Italy Trip: Pisa & ค่าใช้จ่าย & ปิดทริป

ในที่สุดทริปอิตาลีของเราก็เดินทางมาถึงวันสุดท้าย (ที่เลื่อนวันกลับมาเร็วขึ้นสองวันจากแผนเดิม) วันนี้เราจะเดินทางออกจาก Florence แต่เช้าไปเที่ยวเมือง Pisa เพื่อไปดูสถานที่สำคัญที่เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอิตาลีทั้งประเทศเลยก็ได้ สถานที่นั้นก็คือหอเอนเมือง Pisa นั่นเอง แล้วก็จะเดินทางจากสนามบิน Pisa กลับไปยังประเทศเยอรมนี

การเดินทางจาก Florence ไปยัง Pisa ก็สามารถทำได้ทางรถไฟซึ่งก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เราสามารถเช็ครอบรถไฟได้จากเว็บ http://www.trenitalia.com/tcom-en และสามารถไปซื้อตั๋วรถไฟที่สถานีรถไฟหลักของ Florence ก่อนจะเดินทางได้เลย ราคาตั๋วจะเท่าเดิมตลอดจึงไม่จำเป็นต้องซืื้อล่วงหน้า และเวลาเดินทางจาก Florence ไป Pisa ก็แค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น จริงๆเราสามารถเดินทางโดยรถบัสได้เหมือนกัน แต่ว่ามันยุ่งยากกว่า ต้องไปเดินหาว่ารถบัสอยู่ตรงไหนอีก ต้องขึ้นคันไหนอีก แถมราคาก็พอๆกัน เวลาเดินทางก็พอๆกัน เพราะฉะนั้นรถไฟนี่แหละสะดวกและคุ้มสุด สามารถเช็คในเว็บได้เลยด้วยว่าเราต้องไปขึ้นรถที่ชานชาลาไหน ไม่ต้องกลัวหลง

สำหรับเมือง Pisa นอกจากตรงหอเอน และวิหารอีกสองสามหลังตรงข้างๆหอเอนแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรให้ดูเป็นพิเศษเท่าไหร่ เมืองก็เล็กๆไม่มีอะไรให้ดูมาก แต่จริงๆก็สวยอยู่นะ ที่ Pisa จะมีสถานีรถไฟใหญ่สองสถานีคือสถานี Stazione Pisa Centrale และสถานี Pisa S. Rossore ซึ่งตัวหอเอนจะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟอยู่ เราต้องเดินจากสถานีรถไฟทะลุตัวเมืองเข้าไป และสถานี Pisa S. Rossore ก็จะอยู่ใกล้หอเอนมากกว่าหน่อยนึง

หอเอนเมือง Pisa จะตั้งอยู่บนจัตุรัสที่มีชื่อว่า Piazza dei Miracoli ซึ่งนอกจากหอเอนแล้ว บนจัตุรัสนี้ก็ยังมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอื่นๆที่เราสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ ได้แก่มหาวิหาร Cattedrale di Pisa สุสาน Campo Santo พิพิธภัณฑ์ Museo Delle Sinopie แล้วก็หอล้างบาป Battistero di San Giovanni ที่จริงๆก็เอียงเหมือนกันแต่ว่าเห็นไม่ชัดเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้เราต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชม รวมถึงตัวหอเอนด้วย ในส่วนของหอเอน เค้าจะเปิดให้คนเข้าชมเป็นรอบๆ รอบละครึ่งชั่วโมง ในครึ่งชั่วโมงนี้ก็คือเริ่มนับตั้งแต่เดินเข้า เดินขึ้น เดินลง เดินออกเลย แล้วตอนซื้อตั๋วเราก็ต้องเลือกเวลาว่าจะเข้ากี่โมง ถ้าไปซื้อตั๋วเอาวันนั้นเลยก็อาจจะต้องรอนานหลายรอบกว่าจะได้ขึ้น แต่ระหว่างนั้นเราก็สามารถเดินเที่ยวอาคารอื่นๆที่อยู่รอบๆได้ สำหรับเว็บอย่างเป็นทางการณ์ที่เราสามารถซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่เหล่านี้ได้ก็คือเว็บนี้ แต่ถ้าใครจะไปซื้อตั๋วที่นั่นเลย ที่ขายตั๋วก็จะอยู่ตรงข้างๆหอเอนเลย

ในส่วนของมหาวิหาร Cattedrale di Pisa จะไม่เก็บค่าเข้า แต่ถ้าอยากเข้าชม ต้องไปรับตั๋วที่จุดขายตั๋วด้วย ในตั๋วจะระบุเวลาว่าสามารถเข้าชมได้กี่โมง แต่ถ้าเกิดเราซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมสถานที่อื่นๆแล้ว เราสามารถใช้ตั๋วนั้นเข้าชมมหาวิหารได้เลยตอนไหนก็ได้ไม่กำหนดเวลา

สำหรับทริปนี้ เราไม่ได้ขึ้นไปด้านบนหอเอน เพราะว่ามีเวลาไม่พอ แล้วเราว่าค่าตั๋วค่อนข้างแพงด้วย ตั้ง 18 ยูโร เลยแค่เดินถ่ายรูปรอบๆจัตุรัสนั้น ซึ่งคนเยอะมากๆ แอบถ่ายรูปคนยืนรำวงกัน (ยืนทำท่าเหมือนกำลังแบกหอเอนอยู่) 555

เสร็จแล้วเราก็เดินกลับไปยังสถานีรถไฟ ระหว่างทางก็แวะซื้อแซนด์วิชสไตล์อิตาเลียนจากร้านที่คะแนนรีวิวจาก Tripadvisor ดีมากก่อน ร้านนี้ชื่อร้าน I Porci Comodi ที่อยู่ที่ Via l’Arancio, 4, 56126 Pisa PI รสชาติโอเคไม่ได้ว้าวอะไรมาก แต่น่าจะเป็นเพราะเรารีบกินรีบเดิน แล้วจริงๆเราอยากจะกินเมนูที่เค้าจะให้เป็นจานใหญ่ๆที่จะมีตัวอย่างของแฮมและชีสหลายๆชนิดใส่มาให้ชิมมากกว่า แต่ว่าเวลาไม่พอเลยต้องรีบซื้อรีบเดินรีบกิน

20180410_115815

แซนด์วิชอิตาเลียน ไส้หมูบดอร่อยมากแต่พอกินกับขนมปังแล้วไม่ค่อยได้รสชาติหมูเท่าไหร่

แล้วก็มาถึงสถานีรถไฟอีกครั้ง จากสถานีรถไฟ Pisa เราสามารถเดินไปยังสนามบินเลยก็ได้เพราะว่าอยู่ใกล้กันมาก ระยะทางเท่ากับเดินจากสถานีรถไฟกับหอเอนเลย คือประมาณ 1.8 กิโลเมตร หรือเราจะนั่งรถไฟด่วนที่ชื่อว่า People Mover ก็ได้ ซึ่งเราสามารถขึ้นจากในสถานีรถไฟได้ที่ชานชาลาที่ 14 ตรงนั้นจะมีทางเข้าแยกพิเศษคล้ายๆกับทางเข้าสถานีรถไฟฟ้า คือต้องซื้อตั๋วที่ตู้ขายตั๋วตรงข้างๆทางเข้าแล้วก็เอามาสแกนตรงประตูทางเข้า แล้วประตูก็จะเปิดให้เดินเข้าไป สำหรับ People Mover นี้ก็จะวิ่งเชื่อม 3 สถานี คือสถานีรถไฟหลัก Pisa สถานีที่จอดรถสำหรับผู้มาใช้บริการสนามบิน แล้วก็สถานี Terminal ของสนามบิน ราคาตั๋วเที่ยวละ 2.7 ยูโร ใช้เวลาเดินทางจากสถานีรถไฟไปสนามบินเพียงแค่ 5 นาที สามารถหาข้อมูลเพิ่มได้ที่เว็บนี้เลย

ตอนนั้นเรากะเวลาเดินทางไปถึงสนามบินก่อนเกตปิดประมาณหนึ่งชั่วโมง เพราะว่าเราเช็คอินออนไลน์มาล่วงหน้าแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีกระเป๋าต้องโหลดลงเครื่องด้วย สามารถเดินเข้าสนามบินแล้วก็ตรงดิ่งไปผ่าน Security Check เพื่อขึ้นเครื่องได้เลย เลยไม่ได้เผื่อเวลาไว้มาก พอเดินเข้ามาด้านในสนามบินก็เห็นแถวที่ยาวเหยียดวนไปวนมาของคนที่รอเช็คอินอยู่เลย เราก็เดินแซงแถวตรงนั้นเพื่อตรงไปยังทางเข้า Security Check อย่างสบายใจ แต่ปรากฏว่า ตอนเดินไปใกล้ถึง อ้าว นี่มันแถวรอเข้า Security Check หมดเลยนี่หว่า โอยยย พังๆๆๆ สรุปว่าก็ต้องเดินกลับมาต่อแถวตั้งแต่ปลายแถวที่วนออกมาจนถึงทางเข้าสนามบินเลย โหต่อแถวรอขึ้นเครื่องนานๆขนาดนี้ตั้งแต่มาอยู่ยุโรปก็เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกนี่แหละ สนามบิน Pisa เป็นสนามบินที่บริหารจัดการแย่มาก ต่อแถวไปๆ พอไฟลต์ไหนใกล้จะถึงเวลาออกแล้วแต่คนยังขึ้นไม่ครบก็จะมีเจ้าหน้าที่เดินมาตะโกนเรียกชื่อคนที่ขาดไปจากไฟลต์นั้นตามแถว ให้เดินแซงไปผ่าน Security ข้างหน้าเลย ระหว่างต่อแถวอยู่เห็นคนที่น่าจะตกเครื่องมาตะโกนโหวกเหวกโวยวายใส่เจ้าหน้าที่ด้วย เราก็กลัวจะตกเครื่องเหมือนกัน แต่ว่าสุดท้ายก็ผ่าน Security Check มาทันอย่างฉิวเฉียด มารอขึ้นเครื่องที่เกตต่อ แต่ปรากฏว่าเครื่องบินก็มาถึงดีเลย์อีกจ้า เพราะว่าอากาศไม่ดี ฝนตกหนัก ดีเลย์ไปชั่วโมงได้มั้ง จริงๆแล้วเครื่องบินนี้จะบินไปลงสนามบิน Hahn ซึ่งจากตัวสนามบินเราต้องเดินทางด้วยรถบัสไปยังเมือง Frankfurt ก่อนอีก แล้วค่อยนั่งรถบัสกลับมายังเมือง Karlsruhe ซึ่งเป็นเมืองที่เราอาศัยอยู่อีกต่อหนึ่ง แต่ว่าเครื่องบินที่เรานั่งมันเดินทางมาถึงสนามบิน Hahn ตอนเลยเวลาที่รถบัสออกพอดี แล้วเราจองตั๋วรถบัสมาล่วงหน้าแล้วด้วย ตอนแรกก็ทำใจแล้วว่าคงต้องจองตั๋วใหม่ของรอบถัดไป แต่ปรากฏว่าพอเดินออกมาหน้าสนามบิน รถบัสยังจอดรออยู่ แล้วหลายๆคนที่เดินทางมาจากไฟลต์เดียวกับเราก็ลากกระเป๋าเดินไปขึ้นรถบัสคันนี้เหมือนกัน โชคดีนะเนี่ยที่เค้ารอ สงสัยคนที่จะขึ้นรถบัสคันนี้จะมีแต่คนที่มาจากไฟลต์ของเรารึเปล่าก็ไม่รู้ สำหรับริษัทรถบัสบริษัทนี้ก็มีชื่อว่า Flibco ซึ่งจะให้บริการรถบัสที่เชื่อมระหว่างสนามบินโลว์คอสต์ต่างๆในยุโรปกับตัวเมือง เพิ่งเคยใช้บริการเป็นครั้งแรก ราคาตั๋วถ้าซื้อใกล้ๆจะถือว่าแพงเลย แต่ว่าถ้าซื้อก่อนล่วงหน้าจะถือว่าถูกมากๆ

20180410_123856.jpg

บรรยากาศในสนามบิน Pisa

จากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว จากเมือง Frankfurt เราก็เดินทางโดยรถบัสของ Flixbus ต่อมายัง Karlsruhe กลับบ้านอย่างสวัสดิภาพ จบทริปอิตาลี 11 วัน 10 คืนนี้อย่างสมบูรณ์ เป็นทริปที่สนุกที่สุดและมีเรื่องไม่คาดฝันต่างๆนานาเกิดขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ที่เราออกเที่ยวด้วยตัวเองในยุโรปมาเลยทีเดียว แล้วก็เป็นทริปที่งบบานปลายที่สุดเลยด้วยเหมือนกัน 55555 เดี๋ยวมาดูกันดีกว่าว่าทริปนี้เราใช้เงินไปเท่าไหร่บ้าง

วันที่หนึ่ง

  • เครื่องบินจาก Baden-Baden ไป Rome Ciampino – 32.63 ยูโร
  • รถบัสจากสนามบิน Ciampino ไปสถานีรถไฟใต้ดิน Anagnina – 1.2 ยูโร
  • ตั๋วรถเดินทางในกรุงโรมแบบเหมา 72 ชั่วโมง – 18 ยูโร
  • ซื้อของกินของใช้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต – 7.5 ยูโร
  • อาหารเย็นที่ร้านอาหาร – 19 ยูโร
  • ที่พักที่อพาร์ตเมนท์ทำเลห่างไกลความเจริญ 3 คืน พร้อมอาหารเช้าแบบกระจุ๋มกระจิ๋ม – 83 ยูโร

วันที่สอง

  • ค่าถ่ายรูปกับคนที่แต่งคอสตูมเป็นพระสันตปาปา – 2 ยูโร (จริงๆให้เท่าไหร่ก็ได้)
  • อาหารกลางวันที่ร้านอาหาร – 25.5 ยูโร
  • อาหารเย็นร้านพิซซ่าแบบบ้านๆ – 4 ยูโร

วันที่สาม

  • ค่าเข้ามหาวิหาร Saint Peter’s Basilica – 19 ยูโร
  • ค่าขึ้นไปบนโดมของ Saint Peter – 10 ยูโร
  • อาหารกลางวันที่ร้านอาหาร – 14 ยูโร
  • ไอติมเจลาโต้ 2 ลูก – 3 ยูโร
  • น้ำเปล่าหนึ่งขวดในร้านอาหาร – 2 ยูโร
  • อาหารเย็นที่ร้านอาหาร – 14 ยูโร
  • มันฝรั่งทอด ขนมก๊อบแก๊บ – 1.5 ยูโร

วันที่สี่

  • ค่าเข้า Vatican Museums – 28 ยูโร
  • อาหารกลางวันที่ร้านอาหาร – 15 ยูโร
  • ซื้อสายเคเบิลสำหรับชาร์จโทรศัพท์สายใหม่ – 10 ยูโร
  • รถไฟจาก Rome ไป Orvieto – 7.8 ยูโร
  • รถรางขึ้นเขาที่ Orvieto – 1.3 ยูโร
  • อาหารเย็นที่ร้านอาหาร – 18.5 ยูโร
  • ที่พักที่อพาร์ตเมนท์แบบเลอค่าแต่ได้ส่วนลด 2 คืน – 60 ยูโร

วันที่ห้า

  • รถรางลงเขา – 1.3 ยูโร
  • รถบัสระหว่าง Orvieto กับ Bagnoregio ไปกลับ – 4.4 ยูโร
  • รถมินิบัสระหว่าง Bagnoregio กับ Civita di Bagnoregio ไปกลับ – 1 ยูโร
  • รถรางขึ้นเขา – 1.3 ยูโร
  • อาหารกลางวันที่ร้านอาหาร – 11.5 ยูโร
  • ค่าขึ้นหอคอยชมวิว – 2.8 ยูโร
  • ค่าเข้าชมมหาวิหาร Duomo di Orvieto – 4 ยูโร
  • อาหารเย็นที่ร้านอาหาร – 14 ยูโร

วันที่หก

  • รถไฟจาก Orvieto ไป Chiusi-Chianciano Terme – 4.5 ยูโร
  • รถบัสจาก Chiusi-Chianciano Terme ไป Montepulciano – 3.4 ยูโร
  • ค่าขึ้นหอคอยชมวิว – 5 ยูโร
  • อาหารกลางวันที่ร้านเบอร์เกอร์ – 6 ยูโร
  • รถบัสจาก Montepulciano ไป Pienza – 3.4 ยูโร
  • ค่าเช่าจักรยานไฟฟ้า 3 ชั่วโมง – 18 ยูโร
  • อาหารเย็นที่ร้านอาหาร – 25 ยูโร
  • ที่พักที่ห้อง Studio จาก AirBNB ในใจกลางเมือง 1 คืน ใช้คูปองส่วนลด 20 ยูโรด้วย – 22 ยูโร

วันที่เจ็ด

  • อาหารเช้าจากร้านแซนด์วิช – 5 ยูโร
  • ค่าเช่าจักรยานไฟฟ้า 4 ชั่วโมง – 24 ยูโร
  • ไอติมเจลาโต้ 2 ลูก – 2 ยูโร
  • รถบัสจาก Pienza ไป Siena – 8 ยูโร
  • อาหารกลางวันที่ร้านเบอร์เกอร์ – 15 ยูโร
  • รถบัสจากใจกลางเมืองไปที่พัก – 1.2 ยูโร
  • ที่พักที่โฮสเทลนอกตัวเมือง 1 คืน พร้อมอาหารเช้าแบบอนาถา – 24 ยูโร

