถ้าให้ชัวร์ก็ต้องลองถามคนแถวนั้น (แล้วหวังว่าเค้าจะคุยภาษาอังกฤษรู้เรื่อง) หรือว่าถาม Tourist Information ดู (แต่เราเคยถามครั้งนึงแล้วเค้าบอกผิด แป่ว) เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปหาข้อมูลเรื่องนี้จากไหน แต่อะไรที่รู้ ที่เราไปลองผิดลองถูกมาแล้วในทริปนี้ เราก็จะมาเล่าให้ฟังเนอะ

20180403_190221.jpg

สถานีรถไฟ Orvieto

กลับมาที่สถานีรถไฟ Orvieto อีกครั้ง คือพอลงจากรถไฟแล้ว ถ้าเราเดินเข้ามาในสถานีจะเห็นป้ายเขียนเลยว่า Funicular Ticket here หรืออะไรประมาณนี้ แล้วก็ชี้ไปที่แผงขายนิตยาสารขายหนังสือพิมพ์ด้านในสถานีรถไฟ เราก็ไปซื้อกับคนขายเลย เค้าพอพูดอังกฤษง่ายๆได้ หรือเราจะเรียนภาษาอิตาเลียนง่ายๆไปก็จะช่วยได้แน่นอน อย่างเช่นนับเลข อะไรอย่างนี้ หรือว่าแบบ biglietto di ritorno แปลว่าตั๋วไปกลับ biglietto di sola andata แปลว่าตั๋วขาเดียว อะไรอย่างนี้ (ตอนนั้นเราก็ไม่ได้เตรียมศัพท์ไปหรอก ก็รู้แค่ Uno = 1, Due = 2, Tre = 3 แล้วก็ภาษามือ ที่เหลือก็หวังว่าเค้าจะฟังภาษาอังกฤษออก 555) พอซื้อมาแล้วก็เดินข้ามถนนไปสถานีรถรางเลย ตรงด้านในสถานีก็จะมีแผงทางเข้าเหมือนกับสถานีรถไฟฟ้า คือเราต้องแนบตั๋วกับเครื่องเซนเซอร์ แล้วประตูถึงจะเปิด โอ้โห ไฮเทคนะเนี่ย พอผ่านเข้าไปแล้วก็รอรถรางมา หรือบางทีรถรางก็จอดรออยู่แล้วก็เข้าไปนั่งได้เลย พอถึงเวลาออกรถรางก็จะวิ่งขึ้นไปตัวเมืองเก่าด้านบนเลย

รถรางจะพาเราขึ้นมาถึงสถานีรถรางที่อยู่ด้านบนเขา ตรงหน้าสถานีรถรางจะมีชื่อว่า Piazza Cahen ซึ่งจากตรงนั้นเราสามารถเดินทางต่อเข้าไปยังมหาวิหาร Duomo ตรงใจกลางเมืองได้โดยรถบัส โดยสามารถใช้ตั๋วรถรางเดินทางต่อได้เลย รู้สึกว่าตั๋วรถรางนี้หลังจากแนบตั๋วกับเซนเซอร์ครั้งแรกแล้วเราสามารถใช้โดยสารได้อีก 50 นาทีนะ แต่ไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน แต่ว่านานพอสำหรับการเดินทางโดยรถบัสต่อไปยัง Duomo ได้แน่นอน รถบัสก็จะจอดตรงหน้าสถานีรถรางเลย แล้วก็จะวิ่งไปสามสี่ป้ายจนมาสุดสายที่ด้านหน้าของ Duomo เมือง Orvieto เป็นเมืองเล็กๆ รถวิ่งไม่กี่นาทีก็ผ่านเมืองแล้ว ป้ายรถบัสมีแค่ไม่กี่ป้ายเท่านั้น

แต่สำหรับเรา หลังจากนั่งรถรางขึ้นมาแล้วเราไม่ได้เดินทางโดยรถบัสต่อ เพราะว่าที่พักของเราอยู่ใกล้กับสถานีรถราง เราก็เลยเดินไปยังที่พักเลย สำหรับที่พักในคืนนี้เรามาพักที่ Residenza Farnese ซึ่งเจอมาจากเว็บ booking.com และตอนที่จองคือโชคดีมากมากกกกกกก (ก.ไก่ล้านตัว) เพราะว่าราคาปกติสำหรับนอนคนเดียวต่อคืนคือ 100 ยูโร แต่เราจองมาได้ด้วยราคาแค่คืนละ 30 ยูโรเท่านั้น ตอนนั้นไม่รู้โปรโมชั่นหรืออะไรแต่มันลดราคาพอดี ก็เลยได้ที่พักระดับ 5 ดาวมาในราคาระดับ 2 ดาว 555 ที่พักของคืนนี้เป็นอพาร์ตเมนท์ในบ้านหลังเล็กๆ ด้านนอกดูเก่าแบบดั้งเดิม แต่ด้านในคือโมเดิร์นและตกแต่งแบบเก๋ไก๋มาก ตลอดทั้งการพักเราไม่เจอเจ้าของที่พักเลย ติดต่อทาง Whatsapp อย่างเดียว แต่ว่าเค้าจะให้รหัสมาสำหรับเอาไปเปิดกล่องที่อยู่ตรงหน้าประตูเข้าบ้าน พอเปิดออกมาก็จะเจอกุญแจบ้าน พอเปิดบ้านเข้าไปแล้วทางซ้ายจะเป็นห้องเก็บรองเท้า เก็บเสื้อโค้ทเล็กๆก่อนเลย แล้วตรงหน้าจะเป็นบันไดขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งจะประกอบไปด้วยห้องนั่งเล่นที่มีทีวีจอแบนเครื่องใหญ่มาก โซฟา โต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ ส่วนทำครัว แถมยังมีพวกนิตยาสาร หนังสือ ของเล่นเด็กอะไรพวกนี้อีก แล้วก็ยังมีห้องน้ำที่สะอาดและสวยงาม มีสบู่แชมพู ผ้าเช็ดตัวอะไรให้พร้อม แล้วก็ห้องนอนที่มีเตียงคู่หนึ่งเตียง กับเตียงเดี่ยวอีกเตียง แถมยังมีเตารีดให้อีก ในห้องน้ำก็มีผงซักฟอกกับอ่างสำหรับซักผ้าด้วยมือให้ด้วย ตรงระเบียงตรงชั้นสองก็มีราวตากผ้าให้ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมาก ย้ายมาอยู่ได้เลย ดีเวอร์ ตั้งแต่เที่ยวเองมาไม่เคยพักที่ไหนที่สบายและดีงามขนาดนี้ จะร้องไห้ อ้อ ไวไฟก็มีให้ฟรี ทั้งหมดนี้ 30 ยูโรต่อคืนนาจา ถึงจะต้องคอยเช็คเว็บเรื่อยๆว่ามีโปรอะไรหลุดมารึเปล่า แต่ถ้าได้โปรดีขนาดนี้ก็คุ้มค่าสุดๆ ดีงามแบบนี้ไม่รีบสมัครสมาชิกไม่ได้แล้วนะ! สมัครโลด!!

การได้ที่พักที่กว้างขวางขนาดนี้มันก็ดีนะ แต่ถ้าอยู่คนเดียวเอาจริงๆมันก็กว้างเกิ้น ไม่รู้จะเอาข้าวของไปวางไว้ตรงไหนดี เอาวางไว้ตรงห้องนั่งเล่น เดี๋ยวพอจะเอานู่นเอานี่ก็ต้องวิ่งไปวิ่งมาเข้าออกห้องนอนอีก ยิ่งตอนเช้าๆรีบๆต้องอาบน้ำแต่งตัวก่อนเดินทางต่อเนี่ยนะ วิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำห้องนอนห้องนั่งเล่นเป็นวิ่งผลัดสี่คูณร้อยเมตรเลย สุดท้ายก็เอาข้าวของมากองตรงข้างเตียง แล้วก็กระจุกอยู่แค่บนเตียงนั่นแหละ ส่วนอื่นของอพาร์ตเมนท์แทบไม่ได้แตะ 555 แต่ว่าได้ห้องหรูราคาถูกขนาดนี้ไม่บ่นๆๆ อิอิ หลังจากอุดอู้อยู่ในอพาร์ตเมนท์อยู่นาน ในที่สุดเราก็ออกมาเดินดูเมือง (ตอนแรกว่าจะรีบเก็บของรีบออก แต่ปรากฏว่าเจอห้องอยู่สบายขนาดนี้ขอนั่งๆนอนๆขี้เกียจๆ ดื่มด่ำความสบายให้คุ้มราคานิดนึง)