วันที่แปด

  • รถบัสจาก Siena ไป San Gimignano – 6 ยูโร
  • ค่าขึ้นหอคอยชมวิว – 4 ยูโร
  • รถบัสจาก San Gimignano ไป Florence – 6.8 ยูโร
  • อาหารกลางวันจากซุ้มขายพิซซ่า – 3 ยูโร
  • ไอติมเจลาโต้ 3 ลูก – 4 ยูโร
  • ซื้อของกินที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต – 3.44 ยูโร
  • ที่พักที่อพาร์ตเมนท์จาก AirBNB ในใจกลางเมือง 2 คืน พร้อมอาหารเช้าแบบโอเคอยู่ – 60 ยูโร

วันที่เก้า

  • อาหารเย็นที่ร้านอาหาร – 20 ยูโร
  • มันฝรั่งทอด ขนมก๊อบแก๊บ – 2 ยูโร

วันที่สิบ

  • รถไฟจาก Florence ไป Lucca –  7.6 ยูโร
  • ร่ม – 5 ยูโร
  • ค่าขึ้นหอคอยชมวิว 2 หอ – 4 ยูโร
  • รถไฟจาก Lucca ไป Florence – 7.6 ยูโร
  • ไอติมเจลาโต้ 2 ลูก – 2 ยูโร
  • อาหารเย็นที่ร้านอาหาร – 19.5 ยูโร
  • ที่พักที่อพาร์ตเมนท์จาก AirBNB ในใจกลางเมือง 1 คืน – 28 ยูโร

วันที่สิบเอ็ด

  • รถไฟจาก Florence ไป Pisa –  8.4 ยูโร
  • อาหารกลางวันจากร้านแซนด์วิช – 6 ยูโร
  • มันฝรั่งทอด ขนมก๊อบแก๊บ – 2 ยูโร
  • รถไฟจากสถานีรถไฟ Pisa ไปสนามบิน Pisa – 2.7 ยูโร
  • เครื่องบินจาก Pisa ไป Hahn – 21.21 ยูโร
  • รถบัสจากสนามบิน Hahn ไป Frankfurt – 16 ยูโร
  • อาหารเย็นที่สถานีรถไฟ Frankfurt – 4.5 ยูโร
  • รถบัสจากสนามบิน Frankfurt ไป Karlsruhe – 7.9 ยูโร

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 855.38 ยูโร = 32569.31 บาท

ยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะเสียอีกคือ

  • ค่าโฮสเทลที่ Florence ที่ลืมยกเลิก 3 คืน – 75 ยูโร
  • เครื่องบินจาก Venice ไป Frankfurt ตามแผนแรกสุด – 15 ยูโร
  • เครื่องบินจาก Venice ไป Frankfurt ตามแผนที่สอง – 15 ยูโร
  • เครื่องบินจาก Venice ไป Frankfurt ตามแผนที่สาม – 13 ยูโร
  • ค่าบริการกดเอทีเอ็มต่างประเทศ ครั้งละ 6.99 ยูโร กดไปทั้งหมด 3 ครั้ง

รวมหมดนี่ก็เป็นประมาณ 139 ยูโร หรือประมาณ 5300 บาท ที่ไม่ควรจะเสียไป เงินจำนวนนี้นี่เอากลับไปโปะเพิ่มตรงค่าที่พักของบางเมืองแล้วเปลี่ยนเป็นที่พักแบบดีๆได้เลยนะเนี่ย น่าเสียดายมาก

เป็นบทเรียนเลยว่า

  1. ห้ามวางใจเรื่องการยกเลิกที่พัก อย่ารีๆรอๆ ถ้ารู้ว่ายกเลิกได้แล้วก็ยกเลิกเลย
  2. เตรียมเงินสดไปเที่ยวให้เยอะๆเลยแล้วเก็บเงินใส่กระเป๋าคล้องคอติดตัวไว้ให้ดี ดีกว่าไปทยอยกดเอทีเอ็มที่ต่างประเทศ ค่าบริการแพงมาก กินข้าวได้มื้อนึงเลย
  3. กำหนดไปเลยว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ห้ามให้ระยะเวลาเกิน 10 วัน จะได้ชัวร์ๆไปเลยว่าจองเที่ยวบินกลับวันนี้นะและห้ามเปลี่ยนแผนอีกแล้วไม่ว่าตอนที่กำลังวางแผนอยู่จะรู้สึกเสียดายอยากไปที่ไหนเพิ่มอีกซักแค่ไหน เพราะตอนที่กำลังวางแผนอะจะเป็นช่วงที่แบบตื่นเต้น อยากจะไปหมดทุกที่เลย แต่พอเที่ยวจริงๆ ผ่านไปซักสิบวันก็อยากกลับบ้านแล้ว จากประสบการณ์ของตัวเรานะ 555
  4. อย่าขี้เกียจทำกับข้าวกินเอง จะได้ประหยัดเงินไปได้อีกเยอะ หรือไม่ก็
  5. บวกเงินค่ากินไปในงบอีกเยอะๆๆ จะได้ตระเวนกินได้อย่างสบายใจ 5555

ทริปนี้จริงๆตอนก่อนจะออกเดินทางที่ยังวางแผนเป็น 13 วัน 12 คืนอยู่ เราลองคำนวณมาแล้วว่าน่าจะใช้เงินประมาณ 800 ยูโร ปรากฏว่าเที่ยวเสร็จ ก็อย่างที่เห็น นี่ขนาดวันน้อยกว่าเดิม ราคายังเกินงบไปอีกจ้าา สาเหตุหลักเลยคือเรื่องอาหาร แล้วก็เรื่องค่าเครื่องบินและรถบัสที่แพงขึ้นตอนที่เปลี่ยนใจกลับก่อน แล้วก็เรื่องที่พักที่หาที่พักฟรีจาก Couchsurfing ไม่ได้เลย อันนี้แอบตกใจเพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ยากจนได้ เพราะอะไรเราเล่าไว้ในโพสต์นี้แล้ว

 

และในที่สุดก็จบลงไปแล้วโนะ กับเรื่องราวของการเดินทางท่องเที่ยวไปในประเทศอิตาลีที่สวยงามแบบโบราณแทบจะทุกระเบียดนิ้ว เคยมีคำกล่าวที่ว่า You may have the universe, if I may have Italy หลังจากที่ไปเที่ยวมานี้เราเข้าใจเลยว่าทำไม เพราะว่าประเทศอิตาลีนี้เป็นประเทศที่เก่าแก่มากจริงๆ หมู่บ้านทุกหมู่บ้าน เมืองทุกเมือง ล้วนแต่มีเรื่องราวความเป็นมา มีร่องรอยแห่งอารยธรรมและมีสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่แต่สวยงามมาก หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านนี่แทบจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้หมดเลยจริงๆ หมู่บ้านบางหมู่บ้านหรือเมืองบางเมืองที่คนรู้จักกันก็ใช่ว่าจะไม่สวย ถ้าเราลองได้นั่งรถหรือรถไฟผ่านเมืองแต่ละเมืองไปเรื่อยๆจะรู้เลยว่าประเทศนี้มีขุมทรัพย์อะไรซ่อนอยู่อีกเยอะมากที่อยู่นอกเส้นทางฮิตๆที่คนชอบไปกัน แล้วก็ไม่ใช่แค่ในส่วนของเมืองโบราณสวยๆ แต่ประเทศอิตาลีก็ยังมีธรรมชาติที่สวยงาม มีทั้งทะเล มีทั้งทะเลสาบ มีทั้งทุ่งหญ้า มีทั้งป่าไม้ มีทั้งภูเขา มีภูเขาไฟทางตอนใต้ของประเทศ แล้วก็ยังมีภูเขาหิมะทางตอนเหนือของประเทศอีก นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารที่หลากหลายแต่ล้วนแต่มีรสชาติที่อร่อยอย่างขึ้นชื่อไปทั่วโลกอีก เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ครบเครื่องจริงๆในเรื่องของการท่องเที่ยว การมาเที่ยวอิตาลีครั้งนี้จัดว่าเป็นการมาลองเชิง มาสำรวจดูก่อนว่าอะไรเป็นอะไร และเรามั่นใจว่าเดี๋ยวเราจะได้กลับมาอีกครั้งแน่นอน และก็หวังว่าจะได้กลับมาซ่อมในส่วนของเมืองบางเมือง และหลายๆสิ่งที่อยากทำในทริปนี้แต่ไม่ได้ทำนะ 555 สำหรับจุดนี้ ก็ดีใจมากที่ในที่สุดก็เขียนเล่าเรื่องของทริปนี้มาจนถึงตอนจบได้ สำหรับปีนี้ก็คงไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนอีกแล้วเพราะว่าใช้เงินคงคลังเกลี้ยงแล้ว แถมยังใช้เกินอีก ก็ทำงานใช้หนี้วนไป 555 จริงๆมีอีกทริปตอนเดือนเมษาเหมือนกันแบบกลับจากอิตาลีมาไม่กี่วันก็ไปทริปนี้เลย แต่ว่าอันนี้เป็นทริปที่ไปกับครอบครัวของเราที่มาเยี่ยมจากไทย ซึ่งจะมาเขียนลงบล็อกรึเปล่าก็ขอดูอีกทีก่อนแล้วก็ขอรอช่วงที่ว่างๆนานๆก่อน แล้วก็อีกทริปที่วางแผนไว้ก็คือตอนเดือนธันวาคมนู่นเลย เป็นทริป New York 7 วัน ที่จองตั๋วโปรมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากมากสุดๆ เพราะจะเป็นครั้งแรกที่เราเดินทรงไปทวีปอเมริกา!!! ระหว่างนี้ก็เก็บเงินไว้สำหรับทริปนี้ทริปเดียวเท่านั้นแหละ แล้วก็เก็บเงินสำหรับค่าทำวีซ่าด้วย แล้วก็ตั้งใจเรียนเก็บหน่วยกิตให้หมดก่อนจะเริ่มทำทีสิส (อ้าวนี่ยังไปเรียนอยู่เหรอ? 55555) สำหรับปีนี้ ชีวิตของเราจะไปจบลงตรงไหน เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะกลับมาอัพเดตต่อ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน แล้วไว้มาพบกันใหม่ในโพสต์หน้านะครับ

 

Advertisements

Italy Trip: Lucca

Lucca เป็นเมืองหนึ่งที่ควรค่าแก่การมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจาก Florence มากเพราะว่าเป็นเมืองเล็กๆที่เก่าแก่และสวยงามมาก เดินเที่ยวทั่วๆสบายๆ อาคารบ้านช่องจะมีส่วนที่เป็นตึกปูนสไตล์คล้ายๆกับที่ Florence แล้วก็จะมีส่วนที่เป็นตึกอิฐตึกหินด้วย ก็จะมีความหลากหลายกว่า Florence น่าสนใจกว่า เราว่าบ้านเรือนที่ Florence มันจะออกเรียบๆไปหน่อย มีแค่ปูนเรียบๆกับหน้าต่าง ประตู ดูธรรมด๊า ธรรมดา ส่วนตัวแล้วเราชอบ Lucca มากกว่า อ้อแล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Lucca น่าเดินเที่ยวมากกว่า Florence ก็เพราะว่าที่นี่มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่ามากๆ แล้วก็ไม่มีรถวิ่งไปมาในเมืองด้วย (ถนนในเมืองเกือบทั้งหมดจะเป็นถนนคนเดียว) เดินเตร็ดเตร่ดูตรอกซอกซอยไปเรื่อยๆ เพลินๆ สบายๆเลย การเดินเที่ยว Lucca จะให้ความรู้สึกว่าเรากำลังเดินดูเมืองที่คนอาศัยอยู่จริงๆ ได้ยินเสียงคนซ้อมดนตรีมาจากตึกซักตึกที่น่าจะเป็นโรงเรียนดนตรี ได้เห็นพ่อแม่มารับลูกจากโรงเรียนแล้วก็เดินกลับบ้านไปตามถนนในเมือง อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเมืองที่ทุกอย่างทำมาเพื่อโชว์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

ไฮไลท์สำคัญๆของเมือง Lucca อย่างแรกเลยก็จะเป็นกำแพงเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ล้อมรอบเมืองอยู่ ถ้าเดินจากสถานีรถไฟมายังตัวเมืองยังไงก็ต้องผ่านแน่นอน กำแพงเมืองนี้ก็มีขนาดใหญ่มากขนาดที่ด้านบนเค้าทำเป็นถนนและเป็นสวนสาธารณะได้

อย่างต่อไปก็คือจัตุรัส Piazza dell’Anfiteatro ซึ่งเป็นจัตุรัสรูปวงรีที่มีอาคารโบราณรูปทรงและสีสันสวยงามตั้งอยู่ล้อมร้อบ ตรงจัตุรัสนี้ตั้งแต่ยุคโรมันจะมีสนามกีฬาที่เหมือนกับ Colosseum ในกรุงโรมตั้งอยู่ วันเวลาผ่านไปสนามกีฬาก็ผุพัง โดยทำลายทิ้ง เหลืออยู่แค่บ้านเรือนที่ตั้งอยู่รอบๆ ที่ยังอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมจัตุรัสนี้ถึงเป็นรูปวงรี

ต่อไปก็จะเป็นหอคอยต่างๆในเมือง จากเมือง San Gimignano เราจะมาชมหอคอยกันอีกครั้งที่เมือง Lucca ซึ่งหอคอยที่โดดเด่นที่สุดก็คงจะเป็นหอคอย Torre Guinigi เพราะว่าบนยอดของหอคอยจะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เต็มไปหมด เป็น Rooftop Garden ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ แล้วก็ถ้าซื้อตั๋วเข้าชม Torre Guinigi แล้ว เราสามารถใช้ตั๋วใบนี้เข้าชมหอคอย Torre delle Ore ซึ่งเป็นหอระฆังที่อยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก (ตรงจุดชมวิวจะอยู่ตรงใต้ระฆังพอดีเลย ระฆังจะดังทุก 15 นาที แล้วก็จะเสียงดังมากกกกก ถ้าใครเป็นคนขวัญอ่อนนี่พอระฆังดังอาจหัวใจวายตายได้ นี่ตอนเราถ่ายๆรูปอยู่ อยู่ดีๆระฆังดังขึ้นมา ตกใจมือถือแทบร่วงเหมือนกัน) ค่าตั๋วจะมีราคาคนทั่วไปกับราคานักเรียน จำไม่ได้แล้วว่าคนทั่วไปราคาเท่าไหร่ แต่ราคานักเรียน 4 ยูโร ตอนนั้นเราแค่ไปยืนอ่านป้ายคำบรรยายประวัติหอคอยตรงหน้าทางเข้า คนขายตั๋วที่เป็นคุณป้าชาวอิตาลีก็เดินมาถามเลยว่าสนใจมั้ย ซื้อตั๋วดูหอนี้ ได้ดูอีกหอด้วยนะ ถ้ามีบัตรนักเรียนจ่ายราคาเท่านี้ แต่เธอไม่ต้องโชว์บัตรนักเรียนหรอก ชั้นคิดราคานักเรียนแหละ แถมตอนเราเดินขึ้นไปข้างบนเค้ายังบอกว่าเอากระเป๋าวางไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ ตรงนี้ก็มีแต่ป้านี่แหละ ไม่มีใครคนอื่นหรอก ใจดีมาก

ต่อไปก็จะเป็นพวกคฤหาสน์หรือวังหรือบ้านคนรวยในอดีตต่างๆที่ตั้งอยู่ปะปนไปกับบ้านคนปกติอยู่ทั่วเมือง เช่น Palazzo Pfanner, Palazzo Mansi, Villa Bottini หลายๆที่ก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลป์ต่างๆที่เศรษฐีตระกูลเจ้าของคฤหาสน์นั้นเก็บสะสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

ส่วนลำดับต่อไป เมื่อมาถึงอิตาลีก็คงจะหนีไม่พ้นโบสถ์และมหาวิหารต่างๆ ซึ่งเมือง Lucca ที่เป็นเมืองเล็กๆนี้เค้าบอกว่ามีโบสถ์อยู่เป็นจำนวนมากถึง 101 โบสถ์เลย!!! ไม่รู้จริงรึเปล่า 555 มหาวิหารที่มีความสำคัญมากที่สุดก็คงจะเป็นมหาวิหาร Duomo di San Martino

สุดท้าย ถ้าใครมีความสนใจในดนตรีคลาสสิคเป็นพิเศษ เมือง Lucca ยังเป็นบ้านเกิดของ Puccini ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงโอเปราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งที่ประเทศอิตาลีเคยมีมาอีกด้วย บ้านหลังที่เป็นบ้านเกิดของ Puccini ทุกวันนี้ก็กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์

ยังไม่หมด! ถ้าใครมีเวลาเยอะ การเช่าขี่จักรยานขี่เที่ยวชมรอบๆกำแพงเมืองก็เป็นกิจกรรมยอดนิยมอย่างหนึ่งของเมือง Lucca เหมือนกัน แหมเสียดายจังที่มาแค่ครึ่งวันแล้ววันนั้นฝนก็ดันตกซะด้วย ไม่งั้นก็อยากจะขี่จักรยานเล่นอยู่หรอก