เมือง Orvieto นี้ จะมีถนนสายหลักชื่อ Corso Cavour ที่ลากยาวมาจาก Piazza Cahen ที่มีสถานีรถรางตั้งอยู่ ยาวไปทางทิศตะวันตกแล้วก็จะแยกออกเป็นสองเส้นตรงใกล้ๆปลายอีกฝั่งของเมือง สถานที่สำคัญที่สุดที่คนจะมาดูกันก็คือมหาวิหาร Duomo แต่นอกจากนั้นในตัวเมืองก็ยังมี Torre del Moro ซึ่งเป็นหอคอยที่เราสามารถขึ้นไปดูวิวได้ แล้วก็มีพิพิธภัณฑ์และโบสถ์อื่นๆอีกสองสามแห่ง แล้วก็อีกสิ่งที่น่าทำเมื่อมาถึง Orvieto ก็คือการทัวร์ถ้ำใต้ดินต่างๆในเมืองไปกับกรุ๊ปทัวร์ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้) คือเมือง Orvieto เนี่ยเป็นเมืองที่มีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ในสมัยโบราณคนที่อาศัยอยู่ตรงบริเวณนี้ก็คือชาว Etruscan เค้าจะขุดดินสร้างเครือข่ายของถ้ำที่ซับซ้อนข้างใต้ตัวเมือง ซึ่งปัจจุบันนี้เค้าก็ยังอนุรักษ์เอาไว้ให้คนไปเที่ยวชมอยู่ ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์ อย่างสำรวจถ้ำด้านล่าง ทัวร์นี้ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ และนอกจากนี้รอบๆตัวเมืองก็ยังมีร่องรอยแห่งอารยธรรมของชาว Etruscan ให้เข้าชมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ (Saint Patrick’s Well) หรือสุสานของชาว Etruscan ตรงนอกเมือง (Necropoli Etrusca di Crocifisso del Tufo) เป็นต้น และนอกจากนี้ก็ยังมีอะไรให้เที่ยวให้ชมอีกเยอะแยะมากมาย ไอทัวร์ชมถ้ำใต้ดินที่เราพูดถึงก็เป็นเพียงแค่ถ้ำๆหนึ่ง ในเมืองนี้ยังมีอีกหลายๆถ้ำให้เลือกเข้าชมกันไม่หวาดไม่ไหวเลย รายละเอียดอื่นๆของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเมือง Orvieto สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บนี้เลย

20180404_174137.jpg

มหาวิหาร Duomo di Orvieto

สำหรับคืนแรกหลังจากที่ออกมาจากที่พักแล้ว ตอนนั้นฟ้าก็เริ่มมืดแล้วเพราะมัวแต่อุดอู้อยู่ในห้องอยู่นาน เราก็แค่เดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนสายหลักไปเรื่อยๆ ตรงฝั่งที่เราอยู่ (ฝั่งที่ใกล้สถานีรถราง) จะเป็นย่านที่อยู่อาศัย บรรยากาศก็จะเงียบๆ ไม่เห็นคนเลย ตอนแรกก็ฟินมาก แบบในที่สุดก็หนีคนมาได้ซักที บรรยากาศในเมืองมันคือดีมาก มันเงียบ สงบ มีกลิ่นควันของเตาถ่านจางๆอยู่ในอากาศ ความรู้สึกเหมือนกับไปอยู่ในหมู่บ้านชาวเขา อะไรประมาณนั้น แต่ยิ่งเดินไปทางทิศตะวันตกมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็ยิ่งมากขึ้นๆเรื่อยๆ แล้วก็จะเจอบาร์ เจอร้านอาหารอะไรอย่างนี้ตามทาง บางบาร์มองเข้าไปด้านในก็มีคนเยอะอยู่นะ บางบาร์ก็เปิดเพลงดังออกมานอกร้านเลย มีคนนั่งดื่มอยู่ตรงโต๊ะเก้าอี้หน้าร้าน อะไรอย่างนี้ สรุปว่าก็มีนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่คึกคักกำลังดี

ใจกลางของเมืองเลยจะอยู่ตรง Piazza della Repubblica ซึ่งตรงนั้นก็จะมีโบสถ์อยู่หลังหนึ่งคือโบสถ์ Chiesa Sant’Andrea จากตรงนั้นถ้าเดินต่อไปทางทิศตะวันตก คนก็จะเริ่มน้อยลงอีกละ แล้วฝั่งปลายหมู่บ้านทางทิศตะวันตกก็จะเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบอีกครั้ง พอเดินมาถึงปลายสุดของเมืองทางฝั่งทิศตะวันตกก็จะไม่เห็นคนอีกครั้งหนึ่ง ก็จะฟินอีกรอบ คราวนี้ฟินคูณสอง เพราะว่าตัวเมืองฝั่งตะวันตกจะเก่าแก่ดั้งเดิมมากว่าฝั่งตะวันออก ทำให้บรรยากาศยิ่งดีขึ้นไปอีก ยังไม่พอ ตรงฝั่งนี้ยังมีทางเดินให้เราเดินชมวิวพาโนรามาของภูมิประเทศและหมู่บ้านต่างๆที่อยู่เบื้องล่างแบบแทบจะไม่มีอะไรบังอีก หันหน้าเข้าหาวิวก็เป็นภูมิประเทศแบบชนบทกว้างใหญ่ มีภูเขาอยู่ด้านหลัง ใกล้ๆก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆตรงนั้นตรงนี้ พอหันกลับไปก็เจอหมู่บ้านโบราณเก่าแก่ที่สวยมากๆอีก อากาศก็ดี เย็นสบาย ชุ่มชื้นนิดๆ บรรยากาศก็เงียบสงบ รอบข้างไม่มีใครเลย ได้ยินแต่เสียงลม กับเสียงรถราที่วิ่งอยู่ไกลๆ และเสียงหมาเห่าที่ดังก้องมาจากตัวหมู่บ้านเบื้องล่าง ยิ่งเป็นตอนกลางคืนมันจะเห็นไฟจากตัวหมู่บ้านดวงเล็กๆตรงนั้นตรงนี้อีก โอ๊ยฟิน มันเป็นอะไรที่สวยมากๆ ฟินมากๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ปลิ้มปริ่มสุดๆ โรแมนติกมากๆ น้ำตาจะไหล เพราะมาคนเดียว 555555

20180403_203453.jpg

ถ่ายได้แค่นี้แหละ

หลังจากปลาบปลื้มกับวิวระดับพันล้านจากฝั่งทิศตะวันตกของ Orvieto แล้วเราก็เดินย้อนกลับไปยังที่พัก ระหว่างทางเดินผ่านมาตรง Piazza Ranieri มองเห็นป้ายตึกข้างๆ เขียนว่า Escalator เป็นบันไดเลื่อนเชื่อมลงไปถึง Campo della Fiera ซึ่งเป็นที่จอดรถที่อยู่ตรงพื้นดินด้านล่าง เพิ่งรู้นะเนี่ยว่านอกจากนั่งรถรางแล้วยังสามารถเดินขึ้นบันไดเลื่อนมายังตัวเมืองด้านบนได้ด้วย แล้วนอกจากนี้ก็ยังมีลิฟต์เชื่อมระหว่างตัวเมืองด้านบนกับที่จอดรถนี้อีก เพราะฉะนั้นใครขับรถมาเองก็มาจอดตรงที่จอดรถนี้ได้เลย แต่นอกจากตรงนี้ ใน Orvieto ก็ยังมีที่จอดรถที่จุดอื่นๆอีก รวมถึงตรงบริเวณในตัวเมืองด้านบนด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้เลย