แค่นี้ก็คงจะทำให้หนึ่งวันในเมือง Lucca เป็นหนึ่งวันที่น่าจดจำได้แล้ว การเดินทางจาก Florence มา Lucca สามารถเดินทางได้โดยรถไฟ ไม่ยากเลย เข้าเว็บ http://www.trenitalia.com/tcom-en เพื่อหารอบรถและเช็คราคาได้เลย ส่วนตั๋วรถไฟก็มาซื้อที่สถานีรถไฟหลักที่ Florence ก่อนรถไฟออกได้เลย ราคาตั๋วคงที่อยู่แล้ว แต่ระวัง ถ้าจะซื้อตั๋วที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ มันจะมีคนมาด้อมๆมองๆแล้วก็มาทำทีเหมือนกับจะช่วยซื้อตั๋ว คือเค้าจะถามทำนองว่าว่าคุณกำลังซื้อตั๋วรถไฟอยู่เหรอ จะนั่งไปไหน คุณต้องการความช่วยเหลือมั้ย ถ้าเราให้เค้าช่วย เค้าจะขอเงินค่าช่วยทีหลัง อันนี้เราก็เจอกับตัว คือเราก็ไม่ได้ให้เค้าช่วยหรอก แต่ขนาดบอก No no ใส่แล้วเค้าก็โนสนโนแคร์ เดินมากดปุ่มตรงเครื่องให้เลยจ้า แล้วก็ทำหน้าเหวี่ยงใส่แบบก็เนี่ย คนอุตส่าห์จะช่วย ยังจะมาโนโนใส่อีก เอ้อ กูผิดอีกเนอะ (แต่แน่ใจว่าเค้าเป็นมิจฉาชีพเพราะแอบมองอยู่ เห็นเค้าเดินไปถามคนไปทั่วเลย) แต่ก็ได้แต่รีบเดินหนีแล้วก็ไปหาเครื่องขายตั๋วเครื่องอื่นที่อยู่ไกลออกไปแล้วก็ซื้อตั๋วใหม่ แต่จริงๆมันจะมีเคาน์เตอร์ขายตั๋วที่เราซื้อตั๋วจากพนักงานได้ จริงๆก็ไปซื้อตรงนั้นก็ได้นะ ราคาเท่ากันแหละ แต่อาจจะต้องต่อคิวนิดนึง

จบแล้ว เรื่องของเมือง Lucca ไม่มีอะไรมาก แต่ว่าประทับใจ เดี๋ยวต่อไปก็จะเป็นโพสต์สุดท้ายในเรื่องของการท่องเที่ยวในทริปนี้ละ เป็นทริปที่ยาวที่สุดที่เคยเล่ามาเลยนะเนี่ย ตั้งสิบกว่าโพสต์ โพสต์หน้าก็จะเป็นเรื่องของวันสุดท้ายของทริปที่เราเดินทางจาก Florence ไปยังเมือง Pisa แล้วก็เดินทางไปสนามบิน Pisa เพื่อบินกลับประเทศเยอรมันต่อ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย เดี๋ยวดูก่อนว่าโพสต์หน้ายาวแค่ไหน ถ้ายาวเกินเดี๋ยวจะยกไปไว้โพสต์ถัดไปอีก แล้วมาติดตามกันต่อโนะ

Italy Trip: Florence

จากเมือง San Gimignano เราเดินทางโดยรถบัสกันต่อเป็นเวลาชั่วโมงกว่าๆ จนมาถึงเมือง Florence ซึ่งเมือง Florence นี้ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดแห่งต้นๆแห่งหนึ่งของประเทศอิตาลีเลย เป็นเมืองที่เป็นจุดกำเนิดของยุคสมัย Renaissance ซึ่งเป็นยุคที่ชาวยุโรปเริ่มกลับมาพัฒนาองค์ความรู้ทั้งในด้านศิลปะและด้านวิทยาศาสตร์กันอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้ตัวเองลุ่มหลงงมงายอยู่กับศาสนาแบบที่ไม่ได้มีการพัฒนาในด้านอื่นๆเลยมายาวนานกว่าพันปี ในเมือง Florence จะมีพิพิธภัณฑ์ต่างๆที่เก็บรวบรวมงานศิลปะจากยุค Renaissance เอาไว้อย่างมากมายนับไม่ถ้วน พิพิธภัณฑ์ที่ดังที่สุดของเมือง Florence ที่ใครที่มาเที่ยวก็ต้องมาเยี่ยมชมก็คงจะหนีไม่พ้น Uffizi Gallery กับ Accademia Gallery ซึ่งที่ Accademia Gallery นี้จะมีผลงานการแกะสลักที่ดังที่สุดชื้นหนึ่งของ Michelangelo ที่ชื่อว่า David ตั้งแสดงอยู่เป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ รูปสลักรูป David นี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศอิตาลีที่ใครๆก็คงเคยเห็นผ่านตามาก่อนแล้วแน่นอน

skip-the-line-florence-accademia-gallery-and-michelangelo-s-david-in-florence-452503

รูปสลัก David ของ Michelangelo ที่ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Accademia Gallery

นอกจากพิพิธภัณฑ์ที่หลากหลายแล้ว เมือง Florence ก็ยังมีสิ่งก่อสร้างตั้งแต่สมัยยุค Renaissance ที่ใหญ่โตและสวยงามให้เที่ยวชมอีกมากมาย ที่เป็นไฮไลท์ก็คงจะเป็นมหาวิหาร Cattedrale di Santa Maria del Fiore อาคารสำคัญๆรอบๆจัตุรัส Piazza della Signoria และมหาวิหาร Basilica of Santa Croce และนอกจากนี้ถ้ามาเที่ยวเมือง Florence ก็ไม่ควรพลาดขึ้นไปชมวิวพาโนรามาของเมืองทั้งเมืองจากบนภูเขาที่จัตุรัส Piazzale Michelangelo ที่สำหรับคนที่ชอบดูวิว ชอบดูเมืองอย่างเราแล้ว สิ่งนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของเมืองนี้เลย

20180408_002241.jpg

อาคารพิพิธภัณฑ์ Uffizi ยามค่ำคืน

และอีกสิ่งที่เป็นไฮไลท์สุดๆของเมือง Florence ก็คือสะพาน Ponte Vecchio ซึ่งเป็นสะพานที่มีอาคารบ้านเรือนตั้งอยู่บนสะพานทั้งสองด้าน ซึ่งทุกอาคารบนสะพานก็จะเป็นร้านขายอัญมณี (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมาตั้งอะไรกันบนสะพานหมด ไม่กลัวจะแย่งลูกค้ากันเหรอออ) และตรงด้านบนของอาคารต่างๆตรงด้านทิศตะวันออกของสะพานก็จะเป็นทางเดินลับที่สร้างลากออกมาจากพระราชวัง Palazzo Vecchio ที่อยู่ตรงจัตุรัส Piazza della Signoria ผ่านทะลุอาคารต่างๆมา ผ่านมาตรงด้านบนของสะพาน Ponte Vecchio ข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ แล้วก็ผ่านทะลุอาคารต่างๆบนอีกฝั่งแม่น้ำจนไปเชื่อมเข้ากับพระราชวัง Palazzo Pitti ซึ่งทางเดินลับนี้ถูกสร้างเอาไว้สำหรับราชวงศ์ที่ปกครองเมือง Florence ในอดีต ทำให้สามารถเดินไปเดินมาระหว่างที่ทำงาน (Palazzo Vecchio) กับที่พักผ่อน (Palazzo Pitti) โดยไม่จำเป็นต้องออกมาเดินบนถนนเลยได้

20180408_145043.jpg

สะพาน Ponte Vecchio บนแม่น้ำ Arno

พูดถึงสถานที่เที่ยวใน Florence แบบสรุปย่อๆไปแล้ว ก็ไม่พูดอะไรมาก มาเข้าเรื่องความประทับใจกันเลยเนอะ เอาตรงๆคือสำหรับเมือง Florence นี้เราประทับใจน้อยที่สุดในทริปเลย T^T ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่านอกจากพวกมหาวิหาร กับอาคารสำคัญๆใหญ่โตอื่นๆแล้ว สภาพตัวเมืองทั่วๆไปดูค่อนข้างจะธรรมดา ไม่ได้มีความสวยงามวิจิตรอะไรเป็นพิเศษเท่าไหร่ คือรู้สึกแบบมันก็เหมือนเมืองยุโรปสวยๆเมืองอื่นทั่วๆไปอะ คือหลังจากที่เราไปเที่ยวเมืองโบราณๆที่มีตึกทำจากอิฐจากหินเกือบหมดมาหลายวัน พอมาเจอเมืองที่อาคารต่างๆดูสมัยใหม่ขึ้นมานิดนึงแล้วทำให้มีความรู้สึกว่าอารมณ์มันชะงักแล้วความประทับใจมันดร็อปไปเลย แล้วอีกอย่างก็คือนักท่องเที่ยว คือมันกลับมาอีกแล้ว มวลมหานักท่องเที่ยว ใจกลางเมืองก็เล็กๆ ตรอกซอกซอยต่างๆในเมืองก็แคบๆ แต่นักท่องเที่ยวก็เดินเบียดเสียดยัดเยียดกันแบบมืดฟ้ามัวดิน แล้วยิ่งเป็นประเทศอิตาลีที่ไม่ค่อยจะทำทางเท้าให้คนเดินแยกออกมาจากถนนให้เป็นกิจจะลักษณะอีก ทำให้บางทีเดี๋ยวเดินไปเดี๋ยวต้องคอยหลบรถไปอีก แถมในเมืองยังมีตลาดนัดแผงลอยขายของอยู่เยอะ แม้กระทั่งตรงแถวๆใจกลางเมืองก็มี รู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นระเบียบเลย แล้วยิ่งบนสะพาน Ponte Vecchio เนี่ยนะ โอ้โห ทั้งคนที่เดินไปเดินมา ทั้งคนที่นั่งเล่น ทั้งคนยืนถ่ายรูป ทั้งคนถ่ายเซลฟี่ ทั้งคนถ่ายรูปให้คนอื่น ทั้งคนถ่ายรูปกลุ่ม ทั้งคนถ่ายรูปเดี่ยว ทั้งคนที่เดินหลบคนที่กำลังถ่ายรูป ฯลฯ มองไปทางไหนก็มีแต่คนๆๆ มืดฟ้ามัวดินไปหมด อยากจะบ้าตาย เดินเที่ยวแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็อยากจะเก็บกระเป๋าหนีไปนอนเมืองอื่นแล้ว 55555 ไม่รู้ว่าปกติคนเยอะขนาดนี้รึเปล่า ช่วงที่เราไปอาจจะเป็นวันหยุดอะไรซักอย่างก็ได้

20180408_151856.jpg

หลังจากที่เดินมาถึง Florence แล้วเราก็เดินจากป้ายรถบัสมายังริมแม่น้ำที่สะพาน Ponte Alla Carraia ก่อน แล้วก็เริ่มเดินมาตามริมแม่น้ำเข้าไปยังใจกลางเมือง ตอนนั้นยังเข้าที่พักไม่ได้เพราะว่าเจ้าของห้องยังไม่อยู่บ้าน สำหรับคืนนี้เราก็จะพักที่ที่พักจาก AirBNB อีกครั้งหนึ่ง ตอนแรกจองโฮสเทลจาก Booking.com ไว้แล้ว แต่ว่าไม่อยากนอนโฮสเทลเพราะว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยจะมีประสบการณ์ที่ดีเท่าไหร่ และที่พักจาก AirBNB ก็ราคาแพงกว่ากันนิดเดียวแถมได้พักคนเดียวสบายใจ เลยจองที่พักจาก AirBNB ตามมาสองที่ เราจะอยู่ที่ Florence ทั้งหมดสามคืน สองคืนแรกนอนที่ที่พักแรก คืนที่สามจะเปลี่ยนไปอีกที่หนึ่ง

หลังจากเดินมาตามริมแม่น้ำซักพัก พอมาถึงสะพาน Ponte Santa Trinita เราก็เลี้ยวซ้ายแล้วก็เดินตรงเข้าไปในตัวเมือง เดินวนไปวนมา เข้าซอยนี้ ออกซอยนั้น ดูบ้านเมือง เก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆ สรุปว่าเย็นวันนั้น ในเวลาสองชั่วโมง ไฮไลท์ทั้งหมดที่เราเล่ามาในย่อหน้าแรกๆ ที่อยู่บนฝั่งทิศเหนือของแม่น้ำ เราเก็บครบหมดเลย ยกเว้น Santa Croce แล้วก็อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ คือแค่เดินแค่นี้ก็รู้สึกอยากจะย้ายเมืองแล้วเพราะว่าคนเยอะเหลือเกิน จริงๆตรง Piazza della Signoria ก็ประทับใจอยู่นะเพราะตึกแต่ละตึกก็ใหญ่โตมโหฬาร แล้วตรงนั้นก็จะมีรูปแกะสลักหินอ่อนอยู่เยอะมาก สวยดี ตรงหน้าทางเข้า Palazzo Vecchio จะมีรูปสลักจำลองของ David ตั้งไว้อยู่ด้วย (ของจริงจะอยู่ใน Accademia Gallery) ส่วนมหาวิหาร Santa Maria ก็ใหญ่โตมากจริงๆ แต่พอคนเยอะๆแล้วมันหมดอารมณ์เท่ี่ยว นี่แอบเห็นป้ายแปะบอกไว้ว่าบัตรเข้าชม Santa Maria ของวันนี้และอีกสองวันต่อไปขายหมดล่วงหน้าไปแล้ว โอ้โห อะไรจะขนาดนั้น นั่นก็หมายความว่าเราหมดโอกาสเข้าชมด้านใน Santa Maria จ้า เพราะว่าวันที่สามนับจากวันนี้เป็นวันที่เราย้ายไปเมืองต่อไปพอดี

จาก Santa Maria เราเดินต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ Accademia Gallery ที่มีรูปปั้น David จริงๆก็สองจิตสองใจว่าจะเข้าไปดูดีมั้ย เพราะว่าใจนึงก็ไม่อยากเสียค่าเข้าสิบกว่ายูโร ส่วนอีกใจนึงก็คิดว่าไหนๆมาถึง Florence แล้วอย่างน้อยมาดูอะไรที่มันเป็นสัญลักษณ์ของ Florence ที่มันดังๆสุดๆซักอย่างหนึ่งก็ยังดี จริงๆตอนที่กำลังเดินไป ดูใน Google Maps ก็เห็นแล้วล่ะว่ามันใกล้ปิดแล้ว ไปถึงไม่ทันแน่ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็ไปเห็นตัวตึกหน่อยก็ยังดี จะได้มีข้ออ้างว่านี่ว่าจะเข้าไปดูข้างในนะแต่ว่ามันปิดพอดีเลยอดเข้า (แต่จริงๆคือไม่อยากเสียค่าเข้า 5555 พอไปถึงก็ปิดแล้วจริงๆ ก็เลยเดินไปที่พักเพื่อไปเช็คอินเลย

ที่พักของเราสำหรับสองคืนแรกอยู่แถวๆ Santa Croce เป็น Bread and Breakfast แบบแชร์อพาร์ตเมนท์กับเจ้าของห้อง แต่ว่ามีห้องนอนส่วนตัว แล้วก็มีอาหารเช้าให้ด้วย ส่วนที่พักของคืนที่สามก็อยู่แถวๆ Santa Croce เหมือนกัน แชร์อพาร์ตเมนท์เหมือนกันแต่ไม่มีอาหารเช้า แต่ว่าเจ้าของห้องแนะนำร้านอาหารเย็นมาให้ แถมยังโทรไปจองแล้วก็บอกให้พนักงานเสิร์ฟเตรียมเครื่องดื่มต้อนรับไว้ด้วย รู้สึกเหมือนแขกวีไอพีไปอีก 555 เดี๋ยวไว้มาเล่าตอนท้ายโพสต์นี้โนะ หลังจากที่เราเช็คเอาท์เข้าที่พักของสองคืนแรกแล้วเราก็นอนพักผ่อนนิดนึง แล้วตอนดึกๆเราก็ออกมาเดินดูเมืองตอนกลางคืน ซึ่งด้วยความที่วันนั้นเป็นวันเสาร์พอดี ทำให้เมืองทั้งเมืองคึกคักไปด้วยนักท่องราตรี ซึ่งมีเยอะมากๆ กลางวันว่าคนเยอะแล้ว กลางคืนคนนี่ก็เยอะไม่แพ้กันเลย แต่ว่าแย่กว่าเพราะว่ามีเสียงเพลงจากผับบาร์ต่างๆเปิดตีกันดังไปหมด โดยเฉพาะในย่านแถวใกล้ๆ Santa Croce ที่เราพักอยู่เนี่ยนะ รู้สึกว่าเสียงเพลงจะดังเป็นพิเศษเลย นอนอยู่ในห้องในบ้านก็ยังได้ยิน นี่อุตส่าห์ออกมาเดินกลางคืนนึกว่าจะสงบๆ ปรากฏว่ายุ่งวุ่นวายไม่แพ้กัน โอ๊ย ปวดหัว

แล้วคืนแรกของเราใน Florence นั้นก็มีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น! เมื่อเราเปิดแอพของ Booking.com ขึ้นมาดูแล้วก็พบว่า เรายังไม่ได้ยกเลิกที่พักที่โฮสเทลที่เราจองเอาไว้ก่อนที่จะมาจองที่พักของ AirBNB!!! =[]=!!! ตกใจสุดขีด ใจหายวาบเลย จะยกเลิกก็ไม่ได้แล้วเพราะว่ามันก็เลยเวลาที่จะเลิกฟรีมาแล้ว ยังไงก็เสียเงิน เจ็บใจมากๆ เสียเงิน 75 ยูโรไปเปล่าๆเลย แทนที่จะเอาไปใช้จองที่พักที่อื่นให้มันดีๆไปเลย ตอนนั้น panic มาก เพราะว่าตั้งแต่วันแรกของทริปจนถึงวันนี้ใช้เงินไปเกินงบที่ตั้งไว้เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เพราะว่าตอนแรกตั้งใจว่าจะทำกับข้าวกินเองด้วยเพื่อประหยัดเงิน กับแอบหวังว่าจะหาที่พักฟรีจาก Couchsurfing ได้ แต่พอเที่ยวจริงๆ ไม่ได้ทำกินเองเลย 555 ขี้เกียจ 555555 กินร้านตลอด ร้านถูกบ้าง แพงบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะแพง 5555 ส่วนที่พักก็อย่างที่รู้ว่าหาจาก Couchsurfing ไม่ได้เลย จ่ายเองตลอด พอมาสะเพร่าเสียเงินไปฟรีๆอย่างนี้อีกมันรู้สึกท้อแท้มาก จากที่รู้สึกว่าความกระตือรือร้นในการเที่ยวค่อนข้างตกต่ำอยู่แล้ว พอมาเจอแบบนี้อีกแล้วมันหมดอารมณ์อยากเที่ยวต่อไปเลย คืนนั้นเราเช็คเที่ยวบินเลยว่ามีเที่ยวบินกลับบ้านวันไหนบ้าง แล้วก็เจอว่าอีกสามวันมีเที่ยวบินจาก Pisa ไปยัง Frankfurt-Hahn ซึ่งตรงกันกับวันที่เราวางแผนว่าจะเดินทางออกจาก Florence อยู่แล้วพอดี เที่ยวบินราคา 21 ยูโร แล้วก็รถบัสมาเมือง Karlsruhe ราคา 24 ยูโร คิดหนักมากว่าจะคุ้มมั้ย ลองเช็คสภาพอากาศดูด้วยว่าหลังจากนั้นอากาศจะเป็นยังไง ปรากฏว่าพยากรณ์อากาศบอกว่าอีกสองวันฝนจะตกแบบ 80-90% ก็เลยตกลงว่าจองตั๋วกลับบ้านก่อนวันที่วางแผนไว้เลยละกัน สรุปว่าช่วงสองคืนสุดท้ายที่เราจะไปเที่ยวที่ Cinque Terre ก็ตัดทิ้งไป ที่พักก็ยกเลิกไป เสียดายอยู่นะ แต่ว่าปลอบใจตัวเองว่าถึงไป ถ้าฝนตกแทบจะ 100% อย่างนี้ยังไงก็คงเที่ยวไม่สนุกอยู่ดี เอาไว้กลับมาเที่ยวคราวหน้าตอนที่อากาศดีๆละกัน

วันต่อไปเราก็นอนตื่นสายๆ เกือบเที่ยง เพราะว่าหมดความกระตือรือร้นที่จะเที่ยวต่อแล้ว 555 ตื่นสายจนเจ้าของห้องบอกว่านึกว่าไม่กินข้าวเช้าแล้ว 55555 วันที่สองใน Florence ก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่อยากเสียเงินเข้าพิพิธภัณฑ์ด้วย เลยออกไปเดินเอื่อยๆดูเมืองเหมือนเมื่อวานนี่แหละ แต่วันนี้เราได้ข้ามไปเดินดูตรงอีกฝั่งแม่น้ำด้วย ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรมาก ไปเดินดูมาแค่ตลาดนัดตรง Piazza Santo Spirito แล้วก็เดินผ่านด้านหน้าพระราชวัง Palazzo Pitti ที่มีพื้นที่กว้างมาก แล้วก็เดินข้ามสะพาน Ponte Vecchio กลับมาอีกฝั่ง ซึ่งบนสะพานก็คนแน่นไปหมด วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่แดดออกด้วย คนก็เลยยิ่งออกมาอยู่นอกบ้านกัน คนแน่นไปหมดทุกมุมเมือง

ช่วงเย็นๆของวันนี้เรามีนัดกับสมาชิกคนนึงจาก Couchsurfing ชื่อ Liam เค้าพาเราขี่จักรยานไปเที่ยวตรงสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ซึ่งก็จะเต็มไปด้วยชาวเมือง Florence ที่ออกมาพักผ่อน เล่นกีฬา และทำกิจกรรมต่างๆกลางแจ้งกัน แล้วก็ยังมีพวกเครื่องเล่นต่างๆอารมณ์เหมือนงานวัดด้วย คนเยอะมาก แต่ว่าตรงนี้น่าจะมีแต่ชาวเมืองแท้ๆ ส่วนในเมืองน่าจะมีีแต่นักท่องเที่ยว 555

เสร็จแล้วช่วงพลบค่ำวันนี้เราตั้งใจจะขึ้นไปดูวิวพระอาทิตย์ตกดินที่ Piazzale Michelangelo ลองเสิร์ชหาวิธีไปใน Google Maps ดูก็เจอว่าเราสามารถนั่งรถบัสสาย 12 ไปได้ แต่ว่าก็อ้อมกันระเบิดเถิดเทิงเลย แต่ด้วยความขี้เกียจเดินเพราะเดินมาทั้งวันแล้ว เราเลยจะนั่งรถบัสนี่แหละ ก่อนจะเดินไปป้ายรถ Liam ก็เอาตั๋วรถบัสมาให้เราใช้ฟรีๆใบนึงเพราะว่าเค้าบอกว่าเค้ามีตั๋วเหลืออยู่และปกติเค้าเดินทางไปไหนมาไหนโดยจักรยาน ไม่ได้ใช้รถบัสอยู่แล้ว ดี๊ดี 555 แต่ไปเสิร์ชมาแล้ว ค่าเดินทางโดยรถบัสหรือรถรางใน Florence นี่ก็เที่ยวละ 1.2 ยูโรเองโนะ ถือว่าถูกมาก พอได้ตั๋วฟรีแล้วเราก็มายืนรอตรงป้ายรถ พอรถมาถึงก็เดินมาตรงริมทางเท้า เตรียมขึ้น แต่ปรากฏว่ารถวิ่งฉิวผ่านไปเลยจ้าาาา เพราะอะไรใครจำได้? เพราะว่าไม่ได้ยกมือขึ้นโบกรถ!! โอ๊ยยย เซ็งเป็ด รอรถคันต่อไปอีกสิบห้านาทีมั้งกว่าจะมาถึง กว่าจะรอรถวิ่งขึ้นไปถึงข้างบนอีกครึ่งชั่วโมงอีก พอเรามาถึง Piazzale Michelangelo พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว อดดูพระอาทิตย์ตกดินเลย ถ่ายรูปตอนนั้นฟ้าก็เริ่มมืดๆ ถ่ายไม่ค่อยสวยแล้ว แต่ว่าวิวจากตรงนี้ เราว่าเป็นไฮไลท์ของ Florence เลยนะสำหรับเรา จากที่เฉยๆมาตลอดพอมาเจอวิวนี้คือประทับใจเลย สำหรับเรา เราว่า Florence เป็นเมืองที่มองจากไกลๆแล้วสวยมาก แต่ถ้าเข้าไปเดินเที่ยว ไปดูใกล้ๆจริงๆจะรู้สึกธรรมดาๆ ถ้าเปรียบเทียบกับโรมที่ไปมาตอนต้นทริป เรารู้สึกประทับใจโรมมากกว่ามาก ส่วนใหญ่เลยก็เพราะมันมีพวกซากปรักหักพังของยุคโรมันที่มันใหญ่โตมากๆอยู่เต็มไปหมด ซึ่งมันหาดูจากที่ไหนในโลกก็ไม่น่าจะได้แล้ว แล้วสไตล์บ้านเมืองและตึกรามบ้านช่องก็ถูกโฉลกกับเรามากกว่า มันดูหรูหราฟู่ฟ่าดี

มีทริคอย่างหนึ่งที่เราจะมาแนะนำสำหรับคนที่มาดูวิวตรง Piazzale Michelangelo ถ้าเราเดินจากตัวจัตุรัสขึ้นไปบนเขาอีกนิดเดียวนะ เราจะเจอกับโบสถ์ Chiesa di San Salvatore al Monte ซึ่งข้างหน้าตัวโบสถ์จะมีบันไดขึ้นไป แล้วจากตรงหน้าโบสถ์ เราก็จะสามารถมองเห็นวิวพาโนรามาของตัวเมืองได้เหมือนกัน แต่ว่าตรงนั้นจะมีคนน้อยกว่าตรง Piazzale Michelangelo มากๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากหลีกหนีคน ก็แนะนำให้มาดูวิวตรงนี้ดีกว่า ห่างออกไปแค่นิดเดียวเอง

หลังจากนั่งดูวิวจนฟ้ามืด เราก็เดินจาก Piazzale Michelangelo ลงไปยังตัวเมืองด้านล่าง แล้วก็เดินกลับไปยังที่พัก ในส่วนของวันถัดไปเราจะนั่งรถไฟไปเที่ยวเมือง Lucca ซึ่งเป็นอีกเมืองเล็กๆที่สวยมากแบบไปเช้าบ่ายกลับกัน แล้ววันหลังจากนั้นเราก็จะออกเดินทางแต่เช้าไปยังเมือง Pisa เพื่อไปเยี่ยมชมหอเอนเมืองปิซ่าที่โด่งดังกัน แล้วก็จะเดินทางต่อไปยังสนามบินเพื่อเดินทางกลับไปยังประเทศเยอรมนี และก็จะถึงเวลาจบเรื่องราวของทริปนี้ในบล็อกนี้เหมือนกัน 55 ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายเดี๋ยวไว้มาสรุปตอนบทสุดท้าย สำหรับบทนี้ เรื่องเที่ยวของ Florence ก็ไม่มีอะไรละ ขอปิดท้ายไปด้วยเรื่องของของกินที่ Florence แล้วเดี๋ยวมาอ่านเรื่องราวของเมือง Lucca ในโพสต์หน้ากันโนะ

Italy Trip: San Gimignano

เวลาล่วงเลยผ่านมาจนขึ้นสัปดาห์ที่สองของทริปอิตาลี วันแรกของสัปดาห์ที่สองของทริปนี้ เราเดินทางออกจากเมือง Siena แต่เช้าไปยังเมือง San Gimignano โดยรถบัส ซึ่งการเดินทางโดยรถบัสในแคว้น Siena นั้น เราสามารถเช็คตารางเวลาและราคาตั๋วได้ที่ https://www.busfox.com/timetable/ ส่วนการซื้อตั๋วที่เมือง Siena เราต้องไปซื้อที่ร้านขายของชำที่ปกติแล้วจะตั้งอยู่ตรงข้างๆป้ายรถ หรือที่บางป้ายรถก็จะมีเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติตั้งอยู่ แต่ว่าไม่สามารถซื้อกับคนขับได้ ที่ประเทศอิตาลีนี้การซื้อตั๋วรถบัสเป็นอะไรที่ไม่มีกฏเกณฑ์ และจะแตกต่างกันไปตามเมืองต่างๆ บางเมืองก็ซื้อจากคนขับได้ บางเมืองก็ไม่ได้ ต้องอาศัยถามคนแถวนั้นหรือถามคนขับเอา เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสซื้อตั๋วและวางแผนมาแล้วว่าจะไปไหนบ้าง ควรซื้อตั๋วล่วงหน้าสำหรับวันต่อๆไปไปเลย (อันนี้คือในกรณีที่สถานที่ที่เราจะไปเที่ยวในวันต่อไปมันอยู่ในขอบเขตการให้บริการของบริษัทเดียวกันกับบริษัทที่จุดจำหน่ายตั๋วจุดนั้นๆสามารถออกตั๋วให้ได้นะ อย่างเช่นอยู่ในแคว้นเดียวกัน อะไรอย่างนี้ ส่วนอันนี้จะรู้ได้ไงว่าที่จุดจำหน่ายตั๋วนี้เราสามารถซื้อตั๋วไปที่นี้ๆได้รึเปล่า ก็ต้องถามคนขายเอาอะแหละ 555 ข้อมูลหายากมาก แต่ข้อมูลอะไรที่เรารู้เราก็จะเล่าให้ฟังในบล็อกโนะ)

slide02.jpg

San Gimignano รูปจากเน็ต

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ โชคดีที่ตรงป้ายรถบัสที่เรามารอขึ้นมีเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติติดตั้งอยู่ เราเลยกดซื้อตั๋วไป San Gimignano ตรงนั้นได้เลย กดเลือกจุดหมายปลายทางแล้วก็หยอดเหรียญจ่ายเงิน ตั๋วรถบัสจาก Siena ไป San Gimignano ราคา 6 ยูโร ซื้อตั๋วเสร็จก็ยืนรอรถบัสซักพัก ซึ่งสำหรับประเทศอิตาลีนี้ รถบัสก็จะไม่ได้มาถึงป้ายตรงเวลาเหมือนที่ประเทศเยอรมัน บางทีก็จะมาถึงช้า บางทีก็มาถึงก่อนเวลา ทำให้เราจำเป็นต้องเดินทางมาถึงป้ายรถก่อนเวลารถออกซักพักใหญ่ๆ เพราะถ้าเรามาถึงแบบกระชั้นชิด บางทีรถอาจจะออกก่อนเวลาไปแล้วก็ได้ สำหรับรอบนี้ รถของเราก็มาถึงช้าเป็นสิบนาทีอยู่ แล้วก็ตอนที่รถมาถึง มันมีรถบัสอีกคันที่มาถึงก่อนจอดรับคนอยู่ เราก็โบกมือเรียกรถคันหลังที่เราต้องขึ้นให้จอด คนขับเห็นก็เอามือชี้ที่รถ เหมือนกับจะถามว่าจะขึ้นคันนี้เหรอ เราก็พยักหน้า เค้าก็กวักมือบอกให้เดินมาขึ้นตรงกลางถนนเลย โอโห เอาอย่างนี้เลยนาจา 5555 ก็เลยต้องเดินไปขึ้นรถตรงกลางถนน ขึ้นเสร็จแล้วรถก็ออกวิ่งไปเลย ไม่ได้เข้าจอดตรงป้าย นี่แหละคือความสำคัญของการโบกรถบัสที่ประเทศอิตาลี ถ้ามัวแต่ยืนเฉยๆ ไม่เล่นใหญ่โบกเรียกแรงๆ รถคงวิ่งเลยไปแล้ว 5555

20180407_103325.jpg

ระหว่างทางรถบัสวิ่งผ่านหมู่บ้าน Monteriggioni ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ถูกล้อมรอบไปด้วยป้อมปราการแน่นหนา

แล้วในที่สุดเราก็ได้ขึ้นมานั่งอยู่ในรถบัสคันที่ถูกต้อง (เลขที่รถบัสกับจุดหมายปลายทางของรถบัสที่ขึ้นแสดงอยู่ตรงด้านบนของกระจกหน้ารถตรงกันกับข้อมูลที่เราหามาจากเว็บตารางเวลารถ) สำหรับคันนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะนั่งเลยป้าย เพราะว่าปลายทางคือป้าย San Gimignano ตรงหน้าประตูเมืองพอดี คราวนี้ต้องไม่พลาดๆ 555

20180407_104504(1).jpg

ระหว่างทางรถบัสวิ่งผ่านเมือง Colle di Val d’Elsa ซึ่งเป็นเมืองที่ตอนแรกเราวางแผนจะไป แต่ตัดออกเพราะจะได้เดินเที่ยว San Gimignano ได้นานๆแบบสบายใจ แต่ตอนรถบัสวิ่งผ่านเมืองนี้แล้วรู้สึกแอบเสียดาย เพราะว่าของจริงสวยมาก เมืองมันจะมีสองส่วน ส่วนที่อยู่บนเขาลูกเล็กๆยาวๆจะเป็นเมืองเก่า ส่วนที่อยู่ตรงตีนเขาจะเป็นเมืองยุคปัจจุบัน

เราเดินทางมาเป็นเวลาชั่วโมงนิดๆ และในที่สุดรถบัสก็มาจอดตรงหน้ากำแพงเมือง San Gimignano วันนั้นก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ท้องฟ้าใสและพระอาทิตย์ส่องแสงแรงจ้า แผดเผาไปอีก ผิวหน้าตอนนั้นคือผ่านมาทั้งฝุ่น ทั้งลม ทั้งเหงื่อ ทั้งแดดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึงหนึ่งอาทิตย์ โฟมล้างหน้าที่เอาหน้าเราอยู่ก็ไม่ได้เอามาเพราะเอาขึ้นเครื่องบินไม่ได้ (ปกติเราใช้โฟมล้างหน้าของ Eucerine) ยังไม่พอ ระหว่างที่เที่ยวก็ยังเอาสบู่ล้างตัวมาล้างหน้าอีก ทำให้ตอนนี้หน้าคือแบบพังไปเลย ทั้งแห้ง ทั้งดำ ทั้งสิว เอามือมาโดนหน้าเมื่อไหร่ก็ต้องรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้สัมผัสกับผิวหน้าอันแห้งกร้านและเม็ดสิวอักเสบที่ผุุุดขึ้นมาทั่วหน้า การมาเที่ยวครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่าอย่าประมาทกับเรื่องโฟมล้างหน้าเด็ดขาด ครั้งต่อๆไปถ้าจะบินไปเที่ยวที่ไหนอีกจะต้องเตรียมขวดเล็กๆขนาดเล็กกว่า 100 มิลลิลิตรมาสำหรับเทโฟมล้างหน้าใส่แล้วก็เอาติดตัวไป จะได้เอาขึ้นเครื่องบินได้  ครั้งนี้พลาดไปแล้วจริงๆ