ระหว่างทางไปที่พัก เราแวะกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตอนที่ไปถึงไม่มีคนในร้านเลย มีพนักงานนั่งนับเงินอยู่ในร้านอยู่สามคน น่าจะเป็นพ่อแม่ลูก พอเราเดินเข้าไป พนักงานคนลูกก็มาจัดโต๊ะ เอาเมนูมาให้ สำหรับมื้อเย็นในวันนี้บังเอิญสะดุดตาเห็นในเมนูมีเมนูชื่อนกพิราบย่างสไตล์ Orvieto อยู่ อยากลองเมนูท้องถิ่น เลยสั่งเมนูนี้ไป ระหว่างรออาหารพนักงานก็เอาขนมปังราดน้ำมันมะกอกชุ่มๆมาเสิร์ฟให้ บอกว่าเป็นของขวัญ ในจานมีไม้จิ้มฟันจิ้มกระเทียมสดๆมาให้ด้วยกลีบนึง อืม กินสดๆกันแบบนี้เลยรึ แต่เสิร์ฟมาแบบนี้ก็กินแบบนี้แหละ กัดขนมปังไป กัดกระเทียมตามไป รู้สึกแปลกๆชอบกล 555 กระเทียมสดๆนี่กัดไปมันก็จะเผ็ดๆหน่อยๆ 5555

อีกซักพักอาหารหลักก็ตามมา ก็เป็นนกย่างเป็นตัวๆมาเลย แต่เค้าเอาอะไรมาพอกรอบๆไม่รู้ ถ้าไม่บอกนึกว่าเอานกคลุกดินมาให้กินนะเนี่ย 555 ในจานนอกจากนกแล้วก็ยังมีกะหล่ำปลีพอกย่างใส่มาเป็นเครื่องเคียงด้วย กัดเข้าไปมันก็จะเป็นกลีบๆแข็งๆ ก็รู้สึกแปลกๆหน่อยๆ กินพร้อมๆกับนกนี่ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นกลีบกะหล่ำปลี อันไหนเป็นกระดูก เพราะแข็งๆเหมือนกัน ในส่วนของรสชาติ เนื้อนกมันก็จะรสชาติต่างจากไก่ แต่ก็บรรยายไม่ถูก ในส่วนของเครื่องเทศที่เค้าพอกรอบๆตัวนกมาให้ ก็อร่อยแบบแปลกๆดี โดยรวมแล้วสรุปว่ามื้อนี้เชฟไม่ให้ผ่านเนอะ 5555 อาจจะอร่อยมั้งแต่ว่าเราเข้าไม่ถึงจริงๆ มากินเพื่อให้รู้ว่าคนท้องถิ่นกินอะไรก็พอ

20180403_215306

จากหลัก นกพิราบย่างสไตล์ Orvieto ก่อนข้างๆเป็นกะหล่ำปลีทอดมั้ง เดา

กินข้าวเสร็จก็เดินกลับที่พักนอน วันต่อมาเราวางแผนจะไปเที่ยวหมู่บ้าน Civita di Bagnoregio แต่เช้า แต่เราจะเก็บเรื่องของหมู่บ้านนี้ไว้สำหรับโพสต์หน้า ตอนนี้เราจะข้ามไปยังวันต่อไปหลังจากที่กลับมาถึง Orvieto ตอนบ่ายแล้วกันก่อนโนะ วันต่อมา จาก Civita di Bagnoregio เราก็เดินทางด้วยรถบัสกลับมาถึงสถานีรถไฟตรง Orvieto Scala แล้วก็ซื้อตั๋วรถรางนั่งรถรางขึ้นไปยังเมือง Orvieto ด้านบนเขาเหมือนเมื่อวาน รอบนี้เราเดินออกจากสถานีไปขึ้นรถบัสคันจิ๋วที่จอดรออยู่ด้านหน้าสถานีรถรางแล้วนั่งต่อไปถึงปลายทางที่มหาวิหาร Duomo เลย สำหรับ Duomo ถ้าจะเข้าไปดูด้านในต้องเสียค่าเข้า 4 ยูโร ส่วนรายละเอียดอื่นๆเช่นเวลาเปิดสามารถอ่านได้จากเว็บนี้ ความพิเศษของมหาวิหาร Duomo ของเมือง Orvieto นี้ เราว่าก็คือผนังด้านนอกตรงข้างหน้าของตัวมหาวิหาร เพราะว่าถ้าเป็นโบสถ์หรือวิหารทั่วๆไป ผนังรอบๆก็จะเรียบๆ แต่ว่าที่ Duomo นี้ ผนังด้านหน้าจะเต็มไปด้วยภาพวาดสีสันสดใส เหมือนภาพวาดด้านในโบสถ์ทั่วๆไป ยิ่งบวกกับขนาดของตัววิหารที่มีขนาดใหญ่มากๆ แล้วยิ่งพอพระอาทิตย์ใกล้จะตก ผนังด้านหน้าวิหารมันจะสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ทำให้มหาวิหารนี้เป็นสถานที่หนึ่งที่น่าทึ่งสุดๆ เป็นสถานที่ที่เราประทับใจมากที่สุดแห่งหนึ่งในทริปนี้เลย

จากมหาวิหาร เราไปแวะกินข้าวกลางวันที่ร้าน Il Sant Andrea ตรงจัตุรัส Piazza della Repubblica ตรงใจกลางเมืองก่อน ตอนแรกเล็งร้านอื่นไว้แต่ว่ากลับมาถึงตัวเมืองช้าไป ร้านปิดกันเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ร้านนี้ที่ยังไม่ปิด คือที่อิตาลีเนี่ย ร้านอาหารส่วนใหญ่เค้าจะเปิดตอนเที่ยง แล้วก็ปิดตอนบ่าย แล้วก็เปิดอีกทีตอนเย็นถึงดึกเลย ช่วงว่างๆที่ร้านปิดตอนบ่ายนี้เค้าจะเรียกกันว่า Siesta ซึ่งมาจากภาษาสเปน แปลว่างีบหลับ ซึ่งตามวัฒนธรรมของเค้าจะเป็นช่วงเวลาที่พนักงานและเจ้าของร้านจะได้กลับบ้านพักผ่อน ทำกับข้าวบ้าง อะไรบ้าง อยู่กับครอบครัวบ้าง หรืออาจจะงีบหลับจริงๆตามความหมายของชื่อก็ได้ เป็นวัฒนธรรมของชาวยุโรปใต้ที่สะท้อนถึงความสบายๆ ไม่ต้องทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรรู้ก่อนจะมาเที่ยวที่นี่ ไม่งั้นจะเหมือนเราที่เกือบอดข้าวกลางวัน (และเช้าด้วยเพราะวันนั้นยังไม่ได้กินอะไรเลย T^T) โชคดีที่มีร้าน Il Sant Andrea นี้ปิดช้าว่าร้านอื่น มื้อนั้นเราเปิดเมนูผ่านๆ แล้วก็สั่งเมนูแนะนำประจำร้านชื่อ Pizza Sant Andrea ไป ซึ่งเป็นพิซซ่าใส่แฮมแผ่นบางๆ ใบอะไรซักอย่าง เห็ด ชีสอะไรซักอย่าง แล้วก็ราดน้ำมันมะกอกมาแบบชุ่มฉ่ำ อร่อยมากกกกกกก ไม่เคยกินพิซซ่าที่ไหนอร่อยขนาดนี้มีก่อน แนะนำๆ ที่อยู่ของร้านคือ Piazza della Repubblica, 27, 05018 Orvieto TR

20180404_144631.jpg

หลังจากกินเสร็จเราก็ไปไต่หอคอย Torre del Moro เพื่อไปชมวิวด้านบนกัน ค่าขึ้น 2.80 ยูโร รายละเอียดอื่นๆรวมถึงเวลาเปิดดูได้จากเว็บนี้ ซึ่งวิวข้างบนก็สวยงามตามท้องเรื่อง

หลังจากนั้นเราก็เดินเที่ยวเมืองไปเรื่อยๆ เดินเข้าๆออกๆถนนเส้นต่างๆที่เชื่อมกันไปมาเหมือนเขาวงกต แล้วก็เดินมาดูวิวตรงฝั่งทิศตะวันตกของเมืองอีกรอบ วิวตรงนี้คือชอบมากๆ เดินกลับมาดูทั้งสามสี่รอบ ตอนแรกนึกว่ามาตอนกลางวันคนอาจจะเยอะ แต่ก็ไม่เยอะนะ ตลอดเวลาที่เดินทอดน่องชมวิวอยู่ตรงนั้นคือแทบจะไม่เห็นใครเลย

ค่ำวันนั้นเราเดินมาแวะกินมื้อค่ำที่ร้าน Mezza luna ที่อยู่ที่ via tr, Via Ripa Serancia, 5, 05018 Orvieto TR ซึ่งเป็นร้านที่เล็งจาก Tripadvisor มาก่อนล่วงหน้าแล้ว สำหรับร้านนี้ เมนูเด็ดที่ดังระดับลงนิตยาสารระดับโลกก็คือสปาเกตตี้คาโบนารา ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดอย่างหนึ่งของเราเลยด้วย จึงพลาดร้านนี้ไปไม่ได้จริงๆ ถ้าลองเปิดเมนูดู เค้าจะใส่ดาวไว้ตรงชื่อเมนูคาโบนาราเลยแล้วเขียนไว้ว่า The best ส่วนในเรื่องของราคา เมนูนี้ราคาแค่จานละ 8 ยูโร ซึ่งจัดว่าถูกกว่าร้านอื่นๆที่เป็นระดับภัตตาคารนะ และที่สำคัญคือเค้าให้ปริมาณมาเยอะมากๆ แบบกินเสร็จแล้วอิ่มไปแบบยาวๆเลย ส่วนในเรื่องของรสชาติ ก็อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ มันเป็นสปาเกตตี้คาโบนาราที่มีรสชาติแบบคาโบนาราแท้ๆ ตามสูตรดั้งเดิมของมันเลย แบบมีรสชาติของไข่ ของแฮม อะไรแบบนี้อะ แต่เค้าปรุงรสออกมาอร่อยมาก แฮมก็ชิ้นใหญ่ๆเน้นๆ เค็มๆมันๆ เชฟให้ผ่าน

ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนนั้น เราเดินมาแวะตรงมหาวิหาร Duomo อีกครั้งหนึ่งเพื่อชื่นชมความงามเป็นครั้งสุดท้าย ตอนกลางคืนเค้าเปิดไฟสปอตไลท์ส่องผนังด้านหน้าของมหาวิหาร สวยงามมากๆ ยืนชื่นชมความงามอยู่นานสองนาน ก่อนจะต้องจำใจบอกลา Duomo แล้วเดินกลับไปที่พัก ประทับใจมหาวิหารแห่งนี้ และเมืองๆนี้มากๆจริงๆ อยากจะอยู่ต่ออีกนานๆ เศร้า

แล้วหลังจากที่เดินเที่ยวกันมานานทั้งวันจนขาระบม ในที่สุดเราก็กลับมายังที่พักอันแสนสุขอีกครั้ง วันนี้เราก็เข้านอนแต่หัวค่ำเพราะว่าวันต่อมาเราต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเดินทางต่อไปยังแคว้น Tuscany อันโด่งดังของประเทศอิตาลี และเป็นดินแดนหนึ่งใน Bucket Lists ของเราที่เราอยากจะไปเยี่ยมเยียนซักครั้งมานานแล้ว สำหรับวันพรุ่งนี้เป็นวันที่เราค่อนข้างจะตื่นเต้นและกังวลเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นวันที่เราจะเดินทางด้วยรถบัสแทบจะล้วนๆ ซึ่งก็กังวลว่าจะหาที่ขึ้นที่ลงรถเจอรึเปล่า จะซื้อตั๋วอะไรถูกมั้ย จะขึ้นรถถูกคันมั้ย จะเดินทางได้ตามแผนที่วางไว้รึเปล่า เอาเป็นว่าการเดินทางในวันนี้จะเป็นไปตามแผนมั้ย เดี๋ยวไว้มาเล่าในอีกสองโพสต์หน้าละกัน สำหรับโพสต์หน้านี้ เราจะมาเล่าถึงเรื่องการเดินทางไปกลับหมู่บ้าน Civita di Bagnoregio จากเมือง Orvieto กันก่อนโนะ

20180404_174403.jpg

Italy Trip: Vatican City

ในสองตอนที่แล้วของ Italy Trip นี้เราพูดถึงเรื่องราวของกรุงโรมไปแล้ว สำหรับโพสต์นี้เราจะมาพูดถึงนครรัฐวาติกันกันบ้างโนะ สำหรับนครรัฐวาติกันนี้ก็จะมีอยู่สองส่วนที่คนมาเที่ยวกัน ส่วนแรกก็คือมหาวิหาร Saint Peter’s Basilica ส่วนที่สองคือพิพิธภัณฑ์ Vatican Museums ซึ่งด้านในสุดของตัวพิพิธภัณฑ์นี้จะเป็น Sistine Chapel หรือโบสถ์น้อยซิสทีน ซึ่งเป็นส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดส่วนหนึ่งของตัวพิพิธภัณฑ์เลย เพราะว่า 1. เป็นสถานที่สำหรับการประชุมเลือกตั้งพระสันตปาปาองค์ใหม่ 2. เพดานของตัวโบสถ์ถูกวาดด้วย Michelangelo ซึ่งหนึ่งในภาพวาดบนเพดานโบสถ์ก็คือภาพ The Last Judgement ที่มีชื่อเสียง หลายๆคนที่มาเที่ยว Vatican Museums ก็เพราะแค่อยากจะมาเห็นภาพวาดผลงานของ Michelangelo ที่เพดานของ Sistine Chapel กับตาตัวเองล้วนๆ นอกจากนี้ ใน Vatican Museums ก็ยังมีอีกจุดหนึ่งที่มีชื่อเสียง ก็คือบันไดวนที่อยู่ตรงทางออก

Vatican Museums

การจะเข้าชม Vatican Museums นั้น เราต้องซื้อตั๋วซึ่งมีราคา 17 ยูโรสำหรับคนทั่วไป และราคา 8 ยูโรสำหรับนักศึกษาที่อายุไม่เกิน 25 ปีซะก่อน (ราคานี้ไม่รวม Audio Guide) ซึ่งขอบอกเลยว่าถ้าจะไปซื้อตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ล่ะก็ รอไปชาตินึงอะกว่าจะได้ซื้อ 555 เพราะว่าคนต่อแถวรอกันแบบยาวววว วนรอบสนามกีฬาโรงเรียนได้หลายรอบ แล้วแถวก็ค่อยๆขยับเข้าได้ทีละนิดๆ เพราะว่าเดี๋ยวก็ตัดแถวเปิดให้ทัวร์เข้าก่อนบ้าง เดี๋ยวก็เปิดให้คนที่ซื้อตั๋วมาล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ตแล้วเข้าก่อนบ้าง แล้วแถวมันก็ยาวมากจริงๆแบบโหต้องมีความอยากเข้าเบอร์ไหนถึงยอมอดทนยืนเมื่อยๆกลางแดดร้อนๆต่อแถวคนเยอะๆเป็นเวลาหลายๆชั่วโมงเพื่อรอเข้าชมขนาดนี้ ถ้าใครอยากเข้าชมพิพิธภัณฑ์จริงๆและไม่อยากรอต่อคิว ให้ซื้อตั๋วทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนล่วงหน้าเลย การซื้อตั๋วล่วงหน้ามีข้อเสียแค่นิดเดียวคือ 1. ต้องเลือกเวลามาล่วงหน้าเลยว่าจะมาถึงกี่โมง และต้องมาถึงทางเข้าให้ตรงตามเวลานั้นจริงๆ 2. ต้องเสียค่าจองทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มมาอีก 4 ยูโรต่อการจอง (คือถ้าจองทีเดียวหลายๆใบพร้อมกันก็เสียแค่ 4 ยูโร) และ 3. จองแล้วยกเลิกไม่ได้ ถ้าวันที่จองไว้เกิดไปไม่ได้ขึ้นมาก็เสียเงินไปเลย

การจองตั๋วออนไลน์ ถ้าอยากจองให้ถูกที่สุดและชัวร์ที่สุดก็ให้จองผ่านเว็บไซต์หลักของ Vatican Museums โดยตรงเลย ก็คือเว็บนี้ ซึ่งในเว็บจะมีตัวเลือกแพ็คเกจการเข้าชมหลายอย่างมาก อย่างเช่นจองตั๋วเข้าชมแบบมี Audio Guide หรือ จองตั๋วเข้าชมพร้อมกับไกด์ทัวร์เป็นกลุ่ม หรือ แพ็คเกจเข้าชมพิพิธภัณฑ์พร้อมกับอาหารกลางวัน หรือ แพ็คเกจเข้าชมพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืนพร้อมชมคอนเสิร์ต และอื่นๆอีกมากมายซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บเลย เมื่อจองตั๋วเสร็จแล้วก็ปรินท์ตั๋วออกมา วันเข้าชมก็ถือตั๋วเดินไปหน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ให้ตรงกับเวลาที่เลือกไว้ จบ พนักงานจะตัดแถวให้เราเดินเข้าไปเลย