กลับมาที่เรื่อง San Gimignano ต่อโนะ 555 พอมาถึงแล้วเราก็เริ่มออกเดินเที่ยวเมือง สำหรับเมือง San Gimignano นี้ก็จะมีชื่อเสียงในเรื่องของหอคอยสูงที่ตั้งอยู่ทั่วเมือง ความเป็นมาของหอคอยสูงๆเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย คือในอดีต ถ้าบ้านไหนมีหอคอยสูงๆ แสดงว่าบ้านนั้นร่ำรวย มีอำนาจบารมี เพราะว่าในสมัยนั้น หอคอยสูงๆเป็นอะไรที่สร้างยากมาก ต้องใช้วัสดุ ใช้เงิน และใช้แรงงานคนมากมาย ถ้าไม่รวยจริงๆ และไม่มีบารมีจริงๆเนี่ยสร้างไม่ได้หรอก ครอบครัวเศรษฐีที่หน้าใหญ่ใจโตทั้งหลายในเมืองก็เลยแข่งกันสร้างหอคอยสูงๆมาต้านกัน บ้านไหนหอคอยสูงกว่าก็แสดงว่ารวยกว่า ในสมัยนั้นในเมือง San Gimignano มีหอคอยสูงๆเป็นจำนวนมากถึง 72 หอ! แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ หอคอยหลายๆหอก็ได้ถูกทุบทิ้ง หรือไม่ก็ถูกถล่มลงไปในช่วงสงครามโลก ทำให้ทุกวันนี้เมือง San Gimignano เหลือหอคอยสูงๆอยู่แค่ 14 หอคอยเท่านั้น ด้วยเหตุที่เมือง San Gimignano ดังเรื่องหอคอยทำให้เมืองนี้ถูกขนานนามว่าเป็น The medieval Manhattan of Tuscany ด้วย เก๋มะ

ไหนๆอุตส่าห์มาเที่ยว The medieval Manhattan of Tuscany ทั้งทีแล้ว จะไม่ไปเที่ยวชมหอคอยซักหอดูหน่อยได้ยังไง จริงมะ เมื่อเดินทางมาถึง San Gimignano เราเลยเดินตรงดิ่งไปยัง Tourist Information Center ที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองเลย เพื่อถามว่าที่นี่มีหอคอยไหนที่ขึ้นไปชมได้บ้าง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าจะมีอยู่สองหอคอย หอคอยแรกจะเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในเมือง ชื่อ Torre Grossa ซึ่งเป็นหอระฆัง และเป็นหอคอยที่เป็นของรัฐ ถ้าซื้อบัตรเข้าชมหอคอยนี้ซึ่งมีราคา 9 ยูโรแล้ว จะสามารถใช้บัตรนี้เข้าชมพิพิธภัณฑ์อื่นๆในเมืองได้ด้วยเป็นเวลา 2 วันติดกัน (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้านี้) แล้วก็จะมีอีกหอคอยที่เป็นของเอกชน ชื่อ Torri dei Salvucci ที่ค่าเข้าแค่ประมาณ 4 ยูโรเท่านั้น (จำราคาจริงๆไม่ได้ละ) เจ้าหน้าที่ถามเราว่าจะอยู่เมืองนี้นานแค่ไหน เราตอบว่าแค่ไม่กี่ชั่วโมง เค้าเลยแนะนำให้เราไปชม Torri dei Salvucci ดีกว่า เราก็โอเคตามนั้น แล้วก็ซื้อตั๋วที่ Tourist Information Center ได้เลย จ่ายเงินค่ามัดจำไปก่อน น่าจะ 50 เซ็นต์ แล้วก็เอาใบเสร็จไปจ่ายเงินส่วนที่เหลือที่ตรงชั้นล่างของหอคอย (แต่จริงๆไปซื้อตรงด้านล่างของหอคอยทีเดียวเลยก็ได้ จ่ายราคาเต็มตรงนั้นเลย แล้วแต่ว่าเรากระจายรายได้ให้ Tourist Information Center ด้วยรึเปล่า หรือว่าอยากให้บริิษัทที่บริหารหอคอยนั้นได้รายได้ไปเต็มๆฝ่ายเดียว 555) พอเราจ่ายเงินที่ Tourist Information Center เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมา แล้วก็เดินตรงตัดจัตุรัส Piazza del Duomo ผ่านหน้ามหาวิหาร Duomo di San Gimignano ไปยังตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจัตุรัสเลย เดินตรงต่อไปเรื่อยๆแล้วมองขวาเรื่อยๆจะเห็นประตูที่ติดป้ายบอกว่า Torri dei Salvucci อยู่ พอเดินเข้าไป สภาพข้างในก็จะคล้ายๆโรงแรม ก็คือเป็นทางเดินแล้วก็มีประตูของห้องพักต่างๆตามทางเดิน จะมีอยู่ห้องหนึ่งที่มีเจ้าหน้าที่นั่งประจำอยู่ ตรงนั้นเราก็สามารถจ่ายเงินค่าตั๋วส่วนที่เหลือได้ เสร็จแล้วก็สามารถเดินผ่านประตูบานแคบๆเข้าไปยังตัวหอคอยได้เลย

ในส่วนของด้านในของหอคอยนั้น ตอนแรกเราก็นึกว่าจะเป็นบันไดแคบๆวนขึ้นไปจนถึงบนยอดหอคอยแบบหอคอยทั่วๆไป แต่ว่าไม่ใช่จ้า ด้านในหอคอยนั้น มันคือ Guesthouse!!! คือมันถูกแบ่งเป็นชั้นๆ 10 ชั้น โดยที่แต่ละชั้นก็จะเป็นห้องต่างๆ แล้วก็จะมีบันไดวนเชื่อมระหว่างชั้นเข้าด้วยกัน ห้องแต่ละชั้นก็ตกแต่งแบบยุคปัจจุบันเหมือนบ้านธรรมดาทั่วไปเลยนะ มีโต๊ะตู้เตียง โซฟา ครัว ฯลฯ เหมือนบ้านธรรมดาเลย คือหอคอยนี้จริงๆแล้วเค้าไว้ทำเป็น Guesthouse ให้แขกมาพักด้วย แต่ช่วงที่ไม่มีแขกมาพัก เค้าก็จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ นี่คือเซอร์ไพรส์มาก เกิดมาไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน แต่ก็สงสัยมากว่าในหอคอยแคบๆสูงๆ ที่มีทางขึ้นลงแค่บันไดแคบๆ แล้วก็มีแต่หน้าต่างบานแคบๆอย่างนี้ เค้าขนของใช้และเฟอร์นิเจอร์พวกนี้เข้ามาด้านในได้ยังไง

หลังจากที่เดินขึ้นบันไดผ่านห้องต่างๆมาซักพัก ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงดาดฟ้าตรงยอดหอคอย ซึ่งก็มีโต๊ะเก้าอี้ไว้สำหรับนั่งพัก ส่วนวิวตรงด้านบนหอคอยก็สวยงามตามท้องเรื่อง ก็เห็นตัวเมืองทั้งเมือง เห็นหอคอยอื่นๆ รวมถึงหอคอย Torre Grossa ที่สูงที่สุดในเมืองด้วย แล้วก็เห็นชนบทที่เป็นเนินเขาลูกคลื่นบ้าง ป่าบ้าง สลับๆกันไป ที่ตรงเส้นขอบฟ้าก็จะมองเห็นเทือกเขาหิมะอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าเป็นเทือกเขาแอลป์รึเปล่า

หลังจากชมหอคอยเสร็จ เราก็กลับลงมาข้างล่างต่อ แล้วก็เดินเล่นชมหมู่บ้านไปเรื่อยๆ จากที่เมื่อวานความกระตือรือร้นในการเที่ยวตกต่ำมาก และเวลาเที่ยวก็น้อย ทุกอย่างลนไปหมด วันนี้สถานการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้น มีเวลาเดินเที่ยวชิวๆ ไม่รีบ แล้วความกระตือรือร้นในการเที่ยวก็เพิ่มกลับขึ้นมาอยู่ในระดับปกติ (แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกว่า แค่ได้เห็น Val d’Orcia ตอนพระอาทิตย์ตกตอนสองวันที่ผ่านมาก็พอใจแล้ว ให้กลับบ้านตอนนี้เลยก็รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว)

หลังจากเดินเที่ยวไปซักพักเราก็เริ่มหิวอีกแล้ว พอดีเดินไปเจอร้านขายพิซซ่าเล็กๆข้างทางที่ขายแบบถือไปกินและดูมีคนต่อแถวรอกินเยอะ ราคาก็ชื้นละประมาณ 2-3 ยูโรเอง หน้าตาพิซซ่าก็น่ากิน กลิ่นก็หอม ก็เลยจัดมาหนึ่งชิ้น เป็นพิซซ่าหน้าตาคล้ายๆฮาวายเอี้ยน มีแฮม มีชีส มีสับปะรด รสชาติก็อร่อยดี ชื่อร้าน Riccapizza ร้านอยู่ตรงข้างทาง ใกล้ๆหอคอย Torre del Diavolo จำชัดๆไม่ได้แล้วว่าอยู่ตรงไหน ตำแหน่งที่ขึ้นใน Google Maps ก็ไม่ใช่ร้านนี้ แต่น่าจะเป็นอีกสาขาหนึ่ง

หลังจากกินของคาวเสร็จ ก็ต้องตามด้วยของหวาน ซึ่งก็คือไอติมเจลาโต้นั่นเอง 555 สำหรับไอติมนั้นเราก็มาแวะที่ร้านที่มีคนมุงเยอะอีกเหมือนกัน 55 คือร้าน Gelateria Dondoli ที่อยู่ที่ Piazza Della Cisterna, 4, 53037 San Gimignano SI แต่สำหรับร้านนี้ เค้ามีป้ายติดบอกไว้ตรงหน้าร้านเลยนะว่าเค้าชนะการประกวดไอติมเจลาโต้ระดับโลก โอ้โห ประกาศศักดาขนาดนี้ จะไม่ลองชิมได้ยังไง ก็เลยจัดมาเลยสามก้อน ถามคนขายว่ามีรสอะไรแนะนำ เค้าก็ช่วยๆแนะนำมาให้ สรุปว่าเราก็ได้ก้อนแรกเป็นรส Vinsanto Eggnog ซึ่งเป็นรสชาติของไวน์ประจำเมือง San Gimignano ก้อนที่สองเป็นรส Amedei chocolate ซึ่งเป็นช็อคโกแล็ตที่ชนะรางวัลช็อคโกแล็คที่ดีที่สุดในโลกสี่ปีซ้อน ส่วนก้อนที่สามเป็นรส Crema di Santa Fina ซึ่งเป็นครีมที่มีส่วนผสมจากรสชาติของส้ม วานิลา ถั่ว และ Saffron ซึ่งคืออะไรไม่รู้เหมือนกัน ฟังชื่อรสแล้วดูไฮโซมะ พอได้ชิมดูจริงๆก็บอกได้คำเดียวว่า!!! มันแปลกๆนะ 5555 คือมันก็อร่อยนะ แต่มันเป็นรสชาติที่ไม่คุ้นเคยง่ะ เลยไม่ได้อร่อยแบบ กินเข้าไปคำแรกแล้วโอ้โห! ตบเข่าฉาด อร่อยแบบขึ้นสวรรค์อะไรอย่างนี้ มันจะอารมณ์แบบ หื้มมม โอเค ก็อร่อยดีนะ อะไรอย่างนี้มากกว่า เสียดายจังน่าจะสั่งพวก วานิลลา คาราเมล ช็อคโกแล็ตชิพ อะไรอย่างนี้มา เล่นไปสั่งรสชาติพิศดารมาแบบนี้เลยดื่มด่ำกับความอร่อยได้ไม่เต็มที่เลย 555

หลังจากนั่งกินไอติมไป มองผู้คน เก็บบรรยากาศตรงลานด้านหน้ามหาวิหาร Duomo di San Gimignano ไปจนไอติมหมดแล้ว เราก็เดินกลับมารอขึ้นรถบัสที่หน้าประตูเมือง อ้อใช่ ตั๋วรถบัสสำหรับเดินทางจากเมือง San Gimignano ไปเมือง Florence หรือเมือง Siena เราสามารถซื้อที่ Tourist Information Center ได้เลย เค้าจะแจกตารางเวลารถบัสมาให้เราด้วย แต่ถ้าจะซื้อตั๋วสำหรับไปเมืองอื่นๆก็ไม่แน่ใจนะว่าเค้าขายรึเปล่า แต่ก็น่าจะขายนะ ส่วนตั๋วรถบัสจาก San Gimignano ไป Florence ก็จะราคา 6.8 ยูโร

เสร็จแล้วเราก็ขึ้นรถบัสไปด้วยตั๋วที่ซื้อมาจาก Tourist Information Center มาแล้ว (ขึ้นรถบัสแล้วอย่าลืมเอาตั๋วรถบัสเสียบเข้าเครื่องประทับตราก่อน) แล้วก็นั่งรถมาลงที่สถานีรถไฟเมือง Poggibonsi เพื่อรอเปลี่ยนรถบัสอีกคันไปยังเมือง Florence แล้วก็ขึ้นรถบัสคันนั้นโดยใช้ตั๋วใบเดิมเลย ไม่ต้องเสียบเครื่องประทับตราอีกรอบ แล้วก็เดินทางต่อมายังเมือง Florence แล้วในที่สุดเราก็เดินมาถึงเมือง Florence ที่ใครต่อใครต่างก็พากันบอกว่าเป็นเมืองที่สวยนักสวยหนา คือ 90% ของคนที่เราถามจะบอกว่า Florence เป็นเมืองใหญ่ที่เค้าชอบที่สุดในประเทศอิตาลีเลย ก่อนจะมาเที่ยวทริปนี้เราเลยมีความรู้สึกอยากจะมาเห็นเมือง Florence นี้กับตาตัวเองเป็นพิเศษ เพราะว่าอยากจะรู้นักว่าเมือง Florence นี้มันมีอะไรดี ทำไมคนถึงชื่นชอบกันจัง เดี๋ยวไว้มาอ่านในโพสต์หน้ากันต่อโนะ ว่าความประทับใจของเราที่มีต่อเมือง Florence มันจะเป็นยังไง

Italy Trip: Siena

ไม่ทันไร ทริปอิตาลีของเราในครั้งนี้ก็ผ่านไปจนครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว บ่ายวันที่เจ็ดของทริปก็เป็นเวลาที่เราจะต้องเดินทางจากเมือง Pienza ในแคว้น Val d’Orcia อันงดงามไปยังเมือง Siena ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้น Siena (แคว้น Val d’Orcia ก็เป็นส่วนหนึ่งของแคว้น Siena) ซึ่งการเดินทางโดยรถบัสในแคว้น Siena นั้น เราสามารถเช็คตารางเวลาและราคาตั๋วได้ที่ https://www.busfox.com/timetable/ และถ้าเราขึ้นรถบัสที่ Pienza เราสามารถซื้อตั๋วรถบัสจากคนขับตอนขึ้นรถได้เลย แต่ควรเตรียมเศษเหรียญไปให้พอดีค่าตั๋วเผื่อคนขับไม่มีทอน สำหรับตั๋วรถบัสจาก Pienza ไป Siena ก็จะมีราคา 8 ยูโร

20180406_151053.jpg

ระหว่างทางจาก Pienza ไปยัง Siena เราจะวิ่งผ่านมุมมหาชนที่ดังที่สุดของ Val d’Orcia อีกมุมหนึ่ง ซึ่งก็คือดงต้นสนไซเปรสที่ขึ้นกันเป็นกระจุกอยู่ท่ามกลางเนินเขาโล้นๆแบบในรูปนี้ ตรงจุดนี้จะมีดงต้นสนอยู่สองดง อีกดงจะอยู่ห่างจากถนนออกไป ถ้าเสิร์ช Google Maps ว่า “Cipressi di San Quirico d’Orcia” ก็จะเจอพิกัดของจุดนี้

เราเดินทางมาถึงเมือง Siena ตอนเกือบห้าโมงเย็น แล้วก็นั่งรถเลยป้ายอีกแล้ว 5555 คือปลายทางของรถบัสที่เรานั่งจะวิ่งไปลงที่สถานีรถไฟ Siena แต่ว่าตัวสถานีรถไฟมันจะอยู่ไกลจากตัวเมืองเก่า ถ้าอยากจะลงใกล้ๆตัวเมืองเก่าต้องลงที่ป้าย “Porta Ovile”

หลังจากที่เราไปเที่ยวแต่เมืองเล็กๆกับหมู่บ้านเล็กๆมาหลายวัน พอวันนี้เดินทางมาถึง Siena ก็เกิดอาการช็อคไปนิดนึง เพราะว่าเป็นวันแรกที่กลับมาสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง ทั้งคน ทั้งรถ ทั้งความวุ่นวายต่างๆนานาก็ประดังประเดกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้งจนปรับตัวจากชีวิตสงบๆในชนบทแทบไม่ทัน บวกกับความที่เรายังเพลียจากการขี่จักรยานเมื่อเช้าอยู่ด้วย และความที่เราผ่านความรู้สึกฟินสุดๆจากการขี่จักรยานเที่ยวตอนพระอาทิตย์ตกเมื่อวานมาแล้วด้วย ทำให้เมื่อมาถึง Siena เรากลับมีความรู้สึกว่าขี้เกียจเที่ยวจัง อยากกลับบ้านแล้ว แต่เดี๋ยวๆๆ ยังกลับไม่ได้ ที่พักอะไรก็จองหมดแล้ว แล้วปุบปับจะกลับได้ยังไง ไม่ใช่ใกล้ๆ ยังไงก็ต้องรอบินกลับอีก 5 วันก่อน ก็เลยโอเคๆ เที่ยวต่อก็ได้ แล้วก็ลากสังขารไปเดินเที่ยวเมืองต่อ 555 แต่เอาจริงๆ ตั้งแต่ออกจาก Val d’Orcia มา ความกระตือรือร้นในการเที่ยวตกฮวบเลย