Saint Peter’s Basilica

การเข้าชม Saint Peter’s Basilica ไม่ต้องใช้ตั๋ว เพราะจริงๆแล้วมันก็คือโบสถ์ๆหนึ่งที่ใครๆก็เข้าไปได้นี่เอง แต่ว่าที่หน้าทางเข้าก็จะมีการต่อคิวเหมือนกัน จะเป็นคิวตรวจจับอาวุธเพื่อรักษาความปลอดภัย เหมือนที่สนามบินตอนก่อนขึ้นเครื่องบินเลยที่เราต้องถอดเครื่องแต่งกายที่เป็นเหล็ก ถอดเสื้อ ถอดกระเป๋าสะพายเอาใส่ตะกร้าเพื่อส่งผ่านเข้าเครื่องตรวจจับอาวุธ อะไรอย่างงี้ ซึ่งคิวก็ยาวคดไปคดมาพอๆกันกับคิวหน้า Vatican Museums แต่เค้าบอกว่าคิวของ Saint Peter จะขยับเร็วกว่า แล้วก็ถ้ามาตอนเช้าตรู่เลยจะแทบไม่มีคิวเลย แต่อันนี้เราก็ไม่รู้จริงรึเปล่า เพราะว่าเราก็จองตั๋วมาล่วงหน้าเหมือนกัน คือถึง Saint Peter จะไม่ต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมก็จริง แต่ว่าเค้าก็จะมีการขายตั๋วเพื่อ “skip the line” หรือเพื่อตัดแถวของคิวที่ต่อรอผ่านเครื่องตรวจจับอาวุธไปอยู่ตรงหน้าแถวเลยอยู่ หากใครไม่ต้องการต่อคิวก็สามารถจองตั๋วล่วงหน้าออนไลน์ได้ทางเว็บนี้ ตั๋วจะมีราคา 19.50 ยูโรสำหรับคนทั่วไป การจองตั๋วออนไลน์ของ Saint Peter จะยืดหยุ่นกว่าของ Vatican Museums ตรงที่ไม่ได้กำหนดเวลาเข้าชมเป๊ะๆ แต่จะแค่ให้เลือกว่าจะเข้าชมช่วงเช้า หรือช่วงบ่าย แค่นั้น จะมาถึงทางเข้ากี่โมงก็ได้ในช่วงเวลาที่เราเลือกไว้ แล้วก็สามารถยกเลิกตั๋วได้ภายใน 1 วันก่อนวันที่เราจองไว้ นอกจากนี้สำหรับราคานี้เรายังได้ Audio Guide มาด้วยอีก และก็เหมือนกับเว็บไซต์ของ Vatican Museums ก็คือเค้าก็มีตัวเลือกแพ็คเกจการจองอื่นๆให้เราเลือกด้วย เช่นแพ็คเกจตั๋วลัดคิิวเข้าพร้อมกับไกด์นำเที่ยวเป็นกลุ่ม แพ็คเกจทัวร์โรงเรียนโมเสคของวาติกัน อะไรประมาณนี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บนี้เลย พอเราจองตั๋วเสร็จแล้ว ปรินท์ออกมาเรียบร้อย วันเข้าชมเราก็แค่ถือตั๋วเดินไปตรงหน้าที่ทำการไปรษณีย์ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจัตุรัส Saint Peter แล้วก็มองหาพนักงานที่จะใส่เสื้อสีฟ้าที่มีโลโก้คำว่า Vox Mundi อยู่แค่นั้น พนักงานจะพาเราเดินตัดไปอยู่ตรงหน้าแถวให้เลย

Saint Peter’s Basilica’s Dome

หลังจากที่ผ่านเข้ามาด้านใน Saint Peter’s Basilica ได้แล้ว ถ้าเราอยากจะขึ้นไปชมวิวของด้านในตัวมหาวิหารจากด้านบน และวิวพาโนรามาของกรุงโรมจากด้านบนของโดมของมหาวิหาร เราจะต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วด้านในอีกคิวหนึ่ง แต่ว่าคิวอันนี้จะไม่นาน ส่วนค่าขึ้นก็จะมี 2 ราคา ถ้าจะเดินขึ้นบันไดอย่างเดียวเลย 551 ขั้น ก็ราคา 8 ยูโร แต่ถ้าจะขึ้นลิฟต์ด้วย แล้วเดินขึ้นบันไดอีกแค่ 320 ขั้น ก็ราคา 10 ยูโร (แพงกว่ากันแค่ 2 ยูโรเอง) ส่วนวิวจากด้านบนของโดมก็ดีงาม เห็นจัตุรัส Saint Peter และตัวเมือง ส่วนอีกฝั่งก็จะเห็นด้านในของขอบเขตนครรัฐวาติกัน ว่ามันมีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสวนเขียวๆ แล้วก็ตึกสวยๆใหญ่ๆอีกไม่กี่ตึก

20180402_122345

Getyourguide

Getyourguide.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆและไกด์ทัวร์เข้าชมสถานที่ต่างๆจากทุกมุมโลกเอาไว้ ถ้าใครไม่อยากปวดหัวไปเข้าเว็บนู่นออกเว็บนั่นให้ยุ่งยากก็สามารถเข้าเว็บนี้แล้วก็เสิร์ชหาทัวร์หรือตั๋วหรือสถานที่ที่เราต้องการได้เลย แต่สำหรับบางคน วิธีนี้อาจจะยุ่งยากและงงพอๆกันเพราะว่ามันมีทัวร์จากบริษัทโน่นนี่นั่นเยอะแยะไปหมดเลือกไม่ถูก 555 ข้อดีของ Getyourguide สำหรับการเที่ยว Saint Peter และ Vatican Museum ก็คือ เราสามารถเลือกจองทัวร์ที่พาเราเที่ยวชมทั้งพิพิธภัณฑ์และทั้ง Saint Peter แบบมีไกด์คอยบรรยายสิ่งต่างๆให้ฟังได้ ทำให้เราสามารถเที่ยวทั้งสองที่ไปทีเดียวได้เลย การจองไกด์ทัวร์ที่พาเราเข้าชมทั้งสองที่นี้ มีข้อดีตรงที่ไกด์ของเราจะพาเราเดินผ่านทางลัดออกจาก Sistine Chapel ออกไปโผล่ที่ Saint Peter เลย ทำให้เราไม่ต้องเดินอ้อมกลับมาทางออกของพิพิธภัณฑ์แล้วเดินอ้อมโลกไปยังทางเข้า Saint Peter อีก แต่ข้อเสียก็คือ เราจะไม่ได้เดินผ่านทางออกของพิพิธภัณฑ์ที่เป็นบันไดวนสวยๆที่โด่งดัง และเราจะไม่ได้ดูงานศิลปะที่อยู่ในโซนอื่นๆของพิพิธภัณฑ์

ข้อดีอีกอย่างของ Getyourguide ก็คือ เราสามารถจองตั๋ว skip-the-line ของ Vatican Museums ผ่านทางเว็บนี้ได้แบบที่เราสามารถยกเลิกตั๋วได้ภายในเวลา 1 วันก่อนวันเข้าชม แต่จะมีข้อเสียตรงที่จะไม่มีราคานักเรียน และราคาจะแพงกว่าการจองโดยตรงผ่านทางเว็บหลักของพิพิธภัณฑ์

บางทัวร์ที่มีขายใน Getyourguide ก็พาเราเที่ยวทั้ง Vatican Museums, Saint Peter’s Basilica และ Colosseum ในวันเดียวเลย (แบบมีไกด์คอยบรรยาย) ซึ่งอาจจะตรงกับความต้องการของใครหลายๆคน แต่ราคาก็จะสูงกว่าการซื้อตั๋วเที่ยวเองแน่นอน ลองหาดูรายละเอียดในเว็บดูโนะ

20180403_111133.jpg

สวนด้านใน Vatican Museums

ตอนที่เราไปเที่ยว เราแบ่งโปรแกรมเที่ยววาติกันเป็นสองวัน เพราะตอนที่ไปเป็นสุดสัปดาห์อีสเตอร์พอดี ทำให้พิพิธภัณฑ์ปิด ไปถึงตอนคืนวันเสาร์ พิพิธภัณฑ์ปิดวันเสาร์ถึงวันจันทร์ ส่วน Saint Peter ปิดถึงวันจันทร์ตอนเที่ยง เราเลยไปเที่ยว Saint Peter วันจันทร์บ่าย แล้วไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วันอังคาร ซึ่งสำหรับทั้งสองที่นี้ก็จองตั๋วผ่าน Getyourguide ไปเรียบล่วงหน้า ตอนที่เราไปเที่ยว Saint Peter เราไปถึงจัตุรัส Saint Peter ตั้งแต่เที่ยง ซึ่งตอนนั้นเค้ากำลังจะมีพิธีการที่พระสันตปาปาจะออกมาให้พรกับคนที่มารอฟังตรงจัตุรัส Saint Peter พอดี เค้าเลยมีการตั้งด่านตรวจอาวุธล้อมรอบจัตุรัสไว้เลย (ปกติจะตั้งแค่ตรงหน้าทางเข้ามหาวิหาร แต่ตรงจัตุรัสเราสามารถเดินผ่านได้) เราก็ไปเข้าคิวมาด้วย แต่ว่าก็รอไม่นานนะ เพราะว่าเครื่องตรวจมีเยอะมากวนรอบจัตุรัสเลย ก็ตรวจเสร็จ ผ่านเข้าไปด้านใน ยืนรอยืนถ่ายรูปซักพัก หน้าต่างห้องพักของพระสันตปาปาก็เปิดออกแล้วพระสันตปาปาก็ออกมากล่าวให้พรวันอีสเตอร์ผ่านไมโครโฟน พอกล่าวเสร็จ ปิดหน้าต่างลงแล้ว ทุกคนในจัตุรัสก็พากันสลายตัว ด่านตรวจอาวุธรอบๆจัตุรัสก็ถูกเอาออก เหลือแค่ไม่กี่เครื่องตรงหน้าทางเข้าตัวมหาวิหาร ตอนนั้นเราก็เดินไปยังจุดนับพบสำหรับคนที่ซื้อตั๋วออนไลน์มาแล้ว ก็คือตรงหน้าที่ทำการไปรษณีย์ตรงทิศเหนือของจัตุรัส Saint Peter’s Square ซึ่งก็จะมีพนักงานสี่ห้าคนยืนประจำอยู่แล้ว พอเราเอาตั๋วให้เค้าดู เค้าก็จะให้เรารอให้คนอื่นๆที่มีตั๋วมาถึงเยอะๆอีกซักพักนึงก่อน แล้วก็จะเดินนำทุกคนที่มีตั๋วตัดไปอยู่ตรงหน้าแถวรอผ่านเครื่องตรวจจับอาวุธเลย

หลังจากผ่านด่านตรวจอาวุธมาแล้ว เราก็เดินตามฝูงชนมายังด้านหน้าตัวมหาวิหาร ซึ่งแถวของคนที่จะขึ้นไปดูวิวจากบนตัวโดมก็ยาวออกมาจากด้านในมาถึงตรงนั้นเลย ก็ยืนต่อแถวรอคิวกันต่อไป เค้าจะปล่อยคนเข้าไปเป็นช่วงๆ ช่วงละหลายๆคน พอเข้าไปด้านในเราก็ต้องซื้อตั๋วก่อน ซึ่งก็มีช่องขายตั๋วแค่ช่องเดียว ซื้อเสร็จก็เดินเข้าไปด้านในไปต่อแถวรอขึ้นลิฟต์ต่อ ซึ่งลิฟต์ก็จุคนได้รอบละประมาณ 10 คน ส่วนคนที่ซื้อตั๋วแบบเดินขึ้นบันไดอย่างเดียวก็ไม่ต้องรอละ เดินเข้าไปขึ้นบันไดได้เลย สำหรับแถวรอขึ้นไปดูวิวตรงนี้ตอนนั้นเรารออยู่ 40 นาทีแน่ะกว่าจะได้ขยับจากปลายแถวตรงข้างหน้ามหาวิหารเข้าไปจนถึงตรงหน้าลิฟต์ แต่ว่าตอนที่เราดูวิวเสร็จแล้วกลับลงมาข้างล่างแล้วคนหายหมดเลยนะ ไม่มีคิวเลย น่าจะเพราะว่าตอนที่เราต่อคิว เป็นช่วงหลังจากจบพิธีให้พรของพระสันตปาปาพอดี พอพิธีจบคนก็เลยแห่กันมาเที่ยวมหาวิหารต่อกันหมด

หลังจากขึ้นลิฟต์มาแล้ว เราก็ยังต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก 320 ขั้น แต่ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยมาก เพราะว่าก็เดินๆรอๆคนข้างหน้า ค่อยๆขึ้นไปเรื่อยๆ หลังจากเดินขึ้นบันไดมาซักพัก เราจะได้เห็นกับวิวของด้านในของมหาวิหารจากด้านบนก่อน ซึ่งก็เป็นอะไรที่อลังการดี เพราะปกติเวลาเราไปโบสถ์ไปวิหารอะไรงี้เราก็มักจะได้เห็นแค่มุมมองจากด้านล่าง พอได้เห็นมุมมองจากด้านบน มันก็รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ได้เห็นคนตัวเล็กๆเดินไปเดินมาเหมือนมด

เสร็จจากตรงนั้นแล้วก็จะมีบันไดพาเราเดินขึ้นไปด้านบนของตัวโดมอีก ช่วงที่บันไดเริ่มไต่ขึ้นไปบนตัวโดมแล้ว ผนังมันก็จะเอียงๆ ยิ่งใกล้ถึงด้านบนสุดเท่าไหก็ยิ่งเอียงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตื่นเต้นดี แต่พอไปถึงด้านบนสุดแล้วก็จะได้เห็นวิว 360 องศา ซึ่งก็ดีงามตามท้องเรื่อง

ก่อนกลับลงมาถึงด้านล่างเรายังสามารถแวะชมวิวที่เพดานของมหาวิหารส่วนที่ไม่ใช่โดมได้ด้วย ซึ่งตรงนั้นก็จะมีร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก อะไรพวกนี้อยู่

พอกลับลงมาถึงด้านล่างเราก็เข้าไปดูด้านในตัวมหาวิหารกันต่อ ก็สวยงาม ใหญ่โต อลังการสมกับที่เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ทั่วโลก ในด้านในตัวมหาวิหารจะมีทางเดินลงไปชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นที่เก็บศพของพระสันตปาปาองค์ก่อนๆ

แล้วก็จบการเดินเที่ยว Saint Peter’s Basilica ของวันนี้ลง ในวันต่อมาเราก็ไปเที่ยว Vatican Museums กัน โดยไปถึงตามเวลาที่เลือกไว้ ปกติถ้าซื้อตั๋วโดยตรงจากเว็บหลักของพิพิธภัณฑ์เราน่าจะต้องไปรอตรงทางเข้าเลยรึเปล่าไม่แน่ใจ ลองเช็คในเว็บตอนซื้อตั๋วเอาอีกทีว่าเค้าบอกว่ายังไงจะชัวร์กว่าเนอะ ที่เราไม่แน่ใจเพราะว่าเราซื้อผ่าน Getyourguide ซึ่งเค้าจะนัดพบตรงบันไดยาวๆตรงข้ามทางเข้าพิพิธภัณฑ์แทน ซึ่งตรงนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นตัวแทนจากบริษัทต่างๆและไกด์ทัวร์ต่างๆมายืนรอกันอยู่เต็มไปหมด เราก็แค่สังเกตว่าพนักงานคนไหนแต่งตัวเหมือนกับที่เค้าบรรยายไว้ในรายละเอียดในเว็บตอนซื้อตั๋ว แล้วก็เดินไปถามเค้าดู ถ้าใช่ก็รอๆๆจนพอถึงเวลาที่ต้องเข้าพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่จาก Getyourguide ก็จะประกาศว่าใครพูดภาษานี้ๆๆ ให้ไปหาเจ้าหน้าที่คนนี้ มีภาษาอังกฤษ เยอรมัน สเปน อิตาลี ฯลฯ พอไปหาเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว เค้าก็จะบรรยายว่าเดี๋ยวเราจะเดินรวมกลุ่มไปตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ด้วยกันนะ แล้วพนักงานตรงทางเข้าก็จะเปิดทางให้พวกเราเดินเข้าไป แล้วพอถึงด้านใน เจ้าหน้าที่ก็จะเรียกชื่อของแต่ละคนแล้วก็ส่งตั๋วให้ แล้วจากนั้นเราก็จะออกเดินเที่ยวตามใจได้เลย ซึ่งพิธีการก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ในส่วนของด้านในของพิพิธภัณฑ์ ก็คนล้นหลามเหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมาในกรุงโรม แล้วรู้เลยว่าเกือบทุกคนที่มาตั้งใจมาดู Sistine Chapel ล้วนๆ มันมีคำพังเพยบอกว่าถนนทุกสายมุ่งไปสู่กรุงโรม แต่ใครจะรู้ว่ากรุ๊ปทัวร์ทุกทัวร์ใน Vatican Museums ก็มุ่งไปสู่ Sistine Chapel เช่นกัน 55 ตลอดเส้นทางที่เราเดินจากทางเข้าพิพิธภัณฑ์ไปสู่ Sistine Chapel มันเหมือนกับเรากำลังแหวกว่ายอยู่ในกระแสของมวลมนุษย์อยู่ยังไงยังงั้น แล้วเดี๋ยวคนนั้นก็ถ่ายรูป เดี๋ยวคนนี้ก็ถ่ายรูป พอเราจะถ่ายรูปเดี๋ยวก็มีคนเดินผ่าน บางคนนึกจะหยุดถ่ายรูปก็หยุดเฉยๆ เดินชนกันบ้างอะไรบ้าง เดี๋ยวซักพักก็มีคนพยายามรีบๆเดินแทรกบ้าง โอ๊ยยย ปวดหัว ตลอดทางคือคิดในใจแต่ว่าตรูเสียเงินค่าตั๋วเกือบ 30 ยูโร (1100 บาท) มาเพื่ออะไร คือจริงๆแล้วตลอดข้างทางมันก็มีงานศิลปะเยอะแยะมากมายตั้งแสดงอยู่นะ แล้วการตกแต่งด้านในของพิพิธภัณฑ์มันก็สวยด้วยตัวมันเองอยู่แล้วด้วย แต่พอมีแต่คนรีบๆๆๆจะเดินไปข้างหน้าเต็มไปหมดอย่างนี้ ไม่เข้าใจว่าคนเราจะดื่มด่ำกับงานศิลปะในสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ยังไง