เมือง Siena นี้ อย่างที่บอกว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ทีเดียว และมีถนนหนทาง มีอะไรให้เดินเที่ยวเดินดูเยอะ จึงควรจะมีเวลาให้เมืองนี้อย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม แต่วันนั้นคือเรามีเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เพราะว่ากว่าจะเดินทางมาถึงก็ห้าโมงเย็นแล้ว ประมาณทุ่มกว่าๆฟ้าก็จะมืดแล้ว ไหนจะนั่งรถมาลงป้ายผิด ต้องเสียเวลาเดินจากสถานีรถไฟเข้ามายังตัวเมืองอีก ทำให้เรามีเวลาพอสำหรับแค่กินข้าวมื้อนึงกับไปดูแค่ตรงที่เป็นไฮไลท์ๆจริงๆ ซึ่งก็คือจัตุรัสกลางเมือง Siena กับมหาวิหารของเมือง Siena เท่านั้น

สำหรับจัตุรัสใจกลางเมือง Siena ที่มีชื่อว่า Piazza del Campo ความพิเศษของสถานที่นี้ก็คือมันจะเป็นลานรูปเปลือกหอยที่มีขนาดใหญ่มากๆ ตรงฝั่งหนึ่งของจัตุรัสจะเป็นอาคารศาลากลางที่มีขนาดใหญ่มาก และมีหอคอยชมวิวที่สูงมากด้วย จากตรงด้านหน้าของประตูของศาลากลางจะมีทางลาดแคบๆที่พุ่งตรงไปยังฝั่งอื่นๆของจัตุรัสในทุกทิศทุกทางเสมือนกับเป็นรัศมีที่แผ่ออกมาจากหน้าประตูศาลากลาง พื้นดินฝั่งอื่นๆของจัตุรัสก็จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า แล้วก็จะลาดเอียงลงมาหาประตูทางเข้าศาลากลาง ทำให้พื้นดินของจัตุรัสตรงบริเวณหน้าประตูทางเข้าศาลากลางจะอยู่ในระดับต่ำที่สุด ในส่วนของอาคารที่ล้อมรอบ Piazza del Campo นั้นต่างก็จะมีขนาดที่ใหญ่โตและสวยงามและดูโบราณมาก เหมือนกับเข้าไปอยู่ในหนัง Gladiator ยังไงยังงั้น บนจัตุรัส ถ้าเป็นวันที่อากาศดีอย่างเช่นวันที่เรามานี้ ก็จะมีคนมานั่งพักผ่อนกันตรงจัตุรัสเต็มไปหมด เป็นบรรยากาศที่คึกคัก มีชีวิตชีวา และแปลกตามาก นึกภาพว่าถ้าเป็นลานตรงหน้าสยามพารากอนแล้วมีคนมานั่งพักผ่อนกันเต็มไปหมดตอนวันที่แดดแรงๆ คงประหลาดพิลึก

ส่วนไฮไลท์อีกอย่างของเมือง Siena ก็คือมหาวิหาร Duomo di Siena ที่อยู่ห่างจาก Piazza del Campo ออกไปแค่นิดเดียว ซึ่งก็เป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่มหึมาและสวยงามวิจิตรมากๆ แต่เราไม่ได้เข้าไปชมด้านในเพราะว่าเย็นแล้ว ปิดแล้ว เสียใจ T.T

มาที่เรื่องกินก่อน สำหรับมื้อเย็นนี้เราก็มากินที่ร้านที่หน้าตาเหมือนร้าน fast-food ที่ขายแฮมเบอร์เกอร์สไตล์อิตาเลียน ร้านนี้มีชื่อว่า “Te Ke Voi?” ตั้งอยู่ติดกับจัตุรัส Piazza del Campo เลย จากหน้าต่างตรงชั้นบนของร้านเราสามารถมองออกมาเห็น Piazza del Campo ได้เลย ที่อยู่ของร้านนี้คือ Vicolo S. Pietro, 4, 53100 Siena SI สำหรับมื้อนั้นเราก็สั่งเป็นเซ็ตแฮมเบอร์เกอร์อะไรซักอย่างจำไม่ได้ละ มีแฮมเบอร์เกอร์สไตล์อิตาเลียนมาให้ มันฝรั่งทอดสไตล์อิตาเลียน (มั้ง เพราะว่ามันฝรั่งทอดแบบนี้ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย) แล้วก็น้ำอัดลมแบบ refill เซ็ตนี้ราคา 15 ยูโร จัดว่าแพงแต่ว่าก็ให้ปริมาณเยอะมากๆ แบบเราที่ปกติเป็นคนกินเยอะยังกินแทบไม่หมด แล้วอีกอย่างร้านก็อยู่ในทำเลที่ดี ถ้าไปกินร้านอาหารที่เป็นแบบอาหารจริงๆในทำเลแถวนี้ก็น่าจะราคาแพงกว่านี้หมดนะ แต่ประเด็นสำคัญก็คือรสชาติอร่อย 555 แค่เท่านี้ก็พอใจแล้ว 5555

20180406_173703.jpg

หลังจากกินข้าวเสร็จ เราก็เดินเที่ยววนไปวนมาแถวๆ Piazza del Campo ไม่รู้จะไปไหนดี ไม่ได้ทำการบ้านหาข้อมูลที่เที่ยวเมืองนี้มาล่วงหน้า อีกอย่าง เวลาก็มีไม่เยอะ เลยไม่อยากจะเดินไปไหนไกลๆด้วย เสียดายมากๆ เพราะว่าจากเท่าที่เห็นมาเนี่ย Siena ตรงบริเวณเมืองเก่าเป็นเมืองเก่าที่ดูเก่าแบบขลัง ดูสวยแปลก และน่าสนใจมากๆ ดูมีทางลับ ทางลัดต่างๆมากมาย มีอุโมงค์มีสะพานเชื่อมถนนเส้นนั้นเส้นนี้ ถ้าได้เดินเที่ยวแบบจริงจังคงจะเดินเที่ยวสนุกและมีอะไรให้ดูเยอะมาก อีกอย่าง พวกสถานที่สำคัญเช่นโบสถ์อื่นๆ อะไรงี้ที่เราไม่ได้ไปดู ก็คงจะสวยมากๆ ถือว่าเป็นความพลาดอย่างหนึ่งของเราในทริปนี้ที่ให้เวลากับเมืองนี้แค่นิดเดียว เดี๋ยวต้องหาเวลากลับมาซ่อมเมืองนี้อีกครั้งถ้ามีทริปอิตาลีครั้งหน้า

พอเดินเที่ยวจนฟ้าเริ่มมืด เราก็เข้าเน็ตหารถบัสรอบต่อไปที่จะเดินทางไปยังที่พักของเราที่อยู่ที่นอกเมือง ซึ่งก็สามารถหาจากเว็บ https://www.busfox.com/timetable/ ได้เช่นกัน เสร็จแล้วเราก็เดินมาขึ้นรถบัสที่ป้าย “Siena Tozzi” ซึ่งน่าจะเป็นศูนย์กลางรถบัสของเมืองนี้ ตรงข้างๆป้ายรถ Siena Tozzi นี้จะมีร้านขายของชำชื่อ Tabaccheria “La Lizza” อยู่ ที่อยู่คือ Piazza Antonio Gramsci, 15A, 53100 Siena SI ซึ่งร้านนี้จะขายตั๋วรถบัส แค่เดินเข้าไปบอกพนักงานที่เครื่องคิดเงินว่าเราจะขึ้นรถไปไหน เค้าก็จะปรินท์ตั๋วมาให้ จ่ายเงินได้เลย ที่เมือง Siena นี้คนขับรถบัสจะไม่ขายตั๋ว ต้องหาซื้อมาก่อนจะขึ้นรถ

หลังจากซื้อตั๋วรถบัสเสร็จแล้ว เราก็มาขึ้นรถบัสเดินทางไปยังที่พักของเราในคืนนี้ ซึ่งเป็น Hostel ชื่อ Siena Hostel Guidoriccio ที่ตั้งอยู่ตรงนอกเมืองที่ป้าย “Lo Stellino” เหตุผลที่เลือกมาพักนอกเมืองที่นี่ก็เพราะว่าในตัวเมือง Siena ไม่มี Hostel เลย แล้วเราก็ตั้งใจว่าจะอยู่แค่คืนเดียวอยู่แล้วด้วย เลยวางแผนว่าเดี๋ยวตอนกลางวันเที่ยวในเมืองให้เสร็จ แล้วกลางคืนค่อยเดินทางมาที่พักแล้วเช็คอินละกัน แล้ววันต่อไปก็เดินทางต่อไปเมืองอื่นเลย ไม่กลับเข้าไปในเมืองแล้ว จะได้ประหยัดเงิน และประหยัดเวลาเดินทางในเช้าวันต่อไปด้วย

สำหรับ Siena Hostel Guidoricci ก็เป็นโฮสเทลที่ราคาถูกมาก คือคืนละ 24 ยูโรเท่านั้น ถูกกว่าโรงแรมที่ถูกที่สุดในตัวเมือง Siena ถึงครึ่งนึงเลย และยังมีอาหารเช้าให้ด้วย และที่สำคัญก็คือนี่คือราคาสำหรับห้องที่แชร์กันแค่ 2 คน ซึ่งตอนที่เราไปพัก ไม่มีแขกคนอื่นมาแชร์ด้วย ทำให้เราได้นอนห้องนั้นคนเดียวสบายๆ (ห้องที่แชร์กันหลายๆคนก็มีแต่ว่าราคาถูกกว่ากันแค่ไม่กี่ยูโร) เตียงนุ่มสบาย มีไวไฟฟรี แต่ว่าข้อเสียก็คือสภาพแวดล้อมมันก็ถูกตามราคาอะนะ สภาพเหมือนนอนหอพักนักเรียนแคบๆถูกๆ โดยเฉพาะห้องน้ำนี่ สภาพยังกะห้องน้ำโรงเรียนต่างจังหวัดในชนบทไกลๆ ดีนะที่ยังมีฝักบัวให้ ไม่ได้ให้เอาขันตักน้ำอาบ 555555 ส่วนอาหารเช้าที่มีให้ก็สุดจะทน เพราะว่าตอนแรกนึกว่าจะเป็นบุฟเฟต์กินเท่าไหร่ก็ได้ แต่ปรากฏว่าเค้ากำหนดเลยว่าตอนเช้าเดินเข้าห้องอาหารไปแล้วให้ไปรับถาดอาหารมาเลยคนละถาด ซึ่งในถาดนั้นก็จะใส่ทุกอย่างที่เราสามารถกินได้มาให้ ก็จะมีครัวซองต์ชิ้นนึง น้ำผลไม้ ขนมปังกรอบแผ่นเล็กๆสองแผ่น กับนูเทลลาซองเล็กๆ จะมีที่กินได้ไม่อั้นก็คือซีเรียลแค่นั้น อนาถามากๆ หลังจากที่กินดีอยู่ดีมาติดกันหลายคืน (ถึงจะไม่ได้เป็นอาหารของโรงแรมก็เถอะ) พอมาเจอแบบนี้นี่ยิ่งช็อคไปอีกคูณสอง

20180407_090331

อาหารเช้าสุดอนาถา

หลังจากกินข้าวเสร็จ เราก็เช็คเอาท์ออกจากที่พัก แล้วก็เดินไปรอขึ้นรถบัสที่ป้ายรถบัส “Fontebecci” เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ซึ่งตรงป้ายนี้ก็จะมีเครื่องขายตั๋วรถบัสอัตโนมัติิตั้งอยู่ สามารถกดเลือกได้เลยว่าจะเดินทางไปลงไหน แล้วก็หยอดเหรียญจ่ายเงิน โชคดีนะเนี่ยที่มีเครื่องขายตั๋วตั้งไว้ให้เพราะว่าความจริงมันไม่ได้มีติดตั้งไว้ทุกป้าย ตอนนั้นเราก็ลืมซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้า อยากจะเตือนทุกๆคนที่ไปเที่ยวไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ถ้าเกิดว่าสามารถซื้อตั๋วเดินทางล่วงหน้าได้ ควรซื้อไปก่อนเลยเมื่อมีโอกาส ส่วนในกรณีของเราในวันนี้ จริงๆเราน่าจะซื้อตั๋วล่วงหน้าจากร้าน Tabaccheria “La Lizza” เมืื่อคืนมาก่อน เพราะว่าตั๋วรถบัสที่อิตาลีนี้ เราจะซื้อตอนไหนก็ได้ เพราะยังไงตั๋วจะเริ่มใช้งานได้ก็ต่อเมื่อเราประทับตราตั๋วนั้นที่เครื่องประทับตราบนรถบัสเท่านั้นอยู่ดี ในทริปนี้เราพลาดมาหลายครั้งแล้ว ไม่ยอมซื้อตั๋วมาล่วงหน้า ทำให้พอจะเดินทางจริงๆต้องไปเดินตามหาจุดขายตั๋วอีก บางทีจะเดินทางแต่เช้าตรู่ ร้านขายตั๋วก็ยังไม่เปิดอีก เหมือนตอนวันที่จะเดินทางจาก Orvieto ไปเที่ยว Civita di Bagnoregio ทำให้แทนที่เราจะไปขึ้นรถบัสที่ด้านบนเขาได้เลย กลับต้องเสียเงินนั่งรถรางลงเขาเพื่อไปซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟข้างล่างก่อน แล้วก็รอขึ้นรถบัสรอบต่อไปที่หน้าสถานีรถไฟด้านล่าง เสียเงินสองต่อ เสียเวลา เสียแรงอีก

20180407_100253.jpg

ถนนหลายสายในย่านชานเมืองของประเทศอิตาลีจะไม่มีทางเท้า ตอนแรกเรานึกว่าตรงนี้เค้าให้รถวิ่งผ่านเฉยๆ แต่ปรากฏว่าเห็นคนก็เดินกัน สรุปว่าก็ให้เดินบนไหล่ทางนั่นแหละ แล้วก็คอยระวังรถกันเอาเอง อันตรายนะเนี่ย

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จแล้วเราก็ยืนรอรถบัส ซึ่งสำหรับประเทศอิตาลีนี้ รถบัสก็จะไม่ได้มาถึงป้ายตรงเวลาเหมือนที่ประเทศเยอรมัน บางทีก็จะมาถึงช้า บางทีก็มาถึงก่อนเวลา ทำให้เราจำเป็นต้องเดินทางมาถึงป้ายรถก่อนเวลารถออกซักพักใหญ่ๆ เพราะถ้าเรามาถึงแบบกระชั้นชิด บางทีรถอาจจะออกก่อนเวลาไปแล้วก็ได้ สำหรับรอบนี้ รถของเราก็มาถึงช้าเป็นสิบนาทีอยู่ แล้วก็ตอนที่รถมาถึง มันมีรถบัสอีกคันที่มาถึงก่อนจอดรับคนอยู่ เราก็โบกมือเรียกรถคันหลังที่เราต้องขึ้นให้จอด คนขับเห็นก็เอามือชี้ที่รถ เหมือนกับจะถามว่าจะขึ้นคันนี้เหรอ เราก็พยักหน้า เค้าก็กวักมือบอกให้เดินมาขึ้นตรงกลางถนนเลย โอโห เอาอย่างนี้เลยนาจา 5555 ก็เลยต้องเดินไปขึ้นรถตรงกลางถนน ขึ้นเสร็จแล้วรถก็ออกวิ่งไปเลย ไม่ได้เข้าจอดตรงป้าย นี่แหละคือความสำคัญของการโบกรถบัสที่ประเทศอิตาลี ถ้ามัวแต่ยืนเฉยๆ ไม่เล่นใหญ่โบกเรียกแรงๆ รถคงวิ่งเลยไปแล้ว 5555

สำหรับจุดหมายต่อไปก็จะเป็นเมืองโบราณอีกแล้ว (เอาจริงๆประเทศอิตาลีนี้ก็โบราณทั้งประเทศแหละ) เมืองนี้มีชื่อว่า San Gimignano ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของหอคอยโบราณสูงๆที่มีอยู่ทั่วทั้งเมือง สวยและแปลกมากๆ แต่จะสวยแค่ไหนนั้น เดี๋ยวเอาไว้มาติดตามกันต่อในโพสต์หน้าโนะ

20180407_125059.jpg

San Gimignano

Italy Trip: Cycling in Val d’Orcia

สำหรับโพสต์นี้เราจะมาพูดถึงเรื่องการขี่จักรยานเที่ยว Val d’Orcia กัน ความเดิมตอนที่แล้วคือเราเช่าจักรยานจากร้าน E-Bike Tuscany ที่อยู่ที่ della 23, Via della Buca, 53023 Pienza SI มา ซึ่งเค้าก็มีจักรยานไฟฟ้าให้เช่าในราคา 6 ยูโรต่อชั่วโมง หรือถ้าจะเช่าแบบหนึ่งวันไปเลย ก็ราคาแค่ 35 ยูโรเท่านั้น ซึ่งในราคานี้นอกจากจักรยานแล้วก็ยังมีหมวกกันน็อค เสื้อคลุมสีสะท้อนแสง ล็อคจักรยาน และน้ำดื่มอีกขวดหนึ่งให้ด้วย แล้วเจ้าของร้านที่ชื่อ Steffi ก็เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมาก มีใจรักในงานที่ตัวเองทำ แล้วก็พูดเก่งมาก เค้าจะอธิบายทุกสิ่งอย่าง ทั้งการใช้จักรยาน และเส้นทางที่น่าไปให้เราฟังแบบละเอียดหมดเลย