ตั้งแต่ผ่านประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์เข้ามา เราเดินกันกว่า 50 นาทีกว่าจะมาถึงตัว Sistine Chapel ซึ่งระหว่างทาง เค้าก็จะบังคับให้เราเดินคดไปเคี้ยวมาเข้าห้องนู้นออกห้องนี้ ไม่ใช่ว่าเราสามารถเดินตรงดิ่งไปยัง Sistine Chapel ได้เลย ระหว่างทางมันจะมีป้ายบอกว่า Sistine Chapel เลี้ยวตรงนี้ แล้วก็จะมีมาเรื่อยๆ จนพอผ่านไปซักพักจะรู้สึกว่าเลี้ยวอยู่นั่นแหละไม่เห็นจะถึงซักที 555555 แล้วพอมาถึงแล้ว ก็คืออารมณ์เดียวกันกับรูป Monalisa ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre เลย คือคนยืนออกันเต็มมมห้องไปหมด แต่ที่ Louvre มันยังเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ เป็นห้องใหญ่ๆที่คนมากระจุกกันอยู่แค่บริเวณเดียว แต่ที่ Sistine Chapel นี่คือเป็นโบสถ์น้อยสมชื่อ คือห้องแบบไม่ได้ใหญ่มากแล้วคนยืนอัดกันเต็มไปหมด เจ้าหน้าที่ต้องคอยบอกให้คนที่เพิ่งเดินเข้ามาขยับไปด้านใน ไม่งั้นพอเข้าห้องมาแล้วก็จะเอาแต่หยุดยืนมองรอบๆ ขวางทางคนข้างหลังกันหมด แล้วด้านใน Sistine Chapel แต่ละคนก็จะเงยหน้าขึ้นมองเพดานกันหมด ความรู้สึกคือยังกับห้องรมแก๊สพิษในค่ายกักกันของนาซียังไงยังงั้นอะ 5555 อีกอย่างคือ ในพิพิธภัณฑ์เราสามารถถ่ายรูปได้หมด แต่ว่าใน Sistine Chapel เค้าห้ามถ่ายรูป ถ้าเกิดเค้าเห็นเรายกกล้องขึ้นมาถ่าย เค้าประกบเลย แล้วก็พาออกไปตรงประตูทางออกโบสถ์ แล้วก็บอกให้ลบรูปเลย ลบเสร็จแล้วต้องโชว์ให้ดูด้วยว่าลบแล้ว

พอออกจาก Sistine Chapel แล้วเราก็จะกลับมาอยู่ตรงแถวๆด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง ซึ่งถ้าใครอยากจะไปเดินดูอย่างอื่นหรือส่วนอื่นของพิพิธภัณฑ์ต่อก็ไปได้ตามใจ ส่วนเพื่อนเราบอกว่าอยากดูแค่ Sistine Chapel นี่แหละ ก็โอเค ออกเลย สรุปว่าเสียเงินพันกว่าบาท เพื่อมาเบียดๆๆกันเดินเข้าห้องรมแก๊สพิษจ้าาาา

แต่เอาจริงๆถามว่าสิ่งของตั่งต่างในพิพิธภัณฑ์สวยมั้ย สวยมากๆนะ แบบสวย ว้าว! หรู แพง และเยอะแยะไปหมด เลือกดูไม่ถูก เพราะฉะนั้นถ้าใครตั้งใจจะมาดูงานศิลปะ หรือมาดู Sistine Chapel ด้วยอารมณ์สุนทรีย์จริงๆ เค้าจะแนะนำให้ซื้อตั๋วหรือทัวร์ที่จะพาเราเข้าไปชมด้านในพิพิธภัณฑ์ก่อนเวลาเปิดจริงแทน เช่นแบบนี้ และแบบนี้ พอเข้าไปแล้วก็รีบๆเดินดุ่ยๆไปยัง Sistine Chapel เลย จะได้มีเวลาดื่มด่ำกับความงามอย่างสงบนานๆ

จบเรื่องที่เที่ยวกันแล้ว มาต่อเรื่องกินต่อกันเนอะ สำหรับที่กินแถวๆวาติกันนี้เราก็ไม่ได้มีอะไรมาแนะนำเป็นพิเศษ แต่ว่ามีอยู่บางเรื่องที่อยากจะขอเตือน คือจากที่อ่านมา พวกร้านอาหารหรือคาเฟ่ที่อยู่ใกล้กับ Saint Peter’s Square และ Vatican Museums มากๆเนี่ย บางร้านจะคิดเงินค่าสถานที่เพิ่มเข้าไปในบิลด้วย และจะมีราคาแพงมาก ยกตัวอย่างเช่นร้านร้าน Caffe Sant Anna ที่อยู่ที่ Borgo Pio, 99 00193 Roma RM ที่ถ้าใครลองเอาที่อยู่ไปเสิร์ชใน Google Maps และลองเปิดอ่านรีวิวร้านดูนั้นจะเห็นเลยว่ามีแต่คนมาสาป

ส่วนร้านที่เราไปกินมา ตอนนั้นเดินผ่านหน้าร้านเฉยๆ แล้วโดนพนักงานสะกดจิตเข้าไปด้วยเมนูอาหารกลางวันเซ็ตละ 9 ยูโร ได้พาสต้าจานนึง กับสลัดหรือเฟรนช์ฟรายอีกจานนึง ซึ่งเอาจริงๆเราว่าอร่อยนะ มื้อนั้นเราสั่งสปาเกตตี้คาโบนารา ซึ่งเราว่าอร่อยมาก และเป็นคาโบนาราที่รสชาติแปลกดี แปลกว่าที่เคยๆกินมา แต่อร่อย แต่ในส่วนของสลัดนั้น เหมือนกินหญ้า 555555 ส่วนราคาก็ 9 ยูโรตามที่เค้าบอกจริงๆ บวกกับเครื่องดื่มอีกอย่างละ 4 หรือ 6 ยูโรก็ว่าไป (เราสั่งไวน์แดง แก้วละ 4 ยูโร เพื่อนสั่งเบียร์ขวดละ 6 ยูโร) ร้านนี้ไม่คิดค่า Service Charge ด้วย แต่ว่าพนักงานเสิร์ฟถามเลยว่าจะทิปรึเปล่า 55 ก็ทิปไปเพื่อสนับสนุนคนทำงานสุจริต ตอนแรกว่าจะบอกแล้วว่าร้านนี้คือร้านไหน แต่เพิ่งมาเสิร์ชหาร้านใน Google Maps เมื่อกี๊ ปรากฏว่าในรีวิวคนสาปเละเหมือนกันนี่นา ด่าว่าเก็บเงินแพงเนี่ยแหละ ก็ไม่รู้ว่าเราโชคดีหรือว่าทางร้านปรับปรุงตัวแล้ว เลยไม่แนะนำดีกว่า แต่สิ่งที่จะแนะนำคือร้านไอติม L’Arena del Gelato ที่อยู่ที่ Via di Porta Castello, 8, 00193 Roma RM ไอติมเจลาโต้ อร่อยมาก เดินไปกินไป ฟิน

แล้วก็จบลงแล้วกับเรื่องของกรุงโรมและนครรัฐวาติกันนี้ สำหรับโรม ก็เป็นอีกเมืองที่เรารู้สึกว่าชอบมากๆ ชอบเป็นพิเศษ อันนี้พูดถึงเรื่องของความสวยงามอย่างเดียวนะนะ สิ่งที่เราชอบมากๆเป็นพิเศษในกรุงโรมคือพวกซากปรักหักพังแถวๆ Colosseum กับวิวจากด้านบนของ Altare della Patria และตัวตึก Altare della Patria เอง โดยเฉพาะเวลากลางคืนเนี่ย เดินดูพวกซากปรักหักพังแล้วมันได้บรรยากาศสุดๆ สวยมากๆ ส่วนในเรื่องของที่เที่ยวอื่นๆในย่านใจกลางเมือง พวก Spanish Steps กับ Trevi Fountains อะไรงี้รู้สึกไม่ว้าวเท่ากับพวกซากปรักหักพังต่างๆ อาจจะเพราะว่ามันเป็นสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ที่ใครๆก็สร้างได้มั้ง อีกอย่าง จริงๆมันก็แค่เป็นบันได กับน้ำพุที่ใหญ่เป็นพิเศษ และมีรูปปั้นตกแต่งเยอะเป็นพิเศษปะ สิ่งที่ทำให้มันดังน่าจะเป็นเรื่องราวเบื้องหลังมากกว่ารึเปล่า ที่เราก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวเบี้องหลังของสถานที่สำคัญเหล่านี้คืออะไร พอไม่รู้ก็เลยไม่อินมั้ง ยิ่งมาเจอนักท่องเที่ยวล้นหลามแบบนี้ยิ่งทำให้รู้สึกเฉยๆขึ้นไปใหญ่

20180402_172019.jpg

ในส่วนของสภาพบ้านเมืองทั่วๆไป จากระยะเวลาสั้นๆที่ไปมาก็รู้สึกว่าโรมเป็นเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องที่สวยงามนะ และเก่าแก่แบบคลาสสิค (อันนี้พูดถึงบ้านเมืองทั่วไปในย่านใจกลางเมืืองนะ ไม่ใช่พวกที่เก่าระดับเป็นซากปรักหักพัง) โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมืองตรงแถวๆ Pantheon เนี่ยเราว่าสวยงามเป็นเอกลักษณ์มาก แต่ว่าบางส่วนของเมืองก็เก่าแก่แบบดั้งเดิมเกินไปจนเกือบจะออกไปทางไร้ระเบียบไปแล้ว มันจะมีตึกบางตึกที่สภาพเหมือนสร้างแบบตามมีตามเกิด สร้างแล้วทุบส่วนหนึ่งทิ้ง สร้างอีกตึกที่หน้าตาไปคนละทางมาซ้อนกัน อะไรอย่างนี้ ถ้าเทียบกับประเทศอย่างเยอรมัน จะเห็นเลยว่าโรมเป็นเมืองที่มีระเบียบน้อยกว่า ตึกรามบ้านช่องจะไม่เนี้ยบเท่ากับที่เยอรมัน และจะมีพวกเสารับสัญญาณโทรทัศน์ติดเต็มเพดานตึกไปหมด  มีเสื้อผ้าแขวนตากผ้ากันให้เห็นจะๆตรงริมหน้าต่าง (แต่อันนี้บางทีก็มองให้เป็นเสน่ห์ของเมืองได้เหมือนกัน) ยิ่งถ้าออกไปแถวนอกเมืองนะ บางทีนึกว่าอยู่แถวต่างจังหวัดในไทย อีกสิ่งที่สังเกตก็คือกรุงโรม และอีกหลายๆเมืองในประเทศอิตาลี บ้านเมืองเค้าจะมีสีออกไปทางโทนสีเหลือง สีส้ม ประมาณนี้หมดเลย ในขณะเดียวกันถ้าเป็นที่ฝรั่งเศส หลายๆเมือง อย่างเช่นเมืองปารีส เมือง Nantes โทนสีก็จะออกไปทางสีขาวๆครีมๆ แต่ถ้าออกไปแถบชานเมือง หรือแถบที่สมัยใหม่หน่อย โทนสีจะออกไปทางสีเทาๆหม่นๆ

20180402_165501.jpg

ส่วนในเรื่องของโจร ตลอด 4 วันในโรมเราไม่สังเกตเห็นใครที่ดูมีพิรุธเลยนะ ตอนขึ้นรถไฟใต้ดินก็พยายามมองแล้วมองอีก ทุกคนก็ดูเป็นคนธรรมดา ไม่เห็นมีแก๊งคนยิปซีในสถานีรถไฟ จะเห็นแค่เด็กยิปซีสองสามคนตรงแถวๆใกล้ๆทางเข้าพิพิธภัณฑ์วาติกัน ที่ทำเป็นเดินไปขอลายเซ็นนักท่องเที่ยวกับขอบริจาคเงิน ซึ่งถ้าเราทำเป็นไม่สนใจและเดินหนีก็จบ อีกอย่าง ตามสถานที่สำคัญต่างๆหรือตามจุดต่างๆที่มีคนเยอะๆ เราก็จะเห็นทหารตำรวจยืนเฝ้ารักษาการณ์อยู่ ก็รู้สึกปลอดภัยดีนะ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเตรียมกระเป๋าเก็บของมีค่าขนาดจิ๋วมาโดยเฉพาะ ใส่บัตร เงิน พาสปอร์ตเอาไว้ แล้วก็ห้อยไว้ข้างใต้เสื้อ กันไว้ดีกว่าแก้

แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาบอกลาเมืองหลวงอันแสนเก่าแก่ที่เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมยุโรปแห่งนี้ และก็เป็นการบอกลามวลมหาประชาชนนักท่องเที่ยวด้วย อันนี้คือยินดีมาก 555 สำหรับจุดหมายต่อไปของเรา เราก็จะเดินทางไปค้างที่เมือง Orvieto ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆทางเหนือของกรุงโรม 2 คืน เมืองนี้จะมีอะไร และระหว่างที่พักที่เมืองนี้ เราจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เอาไว้มาอ่านกันในโพสต์หน้าเนอะ

20180402_192806.jpg

Italy Trip: เก็บตก Rome และ Borghese Garden

ในส่วนของสถานที่สำคัญต่างๆในกรุงโรม เราก็พูดถึงไปในโพสต์ที่แล้วหมดแล้วเนอะ สำหรับโพสต์นี้ก็จะเป็นโพสต์รูปจากมุมอื่นๆของกรุงโรมที่ไม่ใช่สถานที่สำคัญ แล้วก็รูปของสวน Borghese ซึ่งเป็นส่วนขนาดใหญ่อยู่บนเขาลูกเล็กๆทางตอนเหนือของกรุงโรม ติดกับบันได Spanish Steps ถ้าใครมาเที่ยวกรุงโรมแล้วว่างๆไม่มีอะไรทำ หรืออยากหลีกหนีจากนักท่องเที่ยวที่เต็มไปหมด ก็มาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ได้โนะ สงบดี จริงๆแล้วใน Borghese Garden ก็มีพิธภัณฑ์ต่างๆตั้งอยู่ด้วย แต่ว่าเราไม่ได้เข้าไปดู

 

ย่านระหว่าง Teatro Marcello กับ Piazza Venezia

ย่านระหว่าง Trevi Fountain กับ Pantheon

โบสถ์ San Luigi dei Francesi

จาก Castel Sant’Angelo ไปโบสถ์ Museo di Arte Sacra San Giovanni de’ Fiorentini

แถวๆใจกลางเมือง แต่มันคือที่ไหนบ้างก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันนะ อิ

บริเวณแถวๆสถานีรถไฟหลัก Rome Termini