20180406_094802

ด้านในร้านเช่าจักรยาน E-Bike Tuscany

วันแรกของการเช่าจักรยานไฟฟ้าขี่ เราใช้เวลา 3 ชั่วโมง เส้นทางของวันนี้ก็จะเริ่มจากออกจากตัวเมือง Pienza ไปทางทิศตะวันตก ขี่ไปตามถนนสาย SP146 จนไปถึงหมู่บ้าน San Quirico d’Orcia แล้วก็เดินเที่ยวหมู่บ้านแป๊บนึง ก่อนจะขี่ออกจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันออกไปตามถนนสาย SR2 แล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปในถนนทางลูกรังตรงที่มีป้ายบอกว่าทางไป “Il Rigo – Agriturismo” ซึ่งถนนสายนี้จะพาเราผ่านไปใกล้ๆ Landmark และมุมมหาชนที่สำคัญจุดหนึ่งของ Val d’Orcia ซึ่งก็คือโบสถ์จิ๋ว Cappella di Vitaleta แล้วก็จะลากยาวไปบรรจบกับถนนสาย SP146 ตรงใกล้ๆทางออกจากเมือง Pienza อีกครั้ง แล้วจากจุดนั้นเราก็ขี่จักรยานไปตามถนน SP146 กลับเข้าไปยังหมู่บ้านได้เลย

2018-05-04_094428.jpg

ช่วงแรกก็จะเป็นการขี่จักรยานตามถนนสายหลักไปเรื่อยๆ ถนนสาย SP146 นี้น่าจะเป็นเส้นที่มีรถวิ่งเยอะที่สุดในแถบนี้แล้ว เพราะว่าลากเชื่อมเมืองหลักๆหมดเลย แต่ว่าก็ไม่ได้มีรถวิ่งผ่านเยอะมากนะ ส่วนใหญ่ถนนก็จะโล่งๆ ที่ประเทศอิตาลีจะไม่มีเลนจักรยานแยกออกมาเหมือนที่ประเทศเยอรมัน เราเลยต้องขี่บนถนนเลย แล้วก็พยายามหลบๆรถ พออยากถ่ายรูปตรงไหนก็ขี่เข้าข้างทาง การขี่จักรยานมันดีตรงนี้แหละ อยากจอดถ่ายรูปตรงไหนก็เข้าข้างทางจอดได้เลย ถ้าขับรถเที่ยวจะยากกว่า เพราะคันใหญ่ จอดได้แค่ตรงที่เค้าทำทางแยกออกมาให้จอดแค่นั้น ส่วนในเรื่องของวิวข้างทางก็สวยงามเกินคำบรรยาย เป็นช่วงเส้นทางที่สวยที่สุดของวันนี้ตั้งแต่นั่งรถมาตั้งแต่เช้าแล้ว ขี่จักรยานแป๊บๆ เข้าข้างทางอีกแล้วเพื่อถ่ายรูป ขี่ๆจอดๆอยู่นั่นแหละ นึกว่าจะไปไม่ถึงปลายทางซะแล้ว 555

และหลังจากขี่มาตามถนนสาย SP146 มาได้ซักพัก เราก็จะมาถึงจุดที่เราอุตส่าห์เดินทางมาที่ Val d’Orcia ก็เพื่อมาดูสิ่งนี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็คือบ้านหลังเล็กบนเนินที่ถูกล้อมรอบไปด้วยต้นสนไซเปรสที่เป็นมุมมหาชนที่โด่งดังที่สุดมุมหนึ่งของทุ่งทัสคานีนั่นเอง บ้านหลังนี้มีชื่อว่า Podere Belvedere ถ้าลองเสิร์ชในแผนที่ดูแล้วซูมลงไปใกล้ๆ ก็จะเห็นตำแหน่งที่ในแผนที่เขียนว่า Best Spot To Shoot ‘podere Belvedere’ อยู่ด้วย แต่เราว่ามีอีกตำแหน่งที่ถ่ายรูปออกมาสวยเหมือนกัน แต่สวยในที่นี้คือต้องมีกล้องดีมากนะ เพราะว่าตัวบ้านจริงๆแล้วมันค่อนข้างอยู่ไกลจากถนน ต้องเดินผ่านดงต้นมะกอกไปก่อน แล้วก็ต้องถ่ายซูมถ่ายเจาะแบบสุดพลัง กล้องมือถือเราคือตายไปเลย 555 ในรูปที่เห็นตามอินเตอร์เน็ตหรือโปสการ์ดมันจะสวยมากๆ เพราะกล้องดีด้วยแล้วก็น่าจะเพราะแต่งแสงแต่งสีเพิ่มเยอะด้วย แต่พอมาเห็นสถานที่จริงก็เฉยๆ ไม่ได้สวยมาก เป็นบ้านหลังเล็กๆอยู่ไกลๆ แค่มาให้รู้สึกว่าได้มาเห็นสถานที่ที่อยากมาเห็นสักครั้งหนึ่งในชีวิตแล้วนะเฉยๆ

2018-05-04_110438.jpg

จุดสีเหลืองขอบแดงคืออีกจุดที่เห็น Podere Belvedere ชัด และถ่ายรูปออกมาสวย

จากจุดนี้ ขี่จักรยานต่อมาอีกแค่แป๊บเดียวก็จะถึงหมู่บ้าน San Quirico d’Orcia ซึ่งเป็นหมู่บ้านโบราณเล็กๆ ที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบ เล็กกว่า Pienza อีก เดินดูแป๊บเดียวแล้วก็ไปต่อ

แล้วก็ออกเดินทางกันต่อ สำหรับขานี้เราก็จะขี่จักรยานกลับไปยัง Pienza โดยใช้อีกเส้นทางหนึ่งที่เป็นทางลูกรัง ซึ่งเท่าที่เห็นมาในทริปนี้ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่วิวสวยที่สุดแล้ว เพราะว่ามันตัดเข้าไปในใจกลางของเนินเขาที่มันขึ้นๆลงๆแล้วก็วิ่งขึ้นๆลงๆไปตามเนินเขาลูกคลื่นของ Val d’Orcia เลย และด้วยความที่มันเป็นทางลูกรัง ทำให้ได้บรรยากาศใกล้ชิดกับธรรมชาติยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนั้น ตอนที่เรากำลังขี่จักรยานไปตามทางนี้อยู่ก็เป็นเวลาเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว ทำให้แสงแดดเริ่มอ่อนลง จากที่แดดจัดๆจนต้องหยีตา ตอนนี้ก็มีแต่แสงนวลๆสีทองฉาบไปบนพื้นผิวของทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ทำให้ภาพที่เห็นมีโทนสีที่สบายตาขึ้นและสวยขึ้นมากๆ ด้วยความที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำแล้ว เงาของสิ่งต่างๆก็จะยาวขึ้นด้วย รวมถึงเงาของต้นสนไซเปรสและบ้านหลังเล็กหลังน้อยต่างๆบนเนินเขา รวมถึงเงาของตัวเนินเขาต่างๆเองด้วย ทำให้ภาพที่เราเห็นมันดูมีมิติมากขึ้น เห็นแสงเห็นเงาชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเงาของทิวต้นสนไซเปรสที่ทาบลงมาบนทุ่งหญ้าบนเนินเขาเนี่ยนะ มันเป็นอะไรที่สวยงามมากๆ นอกจากนั้น ตอนช่วงเวลานั้นก็จะมีคนเผาอะไรซักอย่างอยู่ตรงนี้ตรงนั้น ทำให้มันมีควันสีขาวอ่อนๆลอยเอื่อยๆขึ้นมาจากจุดนี้จุดนั้น ยิ่งช่วยประดับประดาบรรยากาศตอนนั้นให้งดงามยิ่งๆขึ้นไปอีก! ต้องบอกว่า Val d’Orcia ที่เห็นมาช่วงกลางวันตอนที่ขี่จักรยานผ่านมาว่าสวยแล้ว แต่ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดินนี่มันยิ่งสวยขึ้นไปอีกหลายเท่าเลย! มันแบบไม่ใช่แค่สวยธรรมดาแล้ว มันต้องใช้คำว่าสวยแบบเหมือนมีมนต์สะกดยังไงยังงั้นเลย!! แต่ตอนนั้นแบตมือถือเราใกล้จะหมดแล้ว แบต power bank ก็หมดแล้วอีก อยากถ่ายรูปไว้เยอะๆก็กลัวแบตหมดแล้วจะติดต่อกับเจ้าของร้านไม่ได้กับดูแผนที่ไม่ได้อีก กลัวกลับไปถึงสายก็กลัว จะหยุดถ่ายรูปนานๆก็ไม่ได้อีกเดี๋ยวกลับไปถึงสาย เลยต้องรีบปั่นจักรยานสุดฤทธิ์ กับพยายามไม่ถ่ายรูปเยอะ เสียดายมากๆ ถ้ามีแบตพอ กับถ้ามีเวลาพอนะ จะถ่ายวิดีโอเก็บไว้ กับถ่ายรูปเก็บไว้เยอะๆเลย คราวหน้าต้องจัดทริปกลับมาซ่อมที่นี่อีกแน่นอน

และแล้ว เราก็กลับมาถึงร้านเช่าจักรยานได้อย่างทันเวลาแบบแบตมือถือเหลืออยู่แค่ 1 เปอร์เซนต์ 5555 ประทับใจมากจริงๆกับการขี่จักรยานครั้งนี้ เอาจริงๆจนถึงตอนนี้ไม่เคยมีสถานที่ไหนที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจและตราตรึงใจได้เท่ากับภาพของ Val d’Orcia ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกที่เราได้เห็นในวันนี้เลย สถานที่ต่างๆที่เราเคยไปมาถึงจะสวยเหมือนสรวงสวรรค์แค่ไหนก็ยังรู้สึกว่ามันคือโลกมนุษย์ แต่ Val d’Orcia ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกนี่มันเป็นอะไรที่เหนือจริง มันเหมือนเป็นภาพความฝันมากกว่าที่จะเป็นความจริง ไม่ได้เวอร์นะแต่มันคือความรู้สึก ณ ตอนนั้นจริงๆ 555 เอาจริงๆถ้ากลับไปเที่ยวอีกรอบอาจจะรู้สึกเฉยๆกว่านี้ก็ได้มั้ง แต่ว่า ณ ตอนนั้น first impression ของเรามันคือเหมือนภาพความฝันจริงๆ 55 ถ่ายรูปออกมายังไงก็ไม่สวยเท่าได้เห็นและสัมผัสกับบรรยากาศของจริง อยากจะแนะนำให้ทุกคนไปเที่ยวกัน มันสวยจริงจริงงงง

วันต่อมา ด้วยความติดใจจากวันแรก เราก็ไปเช่าจักรยานมาอีกครั้ง คราวนี้ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ขี่ออกจาก Pienza ทางทิศใต้ วิ่งไปตามถนนสาย SP18 แล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปยังถนนสาย SP88 เพื่อขี่ไปยังหมู่บ้าน Monticchiello ซึ่งเป็นหมู่บ้านโบราณเล็กๆบนยอดเนิน แล้วก็เดินเที่ยวหมู่บ้านแป๊บนึง ก่อนจะขี่ย้อนกลับมาทางเดิม กลับมายังถนนสาย SP18 แล้วก็ขี่ต่อไปเรื่อยๆจนไปถึงทางแยกที่เจอกับถนนสาย SP53 แล้วก็เลี้ยวขวา ขี่มาเรื่อยๆจนไปถึงทางแยกที่เจอกับถนนสาย SR2 แล้วก็เลี้ยวซ้ายแล้วก็ขี่ไปอีกนิดนึงจนไปถึงหมู่บ้าน Bagno Vignoni ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กมากๆ ที่มีสระน้ำแร่อยู่ตรงจัตุรัสใจกลางหมู่บ้าน เดินเที่ยวแป๊บนึงแล้วก็ขี่จักรยานย้อนกลับมาทางเดิม ขี่ไปตาม SR2 ย้อนขึ้นไปทางทิศเหนือจนไปถึงทางแยกเลี้ยวขวาที่มีป้ายบอกว่าไป “Il Rigo – Agriturismo” ซึ่งก็คือถนนลูกรังเส้นเดียวกับที่เราขี่ผ่านเมื่อวานนี่เอง แล้วก็ขี่ผ่านเส้นนั้นกลับ Pienza เหมือนเมื่อวาน

2018-05-04_094914.jpg

วันนี้ ตอนเราออกเดินทาง ตามข้างทางยังมีหมอกยามเช้าปกคลุมอยู่ทั่วไป ทำให้บรรยากาศยิ่งสวยขึ้นไปอีก แต่เราว่าตอนพระอาทิตย์ตกดินก็ยังสวยกว่า

จากหมู่บ้านเราขี่จักรยานออกมาทางทิศใต้ ซึ่งจะเป็นเนินเขาลาดลงไปเรื่อยๆ มองกลับไปจะเห็นตัวเมืองตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงยอดเนิน แล้วพอขี่ไปอีกซักพักก็จะเป็นเนินลาดขึ้นไป ซึ่งจากตรงนั้นถ้ามองกลับมาก็จะเห็นตัวเมืองทั้งเมืองตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเนินเขาแบบเต็มๆตา เป็นอีกมุมมหาชนที่สวยมากๆ

เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย SP88 ขี่ไปเที่ยวหมู่บ้าน Monticchiello ต่อ หมู่บ้านตรงส่วนที่เป็นเมืองเก่ามีขนาดเล็กๆมาก มีแต่บ้านชาวบ้านจริงๆ กับร้านอาหารสองสามร้าน ไม่มีบาร์ ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวก็มีแค่ไม่กี่ที่ ตอนเราไปก็เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นอีกแค่ไม่กี่คน แล้วก็เห็นลุงๆชาวบ้านนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ตรงข้างๆประตูเมือง พอมีชาวบ้านคนไหนขับรถผ่านไปก็จะเปิดกระจกออกมาทักทายกันที ดูอบอุ่นดีนะ ในตัวเมืองเก่าไม่มีอะไรให้ดูมากนัก มีโบสถ์หลังนึง แล้วก็หอคอยสูงๆอีกหอคอยนึง แต่ว่าหอคอยอันนี้ไม่ได้เปิดให้คนเข้าชมได้ เป็นสมบัติส่วนตัว

ตรงด้านในสุดของหมู่บ้าน Monticchiello จะเป็นเหมือนที่พักแบบส่วนตัว ก็คือจะมีซากของกำแพงเมืองเก่าอยู่ และจะมีหอคอยหอนึงที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองนี้ที่เค้าเรโนเวตใหม่ให้กลายเป็น Guesthouse และด้านหน้าของ Guesthouse นี้ก็จะมีส่วนนั่งเล่นชมวิวเป็นส่วนตัว วิวดีมาก ไม่รู้ราคาเท่าไหร่ ให้อารมณ์ยังกะเป็นเจ้าเมือง คอยดูความเป็นไปของชาวเมืองจากที่นั่งชมวิวหน้าบ้านยังไงยังงั้น 55

เดินเที่ยวเสร็จแล้วเราก็ขี่จักรยานไปต่อ ช่วงที่เป็นถนนสาย SP 53 จะเป็นทางราบๆตรงๆ ไม่มีอะไรมาก ปั่นอย่างเดียวเพราะกลัวกลับไป Pienza ไม่ทันเวลาแล้วจะตกรถ 555 จุดหมายต่อไปก็คือหมู่บ้าน Bagno Vignoni ตอนใกล้ถึงตัวหมู่บ้านก็จะต้องขี่จักรยานขึ้นเขาไปนิดหน่อย

หมู่บ้าน Bagno Vignoni ก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เล็กมาก ส่วนที่เป็นตึกโบราณมีแค่ไม่กี่หลังเอง ล้อมรอบจัตุรัส Piazza delle Sorgenti ซึ่งเป็นจัตุรัสที่มีความพิเศษมาก เพราะว่าไม่ได้เป็นลานกว้างๆแบบจัตุรัสกลางเมืองทั่วๆไป แต่ว่าเป็นสระน้ำแร่ขนาดใหญ่ แล้วตรงตึกที่ล้อมรอบสระนี้อยู่ก็จะเป็นพวกร้านอาหาร น่านั่งกินข้าวชิวๆมาก แต่ว่าตอนนั้นไม่มีเวลาแล้วต้องรีบไปต่อ แต่นอกจากสระน้ำแร่ตรงใจกลางเมืองนี้แล้ว ตรงบริเวณที่จอดรถตรงนอกเมืองก็ยังมีลำธารน้ำแร่สายเล็กๆ และบ่อน้ำแร่ยุคโบราณ แล้วนอกจากนี้ในหมู่บ้านนี้ก็ยังมีโรงแรมและสระว่ายน้ำ และบ่อน้ำแร่สมัยใหม่อีกด้วย ตรงลำธารน้ำแร่นอกเมืองจะอยู่ตรงริมหน้าผา ตรงนั้นเราสามารถชมวิวของ Val d’Orcia ที่อยู่เบื้องล่าง และวิวของหมู่บ้านโบราณ Rocca d’Orcia ที่อยู่บนยอดเขาลูกข้างๆได้อีกด้วย วิวสวยมาก

เสร็จจากหมู่บ้าน Bagno Vignoni เราก็รีบขี่จักรยานต่อเพื่อกลับไปยังเมือง Pienza ให้ทันเวลา เที่ยวนี้ก็จะขี่กลับไปตามเส้นทางเดียวกันกับเส้นทางที่เมื่อวานเราขี่ผ่านตอนพระอาทิตย์ตก จนถึงตอนนี้เราก็ว่ายังเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดที่ได้ขี่มาอยู่ แต่ว่าพอขี่ตอนกลางวันที่แดดจัดๆแล้วมันก็จะสวยแบบธรรมดา ไม่ได้สวยแบบเวอร์วังเหมือนตอนพระอาทิตย์ตก

la-vitaleta.jpg

โบสถ์ Cappella di Vitaleta ใกล้ๆก็จะหน้าตาเป็นแบบนี้ มีบ้านหลังเล็กๆอีกหลังอยู่ใกล้ๆ ภาพจากเน็ต

แล้วเราก็เดินทางกลับมาถึงร้านเช่าจักรยานที่ Pienza ก็เป็นอีกวันที่ได้ขี่จักรยานชมชนบทอย่างจุใจ ประทับใจเหมือนกันแต่ว่าประทับใจน้อยกว่าเมื่อวานเพราะว่าบรรยากาศตอนกลางวันที่แดดจ้าๆยังไงก็สู้ตอนพระอาทิิตย์กำลังจะตกดินไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงวิวทิวทัศน์ก็สวยงามพอๆกันเลย คราวหน้าถ้ามาอีก ถ้าทำได้ก็อยากจะมาอยู่หลายๆวัน จะได้เที่ยวให้จุใจ แต่ไม่รู้จะได้มาอีกเมื่อไหร่ 555 เอาเป็นว่าก็จบเรื่องราวของการขี่จักรยานเที่ยวครั้งนี้แล้วโนะ เดี๋ยวโพสต์ต่อไปจะเป็นเรื่องของเมือง Siena ซึ่งเป็นอีกเมืองใหญ่ของประเทศอิตาลีที่สวยมากๆ แต่คนจะรู้จักน้อยกว่าเมือง Florence ที่อยู่ใกล้ๆกัน สำหรับที่เมือง Siena นี้ จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เดี๋ยวไว้ไปอ่านต่อในโพสต์หน้ากันโนะ

 

Italy Trip: Pienza

ความเดิมตอนที่แล้วคือเรานั่งรถบัสถูกสาย แต่ผิดคัน เลยต้องลงรถที่ Pienza ซึ่งอยู่ก่อนจะถึงป้ายที่อยากไป กว่ารถคันต่อไปจะมาก็ต้องรออีกครึ่งชั่วโมง คิดไม่ตกว่าจะทำไงดี จริงๆก็รอได้นะแต่มันรู้สึกกระวนกระวาย ไม่อยากอยู่เฉยๆ กับรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่เป็นไปตามแผน มันเหมือนเสียเวลาครึ่งชั่วโมงไปฟรีๆ คิดอีกที ไหนๆคืนนี้เราก็จะพักที่เมืองนี้อยู่แล้วก็รีบวิ่งเข้าเมืองไปเช็คอินก่อนละกัน แล้วก็วิ่งกลับมาขึ้นรถบัส หวังว่าคงทัน คิดได้ดังนั้นเลยรีบๆเดินเข้าไปยังตัวหมู่บ้าน ตรงดิ่งไปยังที่พักเลย ยังไม่สนใจชมสภาพแวดล้อมรอบข้าง คืนนี้เป็นที่พักจาก AirBNB พอไปถึงหน้าประตูทางเข้าที่พักแล้วเราก็ส่งข้อความไปบอกเจ้าของห้องว่ามาถึงแล้วนะ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอ้าว เค้าให้บอกล่วงหน้าครึ่งชั่วโมงก่อนจะมาถึงที่พักนี่นา แล้วเจ้าของห้องก็ส่งข้อความตอบกลับมายืนยันสิ่งที่เค้าเคยบอกมาว่าเค้าขอเวลาอีกยี่สิบนาทีถึงจะมาถึงที่พัก มองนาฬิกาตอนนั้นก็คือบายจ้า หมดโอกาสนั่งรถบัสต่อไปเมืองข้างหน้า เพราะถ้ารอเจ้าของห้องอีกยี่สิบนาที กว่าเจ้าของห้องจะมาถึงรถบัสก็ออกไปแล้ว แถมรถบัสรอบนั้นยังเป็นรอบสุดท้ายของช่วงเที่ยงอีก จะมีอีกรอบก็จะเป็นช่วงเย็นนู่นเลย ก็เลยตกลงว่างั้นไม่ไปไหนละ บ่ายนี้ก็ปักหลักที่เมืองนี้แหละ

2018-05-02_234936

ตรงที่ปักหมุดสีแดงคือป้ายรถบัสเมือง Pienza ส่วนในวงสีแดงคือเขตเมืองเก่า ที่เมือง Pienza เราสามารถซื้อตั๋วรถบัสกับคนขับตอนขึ้นรถได้เลย

คิดได้ดังนั้นก็เลยเริ่มออกเดินชมเมืองอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ตอนที่เดินเข้ามาในเมืองเราเดินแบบตรงดิ่งมายังที่พักแบบไม่ได้สนใจสภาพรอบข้างเลย ที่พักของเราในคืนนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีสุดๆ คืออยู่ริมถนนสายหลัก ห่างออกไปจากจัตุรัสใจกลางเมืองแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น สำหรับเมือง Pienza นี้ก็เป็นเมืองหรือหมู่บ้านที่เล็กมาก ระยะทางจากจุดเริ่มต้นของถนนสายหลักของเมืองเก่าไปจนถึงจุดสิ้นสุดคือแค่ 350 เมตรเอง ถ้าเดินปกติแบบไม่แวะชมอะไร ไม่ถึงสิบนาทีก็ทะลุเมืองแล้ว เมือง Pienza นี้เป็นเมืองบ้านเกิดของพระสันตปาปา Pope Pius II ซึ่งเมื่อก่อนเมืองนี้ก็เป็นแค่หมู่บ้านธรรมดาๆชื่อ Corsignano แต่เมื่อ Pope Pius II ได้ขึ้นมาเป็นพระสันตปาปาก็มีการสั่งให้เปลี่ยนโฉมเมือง Corsignano ใหม่ให้กลายเป็นเมืองที่จะต้องเป็นเมืองในอุดมคติแบบยุคสมัยเรเนสซองต์ มีการสร้างจัตุรัสใจกลางเมืองและอาคารที่สำคัญต่างๆที่สวยงามล้อมรอบ และมีการสร้างอาคารบ้านเรือนต่างๆให้ออกมามีหน้าตาที่ได้สัดส่วนและสวยงามตามสมัยนิยมของยุคเรเนสซองต์ แล้วก็เปลี่ยนชื่อเมืองไปเป็น Pienza ซึ่งมีความหมายว่า “The city of Pius”

Pienza_italy

เมือง Pienza บนยอดเนิน ภาพจากเน็ต

จุดที่สำคัญที่สุดของตัวเมืองก็คงจะหนีไม่พ้นจัตุรัส Piazza Pio II ซึ่งเป็นจัตุรัสหลักใจกลางเมืองเก่า และอาคารสำคัญต่างๆที่ล้อมรอบจัตุรัสนี้อยู่ ซึ่งประกอบไปด้วยวิหาร Cattedrale di Santa Maria Assunta พิพิธภัณฑ์ Palazzo Piccolomini พิพิธภัณฑ์ Palazzo Borgia และศาลากลางของเมือง

ด้านหลังของ Palazzo Piccolomini ซึ่งเป็นวังที่พระสันตปาปา Pius II เคยพำนัก จะเป็นสวนเล็กๆสไตล์อิตาเลียนที่จากตรงนั้นเราสามารถชมวิวพาโนรามาของทุ่ง Val d’Orcia ที่งดงามสุดๆได้ และด้านในของ Palazzo Piccolomini ก็จะเป็นห้องหับต่างๆของประสันตปาปา ตอนที่เราไปเราไม่ได้เข้าชมเพราะว่าตอนที่กำลังจะเข้ามันหมดเวลาทำการพอดี แต่ว่าถ้าแค่อยากจะชมวิวพาโนรามาก็ไม่น่าจะจำเป็นต้องเข้าไปชม เพราะว่าตรงรอบนอกของเมืองฝั่งทิศใต้จะมีถนนเล็กๆเหมือนกับเป็นด้านบนของกำแพงเมืองตั้งอยู่ สามารถเดินดูวิวพาโนรามาของทุ่งหญ้าและเนินเขาด้านล่างได้แบบเต็มๆตา เป็นวิวที่สวยมากๆ มันจะเป็นทุ่งหญ้าและเนินเขารูปคลื่นขึ้นๆลงๆสลับกันไปเรื่อยๆจนไปถึงภูเขาลูกใหญ่มากๆที่อยู่ตรงเส้นขอบฟ้า แล้วก็จะมีบ้านเก่าๆ และหมู่บ้าน กับดงต้นไม้ทั่วๆไปและดงต้นสนไซเปรสที่เป็นเอกลักษณ์ของทุ่งทัสคานีขึ้นแซมอยู่ตรงนี้ตรงนั้น เราเห็นครั้งแรกถึงกับต้องตกตะลึงเลย มันยิ่งใหญ่และสวยงามกว่าที่คิดเอาไว้เยอะมาก

นอกจากตรงจัตุรัส Piazza Pio II กับถนนชมวิวริมหมู่บ้าน ใน Pienza ก็ไม่มีอะไรให้ดูเป็นพิเศษละ ก็มีแต่อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ต่างๆ ซึ่งเดินดูก็เพลินๆดี เดินเที่ยวซักพักเราก็เดินกลับมายังที่พักเพื่อมาพบกับเจ้าของห้อง แล้วเค้าก็พาขึ้นไปบนห้องแล้วก็อธิบายนู่นนี่นั่นให้ฟัง ให้กุญแจห้อง แล้วก็แยกย้าย ทีนี้ตอนนั้นยังเพิ่งจะบ่ายสามกว่าๆ แต่เราเดินเที่ยวทั่วเมืองแล้ว อยากไปเที่ยวที่อื่นด้วยแต่รถบัสก็ไม่มีวิ่งแล้ว เราเลยเปลี่ยนมาใช้แผนสำรองที่จริงๆคิดไว้มาก่อนแล้วว่าอยากทำ แต่ว่าตัดสินใจไม่ทำ แผนนี้ก็คือการเช่าจักรยานขี่เที่ยวรอบๆ ที่ตอนแรกตัดสินใจไม่ทำเพราะว่าพื้นที่มันกว้างมาก กลัวเหนื่อย 555 บวกกับไม่อยากจ่ายค่าเช่าแพงๆด้วย แต่ในเมื่อสถานการณ์มันลงเอยแบบนี้แล้วก็คงต้องใช้แผนนี้แล้วแหละ เราลองเสิร์ชคำว่า bicycle rental ใน Google Maps ดูแล้วก็เจอว่าในเมือง Pienza มีร้านให้เช่าจักรยานอยู่ร้านนึง คือร้านนี้ ชื่อร้าน E-bike Tuscany ที่อยู่ที่ della 23, Via della Buca, 53023 Pienza SI แต่ไม่มีรีวิวเลย แต่พอลองเอาชื่อไปเสิร์ชใน Tripadvisor ก็เจอรีวิวดีมาก เลยลองแวะไปดูที่ร้านดู กะว่าเดี๋ยวถามราคาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที 555 พอไปถึงร้านก็เจอเจ้าของร้านที่เป็นผู้หญิงท่าทางทะมัดทะแมง พอเราบอกเค้าว่าสนใจจะเช่าจักรยาน เค้าก็เดินไปหยิบข้าวของพลางพูดบรรยายรัวๆ บอกว่าชั้นมีจักรยานไฟฟ้าคันนี้ให้เธอนะ ขี่ดีมาก แล้วเธอก็ต้องใช้หมวกกันน็อก แล้วก็ต้องมีเสื้อคลุมสะสะท้อนแสง ฯลฯ รอแป๊บเดี๋ยวชั้นเอาเบาะใหม่มาให้ ไหนลองนั่งซิเดี๋ยวปรับเบาะก่อน ฯลฯ รัวมากๆ หาจังหวะถามราคาไม่ทัน จริงๆอยากถามราคาก่อนนะเนี่ยแต่ไม่กล้าขัด เลยปล่อยเลยตามเลย 5555 แต่ก็หาจังหวะถามราคาจนได้ แล้วก็ต้องตกใจ เพราะว่าราคาสำหรับเช่าจักรยานไฟฟ้าพร้อมหมวก ล็อค เสื้อคลุมสีสะท้อนแสง และน้ำอีกหนึ่งขวดนั้นคือชั่วโมงละ 6 ยูโรเอง ซึ่งเราว่าถูกมากๆ โล่งใจ นึกว่ากระเป๋าจะฉีกซะแล้ว เราบอกเจ้าของร้านว่านึกว่าราคาจะแพงกว่านี้ซะอีก เจ้าของร้านก็บอกว่าที่เค้าเปิดร้านนี้ไม่ได้อยากจะได้กำไรมากมาย เค้าทำด้วยความรักในการขี่จักรยานและอยากจะให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ได้สัมผัสกับความงามของ Val d’Orcia ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดที่เค้ารักอย่างใกล้ชิดมากกว่า โอ้โห ได้ยินแล้วขนลุก คำตอบนี้มอบมงให้เลย

หลังจากนั้นเจ้าของก็อธิบายการใช้งานจักรยานไฟฟ้า แล้วก็อธิบายเส้นทางการปั่นให้เราฟัง เราบอกว่าอยากจะปั่นไปหมู่บ้าน San Quirico d’Orcia เค้าก็แนะนำว่าขาไปให้ปั่นไปตามถนนสาย SP146 นะ จะไปถึงหมู่บ้าน แล้วพอออกจากหมู่บ้านก็ให้ปั่นมาตามถนนสาย SR2 แล้วก็เลี้ยวซ้ายเลี้ยวเข้าทางลูกรังตรงป้ายที่บอกว่าไป Il Rigo – Agriturismo แล้วถนนสายนั้นก็จะกลับมาเชื่อมกับถนนสาย SP146 อีกครั้ง ซึ่งจากตรงนั้นก็ให้ขี่กลับทางเดิมมายัง Pienza ได้เลย เจ้าของร้านเป็นคนที่พูดเก่งมากกกก ถ้าเปิดประเด็นหรือลองถามอะไรนิดเดียวนะเค้าจะพูดอธิบายอีกยาวววววเลย จนอยากจะบอกว่าขอเริ่มขี่ได้รึยัง 555 พอคุยกันเสร็จแล้วเราก็เริ่มขี่จักรยานออกจาก Pienza ไปตามทางที่เจ้าของร้านบอก ความรู้สึกตอนที่ขี่จักรยานออกจากเมือง พุ่งไปตามถนน แล้วมีลมเย็นๆพัดผ่านหน้านะ เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ยิ่งเราเป็นคนชอบขี่จักรยานอยู่แล้วด้วย จากที่ตอนแรกล้มเลิกความคิดว่าจะขี่จักรยานไปแล้ว กลับได้ขี่ขึ้นมา ทำให้รู้สึกฟินสุดๆ แล้วด้วยความที่มันเป็นจักรยานไฟฟ้า ทำให้สามารถขี่ไปได้เร็วมากและเหนื่อยน้อยกว่าจักรยานธรรมดาเยอะเลยด้วย แต่ในส่วนของเรื่องของการขี่จักรยานนี้ เราจะยกไปไว้ในโพสต์หน้าโนะ สำหรับโพสต์นี้ เรามาต่อเรื่องของ Pienza ให้จบก่อนดีกว่า จะได้จบในตอนเป็นเรื่องๆไป

20180406_094802.jpg

ด้านในร้านเช่าจักรยาน “E-Bike Tuscany”

หลังจากขี่จักรยานเสร็จแล้วเราก็เอาจักรยานกลับมาคืนที่ร้านตอนเวลาปิดร้านพอดี สรุปว่าวันนั้นก็ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง กลัวแทบแย่กลัวว่าจะกลับมาไม่ทันเวลาร้านปิด แถมแบตมือถือก็เหลืออยู่ 1 เปอร์เซนต์อีก 555 แต่ก็กลับมาถึงอย่างตรงเวลาโดยสวัสดิภาพ 555 หลังจากคืนจักรยาน เจ้าของร้านก็ชวนเม้าต่ออีกสิบกว่านาทีได้ 555 เค้าเล่าว่าถ้ากลับมาอีกให้มาขี่เส้นนี้ๆนะ ถ้ามาตอนหน้าร้อนทุ่งหญ้าจะกลายเป็นสีทองๆสวยมากนะ ถ้ามาตอนตุลา ก็จะเห็นองุ่นออกรวงเต็มไปหมดนะ อะไรอย่างนี้

หลังจากคุยกับเจ้าของร้านเสร็จแล้ว เราก็ออกไปเดินดูวิวของทุ่ง Val d’Orcia ยามสนธยาตรงทางเดินชมวิวตรงทิศใต้ของเมืองแป๊บนึง ก่อนจะกลับมาที่ที่พักเพื่อชาร์จแบตมือถือและชาร์จแบตตัวเราเองด้วยโดยการนอนพักผ่อน เพราะว่าขี่จักรยานเสร็จก็พลังงานหมดเหมือนกัน 555 พอนอนเสร็จตื่นมาอีกทีก็ดึกแล้ว เราเลยออกไปหาข้าวเย็นกิน ซึ่งร้านอาหารในคืนนี้ก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นร้านอาหารเล็กๆที่อยู่ตรงข้ามกับร้านเช่าจักรยานพอดีเด๊ะนี่เอง ชื่อร้าน “La Buca di Enea” ที่อยู่ที่ Via della Buca, 10, 53026 Pienza SI พอดีเปิดรีวิวใน Google Maps อ่านดูแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี