รีวิว Workshop Mechatronische Systeme und Produkte

สิ่งที่เป็นที่สุดของการเรียนคณะ Mechatronik (Mechatronic Engineering) ที่มหาวิทยาลัย Karlsruhe Institute of Technology และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของคณะนี้ของมหาวิทยาลัยทุกๆแห่งเลยด้วยซ้ำ ก็คือหัวข้อที่เรากำลังจะมาเล่าถึงในโพสต์นี้กัน สิ่งๆนั้นคือการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาจริงๆโดยใช้วัตถุดิบและ sensor และ actuator ต่างๆ ร่วมกับการเขียนโปรแกรม เพื่อให้หุ่นยนต์ที่เราสร้างขึ้นมาสามารถทำภารกิจต่างๆนานาให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างอัตโนมัติ แบบไม่ต้องมีการควบคุมอะไรเลย เป็นไงล่ะ ฟังดูน่าตื่นเต้นสุดๆไปเลยใช่รึเปล่าาา (ใช่ครับ/ใช่ค่ะ)

สำหรับที่มหาลัย KIT การสร้างหุ่นยนต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Mechatronische Systeme und Produkte (Mechatronic systems and products) ซึ่งวิชานี้เป็นวิชาเดียวในป.ตรีที่เป็นของคณะ Mechatronik จริงๆ และเรียนกันแค่นักเรียนคณะ Mechatronik จริงๆ (บวกกับนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik ที่เรียนไปเป็นครูวิทยาศาสตร์อีกไม่กี่คน) วิชาของป.ตรีที่ผ่านๆมา นักเรียนคณะ Mechatronik จะต้องไปนั่งเรียนรวมกับคณะอื่นๆหมดเลย แต่สำหรับวิชานี้ ถึงจะมีใครจากคณะอื่นอยากมาเรียนหรือมาทำ Workshop ด้วย แต่ก็ทำไม่ได้นาจา สงวนไว้สำหรับนักเรียนคณะ Mechatronik และคณะ Naturwissenschaft und Technik เท่านั้น

สำหรับวิชา Mechatronische Systeme und Produkte นี้ จะแบ่งเป็นส่วนทฤษฎี กับส่วนปฏิบัติซึ่งก็คือ Workshop ที่จะกินระยะเวลาเยอะกว่ามาก ส่วนทฤษฎีนี่จริงๆเรียนไปแค่ประมาณครึ่งเทอมก็จบแล้ว ตัว Workshop ก็จะเป็นในเรื่องของการสร้างหุ่นยนต์นั่นเอง โดยเค้าจะมีเลโก้และตัว sensor กับ actuator ต่างๆ ของบริษัท Fischertechnik มาให้ แล้วก็จะมีวัสดุพิเศษอีกอย่างมาให้ใช้ ก็คือแผ่นไม้ความหนาแน่นสูง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า High Density Fiberboard (HDF) ซึ่งตัวแผ่นไม้นี้ เราสามารถเอาไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำมาประกอบกันเป็นโครงสร้างได้โดยใช้เครื่องตัดเลเซอร์ที่มหาวิทยาลัยมีให้ ข้อดีของการใช้ HDF ประกอบเป็นหุ่นยนต์ก็คือ มันจะมั่นคงกว่า และเราสามารถกำหนดตำแหน่งและขนาดต่างๆได้ตามใจ คือถ้าใช้เลโก้ต่อ มันก็จะมีขนาดของเลโก้แต่ละชิ้นมาอยู่แล้ว ไม่สามารถกำหนดขนาดได้ตามใจ และถ้าใช้เลโก้ ก็มีโอกาสที่เลโก้บางชิ้นจะเลื่อนหลุดออกจากกันด้วย (โอกาสน้อย แต่ก็มี และถ้าชิ้นส่วนของหุ่นยนต์หลุดออกมาระหว่างที่กำลังแสดงอยู่นี่จะเป็นอะไรที่พังมาก 555)

กล่องอุปกรณ์เลโก้ของ Fischertechnik ที่มหาลัยมีให้

ก่อนจะเริ่มต้นทำ Workshop ก็จะมีการแบ่งกลุ่มกันก่อนโดยจะเป็นการแบ่งแบบสุ่ม แต่ก็ไม่ได้สุ่มแบบมั่วๆนะ เค้าจะให้เราไปกรอกแบบทดสอบทางจิตวิทยา ที่จะทดสอบว่าเรามีบุคลิกภาพแบบไหนตามหลัก Big Five  (คนเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์, คนละเอียด ชอบวางแผน, คนเข้าสังคมเก่ง, คนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น, คนเครียด ขี้กังวล ชอบดราม่า) กับแบบสอบถามว่าถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษ (เครื่องกล, ไฟฟ้า, เขียนโปรแกรม, CAD, Matlab ฯลฯ) อะไรอย่างนี้ในเว็บของเค้าก่อน เสร็จแล้วเค้าก็จะแบ่งกลุ่มแบบสุ่มโดยอิงตามข้อมูลนั้น ในกลุ่มๆนึงก็เลยจะมีคนที่มีลักษณะนิสัยต่างๆกันและมีความถนัดต่างๆแบบครบเครื่อง โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีสมาชิก 5-6 คน แล้วแต่ละกลุ่มก็จะมีผู้นำกลุ่มหรือเมนเทอร์หนึ่งคน ซึ่งเมนเทอร์ประจำแต่ละกลุ่มก็จะเป็นนักเรียนป.โทที่กำลังเรียนวิชาเกี่ยวกับการเป็นผู้นำอยู่ และการมาเป็นเมนเทอร์นี้ก็ถือว่าเป็น Workshop ประจำวิชานั้นของเค้าด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้บางกลุ่มก็อาจจะมีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik มาอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน

หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จแล้ว นักเรียนคณะ Mechatronik 5-6 คนประจำกลุ่มนี้ก็ยังต้องมาเลือกบทบาทให้กับตัวเองอีก คือสำหรับแต่ละกลุ่มนั้นเค้าจะมีอยู่ 5 บทบาทให้แต่ละคนเลือก ก็คือ

  • Mechanical engineer มีหน้าที่สร้างโมเดลของหุ่นยนต์ที่สร้างมาในโปรแกรม CAD กับมีหน้าที่วาดแบบโมเดลใน CAD สำหรับเอาแผ่น HDF ไปเข้าเครื่องเลเซอร์ตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆตามโมเดลนั้น
  • System Engineer มีหน้าที่ออกแบบโมเดลของระบบโดยใช้ภาษา SysML อารมณ์ประมาณทำ Mind Map ว่าหุ่นยนต์ที่เราสร้างเกี่ยวข้องกับอะไรในด้านไหนบ้าง ทั้งในเรื่องของการทำงาน การทดสอบ การตลาด ฯลฯ อะไรประมาณนี้มั้ง ไม่ชัวร์เหมือนกัน 55
  • Information Technology Engineer มีหน้าที่เขียนโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์โดยใช้โปรแกรม Matlab&Simulink
  • Test Engineer มีหน้าที่บันทึกรายงานการทดสอบหุ่นยนต์ และการทดสอบสมมติฐานต่างๆโดยใช้โปรแกรม Trello
  • Group Spokesperson มีหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่ม วางแผนการทำงาน ทำ Powerpoint และตัดต่อวิดีโอนำเสนอความก้าวหน้าของงาน แล้วก็ทำรายงานรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว

Mechanical Engineer กำลังวาดแบบในโปรแกรม CAD

นอกจากนี้ก็ยังมีบทบาทและหน้าที่ที่กำหนดตัวคนมาให้แล้วสำหรับเมนเทอร์ของกลุ่ม หรือ Group Leader ซึ่งจะมีหน้าที่คอยติดตามความก้าวหน้าของงาน คอยควบคุมให้งานเดินหน้าไปอย่างราบรื่นและตามกำหนด แล้วก็ให้คำปรึกษาจิปาถะกับสมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจหรือการทำงานร่วมกัน มีหน้าที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆกับ Group leader ของกลุ่มอื่นๆ แล้วก็มีหน้าที่นำเสนอความก้าวหน้าของงานต่อคณะอาจารย์ผู้สอนโดยใช้ Powerpoint ที่ Spokesperson ทำ

ส่วนสำหรับกลุ่มไหนที่มีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik อยู่ บทบาทของนักเรียนคนนั้นก็จะเป็น Methods Engineer ซึ่งจะมีหน้าที่ช่วยให้การสนับสนุนในช่วงขั้นตอนของการหาไอเดียต่างๆ และในช่วงขั้นตอนของการรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว ในมุมมองของนักเรียนครู

โดยบทบาทต่างๆทั้ง 5 บทบาทนี้ สมาชิกแต่ละคนให้กลุ่ม (ยกเว้นคนที่เป็น Group Leader กับ Methods Engineer) ต้องเลือกบทบาทที่อยากทำให้กับตัวเอง คนละบทบาท (ถ้ากลุ่มไหนมีนักเรียนคณะ Mechatronik 6 คนก็จะอนุญาตให้สามารถมี Mechanical Engineer หรือ Information Technology Engineer 2 คนได้) แล้วบทบาทนี้ก็จะอยู่กับตัวเราไปจนจบ Workshop โดยแต่ละบทบาทก็จะมีผลงานให้ส่งต่างๆกันไปสำหรับไว้เป็นคะแนนงานเดี่ยว สมมติถ้าเราเป็น Mechanical Engineer เราก็ต้องส่งงานที่เป็น CAD ในฐานะงานเดี่ยว ซึ่งคะแนนจากงาน CAD นี้ก็จะเป็นคนแนนของเราคนเดียวเท่านั้น ที่เค้าจะเอาไปรวมกับคะแนนงานกลุ่มอีกที ซึ่งคะแนนงานกลุ่มก็จะมาจากภาพรวมของตัวหุ่นยนต์ การวางแผนงาน รายงานความคืบหน้าต่างๆ และวิดีโอนำเสนอผลงาน อะไรประมาณนี้ ระหว่างที่ทำงานเราสามารถช่วยๆกันทำงานของแต่ละคนได้ แต่ว่าคะแนนของงานเดี่ยวก็จะเป็นคะแนนของคนที่เลือกบทบาทนั้นคนเดียวเท่านั้น

แผ่น HDF หลังจากที่ผ่านการตัดด้วยเลเซอร์แล้ว

ตอนที่แบ่งกลุ่ม เค้าจะแบ่งนักเรียนออกเป็นทีมๆ ซึ่งในแต่ละทีมก็จะประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม ซึ่ง 2 กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เป็น partner กัน คือต่างกลุ่มต่างต่อหุ่นยนต์ของตัวเอง แต่ว่าหุ่นยนต์ของ 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้จะต้องทำงานร่วมกัน ทำให้ระหว่างเทอมก็จะต้องมีการนัดพบกันระหว่าง 2 กลุ่มนี้เพื่อตกลงกันในเรื่องต่างๆอยู่บ่อยๆ เหมือนกับการทำงานจริงๆที่ก็จะต้องมีการตกลงกันกับฝ่ายต่างๆอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน

หลังจากแบ่งสมาชิกและกำหนดบทบาทเสร็จแล้ว เรามาดูในเรื่องของภารกิจที่หุ่นยนต์ของเราต้องทำกันต่อเนอะ ภารกิจที่พวกเราต้องทำก็คือ ในกลุ่ม 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้ จะสร้างหุ่นยนต์อะไรยังไงก็ได้ ให้เก็บก้อนทรงสี่เหลี่ยมสีฟ้ากับสีแดง แล้วก็ก้อนทรงกระบอกสีดำจากพื้นมาให้หมด แล้วเอาแค่ก้อนสีฟ้ามาต่อๆกันเป็นหอคอยบนแท่นที่เค้าตัั้งไว้ให้ แล้วก็มีกติกานั่นนี่กับข้อห้ามอีกเยอะแยะเต็มไปหมด เช่นถ้าเก็บก้อนหินมาจากพื้นเอามาไว้ในตัวหุ่นยนต์ได้จะได้คะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ถ้ามีก้อนสีแดงตกค้างอยู่บนพื้นจะเสียคะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ระหว่างที่หุ่นยนต์ทำงานห้ามจับหุ่นยนต์เกิน 2 ครั้ง จับแต่ละครั้งจะติดลบกี่คะแนนก็ว่าไป แล้วก็ถ้าหอคอย 2 หอนั้นสูงจากพื้นดินเท่ากัน ก็จะได้คะแนนโบนัสกี่คะแนนก็ว่าไป

และสิ่งที่น่าตื่นเต้นและน่าตั้งตารอคอยมากที่สุดสำหรับวิชานี้ก็คือ ตอนก่อนสิ้นเทอมเค้าจะจัดการแข่งขันระหว่างทุกๆกลุ่ม และจะมีประกาศณียบัตรสำหรับกลุ่มที่ได้คะแนนเยอะที่สุดให้ด้วย! ไม่ใช่เล่นๆเลยนะเนี่ย (แต่ว่าการแข่งขันนี้ไม่ได้มีผลต่อคะแนน คะแนนจะมาจากส่วนงานกลุ่มและงานเดี่ยวที่พูดถึงไปตอนก่อนหน้านี้เท่านั้น)

จุดประสงค์ของวิชานี้จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเพื่อจะให้เราสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องขึ้นมาหรอก แต่เพื่อให้เราเข้าใจการทำงานแบบวิศวกรในชีวิตจริงมากกว่า แบบเริ่มต้นมาก็มีการแบ่งบทบาทจำลองหน้าที่ของวิศวกรจริงๆกันละ แล้วก็มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการประชุมระหว่างกลุ่ม มีการต้องวาง strategy ของการทำงานของผลงานของเราเพื่อให้ชนะการประกวด มีการต้องสร้าง Prototype ขึ้นมาสำหรับการทดสอบก่อนจะสร้างตัวหุ่นยนต์จริงๆ มีการต้องทดสอบผลงานว่าทำงานได้อย่างที่ต้องการมั้ย และถ้าทำไม่ได้ สมมติฐานคืออะไร คิดว่าน่าจะแก้ปัญหายังไง และลองแล้วแก้ได้มั้ย และพวกนี้ก็ต้องมีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบระเบียบหมด มีการต้องรายงานความก้าวหน้าของงานต่ออาจารย์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นลูกค้า แล้วตอนการแข่งขันตอนจบก็ยังเป็นเหมือนกับการนำเสนอผลงานต่อท้องตลาดอีก คือมีอาจารย์ และมีคนนอกเข้ามาดูได้ด้วย สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำ Workshop ในครั้งนี้ก็คือ การที่จะพัฒนาสินค้าอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อนำออกขายเนี่ย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ คือก่อนหน้านี้เราจะเข้าใจว่าถ้าเราวางแผนบนกระดาษและคิดคำนวณทุกอย่างแบบสมบูรณ์แล้ว พอถึงขั้นตอนการประดิษฐ์จริงๆ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในธรรมชาติมันจะมีความ error ของมันอยู่ในหลายส่วนมากๆ ทั้งในส่วนของวัสดุ ทั้งในส่วนของเครื่องจักร และยังมีปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่ทำให้ชิ้นงานของเราอาจจะทำงานไม่ได้อย่างที่วางแผนไว้ และจะต้องผ่านการทดสอบและแก้ไขกันอีกมากมาย หนึ่งในสิ่งที่สำคัญทีี่สุดของการสร้างชิ้นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาก็คือการเริ่มทดสอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จริงๆ

สำหรับประสบการณ์ส่วนตัวของเราใน Workshop นี้ กลุ่มของเรามีสมาชิกแค่ 5 คน เพราะว่ามีคนนึงที่ขอถอนตัวออกไปหลังจากที่แบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ไม่มีนักเรียนคณะ Naturwissenschaft und Technik ทำให้กลุ่มของเรามีบทบาทเกินจำนวนสมาชิกมา 1 บทบาท ซึ่งหลังจากเลือกบทบาทกันแล้วก็เหลืออยู่ 2 บทบาทให้เราเลือกก็คือ System Engineer กับ Test Engineer โดยที่เราตัดสินใจเลือก Test Engineer เพราะว่าคิดว่าตัวเราเองเป็นคนละเอียด แล้วก็คิดว่าตำแหน่งนี้ น่าจะแบบแค่รอให้คนอื่นทำงานของตัวเองเสร็จก่อน แล้วเราค่อยมาทดสอบทีหลัง แล้วก็บอกว่าผ่าน/ไม่ผ่าน ไปแก้มาใหม่ อะไรอย่างนี้ 5555 แต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายตัวเองงานหนักที่สุดเลยจ้า 555555 คือตอนเลือกบทบาทก็เอางานเขียนโปรแกรมกับงาน CAD ให้คนอื่นที่มีประสบการณ์ทำไป ส่วนงานตัวแทนกลุ่มก็ให้สมาชิกที่เป็นคนเยอรมันทำไป (คือเค้าแบ่งกลุ่มยังไงก็ไม่รู้นะ แจ๊คพ็อตชาวต่างชาติมาลงที่กลุ่มนี้หมดเลยจ้า มีนักเรียน Mechatronik ที่เป็นคนเยอรมันอยู่คนเดียว (กับมี Group leader เป็นคนเยอรมัน) คนที่ถอนตัวออกไปก็เป็นคนต่างชาติ 555) สุดท้ายการแบ่งตำแหน่งก็เลยมาลงตัวอย่างนี้

สำหรับที่บอกว่าบทบาท Test Engineer เป็นบทบาทที่หนักสุด ทำไมถึงหนักสุด ไม่รู้ว่าเพราะเป็นตัวเราเองด้วยรึเปล่า แต่ลองคุยกับ Test Engineer ของกลุ่ม partner เค้าก็บอกว่าเค้างานหนักสุด คือ Test Engineer เนี่ยเอาจริงๆแล้วแทบจะต้องอยู่ควบคุมแทบจะตลอดการทำงานเลย เริิ่มแรกเลยคือต้องมีการสร้าง Prototype ของหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อทดสอบก่อน ว่าต่อแบบนี้ๆแล้วทำงานได้จริงๆใช่มั้ย (ปกติแล้ว Prototype จะต่อขึ้นมาจากเลโก้ จะได้แก้ง่ายๆ แล้วตัวหุ่นยนต์จริงๆค่อยต่อจาก HDF เป็นหลัก) ก็เป็นหน้าที่หลักของ Test Engineer คือคนอื่นในกลุ่มก็อาจจะช่วยกันต่อแหละ แต่หน้าที่ทดสอบส่วนใหญ่ Test Engineer ก็ทำเอง แล้วมันก็ต้องดูว่าต่อแบบนี้แล้วมันจะทำงานได้อย่างที่เราต้องการรึเปล่า ถ้าไม่ได้ก็ค่อยๆแก้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแก้ไปแก้มาก็กลายเป็นเหมือนกับ Test Engineer ต่อคนเดียวทั้งหมด นี่ยังไม่พอ มีครั้งนึงเราต่อระบบหนึ่งเสร็จ ทดสอบเสร็จเรียบร้อยไม่มีปัญหาแล้ว ดีใจ คิดว่าสุปสัปดาห์นี้ว่างแล้ว ชิว ปรากฏว่าคืนนั้น สมาชิกอีกคนในกลุ่มนางมาแกะๆๆต่อใหม่จ้าาา แล้วก็โพสต์รูปลงกรุ๊ป whatsapp บอกว่าชั้นช่วยแก้ให้มันดูรกน้อยลงนะ เราเปิดแชทขึ้นมาอ่าน แทบจะล้มทั้งยืน!!!!! แบบนึกภาพยังกะในละคร หน้ามืดจะเป็นล้ม แทบคว้าอะไรมาพยุงตัวไว้ไม่ทัน สรุปว่าเสาร์อาทิตย์นั้นก็ต้องไปนั่งแก้ใหม่ให้เป็นเหมือนเดิมโนะ 555

ตอนเริ่มต้นสร้าง Prototype และทดสอบระบบตอนแรกๆเลย

พอต่อ Prototype เสร็จทุกอย่างดั่งใจแล้ว เราก็ต้องต่อตัวหุ่นยนต์จริงๆออกมาโดยใช้ HDF ซึ่งก็ต้องมีการเขียนแบบโมเดลส่วนต่างๆใน CAD อีก ซึ่งหน้าที่นี้จริงๆแล้วเป็นของ Mechanical Engineer แต่ด้วยความวิตกจริต กลัวว่าเค้าจะไปทำโมเดลออกมาไม่เหมือนกับที่เราตั้งใจไว้ เราก็เลยต้องนั่งวาดแบบลงกระดาษเอาเองก่อนแล้วค่อยส่งให้เค้าไปทำในคอม ซึ่งการเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆของเลโก้มาเป็น HDF ก็ต้องคิดหนักอีก เพราะแบบ การต่อเซนเซอร์หรือต่อมอเตอร์เนี่ย เราสามารถต่อลงไปกับเลโก้ชิ้นอื่นๆได้เลย เพราะเลโก้แต่ละชิ้นก็จะมีบล็อกต่างๆที่มันลงร่องกันพอดี พอเราเปลี่ยนมาใช้ HDF ก็ต้องมาหาทางคิดดูว่าจะประกอบมอเตอร์กับเซนเซอร์ต่างๆเข้าไปยังไง บางทีเขียนแบบส่งไปแล้ว Mechanical Engineer ไม่เข้าใจบางอย่าง ก็ต้องมานั่งประกบแล้วก็อธิบายอีก บางทีตัด HDF ออกมาเสร็จแล้ว ประกอบกันไม่ลงล็อค หรือประกอบกันเรียบร้อย แต่ว่าทำงานไม่ได้เหมือนกับที่ตั้งใจไว้ ก็ต้องมาทดสอบอีกว่าเพราะอะไรและจะแก้ยังไง แล้วก็ต้องเขียนแบบให้ตัดใหม่ วนลูปไปอีกเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ

เสร็จแล้วขั้นตอนต่อไป ก็ต้องไปนั่งทำงานร่วมกับ Information Technology Engineer เพื่อดูว่าโปรแกรมที่เค้าเขียนมา พอโหลดลง Micro controller แล้ว พอเปิดสวิตช์แล้วมันทำงานได้อย่างที่ตั้งใจรึเปล่า อันนี้ค่อยสบายหน่อยเพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมาจากโครงสร้างแล้ว แต่จะมาจากโปรแกรม ซึ่ง Information Technology Engineer จะตรวจสอบและแก้เองได้ เราไม่ต้องทำอะไรมาก ช่วงนี้เราจะเริ่มได้เห็นหุ่นยนต์ของเราทำงานได้แบบมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ทำงานได้อย่างที่เราตั้งใจ จากที่เราสังเกตอีกกลุ่มมาด้วย เราว่า Test Engineer กับ Information Technology Engineer จะเป็นสองคนที่เข้าใจการทำงานและปัญหาของหุ่นยนต์มากที่สุดแล้ว เพราะว่าได้นั่งดูการทำงานทั้งหมดจริงๆ ได้เห็นปัญหาจริงๆ

Prototype ของระบบแรก หลังจากทดสอบกับโปรแกรมสำเร็จแล้ว รอประกอบหุ่นยนต์ของจริงโดยใช้ HDF

พอหุ่นยนต์ของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเอาไปทดสอบกับหุ่นยนต์ของกลุ่ม partner เพื่อดูว่าทำงานสอดคล้องกันอย่างที่ตั้งใจรึเปล่า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ทีมของเรามีปัญหานิดนึง เพราะว่ากลุ่มที่เป็น partner เค้าตัด HDF กันช้ามาก คืออีกสองอาทิตย์จะแข่งแล้วเพิ่งจะตัด HDF ครั้งแรก ซึ่งมั่นใจได้เลยว่ายังใช้งานไม่ได้ 100% แน่นอน มีปัญหาแน่นอน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทำให้ต้องชะลอๆการทดสอบไปก่อน รออีกกลุ่มทำเสร็จก่อน

อันนี้คือคลิปจากการทดสอบการทำงานของหุ่นยนต์ของกลุ่มเรา https://www.youtube.com/watch?v=nIbwYI4cv-k

Prototype ของ 2 ระบบหลัก ก่อนจะเริ่มตัด HDF ไอระบบทางซ้ายล่างคืออันเดียวกันกับระบบในรูปด้านบน แต่อันในรูปนี้คือเวอร์ชั่นหลังจากที่อันเก่าโดนสมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งเอาไปปู้ยี่ปู้ยำเสร็จแล้วก็มาบอกว่าชั้นประกอบใหม่ให้มันดูรกน้อยลงแล้วนะ คือดูรกน้อยลงน่ะใช่ แต่ว่ามันทำงานไม่ได้เลยนาจา ดีนะที่วาดแบบของระบบอันเก่าที่ทำงานได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

หุ่นยนต์ของเราหลังจากเอา HDF มาประกอบด้วยเป็นครั้งแรก

พอได้เริ่มทดสอบช้า มันก็จะเกิดปัญหาที่ตามมาก็คือ แก้ปัญหาที่ยังมีอยู่ได้ช้า ตรงไหนที่เราอยากจะพัฒนาหรือทำให้ดีขึ้นมันก็จะช้าตามมา หรืออาจจะไม่ได้ทำเลย ก็เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันไป สรุปว่าข้ามไปตอนวันแข่งขันเลยละกัน วันแข่งขันจะมีอยู่ 2 วัน วันแรกจะจัดกันภายใน คือมีแค่นักเรียนกับอาจารย์ 2 คน ทุกทีมจะได้เข้าร่วมแข่ง (มี 7 ทีม) และทีมที่อ่อนที่สุด 2 ทีมจะถูกคัดออก แล้ววันต่อไปก็จะเป็นการแข่งขันแบบจริงจังขึ้นมาอีก จัดในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก มีศาสตราจารย์คนอื่นๆประจำวิชามาดูด้วย แล้วก็คนนอกก็สามารถมาดูได้ ตอนวันแข่งขันวันแรกเรากลัวมากว่าหุ่นยนต์ของกลุ่มเราจะเป็นกลุ่มเดียวที่เอ๋อในการแข่งขัน เพราะแบบแก้แล้วแก้อีกยันวันแข่ง แล้วระหว่างเทอมก็ไม่ได้ไปคุยกับกลุ่มอื่นมากเท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆ สรุปเอ๋อกันแทบทุกกลุ่ม 555 เอ๋อนิดเอ๋อหน่อย แต่ของกลุ่มเราทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้เลย คือหุ่นยนต์ของเรามีหน้าที่รับก้อนหินมาจากหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner แล้วก็เอามาสร้างหอคอย 2 หอให้มีความสูงเท่ากัน ซึ่งก็สร้างได้จริงๆแบบไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ว่าหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner ส่งหินมาให้ไม่ครบ เลยสร้างได้แค่ 1 หอ สรุปว่าผลการแข่งขัน มีอยู่ 7 ทีม คะแนนอันดับหนึ่ง 269 คะแนน อันดับสอง 64 คะแนน ทีมเราคะแนนมาเป็นอันดับสาม 36 คะแนน ส่วนที่เหลือคะแนนติดลบ 555 ทีมที่มีคะแนนต่ำสุดได้คะแนน -36 คะแนน 

หลังแข่งเสร็จหมาดๆ

แต่ว่าระหว่างที่กำลังแข่งอยู่ ของทีมเราเกิดปัญหา ก็คือเค้าตั้งกฏไว้ว่า หลังจากที่หมดเวลาแข่งแล้ว หุ่นยนต์แต่ละตัวต้องเปิดไฟสีเขียว แต่หุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner เราเค้าเขียนโปรแกรมไว้ว่าไฟจะติดก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์รถขับกลับเข้าไปตรง End Area แล้วเท่านั้น ไม่ได้ควบคุมแบบตั้งเวลานับถอยหลัง แล้วตรง End Area นั้น มันมีสติกเกอร์ติดไว้บนพื้นเพื่อบ่งบอกอาณาเขต แต่หุ่นยนต์รถมันวิ่งไปติด (เพราะสติกเกอร์มันเก่าจนตรงขอบๆมันเด้งขึ้นมา) หรืออะไรซักอย่าง ทำให้มันขับเข้าไปไม่ได้ ทำให้ไฟไม่ติด เค้าเลยถือว่าทีมเราทำไม่ได้ตามกฏและไม่ให้ข้ามไปแข่งในวันต่อไป ถึงจะไปโวยว่าเป็นเพราะความบกพร่องของสถานที่ต่างหากแต่เค้าก็ไม่ให้ ก็เป็นอะไรที่น่าเสียดาย แต่อย่างน้อยหุ่นยนต์ของกลุ่มเราก็สามารถทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้วก็เรียกเสียงเชียร์และเสียงตบมือมาได้เยอะเลย เป็นแค่ 1 ใน 3 ทีมในวันนั้นที่สามารถสร้างหอคอยสูงๆได้ด้วย สงสารก็แค่กลุ่ม partner ของเราโดยเฉพาะคนที่เป็น Test Engineer ที่ช่วงอาทิตย์ก่อนการแข่งขันมาทำงานทั้งวันทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย แต่มาตกรอบด้วยเรื่องนิดเดียว

หุ่นยนต์ของกลุ่มเรา กับหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner

สิ่งหนึ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ช่วงระหว่างเทอมที่เรากำลังต่อหุ่นยนต์กันอยู่ จะมีเพื่อนคนนึงที่เมื่อก่อนเคยทำงานกลุ่มวิชาอื่นด้วยกันมาเดินมาดูเป็นพักๆ ซึ่งแทบทุกครั้งที่เค้าเดินมาดู หุ่นยนต์ของเราจะมีปัญหาตลอด แต่ตอนวันแข่งหลังแข่งเสร็จเค้าเดินมาบอกว่าน่าเสียดายมากที่ทีมเธอไม่ได้ไปต่อ แต่ว่าวันนี้หุ่นยนต์ของเธอเยี่ยมมาก สร้างหอคอยได้แบบไม่มีปัญหาเลย ได้ยินแค่นี้ก็ดีใจแบบไม่ต้องแข่งต่อละ คำพูดคนเราสร้างกำลังใจให้กับคนอื่นได้มากจริงๆ เราควรมาช่วยสร้างกำลังใจกับคนอื่นแบบนี้กันบ่อยๆนะทุกคน

อันหน้าสุดที่เป็นรถกับอันที่เป็นหอคอยคือหุ่นของทีมที่ชนะ

หลังจากจบการแข่งขันวันนั้น สมาชิกของทีมเราก็ไปดื่มเบียร์ปลอบใจกันที่ผับของมหาลัย ข้อดีอย่างหนึ่งของการไม่ได้ไปต่อก็คือ สำหรับพวกเรา งาน Workshop นี้จบสิ้นเรียบร้อย ไม่ต้องมาเตรียมตัวสำหรับการแข่งวันต่อไปแล้ว 555 ตอนวันต่อไปเราก็เข้าไปนั่งดูการแข่งขันด้วย ปรากฏว่าวันนี้เค้าติดสติกเกอร์ใหม่ เปลี่ยนระบบเซนเซอร์กล้องใหม่สำหรับหุ่นยนต์รถให้ดีขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น ทุกอย่างเนี้ยบสุดๆ และด้วยความที่แต่ละทีมที่ผ่านเข้ารอบมาได้กลับไปแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเองจากเมื่อวานมาด้วยทำให้วันนี้แต่ละทีมทำได้ดีขึ้นทุกทีมเลย บางทีมก็ได้คะแนนเพิ่มขี้นเยอะมากๆ แม้แต่ทีมที่เมื่อวานได้คะแนน -36 คะแนน วันนี้ก็ยังได้คะแนนไปมากถึง -24 คะแนน 555555 แต่ว่าลำดับแต่ละลำดับก็ยังเป็นเหมือนกับเมื่อวานเป๊ะๆเลย ทีมที่ได้ที่หนึ่งก็ได้ที่หนึ่งเหมือนเดิม ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 269 เป็น 289 คะแนน ก็รับถ้วยรางวัล รับประกาศณียบัตรไป

บรรยากาศในห้องก่อนการแข่งขันวันที่สอง

แล้วก็ปิดฉากลงไปกับการทำงานอย่างหนักหน่วงที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเทอมนี้ เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของคณะ Mechatronik จริงๆ ไม่เคยทุ่มเทกับงานโปรเจคต์อะไรขนาดนี้มาก่อน หลายๆครั้งที่ต้องอยู่ทำงานยันดึกยันดื่น หลายๆครั้งที่พยายามแก้ปัญหาอะไรซักอย่างก็แก้ไม่ได้ซักที ไม่รู้จะแก้ยังไง หลายๆครั้งที่เหมือนจะแก้ปัญหาได้แล้ว แต่อยู่ดีๆปัญหาเดิมๆก็กลับมาอีก หลายๆครั้งที่วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาใหม่อีกอย่างขึ้นมา หลายๆครั้งที่ทดสอบเองเสร็จเรียบร้อย ไม่มีปัญหาแล้ว แต่พอวันต่อไปจะแสดงให้สมาชิกคนอื่นในกลุ่มดู กลับมีปัญหาซะงั้น มีบางครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อยใจ อยากจะพอแล้ว อยากจะทิ้งแล้วก็ให้โชคช่วยไม่ให้เกิดปัญหาตอนแข่งเอาละกัน แต่ก็ยังทำต่อไปเรื่อยๆจนมั่นใจ 99% ว่าสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้แล้ว สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ก็เหมือนอย่างที่บอกไป ก็คือ การผลิตสินค้าอะไรซักอย่างออกมามันไม่ใช่ง่ายๆจริงๆ รู้ซึ้งถึงแก่นเลยคราวนี้ 555 ตอนนี้สำหรับ Workshop นี้มีเหลืออยู่อีกแค่ขั้นตอนเดียวก่อนจะจบ Workshop ก็คือการทำรายงานรีวิวประสบการณ์ เราก็เลยถือโอกาสมารีวิวลงบล็อกล่วงหน้าก่อนซะเลย จะได้เป็นการเตรียมตัวไว้ก่อนด้วย 555 หลังจากที่ Workshop นี้จบลง สิ่งที่เราต้องทำก็จะเหลือแค่สอบเก็บหน่วยกิตให้ครบ แล้วก็เขียน Thesis จบ เพียงเท่านี้เราก็จะจบป.ตรีจากเยอรมนีแล้ว (พูดเหมือนง่ายเนอะ 555) เดี๋ยวไว้มีโอกาสหวังว่าคงจะได้กลับมารีวิวเรื่องการเขียนงานจบและการเรียนจบป.ตรีจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนีในอีกไม่นานนี้โนะ 555

Advertisements

บ้านหลังที่สี่ในเยอรมนี

20170509_212513.jpg

อ้างอิง https://petchpetals.wordpress.com/2014/10/27/การหาที่อยู่ในเยอรมัน/

ตั้งแต่เดินทางมาถึงประเทศเยอรมนีเมื่อสองปีกว่าที่แล้วนั้น เรามีที่อยู่ที่ลงทะเบียนกับทางการมาแล้ว 3 ที่ ที่แรกคือห้องในเมือง Munich ที่ไปเช่าต่อมาระหว่างที่เราเรียนภาษาเตรียมสอบเข้า Studienkolleg อยู่เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ที่ที่สองก็คือบ้านของโฮสต์จาก Couchsurfing ที่ Karlsruhe ที่เราไปอยู่มาพักหนึ่งหลังจากที่รู้ว่าสอบเข้า Studienkolleg ได้แล้ว และกำลังหาบ้านที่ Karlsruhe อยู่ (เค้าก็ใจดีให้เราเอาที่อยู่เค้าไปโมเมลงทะเบียนว่าเป็นบ้านที่อยู่เราเนอะ) และที่ที่สามก็คือห้องถาวรที่อยู่มานานสองปีกว่า อยู่มานานจนคนอื่นที่อยู่ชั้นเดียวกันและแชร์ห้องน้ำห้องครัวด้วยกันย้ายออกไปหมดแล้ว แล้วเราก็กลายเป็นผู้อยู่อาศัยที่อยู่มานานสุดในชั้นนั้นเลย 555 ตั้งแต่อยู่มาก็มีปัญหานั่นนี่บ้าง ก็ปัญหาทั่วๆไปที่มีเวลาคนมาอาศัยอยู่ด้วยกันอะแหละ แต่ว่าก็อยู่มาเรื่อยๆเพราะว่าเราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร จริงๆก็เคยลองหาๆที่อยู่ใหม่ทั้งจาก Wg-gesucht บ้าง จากห้องเช่านอกมหาลัยที่เค้าลงประกาศในเว็บของ Studierendenwerk บ้าง แต่ว่าก็ไม่เจอห้องที่ถูกใจ และที่สำคัญเลยคือไม่เจอห้องที่ราคาถูกลง 555 จะย้ายที่อยู่ทั้งที่ก็ต้องเลือกที่มันดีๆแล้วก็ราคาสมเหตุสมผลเพราะว่าต้องอยู่ไปอีกนานอะเนอะ

20170601_104728.jpg

วิวด้านหน้าบ้านหลังเก่า

อีกอย่าง ห้องที่เราอยู่ถ้าเทียบกับราคาห้องพักทั่วๆไปใน Karlsruhe ถือว่าราคาค่อนข้างถูก เลยหาห้องที่ถูกกว่ายาก จะไปตบตีแย่งห้องแบบ WG ที่ราคาถูกๆกับคนอื่นก็ขี้เกียจ ขี้เกียจจะเปลืองเวลา เปลืองพลังงานไปเขียนอีเมลล์บรรยายสรรพคุณตัวเอง กับไปสร้างความประทับใจแก่คนที่อาศัยใน WG คนเก่าๆเพื่อให้เอาชนะคนที่อยากอยู่ WG นั้นคนอื่นๆอีก ส่วนหอพักนักเรียนของ Studierendenwerk นั้น ส่งเมลล์สมัครไปสองสามรอบแล้วก็ไม่เห็นเคยได้เมลล์ตอบมาซักที แต่หลังๆมานี้เห็นเพื่อนเราที่สมัครไปแล้วก็ได้ห้อง ก็เลยลองส่งเมลล์สมัครไปอีกครั้งนึง แล้วคราวนี้ก็ต่างไปจากเดิม เพราะว่าจากเดิมที่ไม่เคยได้เมลล์ตอบกลับเลย คราวนี้กลับได้เมลล์จาก Studierendenwerk มาทุกเดือน ถามว่าเรายังต้องการห้องอยู่มั้ย ถ้าต้องการก็คลิก ถ้าไม่ต้องการก็ปล่อยไป เราก็คลิกต้องการไปทุกเดือน (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมครั้งก่อนๆที่เคยสมัครไปถึงไม่เคยได้เมลล์ตอบกลับอย่างนี้เลย) ผ่านมาประมาณ 4-5 เดือน เราก็ได้อีเมลล์มาบอกว่าตอนนี้มีห้องว่างอยู่ ถ้าสนใจก็ให้โทรมาเบอร์นี้!! ตอนนั้นคือดีใจมาก รีบโทรเลย พอโทรไปเค้าก็บอกว่าตอนนี้มีห้องขนาดนี้ ราคาเท่านี้ อยู่ที่ที่อยู่นี้ว่างอยู่นะ สนใจมั้ย ถ้าเล็กไป มีห้องใหญ่กว่า ขนาดนี้ ราคาเท่านี้ ที่อยู่นี้อยู่ เล็กไปมั้ย? ถ้าเล็กไปก็ยังมี ฯลฯ คือไม่ใช่ว่าจะมีว่างห้องเดียวอะ แต่มีอยู่หลายห้องให้ลองเลือกดูเลย (แต่อาจจะแล้วแต่ช่วง) ถ้าตกลงเลือกห้องขนาด ราคา และที่อยู่ที่ถูกใจได้แล้ว เค้าก็จะจองให้ แล้ววันต่อมาก็ไปทำสัญญาเลย แต่ว่าปกติแล้วอาจจะไม่มีโอกาสได้ดูห้องก่อนตัดสินใจ หรือถ้าอยากจะดู ก็ต้องไปที่ที่อยู่นั้นๆแล้วลองกดกริ่งดูเองว่ามีคนอยู่รึเปล่า ถ้ามีก็ขอให้เขาเปิดห้องให้ดู แต่ว่าก็จะเสี่ยง เพราะว่าระหว่างนั้น อาจจะมีคนอื่นที่โทรไปขอจองห้องนั้นไปแล้ว ทำให้เราพลาด

20170601_234138.jpg

ลาก่อนห้องแสนรัก จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ T^T

ส่วนสำหรับห้องที่เราได้มานี้ ก็เป็นห้องแบบ WG ที่อยู่ด้วยกัน 5 คน แชร์ห้องน้ำ ห้องครัว แล้วก็มีห้องนั่งเล่น+กินข้าวอีกห้อง ตั้งอยู่ในป่าในแถบทางเหนือของตัวเมือง ซึ่งบรรยากาศแบบว่าเหมือนอยู่รีสอร์ทยังไงยังงั้นเลย ร่มรื่นมาก สภาพห้องก็กลางเก่ากลางใหม่ ของบางอย่างก็มีปัญหานิดหน่อย เช่นก๊อกน้ำในครัวแน่นมาก เปิดปิดยาก ฝักบัวในห้องน้ำบางทีก็ต้องเปิดทิ้งไว้ซักพักน้ำถึงจะอุ่น แล้วก็ข้อด้อยอีกอย่างก็จะเป็นระยะทางที่อยู่ไกลตัวเมืองออกไปนิดนึง จริงๆก็ไม่ได้ไกลมาก ขี่จักรยานประมาณ 10 นาทีก็ถึงใจกลางเมือง แต่ว่าเพราะว่าห้องเก่าของเราอยู่แทบจะใจกลางเมืองเลย เลยรู้สึกไกล แต่ว่าระยะทางจากมหาลัยมาห้องพักทั้งสองก็พอๆกันนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ค่าเช่า ซึ่งมีราคาแค่ 200 ยูโรต่อเดือนเท่านั้น!! รวมทุกอย่าง ไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเน็ต หมดแล้ว ถูกกว่าห้องเดิมที่ก็ว่าค่อนข้างถูกแล้วตั้ง 100 ยูโร ราคา 200 ยูโรนี้หาห้องดีๆในกรุงเทพยังยากเลยมั้ย 555 สรุปคือโอเคมาก เรื่องอื่นไม่สนละ 555 อ้อยังมีอีกเรื่องคือแฟลตเมท ที่เป็นนักเรียนกันหมดทุกคน คนนึงเรียนสถาปัตย์ คนนึงเรียนวิศวะเคมี คนนึงเรียนวิศวะไฟฟ้า อีกคนเรียนครุศาสตร์ ทุกคนคือดูเป็นมิตร อาจจะไม่ได้เห็นหน้ากันบ่อย แต่พอเจอก็มีชวนคุย แต่ก็เพิ่งย้ายมาอยู่อะเนอะ ก็ต้องรออยู่ไปซักพักก่อน 555 แต่สำหรับตอนนี้คือแฮปปี้มาก การย้ายบ้านคือภารกิจแรกของเทอมนี้ที่ทำให้สำเร็จ ส่วนอีกภารกิจหนึ่งคือการหางานทำก็ทำสำเร็จแล้ว เงินค่าบ้านก็ประหยัดไปได้แล้ว แล้วยังมีงานประจำทำแล้วอีก ก็ได้เวลาเก็บเงินละ นอกจากนี้ยังมีอีกสองภารกิจที่เหลือที่นึกออกตอนนี้ หนึ่งคือ ให้ได้เที่ยวอย่างน้อยเดือนละหนึ่งทริปทุกเดือน ส่วนอีกอันก็คือ ให้สอบผ่านทุกวิชาที่ตั้งใจไว้ แล้วเทอมนี้ของเราก็จะจบลงอย่างดีงามสุดๆ

แถมให้เป็นภาพของวิวทิวทัศน์ไม่ไกลจากบ้านใหม่ที่ถ่ายมาระหว่างที่ไปขี่จักรยานในวันอาทิตย์ที่อากาศดีมาก ท้องฟ้าสดใสสุดๆ

ทำงานพิเศษในเยอรมนี (2)

กลับมาในเรื่องของการหางานพิเศษทำอีกครั้งกับเคล็ดลับและเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆที่เข้มข้นขึ้นไปอีก! จากความเดิมตอนที่แล้วเราเริ่มต้นการทำงานพิเศษจากการเดินหย่อนจดหมายโฆษณาตามกล่องจดหมายตามบ้าน ตามด้วยการทำงานล้างจานในภัตตาคารอาหารไทยสุดหรูย่านชานเมือง จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาเกินกว่าครึ่งปีแล้ว การที่เรามีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเองนั้นทำให้เรารู้เลยว่าจะขยับเขยื้อนไปไหน จะใช้จ่ายอะไร จะไปเที่ยวไหน มันสบายขึ้น มันมีอิสระขึ้นมาก ไม่ต้องมาคอยกระเบียดกระเสียร ไม่ต้องแบมือขอเงินพ่อแม่เหมือนเมื่อก่อน พอได้ลองมีรายได้แล้ว จะกลับไปไม่มีรายได้เหมือนเดิม มันทำไม่ได้แล้วนะ มันเหมือนแขนขาขาด 5555 แต่งานล้างจานนี้ ถึงจะรายได้ดี (จริงๆแล้วที่เยอรมัน พวกงานพิเศษต่างๆที่นักเรียนทำได้เนี่ยรายได้ต่างกันน้อยมาก) แต่หลายๆครั้งก็กดดัน โดยเฉพาะเวลาลูกค้าเยอะๆแล้วจานวางกองเยอะๆแล้วเราล้างไม่ทันเนี่ย แถมยังต้องยืนติดต่อกัน 6-7 ชั่วโมงอีก แต่ว่าประเด็นสำคัญเลยคือ เราอยากทำงานอะไรที่ได้เรียนรู้อะไรที่น่าจะได้เอาไปใช้ในสายอาชีพของเราในอนาคตได้ กับอยากทำงานที่สามารถเก็บไปเขียนลง CV เตรียมเอาไว้สำหรับการสมัครงานในอนาคตได้มากกว่า ตั้งแต่ตอนเปิดเทอมเทอมที่สี่มา เราก็เลยเริ่มต้นหางานใหม่

ตอนที่แล้ว https://petchpetals.wordpress.com/ทำงานพิเศษในเยอรมนี/

IMG_7867

อาหารเหลือจากบุฟเฟต์วันคริสมาสต์ของร้านที่ได้หลังจากไปทำงานช่วงวันหยุดสองวันติด กินไม่หมดจีๆ

ช่องทางการหางานและสมัครงาน

แต่ทีนี้ พอตั้งใจว่าจะกลับมาหางานใหม่ทำแบบจริงๆจังๆแล้ว ต้องทำไงต่อล่ะ? การกลับมาครั้งนี้เราโฟกัสกับงานที่ออกไปในทิศทางที่เกี่ยวข้องกับสายการเรียนของเรา หรือไม่ก็งานอะไรก็ได้ในมหาลัยมากขึ้น เว็บไซต์ที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งจึงเป็นเว็บ https://jobportal.rsm.kit.edu/en/ ซึ่งเป็นเว็บรวบรวมตำแหน่งงานต่างๆของมหาลัยของเราและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเว็บนี้จะมีฟิลเตอร์ให้เราสามารถเลือกมองเห็นแค่งานสำหรับนักเรียนได้ และก็ยังมีฟิลเตอร์ให้เราสามารถเลือกมองเห็นแค่งานที่เค้าประกาศหานักเรียนจากคณะนี้ๆได้ด้วย งานสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ที่เค้ามาลงประกาศในนี้ก็จะเป็นงานช่วยทำวิจัย งานติวเตอร์ งานเลขา งานติดต่อกับลูกค้า งานกราฟิกดีไซน์ งานดูแลจัดการเว็บไซต์ งานเขียนโปรแกรม อะไรอย่างนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประกาศงานจากสถาบันต่างๆในมหาลัย แต่หลายๆครั้งก็มีประกาศงานจากบริษัทข้างนอกมาเหมือนกัน อย่างเช่นบริษัทไอที บริษัทอิเล็คทรอนิคส์ในเมือง Karlsruhe หรือเมืองใกล้ๆ หรืองานจากบริษัท Benz, Daimler, Siemens อะไรอย่างนี้ก็มี ซึ่งในประกาศก็จะลงรายละเอียดงาน และ Requirements ต่างๆ และช่องทางติดต่อเพื่อสมัครงานเอาไว้ ส่วนใหญ่เราก็แค่ต้องส่ง CV กับใบรวบรวมเกรดในมหาลัยที่มีจนถึงปัจจุบัน (Notenspiegel) ไป แล้วก็อาจจะเขียนจดหมายเหตุผลที่อยากจะสมัครแนบไปด้วย แล้วพอผ่านไปซักพักเค้าก็จะส่งจดหมายกลับมาบอกผล หรือบางที่ก็อาจจะไม่ตอบกลับมาเลย สำหรับเว็บ jobportal นี้ ไม่แน่ใจว่ามหาลัยอื่นๆจะมีเหมือนมหาลัย KIT ของเรารึเปล่า ต้องลองหาข้อมูลดู

*มีงานในมหาลัย (จริงๆก็งานข้างนอกด้วย) หลายงานมากกกกกกก ที่ require ความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม ใครเขียนโปรแกรมเก่งๆ จะหางานง่ายขึ้นมาก ยิ่งเขียนได้หลายภาษายิ่งหางานง่ายขึ้นไปอีก (แต่ไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นป่าว เพราะว่าถามเพื่อนที่เรียนมหาลัยอื่นที่เคยทำงานนักเรียนมาหลายงานเค้าบอกว่างานมหาลัยส่วนใหญ่ requirements ก็ไม่ได้เยอะอะไรนะ)

20170524_104013.jpg

เว็บไซต์ที่เราโฟกัสเป็นอันดับถัดมาก็คือ http://www.sw-ka.de/en/finanzen/jobboard/?page=1 ซึ่งเป็นอีกหน้าที่อยู่ในเว็บไซต์ของ Studierendenwerk ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการเรื่องราวต่างๆของนักเรียนในเมืองนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการหาบ้าน หอพักนักเรียนต่างๆ รวบรวมประกาศห้องว่างจากบุคคลทั่วไปให้เช่า โรงอาหารตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆของนักเรียน กิจกรรมสันทนาการ กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ฯลฯ เยอะแยะมากมาย ซึ่งในแต่ละเมืองก็จะมีหน่วยงาน Studierendenwerk เป็นของตัวเอง ซึ่งสำหรับในหน้าในลิงค์ที่เราลงไว้ก็จะรวบรวมตำแหน่งงานต่างๆที่หน่วยงานจากนอกมหาลัยมาลงไว้ สำหรับเว็บนี้จะไม่มีฟิลเตอร์เหมือนเว็บแรกแต่ว่างานแทบทุกงานที่เค้าเอามาลงก็จะเป็นงานสำหรับนักเรียนอยู่แล้ว ประเภทของงานที่เค้าเอามาลงในเว็บนี้ก็จะมีหลากหลาย ไม่ได้มีแค่งานที่ต้องใช้ความรู้วิชาการหรืองานบริษัท งานพวกใช้แรงงาน ทำความสะอาด ส่งไปรษณีย์ ขายของ งานร้านอาหาร งานพี่เลี้ยง อะไรอย่างงี้ก็มี เหตุผลที่โฟกัสเว็บนี้เป็นอันดับต้นๆก็คือ มันจะมีงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆบ่อยกว่าเว็บอื่นๆ ส่วนรายละเอียดการสมัครงาน เอกสารที่ต้องส่ง ช่องทางการติดต่อ และ Requirements ก็จะมีบอกในหน้าของแต่ละประกาศงานอยู่แล้ว

ในลำดับต่อมาก็จะเป็นงานที่เราต้องออกแรงค้นคว้านิดนึง เพราะว่าเราจะไปหาดูประกาศหางานตามเว็บของสถาบันต่างๆในมหาลัยเองเลย ถ้าอย่างของที่มหาลัย KIT เนี่ย จะมีหน้าเว็บที่รวบรวมลิงค์ของสถาบันต่างๆในมหาลัยเอาไว้อยู่ที่เว็บ https://www.kit.edu/kit/institute.php พอเราเข้าไปแล้วเราก็สามารถคลิกเข้าไปดูในหน้าเว็บของแต่ละสถาบันเองได้เลย พอเข้าไปแล้วก็พยายามหาหัวข้อ Stellenangebot, Jobangebot, Stellen หรือ Jobs ดู ในหลายๆเว็บก็จะอยู่ในหน้าแรกเลย แต่บางเว็บก็ต้องคลำๆหาเอาหน่อย บางเว็บก็ไม่มี พอเราหาเจอแล้ว ก็ลองหาดูว่าเค้ามีตำแหน่งงานสำหรับนักเรียนเปิดรับอยู่รึเปล่า Keywords ก็คือ Werkstudent, Hiwi, Hilfswissenschafler, Studentische Hilfskraft, Studentische Aushilfskraft, Wissenschaftliche Hilfskraft ประมาณนี้ (Hiwi เป็นคำย่อของ Hilfswissenschafler ที่เค้าใช้เรียกนักเรียนที่ทำงานต่างๆในมหาลัย) บางสถาบันก็อาจจะมีข้อความบอกว่าถ้าสนใจอยากทำงานก็สามารถเดินเข้าไปถามที่สถาบันหรือติดต่อกับเจ้าของงานวิจัยต่างๆของสถาบันนั้นๆตรงๆได้เลย แต่เรายังไม่เคยทำนะ 55

20170502_142830.jpg

ต่อมาก็จะเป็นงานที่ต้องออกแรงค้นคว้าอีกครั้ง คราวนี้จะเป็นการค้นคว้านอกมหาลัยบ้าง เริ่มแรกเลยเราอาจจะมีบริษัทในใจที่อยากทำงานด้วยหรือที่คิดว่าน่าสนใจอยู่แล้ว อย่างของเราก็จะเป็น Daimler, Bosch, Siemens , Deutsche Bahn ประมาณนี้ เราก็เค้าไปดูในหน้าเว็บไซต์ของบริษัทที่เราอยากทำ แล้วเข้าไปหาหัวข้อ Karriere หรือจะเข้ากูเกิล พิมพ์ Karriere ตามด้วยชื่อบริษัทที่สนใจเลยก็ได้ แล้วก็ลองคลำๆทางในแต่ละเว็บไปยังตำแหน่งที่เค้าเปิดรับอยู่ดู ลองฟิลเตอร์หางานสำหรับนักเรียน (ส่วนใหญ่ตามบริษัทมักจะใช้คำว่า Werkstudent แทนตำแหน่งงานสำหรับนักเรียน) แล้วก็ฟิลเตอร์หางานที่อยู่ในเมืองที่เราอาศัยอยู่ หรืออยู่ใกล้ๆ แล้วก็อ่านดูรายละเอียดว่าเป็นงานอะไร ที่ทำงานอยู่ที่ไหน requirements เป็นยังไงบ้าง แล้วดูว่าเราสนใจรึเปล่า ถ้าสนใจก็สมัครโลด วิธีการสมัครก็ต้องดูๆไปตามบริษัทว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ปกติแล้วตามบริษัทใหญ่ๆพวกนี้จะต้องพิมพ์นั่นพิมพ์นี่แล้วก็ใช้เอกสารเยอะกว่าการสมัครงานในมหาลัย แต่ก็จะส่งเอกสารผ่านทาง Portal ในเว็บของบริษัทได้เลย ไม่ต้องส่งอีเมลล์ไปต่างหากเอง พอเราส่งเอกสารสมัครไปแล้ว เค้าอาจจะมีอีเมลล์อัตโนมัติตอบกลับมาว่าเดี๋ยวจะพิจารณาเอกสารแล้วตอบกลับมาอีกที แล้วผ่านไปอีกซักพัก เค้าก็จะตอบผลมา

สำหรับบางบริษัทอย่างบริษัทรถยนต์กับบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น Bosch, Daimler, VW, BMW, Audi นอกจากจะมีงานสำหรับนักเรียนประเภท Werkstudent แล้ว ยังมีงานที่เค้าเรียกว่า Ferienjob ด้วย ซึ่งสำหรับงานประเภท Ferienjob นั้น จะเป็นงานที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก งานสาวโรงงาน เน้นถึก ประมาณนั้น เค้าจะเอาไว้ให้ทำช่วงที่โรงเรียนหรือมหาลัยปิดเทอม จะได้สามารถทำเป็นกะได้ กะละ 6-7 ชั่วโมง อะไรก็ว่าไป มีให้เลือกกะเช้า กะบ่าย กะดึก หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ก็จะเป็นกะแบบยาวทั้งวันเลย งานนี้พวกนักเรียนที่เพิ่งเรียนม.ปลายจบมักมาทำกันเพื่อเก็บตังเอาไว้ไปเที่ยวรอบโลกช่วง Gap year ก่อนจะกลับมาเรียนมหาลัย เพราะว่าสามารถทำช่วงปิดเทอมได้ และได้รายได้ดีด้วย แต่นักเรียนมหาลัยก็สามารถทำได้ ส่วนสำหรับงานประเภท Werkstudent นั้น จะเป็นงานสำหรับเด็กนักเรียนมหาลัย ซึ่งจะมีความเฉพาะทางมากกว่า ต้องใช้ทักษะ ใช้ความรู้เฉพาะทางที่เรียนมาในมหาลัยละ แต่รายละเอียดลึกกว่านี้เราก็ไม่รู้ละเพราะยังไม่เคยทำ อันนี้แค่อ่านจากรายละเอียดในเว็บ ถ้าเกิดว่าในอนาคตมีโอกาสได้ทำจะกลับมาอัพเดต 555

ferienjob_620.jpg

มาต่อกันที่ทางเลือกอีกอย่างที่ค่อนข้างสะดวก ซึ่งก็คือการหางานผ่านทางเว็บประกาศรับสมัครงานทั่วๆไปนั่นเอง ตัวอย่างเว็บที่เรารู้จักก็มี https://www.campusjaeger.de/https://www.xing.com/ กับ https://www.jobware.de/ สำหรับเว็บพวกนี้เราจะสามารถพิมพ์รายละเอียด CV ของเราลงในเว็บได้ แล้วก็สามารถอัพโหลดเอกสารต่างๆสำหรับการสมัครงานไปเก็บไว้ในเว็บเพื่อเตรียมพร้อมกับการสมัครงานได้เลย นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งค่าฟิลเตอร์ประเภทงานที่เราสนใจเพื่อให้เว็บส่งอีเมลล์มาบอกเราเวลาที่มีตำแหน่งงานใหม่ๆที่ตรงกับฟิลเตอร์ของเราเปิดรับได้อีกด้วย บางเว็บก็ยังมีโปรแกรมช่วยเราทำ CV กับช่วยเราเขียน Motivation letter อีก และที่สะดวกมากก็คือการสมัครงานนั้นสามารถทำผ่านทางเว็บได้เลย พอเราเจอประกาศงานที่สนใจ และกดสมัครงานไป ในเว็บก็จะพาเราไปยังขั้นตอนต่างๆ แล้วก็ส่งเอกสารของเราไปยังบริษัทนั้นๆให้เลย จากนั้นเราก็แค่ต้องรอการตอบรับจากบริษัท

ทางเลือกสุดท้ายที่เราจะแนะนำในโพสต์นี้ก็คือการไปเดินดูตามบอร์ดรวบรวมประกาศต่างๆตามโรงอาหารในมหาลัย หรือตามตึกของสถาบันต่างๆ ซึ่งบางทีเราก็อาจจะเจอประกาศรับสมัครงานที่น่าสนใจ ที่ไม่ได้อยู่ในเว็บประกาศหางานต่างๆที่เราพูดถึงมาข้างต้นก็ได้ หรือเราอาจจะเดินเข้าไปถามที่สถาบันต่างๆในมหาลัย ส่งอีเมลล์ไปหาศาสตราจารย์หรือนักวิจัยในมหาลัยโดยตรง หรือเดินเข้าไปถามในร้านค้าหรือบริษัทต่างๆตรงๆเลยก็ได้ว่ามีงานว่างรึเปล่า 55555 เอาตรงๆไปเลย ไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้ามีก็จะได้รู้เรื่องกันตรงนั้นไปเลย 555

20170524_105008

หลังจากส่งใบสมัครงาน

หลังจากที่เราสมัครงานไปแล้ว ก็เป็นเวลาแห่งการรอผลตอบรับ ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีวิธีการตอบกลับอีเมลล์ของเราที่ต่างกัน บางที่ หรือสถาบันในมหาลัยบางสถาบันก็ส่งอีเมลล์อัตโนมัติตอบกลับมาว่าจะพิจารณาอีกที บางทีก็ไม่มี บางที่ก็ใช้เวลาพิจารณานาน บางที่ก็แป๊บเดียว บางที่ก็ไม่ตอบเลย แต่ถ้าเกิดว่าเค้าพิจารณาเอกสารต่างๆของเราที่เราส่งไปแล้วคิดว่าเราน่าสนใจแล้วเค้าก็จะติดต่อกลับมาเพื่อเรียกเราไปสัมภาษณ์หรือทำความรู้จัก ก็จะมีการนัดแนะวันเวลาสถานที่ทางอีเมลล์ อะไรอย่างนี้ ซึ่งในระหว่างที่สัมภาษณ์เค้าก็จะให้เราแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหน มีความสนใจเรื่องอะไร และทำอะไรมาบ้างแล้ว และรู้อะไรเกี่ยวกับงานที่สมัครมาบ้าง ทำไมถึงสมัครงานนี้ อะไรอย่างงี้ แล้วก็จะอธิบายให้เราฟังว่างานที่เค้าทำอยู่คืออะไร และงานที่เราต้องทำคืออะไร ทำกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่อเดือน ค่าจ้างเท่าไหร่ อะไรประมาณนั้น แล้วก็อาจจะดู CV ของเราแล้วก็ถามนั่นนี่นิดหน่อย แล้วสุดท้ายก็จะถามเราว่ามีคำถามอะไรรึเปล่า ก่อนจะบอกว่าเดี๋ยวจะติดต่อกลับไปอีกครั้งในอีกกี่วันหรือกี่อาทิตย์ก็ว่าไป แพทเทิร์นนี้หมดเลย ตอนที่เราไปสัมภาษณ์ครั้งแรกก็เกร็งๆ ไม่รู้จะพูดอะไร แต่พอผ่านไปๆก็เริ่มเรียนรู้ที่จะแอคติ้งแบบหม่อมน้อย 5555 ก็เหมือนกับทุกๆอย่างแหละ ครั้งแรกก็จะงงๆ แต่พอผ่านไปๆก็จะเริ่มคล่องขึ้น ที่สำคัญเลยก็คือพยายามเตรียมไว้ก่อนว่าเราจะพูดแนะนำตัวยังไงให้เค้าคิดว่าเรามีประสบการณ์ มีความรู้ มีทัศนคติหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เหมาะกับงานนี้ แล้วก็พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับงานหรือเกี่ยวกับบริษัทที่เราสมัครไปก่อนล่วงหน้า เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์ แล้วทีนี้หลังจากสัมภาษณ์เสร็จแล้ว ผ่านไปซักพักเค้าก็จะติดต่อกลับมาบอกว่ารับหรือไม่รับ ถ้ารับ ก็จะนัดแนะมาคุยเพิ่มเติมอีกนิดนึง แล้วก็เซ็นสัญญาทำงาน แล้วก็เริ่มงานตามที่ตกลงกัน ประมาณนี้

american_idol_auditions_-_little_rock_copy_-_h_2016.jpg

ประสบการณ์ส่วนตัว

ทีนี้จะมาเล่าเรื่องของตัวเองบ้างไว้เป็นแนวทาง ตั้งแต่เปิดเทอมนี้เราส่งเอกสารสมัครงานไปหลายที่เหมือนกัน ตามงานที่หาจากช่องทางต่างๆที่อธิบายมานี่แหละ มีที่ๆตอบรับมา 4 ที่ ซึ่ง 3 ที่แรกเป็นงานในมหาลัย ส่วนที่สุดท้ายเป็นงานในบริษัทไอทีข้างนอก ซึ่งเราก็ไปสัมภาษณ์มาทั้ง 4 ที่ ที่แรกก็จะเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการผลิตฟันเฟืองให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดอะไรประมาณนี้ งานที่จะให้เราทำก็เป็นงานควบคุมเครื่องจักร โดยที่ช่วงแรกที่เริ่มต้นทำงาน เค้าจะให้เราทำแค่ 20 ชั่วโมงต่อเดือน แต่พอหมดช่วง Probation หรือช่วงลองทำงานไปแล้ว ก็สามารถทำมากกว่านั้นได้ งานนี้พอสัมภาษณ์เสร็จ เค้าบอกว่าเดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะอีเมลล์มาบอกผล แต่ก็ไม่อีเมลล์มา ทำไมคุณหลอกดาว

งานที่สองเป็นงานคล้ายๆติวเตอร์ คือถ้าใครได้อ่านโพสต์เรื่อง การเรียนเทอมแรกในมหาลัยในเยอรมนี อาจจะจำได้ว่าตอนที่เราเรียนเทอม 1-3 จะมี Workshop Elektrotechnik ซึ่งเป็นงานกลุ่มให้เราต่อแผงวงจรตามโจทย์ที่เค้ากำหนดให้ ซึ่งระหว่างช่วงที่ทำงานแต่ละ Workshop จะมีคาบที่ปรึกษา 3 คาบ ให้เราไปถามคำถามเกี่ยวกับ Workshop กับรุ่นพี่ที่ประจำอยู่แต่ละคาบได้ ซึ่งหน้าที่ของงานที่สองที่เราไปสัมภาษณ์มาก็คือการทำหน้าที่เป็นหนึ่งในรุ่นพี่ที่ปรึกษา Workshop เหล่านี้นี่แหละ 555 นอกจากนี้เราก็ยังมีหน้าที่ต้องทำ Workshop เหล่านี้ทั้งหมดด้วยตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้เข้าใจในรายละเอียดต่างๆอย่างถ่องแท้ และยังมีหน้าที่ช่วยตรวจรายงานหลังจากจบแต่ละ Workshop อีกด้วย ซึ่งความจริงตอนแรกที่ส่งเอกสารสมัครไปตั้งใจจะสมัครงานอื่น ไม่ใช้งานนี้ 5555555 เพราะไปเป็นติวเตอร์ไม่รู้จะไปสอนใครรู้เรื่องรึเปล่า 555 แต่ว่าใน Motivation letter เราเขียนไปว่าเราชอบทำอะไรที่เป็นงานฝีมือและก็ enjoy Workshop ในสามเทอมที่ผ่านมามาก เค้าเลยบอกว่าตอนนี้ขาดคนเป็นที่ปรึกษา Workshop อยู่ เลยคิดว่าเราน่าจะมาทำตรงนี้แทน 5555 เราเลยบอกโอเค ลองดูกันซักตั้ง เสร็จแล้วเค้าก็เอาชุดอุปกรณ์สำหรับทำ Workshop ชุดใหม่ล่าสุดให้เรามาหนึ่งชุดกลับบ้านไปเลย ให้ไปทำ Workshop เองที่บ้าน แล้วอีกไม่กี่วันก็กลับมาเซ็นสัญญาทำงาน ซึ่งสัญญาจะมีสองแบบ แบบแรกคือเซ็นเหมาไปสองเทอม (ุ6 เดือน) ถ้าแบบนี้จะได้เป็นสัญญาแบบ 20 ชั่วโมงต่อเดือน ส่วนแบบที่สองคือเซ็นแค่ของเทอมนี้ (3 เดือน) แล้วค่อยมาดูอีกทีตอนหมดสัญญาว่าจะต่อสัญญารึเปล่า ถ้าแบบนี้จะได้แค่ 10 ชั่วโมงต่อเดือน แต่ถ้าต่อสัญญา ของ 3 เดือนถัดไปจะเป็น 30 ชั่วโมงต่อเดือน ส่วนค่าจ้างก็จะเป็นเรตปกติสำหรับนักเรียนมหาลัยที่ยังไม่มีปริญญา ก็คือ 9.58 ยูโรต่อชั่วโมง (ยังไม่หักภาษี) เราเลือกสัญญาแบบสอง เพราะว่าขอลองดูก่อน (แต่เพราะว่าสัญญาทำงานของเรามันเริ่มต้นตอนที่ Workshop ของเทอมนี้มันจบแล้ว 55555 งานของเราของเทอมนี้ก็เลยมีแค่เอาอุปกรณ์ไปทำ Workshop เองตั้งแต่ต้นจนจบ ดูท่าแล้วเลยคงจะต้องต่อสัญญาตอนเทอมหน้าแล้วแหละ เพราะว่าถ้าไม่ต่อมันจะดูเนรคุณไปมั้ย เอาอุปกรณ์เค้ามา งานสอน งานตรวจการบ้านก็ไม่ต้องทำ พอจบสัญญาแล้วจะออกซะงั้น 555) สำหรับงานนี้ก็ไม่ได้มีสัมภาษณ์อะไรจริงจัง ก็เรียกไปคุยกันนิดเดียวแล้วก็ตกลงทำงานเลย ดีจัง 55

ต่อไปงานที่สาม จะเป็นงานเกี่ยวกับ Ilias ซึ่งถ้าใครได้อ่านโพสต์เรื่อง การเรียนเทอมแรกในมหาลัยในเยอรมนี ก็อาจจะพอจำได้ว่า Ilias เป็น Platform ของมหาลัยที่คอร์สเรียน เอกสารและแบบฝึกหัดต่างๆของหลายๆวิชาจะถูกรวบรวมไว้อยู่ในนั้น หน้าที่ของเราก็คือการดูแลโครงสร้างของวิชาๆหนึ่งใน Ilias ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเขียนทีสิสจบ ให้สามารถใช้งานได้ และสามารถเข้าถึงได้จากหน้า Ilias ของวิชาอื่นๆที่เค้าต้องการใช้เนื้อหาของวิชานั้น แล้วก็ยังต้องเรียนรู้เนื้อหาของวิชานั้นด้วยตัวเอง และอัพเดตเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของผู้สอนและผู้เรียนของวิชาอื่นๆที่ต้องการใช้เนื้อหาของวิชานั้นอีกด้วย ซึ่งก็ฟังดูเป็นงานที่หนักโขอยู่ แถมงานนี้เค้าต้องการคนที่ยังอยู่ที่ Karlsruhe ต่อไปอีก 2 ปีอีก งานนี้ส่งเมลล์กลับมาตอบปฏิเสธ

20170602_191227.jpg

เริ่มต้นทำ Workshop

งานสุดท้ายเป็นงานที่เราหาจากเว็บ https://www.campusjaeger.de/ เป็นงาน Tester ของบริษัททำเว็บบริษัทหนึ่งที่มีสาขามากมายในหลายประเทศในยุโรป แต่ว่าสำนักงานใหญ่อยู่ใน Karlsruhe หน้าที่ของเราก็คือเข้าใช้งานเว็บ ทำตัวเหมือนเป็นลูกค้าที่เค้าใช้เว็บนั้นแล้วเช็คว่าการใช้งานถูกต้องดีมั้ย มีปัญหาอะไรบ้าง โดยที่เค้าจะมี criteria มาให้ว่าต้องตรวจสอบอะไรบ้าง ชั่วโมงทำงานก็จะค่อนข้าง flexible แต่แค่ตอนมาออฟฟิศควรจะอยู่นานอย่างน้อย 4 ชั่วโมง แล้วก็ตามกฏหมาย อนุญาตให้ทำได้ไม่เกินสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง (แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมจะทำเต็มเวลาเลยก็ได้) นอกจากเราแล้วก็ยังมี Werkstudenten คนอื่นอีก 4 คนที่ต้องผลัดกันมาทำ ให้แต่ละวันมี Werkstudent อยู่ออฟฟิศอย่างน้อยหนึ่งคน สำหรับค่าจ้างก็จะเป็น 10 ยูโรต่อชั่วโมง (ยังไม่หักภาษี) แถมนอกจากนี้ยังมีขนม มีเครื่องดื่มให้ฟรี มีข้าวกลางวันให้กินฟรีตอนวันศุกร์ แถมยังมีคอร์สโยคะให้เข้าฟรีตอนเย็นวันจันทร์ด้วย โอ้ว เป็นข้อได้เปรียบของการทำงานนอกมหาลัยที่เลิศจริงๆ ตอนที่บริษัทนี้ตอบรับให้เราไปสัมภาษณ์งาน เว็บ campusjaeger ก็ส่งเมลล์มาบอกว่าบริษัทนี้ตอบรับนะ แล้วก็มีตัวเลือกเวลาสัมภาษณ์งานเวลานี้ๆ สะดวกเวลาไหนก็คลิก พอกดคลิกแล้วก็เป็นอันว่านัดแนะกันเรียบร้อย แล้วเว็บก็จะคอยส่งอีเมลล์มาเตือนว่ามีสัมภาษณ์งานวันนี้เวลานี้นะ แล้วก็ยังส่งบทความแนะนำการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานมาให้อ่านด้วยอีก คือดีมาก ช่วยได้เยอะเลย 555 ส่วนสำหรับตอนสัมภาษณ์งานนั้น เราก็เดินทางไปยังที่ตั้งของบริษัท ซึ่งเป็นบ้านโบราณหรูๆหลังหนึ่งที่เค้าเรโนเวตด้านในให้กลายเป็นออฟฟิศ พอกดกริ่งก็มีเลขาที่ยิ้มแยิ้มแจ่มใสมาพาเราไปนั่งรอในห้องสัมภาษณ์ แล้วก็ยกเครื่องดื่มมาให้ แล้วก็มีพนักงานสองคนเข้ามานั่งคุยกับเรา คนแรกเป็นตำแหน่ง HR ส่วนอีกคนเป็นตำแหน่ง Performance ที่จะเป็นคนดูแลงานของเรา แพทเทิร์นการสัมภาษณ์ก็เหมือนกับที่อธิบายมา แต่เค้าเห็นเราตอนแรกเกร็งๆก็เลยแนะนำตัวให้ฟังเป็นตัวอย่างก่อนว่าเค้าเป็นใคร อะไรอย่างนี้ หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี ครั้งนี้เราอ่านข้อมูลของบริษัทมาก่อนเลยพอเล่าได้ว่าบริษัททำอะไรบ้าง แล้วก็มีแอบชวนคุยนิดนึง ซึ่งทั้งสองคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดูเป็นมิตรดีมาก ก่อนจะกลับเค้าถามเราว่าเราได้สมัครงานที่อื่นไปอีกบ้างรึเปล่า เราก็บอกว่าสมัครไปอีกสองสามที่ รอผลเรียกสัมภาษณ์อยู่ แล้วก็อีกที่สัมภาษณ์แล้ว รอผลอยู่ อะไรอย่างงี้ เค้าก็บอกว่าที่บริษัทเค้ารอแค่วันสองวันก็จะติดต่อกลับมาแล้ว ไม่ต้องรอนาน เสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับบ้าน พอวันต่อมา พนักงานฝ่าย Performance คนที่สัมภาษณ์เราเมื่อวานก็โทรมาบอกว่าเค้าอยากรับเรามาร่วมทีม อร๊างงงงงง ดีใจมาก แล้วเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวเริ่มงานวันจันทร์หน้าเลยนะ โอ๊ยฟิน 555 ในที่สุดภารกิจที่ตั้งเป้าไว้ในเทอมนี้ก็สิ้นสุดลงไปอีกอัน (ภารกิจอีกอันหนึ่งคือการหาบ้านใหม่ เดี๋ยวกลับมาเล่าตอนหน้า)

maxresdefault

พนักงานตำแหน่ง Performance โทรมาบอกว่า มาอยู่ทีมพี่สิคะ แล้วพี่จะไม่ทำให้น้อง ต้องไปกราบใคร

จริงๆแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกบริษัทหนึ่งที่ติดต่อกลับมา ซึ่งก็งาน Ferienjob ของโรงงาน Mercedes-Benz ในเมือง Wörth am Rhein ที่อยู่ติดกับเมือง Karlsruhe แต่เพราะว่าตอนนั้นเราได้งานของบริษัทไอทีที่บอกไปละ (บอกชื่อบริษัทไม่ได้ เป็นความลับขั้นสุดยอด 5555) ก็เลยไม่ได้ตอบกลับของ Benz ไป อีกอย่างคือ ขี้เกียจเดินทางไปถึง Wörth ด้วย แล้วก็เพราะมันเป็นงาน Ferienjob ที่น่าจะเป็นงานใช้แรงงานหรือไม่ก็งานย้ำคิดย้ำทำแบบสาวโรงงาน แล้วก็ต้องทำเป็นกะยาวๆติดต่อกันด้วย เลยไม่เอาดีกว่า ถ้าเกิดว่าเป็นงานประเภท Werkstudent ค่อยน่าสนใจหน่อย

466264_799767_3484_2144_104778105a3142

โรงงานของ Mercedes-Benz ในเมือง Wörth am Rhein

เริ่มงานวันแรก

ไหนๆก็ไหนๆละ เล่าเรื่องตอนเริ่มงานวันแรกนิดนึง สำหรับวันแรกตกลงว่าให้ไปทำงานตอน 13.30 นี่ก็ไปถึง 13.50 เลยจ้า 555555 แต่ว่าส่งอีเมลล์ไปบอกเค้าก่อนหน้า 3 วันแล้วนะว่าจะไปถึงช้าแต่ไม่เกิน 14.00 เพราะว่าวันนั้นกลับมาจากไปเที่ยวพอดี แต่เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร พอไปถึง หัวหน้าฝ่าย Performance คนเดิมก็พาเดินดูที่ทำงาน ซึ่งอยู่ในบ้านเล็กๆอีกหลังที่อยู่ใกล้ๆกับบ้านหลังที่เราไปสัมภาษณ์งานมา ก็ทักทายพนักงานคนอื่นๆ ที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน แล้วก็พาขึ้นไปดูห้องทำงานของเรา ที่เป็นห้องสำหรับ Werkstudenten โดยเฉพาะ มีโต๊ะทำงานสองโต๊ะสำหรับสองคน แต่ละโต๊ะก็จะมีคอมพิวเตอร์ประจำให้ มีสองจอ เลิศมาก เกิดมาไม่เคยใช้คอมแบบสองจอมาก่อน 555 แล้วก็พาไปดูห้องน้ำ ห้องเก็บลังเครื่องดื่มฟรีที่มีทั้งน้ำเปล่า นม และเบียร์ แล้วก็ห้องครัวกับห้องกินข้าวที่ทุกวันศุกร์จะมีข้าวกลางวันเลี้ยง และบางวันก็จะมีคุ้กกี้แล้วก็เค้กให้กินฟรี แล้วอีกซักพัก Werkstudent อีกคนที่ทำงานอยู่ที่นี่มาปีกว่าแล้วก็เข้ามา แล้วเค้าก็สอนเราว่าในระหว่างงานต้องทำอะไรบ้าง ก็มีขั้นตอนอะไรเยอะแยะไปหมดอะ แต่ว่าเค้าก็ค่อยๆสอนไป แล้วหัวหน้าก็เอาสัญญามาให้กลับไปอ่านแล้วก็เซ็นที่บ้าน อะไรอย่างนี้ สำหรับตารางการทำงานที่นี้ เค้าก็จะมีปฏิทินออนไลน์ให้ Werkstudent แต่ละคนไปจองเวลาไว้ว่าในแต่ละอาทิตย์เค้าจะมาทำวันไหนกี่โมงบ้าง ซึ่งจาก Werkstudent ที่มีทั้งหมด 5 คน ในแต่ละวันจะต้องมีคนอยู่ที่ออฟฟิศอย่างน้อย 1 คน ปกติก็จะมีอยู่คน 2 คน แต่เวลาเข้างานกับออกงานที่ลงไว้ เราไม่จำเป็นต้องมาตามนั้นเป๊ะๆ มาก่อนมาหลังได้ ที่สำคัญก็คือเราต้องอยู่อย่างน้อย 4 ชั่วโมงแค่นั้น ก็ยืดหยุ่นดีมากเลยนะ เหมาะสำหรับนักเรียนจริงๆ สำหรับตอนนี้ก็แฮปปี้ดี ส่วนสำหรับงานติวเตอร์ Workshop ที่มหาลัย ก็ไม่มีอะไร แค่ลองทำ Workshop ด้วยตัวเองตอนที่มีเวลา เดี๋ยวรอผ่านไปซักพักว่าต่อไปจะเป็นไงบ้าง แล้วไว้ถึงตอนนั้นจะกลับมาเล่าให้ฟังใหม่โนะ

20170612_154020.jpg

การเรียนเทอมที่สามในมหาลัยในเยอรมนี

เทอมแรก https://petchpetals.wordpress.com/2016/02/22/การเรียนเทอมแรกในมหาลั/

เทอมที่สอง https://petchpetals.wordpress.com/2016/08/12/การเรียนเทอมที่สองในมห/

แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาของการเขียนโพสต์นี้แล้วสินะ 2 ปีครึ่งในเยอรมันนี่มันผ่านไปเร็วจริงๆนะน้อง /บอกตัวเอง 555 ได้เวลามาเล่าถึงการเรียนมหาลัยในเทอมที่สามที่ผ่านมาแล้ว สำหรับเทอมที่สามนี้ สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนเลยก็คือจำนวนคนเรียนที่ลดลงไปอีกเยอะมาก แบบตอนเทอมแรกเรียนกันสองคณะ มีที่ไม่พอนั่ง แต่ตอนเริ่มเทอมที่สาม ห้องเดิม เรียนรวมกันสามคณะ กลับเหลือที่ว่าง แล้วอีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือ พวกการเช็คชื่อ การส่งการบ้าน คาบติว อะไรอย่างนี้ จะมีความเข้มข้นน้อยลง (แล้วพอมาขึ้นเทอมที่สี่ ก็มีความเข้มข้นน้อยลงไปอีก เหมือนอารมณ์แบบ ประมาณว่าตอนปีแรกๆ ยังเด็กอยู่ เลยต้องเข้มงวดหน่อย มีคาบติวเยอะ มีการเรียกส่งการบ้านเยอะ มีการสุ่มสอบรายอาทิตย์ อะไรงี้ แต่พอเทอมยิ่งสูงขึ้น ก็เริ่มวางใจได้แล้วว่าเรียนได้ มีความรับผิดชอบมากพอ อะไรอย่างงี้ พวกการบ้าน การติวไรพวกนี้เลยลดลง ปล่อยให้เอาตัวรอดกันเองตามมีตามเกิดไปเลย 5555) สำหรับวิชาของคณะ Mechatronics ที่มีเรียนในเทอมที่สามนี้ ก็จะมีวิชา Höhere Mathematik III, Technische Mechanik III, Felder und Wellen และ Signale und Systeme มาดูกันว่ารายละเอียดของแต่ละวิชาเป็นไงบ้าง

IMG_6517

สำหรับวิชา Höhere Mathematik III ก็จะเป็นภาคสุดท้ายของวิชาไตรภาค Höhere Mathematik สำหรับเนื้อหาในเทอมนี้จะเป็นในเรื่องของฟังก์ชันในหลายมิติ การดิฟและอินทิเกรตฟังก์ชันในหลายมิติ Vector Analysis การอินทิเกรตเส้นโค้ง การอินทิเกรตพื้นที่ Partial Differential Equations และความน่าจะเป็น สำหรับเทอมนี้ยังมีการทำการบ้านรายสัปดาห์ส่งเพื่อเก็บคะแนนให้ด้ถึงขั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบอยู่ แต่ว่าจะไม่มีคาบติวเป็นกลุ่มย่อยๆแล้ว แต่จะมีคาบหนึ่งคาบให้เราเข้าไปนั่งทำการบ้าน แล้วจะมีรุ่นพี่ไม่กี่คนประจำอยู่และจะคอยช่วยตอบคำถามแทน คาบนี้จัดในห้องเรียนใหญ่ ไว้สำหรับทุกคนที่เรียนวิชา Höhere Mathematik III แต่ใครจะเข้าหรือจะไม่เข้าก็ได้ แล้วก็คาบแบบฝึกหัดที่ผู้สอนจะทำแบบฝึกหัดของแค่ละสัปดาห์ให้ดูก็ยังมีอยู่

สำหรับวิชา Technische Mechanik III ก็เป็นวิชากลศาสตร์ตัวสุดท้ายที่บังคับเรียนในคณะ Mechatronics ของเรา (ถ้าเรียนคณะวิดวะเครื่องกล เทอมหน้าจะมี Technische Mechanik IV อีก) เนื้อหาจะเป็นในเรื่องของการเคลื่อนที่ละ ทั้งแนวตรงแนวหมุน พลังงานศักย์ พลังงานจลย์ การไถล การหมุน พลังงาน กำลัง โมเมนตัม ซึ่งเนื้อหาพวกที่ตอนม.ปลายเราว่าง่ายมากเลยนะ แต่พอมาตอนนี้ทำไมเอ๋อแดกก็ไม่รู้ 555 สำหรับวิชา Technische Mechanik ในเทอมนี้ก็ยังบังคาบส่งการบ้านรายสัปดาห์ และต้องผ่านแบบตกได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นเหมือนเดิม แต่ว่าเทอมนี้จะไม่มีคาบติว ก็เลยจะไม่มีการบ้านสำหรับโปรแกรม Maple และจะไม่มีการสุ่มเรียกมาสอบปากเปล่ารายสัปดาห์เหมือนตอนสองเทอมที่ผ่านมา ส่วนคาบแบบฝึกหัดก็ยังมีอยู่

IMG_7034.JPG

คาบแบบฝึกหัดคาบสุดท้ายก่อนหยุดคริสมาสต์ คนสอนแต่งตัวเป็นนางฟ้ามาสอน แถมยังให้ของขวัญเป็นกระดาษเฉลยการบ้านที่ต้องทำส่งของอาทิตย์นั้นครึ่งหนึ่งด้วย ใครที่ไปเข้าคาบแบบฝึกหัดคาบนั้นสามารถทำการบ้านของอาทิตย์นั้นแค่ครึ่งที่เหลือได้ ส่วนครึ่งที่เค้าให้กระดาษเฉลยมาแล้ว ก็แค่ส่งกระดาษเฉลยไป

สำหรับวิชา Felder und Wellen หรือ Fields and waves ก็จะเป็นในเรื่องของไฟฟ้าสถิต ประจุไฟฟ้า สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้า แล้วก็จะมีในเรื่องของสนามแม่เหล็ก การเหนี่ยวนำของไฟฟ้าให้เกิดสนามแม่เหล็ก และการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กให้เกิดไฟฟ้า และแรงที่เกิดจากไฟฟ้าและแม่เหล็ก แล้วก็ยังมีเรื่องของคลื่นอีก เนื้อหาเยอะมาก สูตรก็เยอะมาก คำนวณเยอะมาก /เป็นลม แต่ในส่วนของการคำนวณในวิชานี้ก็เป็นเนื้อหาจาก Höhere Mathematik III เกือบหมดนะ ยิ่งเรียนๆไปยิ่งรู้เลยว่าในแต่ละเทอมเค้าจัดเนื้อหาของวิชา Höhere Mathematik III ให้สอดคล้องกับเนื้อหาของวิชาอื่นๆจริงๆ แบบเรียนเสร็จแล้วได้เอาไปใช้ในอีกวิชาแบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ อะไรอย่างนั้นเลย สำหรับวิชา Felder und Wellen จะมีคาบติวกลุ่มย่อยๆหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์

สำหรับวิชา Signale und Systeme ก็เป็นเรื่องของสัญญาณแบบต่อเนื่อง หรือแบบดิจิตัล กับสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง หรือแบบอะนาล็อก และระบบสัญญาณดิจิตัล และระบบสัญญาณอะนาล็อก ซึ่งเราจะใช้คณิตศาสตร์ในการบรรยายและจัดการกับหัวข้อพวกนี้หมดเลย จึงเป็นวิชาที่เราก็อธิบายไม่ถูกว่าเรียนอะไรบ้าง 555 สำหรับวิชานี้ก็จะมีคาบติวกลุ่มย่อยๆหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์เหมือนกัน

IMG_7011

มีคนพาหมามาเรียนด้วย WTF!!?

นอกจากวิชาที่เรียนแล้ว อีกสองสิ่งที่เป็นส่วนที่สำคัญมากของเทอมที่สามนี้ก็คือ Workshop Elektrotechnik และ Praktikum Informationstechnik

สำหรับ Workshop Elektrotechnik ก็จะเป็นพาร์ทสุดท้ายของ Workshop ทั้ง 4 อัน ที่เราได้ทำไปแล้ว 3 อันในระหว่าง 2 เทอมที่ผ่านมา สำหรับ Workshop ครั้งสุดท้ายนี้ เราก็จะยังคงจับกลุ่มอยู่กับกับกลุ่ม 3 คนกลุ่มเดิม แต่ว่างานที่ต้องทำจะอัพเกรดขึ้นไปอีกชั้น คือจากการต่อวงจรธรรมดาใน 3 ครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เราต้องเขียนโปรแกรมควบคุมตัวบอร์ดเอง เขียนโปรแกรมควบคุม Register ต่างๆ ควบคุมตัว Senser และตัว Actuator เพื่อให้มันทำงานตามที่โจทย์กำหนด แล้วก็ทำรายงานส่ง ซึ่งการเขียนโปรแกรมนี้ก็จะต้องใช้ความรู้จากวิชา Informationstechnik ที่เราเรียนไปตอนเทอมที่สองเยอะมาก

สำหรับ Praktikum Informationstechnik ก็จะเป็นการจับกลุ่มกัน 3 คน โดยที่เค้าจะสุ่มสมาชิกให้ แล้วก็แบ่งงานกันเขียนโปรแกรมควบคุมส่วน Hardware ของ Segway (แต่ที่คณะเค้าจะเรียกว่า Tiv-Seg เพราะเหตุผลทางลิขสิทธิ์) เป็นการเขียนโปรแกรมควบคุม Register เหมือนกับที่ทำให้ Workshop Elektrotechnik แต่จะมีรายละเอียดอะไรต่างๆนานาเยอะกว่ามาก ต้องมีการวางแผนงานเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานชิ้นนี้ ต้องแยกกันเขียนโปรแกรมแต่ละส่วน เช็คว่าโค้ดของแต่ละคนใช้ได้มั้ย รันแล้วมีปัญหามั้ย แล้วพอเอามารวมกันแล้วรันแล้วมีปัญหารึเปล่าอีก แล้วพอตอนท้ายสุดหลังจากส่งรายงานแล้วเค้าก็จะให้แต่ละกลุ่มเอาโค้ดของกลุ่มตัวเองมาโหลดลงเครื่อง Tiv-Seg ที่เค้ามีให้ (มีแค่เครื่องเดียว) แล้วก็ลองขับดูว่าขับได้จริงรึเปล่า ก็เป็นอะไรที่จะคล้ายๆกับการทำงานในชีวิตจริง มี Order จากลูกค้าว่าอยากให้เครื่องทำอย่างงี้ๆ มีส่วนการวางแผนทำงานกลุ่ม มีการทดสอบ อะไรอย่างนี้ ก็สนุกดีนะ ถ้ารู้เรื่องอะ 5555555 นี่ได้เพื่อนช่วยไว้เลยรอดมาได้ 555

IMG_6937.JPG

ส่วนประกอบด้านในของเครื่อง Tiv-Seg

และนี่ก็เป็นเนื้อหาที่เราต้องเรียนและสอบในเทอมที่สามที่ผ่านมา เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายที่มีแค่วิชาบังคับ ตั้งแต่เทอมที่สี่เป็นต้นไปวิชาบังคับจะน้อยลง และเราจะต้องเลือกเรียนวิชาเลือก ก็จะมีอิสระในการเลือกวิชาที่อยากเรียน (หรือวิชาที่ไม่อยากเรียนน้อยที่สุด 555) มากขึ้น เดี๋ยวอีกครึ่งปีกลับมาดูกันว่าการเรียนในเทอมที่สี่ของนี้จะเป็นยังไงบ้าง

IMG_6129

มหาวิทยาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

การเรียนเทอมที่สองในมหาลัยในเยอรมนี

เทอมแรก https://petchpetals.wordpress.com/2016/02/22/การเรียนเทอมแรกในมหาลั/

พูดถึงเรื่องเรียนกันซักนิดนึง ไหนๆก็เรียนจบเทอมที่สองกันละ สำหรับการเรียนเทอมที่สองในมหาลัยในเยอรมนีนี้ พิธีการต่างๆก็เหมือนกับเทอมที่หนึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Ilias เรื่องของการแบ่งการเรียนเป็นคาบ Lecture คาบ Tutorial กับคาบ Exercise ฯลฯ สิ่งที่ต่างออกไปก็คงเป็นแค่วิชาที่เรียนนั่นแหละโนะ แล้วก็จำนวนคนเรียนที่น้อยลง บางคนก็ลาออกไปทำอย่างอื่นกันแล้ว

สำหรับเทอมนี้ วิชาที่เราต้องเรียนก็มีอยู่ 5 วิชา ก็คือวิชา Höhere Mathematik 2,  วิชา Technische Mechanik 2, วิชา Maschinenkonstruktionslehre 2, วิชา Elektronische Schaltung กับวิชา Informationstechnik ซึ่งแต่ละวิชาก็มีความยากที่เพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนี่งจากเทอมที่ผ่านมา

IMG_0816

แผนภูมิแสดงเกรดกับคะแนนสอบต่อจำนวนคนสอบของข้อสอบปลายภาควิชา Lineare Elektrische Netze ในเทอมที่ผ่านมา เกรด 1 คือดีสุด เกรด 5 คือตก

สำหรับวิชา Höhere Mathematik 2 ก็จะเรียนเรื่องเวคเตอร์ เมตริกซ์ สมการอนุพันธ์เชิงเส้น fourier Theory, Laplace Transformation ซึ่งก็มีบางเรื่องที่พวกเราก็เรียนกันมาแล้วตั้งแต่ระดับชั้นม.ปลายที่ไทย 55 แต่ก็มีความยาก มีความซับซ้อนมากขึ้น ในรายละเอียดของเรื่องการทำงานส่ง การติวอะไรๆก็เหมือนกับตอนเทอมที่หนึ่ง

สำหรับวิชา Technische Mechanik 2 ที่เกือบตกในเทอมที่แล้ว T-T เทอมนี้ก็ทวีความยากมากขึ้นไปอีก! แต่ก็ยังเป็นเรื่องของ Statics อยู่ หัวข้อที่เรียนก็จะเป็นเรื่องการบิดการงอ ความเค้น ความเครียด ในสามมิติ พลังงาน อะไรพวกนี้ ไม่รู้ว่าเค้าเรียกเป็นภาษาไทยว่าไง 55 วิชานี้ก็ต้องมีการทำการบ้านส่งเหมือนตอนเทอมที่แล้ว ครั้งนี้เตรียมตัวไปสอบดีกว่าครั้งที่แล้ว แต่ข้อสอบก็ยากกว่า หวังว่าผลสอบจะดีขึ้นไม่มากก็น้อย (อัพเดต ดีขึ้นจริง แต่เกรดกระดิกขึ้นมาแค่ 0.03 55555)

IMG_1308

งานปาร์ตี้ก็ต้องมา

IMG_1298

อันนี้ Summerfest เป็นงานปาร์ตี้ใหญ่ของมหาลัยเลย ในตัวมหาลัยจะมีหลายๆตึกที่เค้าใช้เป็นสถานที่จัดปาร์ตี้ แต่ละตึกก็จะเป็นดนตรีสไตล์ต่างๆกันไป ชอบแนวไหนก็ไปตึกนั้น

สำหรับวิชา Maschinenkonstruktionslehre 2 ก็เป็นวิชาเขียนแบบ เขียนแบบอุปกรณ์ เขียนแบบเครื่องจักรง่ายๆไรงี้ แล้วก็มีทฤษฏีเรื่องชิ้นส่วนเครื่องจักรต่างๆ ทฤษฎีการเขียนแบบ การเลือกใช้อุปกรณ์ในการประกอบเครื่องจักร ฯลฯ เทอมนี้จะเน้นการเขียนแบบจริงๆจังๆ มี Workshop ให้แบ่งกลุ่มกัน 5 คน เขียนแบบเครื่องปั๊มพ์น้ำง่ายๆ ตามโจทย์ที่เค้ามีมาให้ วิชานี้เป็นวิชาที่สังเกตว่าคนเยอรมันหลายคนจะไม่ค่อยมีปัญหามากเท่าไหร่ แต่สำหรับเราคือเอ๋อแดก เพราะศัพท์แสงเยอะมาก ทฤษฏีเยอะ ฟังไม่ออก ต้องหาอ่านเองเยอะ

IMG_1191

เขียนแบบ อารมณ์ประมาณนี้ ถูกผิดตรงไหนคืออีกเรื่องนะ กรักๆๆๆ

สำหรับวิชา Elektronische Schaltung ก็จะเป็นแนวๆภาคต่อของวิชา Lineare elektrische Netze ปนกับวิชา Digitaltechnik ในเทอมที่แล้ว ตอนเทอมที่แล้วเราเรียนเรื่องวงจรไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้ากระแสสลับ อะไรงี้ ในเทอมนี้เราจะเจาะลึกเข้าไปในวงจรภายในอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์ เครื่องขยายสัญญาณ วงจรสัญญาณดิจิตอล-อานาล็อก ตอนเทอมที่แล้วในวิชา Lineare elektrische Netze จะมีแค่คาบติว แต่ไม่มีการบ้าน แต่ในเทอมนี้จะต้องทำการบ้านส่งด้วย สองอาทิตย์ครั้ง คะแนนจากการบ้านนี้ก็จะเป็นคะแนนเสริมให้กับคะแนนสอบปลายภาค (คะแนนสอบ 94% คะแนนการบ้าน 6% ไม่ทำการบ้านก็ได้แต่ก็จะเสียคะแนนส่วนนี้ไป) นอกจากนี้ก็จะมี Workshop ที่ต้องใช้ความรู้จากวิชานี้ในเทอมนี้อีกหนึ่งครั้ง ให้จับกลุ่มกันทำ 3 คน ต่อวงจรไฟฟ้าตามโจทย์ที่เค้าให้ ซึ่งจะต้องมีการใช้ทรานซิสเตอร์เพื่อต่อวงจรเซนเซอร์ตรวจจับแสง อะไรประมาณนี้ ไม่มีคะแนน แค่ต้องผ่าน

IMG_0849

ปั่น Workshop ก่อนกำหนดส่ง

สำหรับวิชา Informationstechnik ก็จะเน้นเรื่องการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C++ ที่เข้มข้นมาก คนที่มีพื้นฐานมาก่อนเยอะแล้วก็สบายไป ส่วนคนที่เพิ่งมาเริ่มเรียนใหม่อย่างเราก็เอ๋อแดก 555 แต่โชคยังดีที่ไม่ตก สำหรับวิชานี้ก็จะเริ่มต้นด้วยการเกริ่นถึง Computer Architecture นิดนึง พวกการทำงานของ Processor หน่วยย่อยต่างๆของ Processor แล้วก็คำนวณ Cache อะไรอย่างนี แล้วก็จะเข้าสู่เรื่องของการเขียนโปรแกรม เริ่มตั้งแต่พื้นฐานเลย ตัวปรงตัวแปร การดำเนินการพื้นฐานต่างๆ Logic, for, while etc. ไปจนถึง Polymorphism กับ Data structures โน่น แล้วก็ปิดท้ายด้วย Algorithm แบบต่างๆ ทั้ง sort, search และ optimization algorithm สำหรับวิชานี้ จริงๆแล้วจะต้องมี Workshop ให้ทำด้วย แต่สำหรับคณะเรา ในเทอมนี้มี Workshop ของวิชา Maschinenkonstruktionslehre แล้ว เค้าเลยเลื่อนให้ไปทำเทอมหน้าแทน ซึ่งโจทย์ของ Workshop วิชา Informationstechnik นี้ก็คือการเขียนโปรแกรมควบคุมฮาร์ดแวร์สำหรับ Segway ให้เราขึ้นขับมันได้ ซึ่งฟังดูเป็นงานที่สตีฟจ๊อบมาก แบบ Segway ที่ตอนช่วงที่มันออกมาใหม่ๆดูเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ amazing สุดๆนี่ ตอนนี้คนที่เรียนอยู่แค่เทอมสองก็สร้างได้แล้วเหรอ โอ้วพระเจ้า!!

IMG_0038.JPG

นี่ก็เป็นสรุปคร่าวๆเรื่องรายละเอียดของวิชาที่เราต้องเรียนในเทอมนี้ ณ จุดที่กำลังพิมพ์อยู่นี้ก็สอบไปสองวิชาแล้วคือ Höhere Mathematik 2 กับ Technische Mechanik 2 เหลืออีก 3 วิชาให้ต่อสู้ฝ่าฟันกันต่อสำหรับเทอมนี้ เดี๋ยวขอจบเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาไว้ตรงนี้ก่อน 555 เดี๋ยวโพสต์หน้าเราจะกลับมาเล่าเรื่องเที่ยวกันโนะ

IMG_1189

วิวของมหาลัยในวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ระหว่างที่กำลังนั่งเขียนแบบอยู่กับผองเพื่อน

การเรียนเทอมแรกในมหาลัยในเยอรมนี

IMG_5301กลับมาแล้ววว เมื่อวานเพิ่งสอบวิชาแรกในมหาลัยไป ซึ่งก็คือวิชา Höhere Mathematik 1 หรือคณิตศาสตร์ชั้นสูงนั่นเอง ระดับความยากเอาจริงๆแอบง่ายกว่าข้อสอบเลขใน Studienkolleg อีก 55 ที่สำคัญเลยคือรู้สึกว่าระยะเวลาที่มีให้ต่อจำนวนข้อมีเยอะกว่ามาก ข้อสอบใน Studienkolleg คือทำยังไงก็เสร็จไม่ทัน นอกจากจะเก่งเทพจริงๆ กรักๆๆ

เดี๋ยวโพสต์นี้ก็จะมาเล่าเรื่องของประสบการณ์การเรียนในเทอมแรกในมหาลัยที่ผ่านมาคร่าวๆละกันโนะ ก่อนจะไปเรียนได้ก็ต้องมีตารางสอนก่อน ซึ่งก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ในเว็บของกลุ่มคณะ (Fachschaft) หรือในหน้าเว็บทางการของคณะที่เราเรียนอยู่ สำหรับคณะ Mechatronics ของเรา ในเทอมแรกก็จะประกอบไปด้วยวิชา 5 วิชา ใน 5 วิชานี้ก็ต้องไปเรียนกับคณะ Mechanical Engineering อยู่ 3 วิชา ซึ่งก็มีวิชา Höhere Mathematik 1 หรือคณิตศาสตร์ชั้นสูง, วิชา Technische Mechanik 1 อารมณ์ประมาณฟิสิกส์กลศาสตร์ และวิชา Maschinenkonstruktionslehre 1 ซึ่งเรียนเกี่ยวกับการออกแบบเครื่องจักร ส่วนประกอบต่างๆของเครื่องจักรกล อะไรประมาณนั้น ส่วนอีก 2 วิชาก็จะเป็นวิชาที่ต้องไปเรียนกับคณะ Electrical Engineering ซึ่งก็มีวิชา Lineare elektrische Netze อารมณ์ประมาณคำนวณวงจรไฟฟ้า กับวิชา Digitaltechnik ที่เรียนเกี่ยวกับการทำงานของคอมพิวเตอร์อะไรประมาณนั้นมั้ง คือเอาจริงๆจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าที่เรียนไปมันเกี่ยวกับอะไร 555 (อัพเดตหลังจากผ่านมาปีกว่า ตอนนี้รู้แล้วนะ 55555 รายละเอียดอยู่ด้านล่าง)

สำหรับการเรียนในมหาลัยของแต่ละวิชาที่เปิดสอนนั้น ที่นี่เค้าก็จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ก็คือ

1.ส่วนของคาบเรียนเลคเชอร์ (Vorlesung) ที่เราไปเข้าเรียนแล้วมีอาจารย์มาสอนๆๆเนื้อหา

2.ส่วนของคาบแบบฝึกหัด (Übung) ที่เราไปเข้าเรียนแล้วมีผู้ช่วยอาจารย์มาทำโจทย์แบบฝึกหัดเรื่องที่เพิ่งเรียนในคาบเลคเชอร์ไปให้ดู

3.ส่วนของคาบติว (Tutorium) ที่เราไปเข้าเรียนเป็นกลุ่มย่อยๆแล้วมีนักเรียนรุ่นพี่ประจำกลุ่มติวมาทบทวนเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไปในคาบเลคเชอร์ให้ฟัง แล้วก็ให้เราฝึกทำโจทย์และถามคำถามกับรุ่นพี่ติวเตอร์ได้ คาบติวนี้เป็นคาบที่สำคัญมากๆๆๆๆๆ ในการเรียนมหาลัย เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะฟังอาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง 5555 รุ่นพี่ที่ติวจะมาสรุปให้ฟังว่าอะไรที่สำคัญและควรต้องรู้เพื่อเอาไปสอบ แล้วตอนที่เค้าสอนทำโจทย์เค้าก็จะอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่ายขึ้น อารมณ์เหมือนตอนอยู่ม.ปลายไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนอะไรอย่างงั้น

IMG_5806

กล้วยหอมจอมซนหน้าห้องสมุด ไม่รู้มาทำไรแถวนี้

สิ่งที่ปรากฏอยู่ในตารางสอนที่มีให้ดาวน์โหลดนั้นจะมีแค่คาบเรียนเลคเชอร์ และคาบแบบฝึกหัดเท่านั้น ตอนแรกเห็นตารางสอนว่างๆจะรู้สึกตายใจว่าโหเรียนสบายอะไรเบอร์นั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว พอเริ่มเรียนจะมีคาบติวหนึ่งคาบต่อหนึ่งวิชาเพิ่มเข้ามาอีก แล้วก็อาจจะมีคาบ Workshop มีคาบวิชาเลือกที่เราไปหาลงเพิ่มเองตามความสมัครใจ มีคาบต่างๆนาๆเพิ่มเข้ามาอีก แต่ว่าสุดท้ายแล้วเอาจริงๆก็ไม่ได้เต็มเอี้ยดอะไรขนาดนั้น มีเวลาว่างอยู่พอสมควรเลย รู้สึกว่าแฮปปี้อยู่ แล้วข้อสำคัญของการเรียนมหาลัยที่นี่ก็คือ แทบไม่มีการเช็คชื่อเลย ไปเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ แต่ต้องอ่านตามให้ทันก็พอ ณ จุดนี้ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองกันนิดนึง แต่ก็ถือว่าค่อนข้างมีอิสระในการเรียนเลย

ทีนี้มาพูดถึงคาบติวบ้าง เหตุผลที่คาบติวไม่ได้มีอยู่ในตารางสอนก็เพราะว่าสำหรับแต่ละวิชาจะมีกลุ่มติวหลายๆกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะอยู่คนละเวลากัน หลังจากที่เราเริ่มเรียนคาบแรกและได้ข้อมูลอะไรจากอาจารย์ผู้สอนไปแล้วเราก็จะต้องไปลงทะเบียนจองคาบติวในเน็ตกันเองเพื่อเลือกคาบติวในช่วงเวลาที่เราต้องการ การเลือกเวลาคาบติวก็เป็นเรื่องใหญ่อยู่เพราะว่าต้องระวังไม่ให้ไปชนกับคาบเรียนและคาบติวของวิชาอื่น แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากได้คาบที่เริ่มเรียนเช้ามากหรือเลิกดึกมากด้วย บางทีลงไปแล้วปรากฏว่าไม่ได้เวลาที่เราเลือกไว้ ก็ต้องไปตามแลกคาบอะไรอีก แต่ส่วนใหญ่เค้ากำหนดเวลามาดีแล้วล่ะ ไม่ค่อยมีไปชนกับคาบวิชาอื่น

2016-02-22_144227

ตารางสอนแบบสมบูรณ์ ตรงที่มีสีเขียวคือคาบเลคเชอร์ สีชมพูคือคาบแบบฝึกหัด

ถัดจากตารางสอน สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำก็คือการลงทะเบียนเรียนวิชาแต่ละวิชาที่เราตั้งใจจะเรียนในเทอมนั้น ซึ่งคำว่าลงทะเบียนวิชาในที่นี้ เอาจริงๆอารมณ์เหมือนกับการไป “follow” เพจของวิชานั้นมากกว่า คือมันไม่ใช่การลงทะเบียนเพื่อให้มีชื่อของเราอยู่ในรายชื่อนักเรียนที่เรียนวิชานั้น แต่มันเป็นการไป “follow” เพจของวิชานั้น เพื่อที่เราจะได้สามารถเข้าถึงเอกสารต่างๆที่ต้องใช้ประกอบการเรียน ไม่ว่าจะเป็นชีทเรียน ชีทแบบฝึกหัดสำหรับคาบแบบฝึกหัด ชีทแบบฝึกหัดสำหรับคาบติว แผนการเรียน ข้อความต่างๆจากครูผู้สอน วิดีโอติวสำหรับเตรียมสอบ ฯลฯ อะไรประมาณนั้นมากกว่า ซึ่งที่มหาลัย KIT นี้ เค้าจะมีเว็บไซต์เว็บนึงที่เป็นศูนย์รวมของ “Page” ของแต่ละวิชาที่มีการจัดสอนในมหาลัยทุกๆวิชาเลย ชื่อว่า ilias พอนักเรียนของมหาลัย KIT ล็อกอินเข้าไปในเว็บ ilias แล้วก็จะสามารถไป follow เพจของวิชาต่างๆได้ บางเพจก็ต้องใส่รหัส (ที่ครูผู้สอนจะบอกในคาบแรกของการเรียนวิชานั้นๆ) บางเพจก็ไม่ต้อง พอ follow ได้แล้ว ลิงค์ของหน้าเพจวิชาต่างๆก็จะมาปรากฏอยู่บนหน้าแรกของ ilias ทำให้ครั้งต่อๆไปที่เราล็อกอินเข้ามา เราสามารถกดเข้าไปดูในเพจของวิชาต่างๆที่เราเรียนได้จากหน้าแรกเลย

หลังจากที่เราไปลงทะเบียนวิชาครบทุกวิชาที่เราต้องการเรียนแล้ว เราก็สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ชีท หนังสือ และแบบฝึกหัดทุกอย่างที่อยู่ในเพจของแต่ละวิชาได้ แล้วก็สามารถเช็คในปฏิทินได้ด้วยว่าวันนี้จะเรียนเรื่องอะไรๆๆ วันไหนไม่มีเรียน สามารถรับอีเมลล์แจ้งข่าวต่างๆจากอาจารย์ผ่านทาง ilias ได้ และในเพจของแต่ละวิชายังมีเว็บบอร์ดให้เราไปตั้งกระทู้ถามคำถามเกี่ยวเนื้อหาที่เรียน การบ้าน ฯลฯ ได้อีก แล้วจะมีอาจารย์ ไม่ก็เพื่อนๆหรือรุ่นพี่มาช่วยตอบให้ นอกจากนี้ ใน ilias ยังมีเพจของกลุ่มติวแต่ละกลุ่ม แต่ละวิชาอีก คือการลงทะเบียนเพื่อเลือกเวลาคาบติวจะทำผ่านอีกเว็บนึง แต่พอเรารู้แล้วว่าเราอยู่กลุ่มติวไหน เราก็ต้องมา follow เพจของกลุ่มติวนั้น ซึ่งบางทีติวเตอร์ก็จะอัพโหลดเฉลยลงเว็บให้ หรือไม่ถ้าติวเตอร์มีข่าวสารอะไร มาไม่ได้ หรือให้ใครมาสอนแทน เค้าก็จะสามารถแจ้งกับสมาชิกในกลุ่มติวทุกคนผ่านทางเว็บ ilias ได้

*ขอแทรกนิดนึง หลังจากที่เราลงทะเบียนเข้ามาเป็นนักเรียนของมหาลัย KIT แล้วเนี่ย เราก็จะได้ E-mail account ของเราที่อยู่ในรูป *****@student.kit.edu มา ซึ่งข่าวสารต่างๆที่มีการแจ้งมาใน Ilias ก็จะถูกส่งเข้ามาใน E-mail account ตัวนี้ด้วย ซึ่งถ้าเราเพิ่ม account เมลล์ของ student.kit.edu นี้เข้าไปในมือถือ เราก็จะได้รับ Notification ทุกครั้งที่ได้เมลล์ เหมือนกับเวลาที่เราได้ Noti เวลาเราได้เมลล์จาก hotmail หรือ gmail อะไรแบบนั้นแหละ ทำให้เราสามารถอัพเดตข่าวสารจากมหาลัย และอาจารย์ผู้สอนได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากวิชาหลักของคณะแล้ว ในมหาลัยก็ยังมีวิชาเลือกต่างๆให้ลงเรียนตามความสมัครใจมากมาย ซึ่งพวกวิชาที่เป็นที่นิยมมากๆก็คงหนีไม่พ้นพวกภาษาต่างประเทศ และกีฬา ซึ่งลงให้ติดยากมากๆ ต้องมารีเฟรชหน้าเว็บรอตอนที่เค้าใกล้ๆจะเปิดให้ลงทะเบียน ไม่งั้นไม่ทัน เต็ม! การลงวิชาเลือกก็ต้องระวังไม่ให้มันไปชนกับเวลาเรียนคาบอื่นๆอีกไม่งั้นก็ต้องไปวิ่งขอแลกคาบ หรือไม่ก็อดเรียน

บรรยากาศในห้องเลคเชอร์

บรรยากาศในห้องเลคเชอร์

จบเรื่องการจัดการต่างๆในช่วงแรกๆหลังจากเปิดเทอมกันละ เดี๋ยวเราจะมาดูในรายละเอียดของแต่ละวิชาที่เราต้องเรียนในเทอมแรกกันว่าแต่ละวิชามันมีอะไรที่ต้องทำบ้าง และมีรายละเอียดอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง

Höhere Mathematik 1

คณิตศาสตร์ชั้นสูง หรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า Pure Math ปะ ก็อารมณ์ประมาณเลขม.ปลายแบบแอดวานซ์ๆ มีแคลคูลัส การพิสูจน์ ลำดับ อนุกรม จำนวนเชิงซ้อน ไรงี้ เนื้อหาจะเกือบเหมือนกับที่เรียนใน Studienkolleg เลย (อันนี้พูดถึง Studienkolleg Karlsruhe นะ ไม่รู้ว่าที่อื่นเรียนยังไงกันบ้าง) แต่จะอาจจะตัดเรื่องนั้นเรื่องนี้ออกแล้วก็มีเรื่องใหม่ๆมาเพิ่มนิดนึง สำหรับวิชา HM นี้ ในแต่ละอาทิตย์จะมีแบบฝึกหัดมาให้ 3 ชุด ชุดแรกเอาไว้สำหรับคาบแบบฝึกหัดให้ผู้ช่วยอาจารย์ทำให้ดู ชุดที่สองเอาไว้สำหรับคาบติว ให้เราทำแล้วติวเตอร์เฉลยวิธีทำตอนจบคาบ ส่วนชุดที่สามเอาไว้ให้เราไปทำเองที่บ้านแล้วส่งให้ติวเตอร์ตรวจในแต่ละสัปดาห์ แล้วติวเตอร์ก็จะคืนให้ในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งแบบฝึกหัดการบ้านที่ต้องส่งตรวจชุดนี้สามารถจับกลุ่มกับเพื่อนในกลุ่มติวกลุ่มเดียวกัน กลุ่มละไม่เกิน 3 คนทำส่งด้วยกันได้ ทั้งเทอมจะมีแบบฝึกหัดที่ต้องส่ง 12 ชุด แต่ละชุดจะมีคะแนนเต็ม 50 คะแนน ตลอดทั้งเทอมเราต้องทำคะแนนรวมให้ได้กี่คะแนนไม่รู้จำไม่ได้ละถึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาค แต่คะแนนสำหรับตัดเกรดนั้นจะเป็นคะแนนจากการสอบปลายภาคอย่างเดียวเท่านั้น

Technische Mechanik 1

กลศาสตร์ ช่วงแรกๆก็จะแนวๆม.ปลายง่ายๆ เวคเตอร์ แรง สมดุลกล โมเมนต์ไรงี้มาหลอกให้ตายใจ แต่ซักพักจะเป็นเรื่องใหม่ๆ ความยากก็จะก้าวกระโดดฮวบฮาบ ถ้าตั้งตัวไม่ทันก็อาจจะช็อคเบาๆ เราจะไม่พูดถึงรายละเอียด ให้คุณมาค้นพบด้วยตัวเอง 555 สำหรับคาบติวของวิชา TM นี้ เป็นคาบติวที่ค่อนข้างจะ “เยอะ” รายละเอียดนู่นนี่เยอะแยะไปหมด เรื่องแรกเลยคือมีเช็คชื่อทุกคาบเลย เรื่องที่สองคือ ในคาบติวของวิชา TM นี้มีภารกิจที่พวกเราต้องทำถึง 3 อย่าง หนึ่งคือแบบฝึกหัดการบ้าน สองคือแบบฝึกหัดสำหรับฝึกใช้โปรแกรมคำนวณในคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า MAPLE สามคือสอบพูดปากเปล่า (Kolloquium) ซึ่งตลอดทั้งเทอมนั้น ในแต่ละสัปดาห์ก็จะมีแบบฝึกหัดการบ้านแบบเขียน กับแบบฝึกหัดการบ้านสำหรับโปรแกรม MAPLE สลับกันไปสัปดาห์ละอย่าง ซึ่งแบบฝึกหัดการบ้านนี้ก็ต้องส่งให้ติวเตอร์ตรวจเหมือนกับในวิชา HM สัปดาห์ไหนต้องส่งการบ้านแบบเขียน คาบติวครั้งนั้นจะมีการสอบปากเปล่าด้วย คือติวเตอร์จะสุ่มคนในคาบติวนั้นมาครึ่งนึงแล้วมาถามๆๆความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนการบ้านแบบเขียนก็จะเอาไปตรวจแล้วก็คืนให้ในสัปดาห์ถัดไป ส่วนสัปดาห์ไหนต้องส่งการบ้าน MAPLE ก็จะไม่มีการสุ่มสอบปากเปล่า แต่ว่าติวเตอร์จะสุ่มตรวจการบ้าน MAPLE ในคาบนั้นแทน ทีนี้ สำหรับแต่ละคน ในหนึ่งเทอมนี้จะโดนสุ่มสอบปากเปล่าทั้งหมด 4 ครั้ง และโดนสุ่มตรวจการบ้าน MAPLE ทั้งหมด 3 ครั้ง ในแต่ละครั้งที่เราโดนสุ่มตรวจ (หรือสอบพูด) นี้ ถ้าเกิดว่าเราไม่ผ่าน เราสามารถแก้ตัวในสัปดาห์ต่อไปได้อีกครั้ง ถ้ายังไม่ผ่านอีก จะถือว่าไม่ผ่านหนึ่งครั้ง ซึ่งในแต่ละภารกิจ เราสามารถไม่ผ่านได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่งั้นเราจะหมดสิทธิ์เข้าสอบ ส่วนการบ้านแบบเขียนนี้ต้องส่งทุกครั้งที่มีอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าตรวจไม่ผ่านก็มีโอกาสแก้แล้วส่งใหม่ได้อีกหนึ่งครั้งเหมือนกัน ในส่วนของการบ้านแบบเขียนนี้ ทั้งเทอมเราสามารถไม่ผ่านได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นเหมือนกัน แต่ก็มีการบ้านของบางสัปดาห์ที่เราต้องผ่านเท่านั้น ไม่งั้นจะหมดสิทธิ์เข้าสอบ (หมายถึงตรวจไม่ผ่านได้หนึ่งครั้ง แต่ว่าต้องไปแก้มาให้ผ่านในครั้งหน้า) และนี่ก็คือความเยอะของคาบติววิชา TM ในแต่ละคาบจะเริ่มต้นด้วยการเช็คชื่อ แล้วติวเตอร์ก็จะสรุปเนื้อหาที่เรียนไปในสัปดาห์นั้นให้ฟังอย่างรวบรัดมาก แล้วก็จะบอกรายชื่อคนที่ต้องสอบปากเปล่า (หรือต้องโดนตรวจการบ้าน MAPLE) ในคาบติวนั้น แล้วตลอดทั้งคาบนั้นก็จะเป็นการตรวจการบ้าน หรือการสอบปากเปล่า ไม่มีการฝึกทำโจทย์ใดๆ ใครไม่โดนสุ่มในอาทิตย์นั้นก็กลับได้เลย ก็หมายความว่าต้องมาแค่โดนเช็คชื่อกับฟังสรุปรวบรัด 5 นาทีเท่านั้น แต่ส่วนตัวเราคิดว่าการมีการบ้านและการสุ่มสอบอะไรงี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นการบังคับนักเรียนให้อ่านทวนทุกอาทิตย์ ไม่งั้นก็อาจจะไม่อ่าน ไปอัดเอาก่อนสอบ 555

ถนนในมหาลัยในฤดูใบไม้ร่วง

ถนนในมหาลัยในฤดูใบไม้ร่วง

Maschinenkonstruktionslehre 1

วิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับการเขียนแบบเครื่องจักรกล ซึ่งไม่ได้มีแต่เรื่องการวาด แต่ทฤษฎีจัดเต็มมาก บอกตรงๆว่าฟังไม่รู้เรื่องเลย ศัพท์เทคนิคมาเต็ม ถ้าเป็นวิชาคำนวณมองๆตามที่ครูจดยังพอตามทัน แต่เป็นวิชาบรรยายแบบนี้ เอ๋อแดก! ก็ต้องไปตามอ่านเองมากหน่อย พวกทฤษฎีก็จะเป็นเรื่องของ ระบบเครื่องกล สปริงชนิดต่างๆ และฟังก์ชันของมัน การคำนวณเกี่ยวกับสปริง แล้วก็อะไรอีกมากมายเกี่ยวกับเครื่องกลที่ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่ายังไง วิชานี้จะต่างจากวิชาอื่นๆที่เราเรียนในเทอมแรกตรงที่จะไม่มีสอบในเทอมนี้ แต่จะไปสอบในปลายเทอมหน้าแทน เนื้อหาที่ออกสอบก็จะรวมทั้งสองเทอมเลย แต่ว่าตอนสิ้นเทอมแรกเค้าจะมีข้อสอบออนไลน์ให้เราเข้าไปทำส่งเองที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสมากเพราะทำไปเปิดหนังสือไป เปิดกูเกิลดูเอาได้ แถมยังทำไป เซฟไว้ แล้วกลับมาทำต่อทีหลังก็ได้ แต่มีเวลาให้ทำแค่หนึ่งอาทิตย์ นอกจากนี้สำหรับวิชา MKL นี้ก็จะมี Workshop 3 ครั้งในหนึ่งเทอม ซึ่ง Workshop ก็จะแบ่งเป็นกลุ่มเรียนย่อยๆ 3 กลุ่ม ในกลุ่มเรียนย่อยก็จะแบ่งเป็นกลุ่ม Workshop กลุ่มละ 5 คนอีก ในชั่วโมง Workshop เราก็จะได้รื้อแล้วก็ประกอบมอเตอร์ แล้วก็วาดรูปหรือทำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไป แล้วก็มีการสอบปากเปล่าด้วย แต่ว่าจะไม่จริงจังเท่ากับการสอบปากเปล่าในคาบติว TM ตอบได้บ้างไม่ได้บ้างก็หยวนๆกันไปได้ นอกจาก Workshop แล้วก็จะมีคาบแบบฝึกหัด ซึ่งจะไปเน้นในเรื่องการวาดแบบ แต่ว่าจะไม่มีคาบติว

Lineare elektrische Netze

คำนวณวงจรไฟฟ้า เป็นวิชาหลักของทางสาย Electrical Engineering เริ่มต้นมาด้วยไฟฟ้ากระแสตรง คำนวณความต้านทาน ฯลฯ แบบม.ปลายง่ายๆให้ตายใจอีกเช่นเคย แล้วความยากก็กระโดดฮวบฮาบแบบอ้าปากค้าง สำหรับรายละเอียดในเรื่องที่เรียนก็คงต้องให้คุณมาค้นพบด้วยตัวเองอีกเช่นเคย 55 ไม่รู้จะแปลเป็นไทยยังไงด้วย 555 สำหรับวิชานี้ก็มีคาบแบบฝึกหัด มีคาบติว มีแบบฝึกหัดสำหรับคาบแบบฝึกหัด แล้วก็แบบฝึกหัดสำหรับคาบติว แต่ไม่มีการบ้านเหมือนวิชา HM กับ TM ในคาบติวก็แค่ไปฟังสรุปจากติวเตอร์ แล้วก็ทำแบบฝึกหัด แล้วก็เฉลยแค่นั้น แต่ว่าในเทอมนี้จะมีการบ้านพิเศษ 2 อย่าง คือ การบ้านคำนวณสำหรับโปรแกรม Matlab และการบ้านวิเคราะห์วงจรไฟฟ้าสำหรับโปรแกรม SPICE ซึ่งคะแนนของการบ้านสองตัวนี้รวมกันจะคิดเป็น 6 เปอร์เซนต์จากคะแนนสำหรับตัดเกรด อีก 94 เปอร์เซนต์จะเป็นคะแนนสอบปลายภาค ใครจะไม่ทำการบ้านส่งก็ได้ แต่ก็จะไม่ได้คะแนน 6 เปอร์เซนต์นี้

Workshop Elektrotechnik und Informationstechnik

เป็น Workshop ที่นักเรียนคณะ Mechatronics และคณะ Electrical Engineering ต้องทำ ในกลุ่ม Workshop จะมีสมาชิก 3 คน ในเทอมนี้จะมี Workshop ที่ต้องส่ง 2 ครั้ง ซึ่งต้องเอาความรู้จากวิชา Lineare elektrische Netze มาใช้ งาน Workshop ก็จะเป็นอารมณ์ประมาณต่อแผงวงจรแล้วก็วัดค่านู่นนี่ วาดกราฟ คำนวณ วิเคราะห์ แปลผล ตอบคำถามนั่นนี่ อะไรประมาณนั้น เป็นงานที่สูบพลังมากๆ เพราะว่าต้องใช้ทั้งสมองและฝีมือ ต้องแปลโจทย์ แก้ปัญหาอะไรด้วยตัวเอง ต้องต่อวงจรเอง ใช้โปรแกรม วัดผลอะไรเอง แถมยังต้องเขียนรายงานเองอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ปวดหัวมากสำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างเรา ยังดีที่มีคนเยอรมันในกลุ่มด้วยอีกคนนึง เค้าเลยช่วยแก้งานของเราก่อนรวมเล่มให้ได้ เมื่อไหร่มี Workshop ETIT จะเป็นช่วงเวลาแห่งการโดดเรียนและอดหลับอดนอน แต่ว่า Workshop นี้ ไม่ได้ประเมินผลออกมาเป็นคะแนน มีแค่ผ่าน กับไม่ผ่านเท่านั้น

กำลังเริ่มต่อวงจร

กำลังเริ่มต่อวงจร

Digitaltechnik

เป็นวิชาหลักของทางสาย Computer Science เรียนเกี่ยวกับข้อมูล การจัดการข้อมูลในรูปแบบของดิจิตัล การเปลี่ยนข้อมูลเป็นรหัส และถอดรหัส เปลี่ยนข้อมูลเป็นสัญญาณดิจิตัล และการสร้างแผงวงจรสำหรับสัญญาณข้อมูลแบบต่างๆ แล้วก็มีเรียนคณิตศาสตร์เรื่องที่เป็นพื้นฐานของการเรียนหัวข้อพวกนี้ เช่น เซต ความสัมพันธ์ ทฤษฎีกราฟ อะไรอย่างงี้ เอาจริงๆเป็นวิชาที่ค่อนข้างอธิบายให้เข้าใจยากอะว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร ตอนเริ่มเรียนตอนแรกคือเอ๋อเลย ฟังไม่รู้เรื่อง ตามไม่ทัน ตายสนิท แต่พอได้ลองอ่านเอง และค่อยๆทำความเข้าใจแล้ว กลับกลายเป็นวิชาที่สนุกมากๆเลย ทำข้อสอบแล้วได้อารมณ์เหมือนกับกำลังเล่นเกมไขปริศนา เข้ารหัส ถอดรหัสอยู่ อะไรอย่างงั้น เป็นวิชาที่จนถึงปัจจุบันนี้เราได้เกรดดีที่สุดเลย โอ้โห ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองตอนเริ่มเรียนวิชานี้ว่าวิชานี้จะกลายเป็นวิชาที่เราได้เกรดดีที่สุดนั้น ต่อให้อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ 555555 สำหรับวิชา Digitaltechnik นี้ก็เหมือนกับวิชา LEN คือมีแค่แบบฝึกหัดสำหรับคาบแบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดสำหรับคาบติว ไม่มีการบ้าน แต่ก็คาบติวจะมีอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ไม่ได้มีทุกอาทิตย์เหมือนวิชาอื่นๆ

MINT-Kolleg

นอกจากคาบเรียนปกติ และวิชาเลือกแล้ว ที่มหาลัย KIT ยังมี MINT-Kolleg ซึ่งเป็นอารมณ์ประมาณคอร์สเรียนพิเศษเพิ่มเติมมาอีก ซึ่งใครจะลงก็ได้ ไม่เสียเงินเพิ่ม มีวิชาให้ลงทุกวิชาที่เปิดสอนในมหาลัยเลย มีทั้งคอร์สเรียนควบคู่ไปกับการเรียนมหาลัย และคอร์สเรียนล่วงหน้า เตรียมตัวสำหรับเทอมหน้า อารมณ์เหมือนเรียนพิเศษเลย สำหรับคอร์สของ MINT-Kolleg ก็จะมีเพจของแต่ละวิชาของตัวเองใน ilias ให้ผู้เรียนไป follow เพื่อเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนเหมือนกัน

IMG_5515

บรรยากาศมหาลัยตอนหมอกลงจัดๆ

การสอบ

หลังจากเรียนเสร็จแล้วก็จะถึงเวลาของการสอบ แต่ช่วงเวลาของการสอบที่มหาลัย KIT นี้ (และอีกหลายๆมหาลัยในเยอรมนี) ไม่เหมือนที่ไทยที่แบบเรียนเสร็จแล้วสอบเลย ที่นี้เค้าจะจัดสอบในระหว่างช่วงปิดเทอม! ซึ่งก็หมายความว่า ในระหว่างปิดเทอมนั้น แทนที่เราจะมีเวลาว่างได้เที่ยวอย่างสบายใจ เราอาจจะต้องมาอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ สรุปว่าในเวลาปิดเทอมสองเดือนนั้น เราได้หยุดแบบไม่ต้องเตรียมตัวสอบจริงๆแค่ 1-2 อาทิตย์เท่านั้น แต่สำหรับเรา แบบนี้ก็โอเคนะ จะได้ขี้เกียจช่วงระหว่างเรียนได้ มาขยันอ่านเอาตอนช่วงปิดเทอมมีเวลาให้โฟกัสกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบเพิ่มตอนช่วงปิดเทอม

การเข้าสอบที่นี่ ไม่ใช่ว่าพอถึงวันสอบก็เดินเข้าห้องสอบเลยได้ เราต้องลงทะเบียนสอบก่อน ซึ่งแต่ละวิชาก็จะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงใกล้ๆสอบ สมมติว่าเทอมนั้นเราเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งมาแล้วรู้สึกว่ายังไม่พร้อมสอบ ก็ไม่จำเป็นต้องสอบ ไว้ไปสอบเทอมหน้าก็ได้ ก็ค่อยไปลงทะเบียนสอบวิชานั้นตอนเทอมหน้าเอา หรือว่าสมมติว่าลงทะเบียนสอบไปแล้ว เปลี่ยนใจไม่สอบละ ก็ไปยกเลิกที่ลงทะเบียนนั้นได้ สำหรับบางวิชาอย่าง HM หรือ TM ที่มีเงื่อนไขว่าต้องส่งการบ้านให้ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ นู่นนี่นั่น เพื่อที่จะมีสิทธิ์เข้าสอบได้นั้น เราต้องลงทะเบียนสอบสองครั้ง ครั้งแรกลงทะเบียนสำหรับเช็คพวกการบ้านว่าผ่านมั้ย มีสิทธิ์สอบมั้ย ถ้าผ่านแล้วค่อยไปลงทะเบียนสอบอีกทีได้ นี่ (ชี้มือเข้าหาตัวเอง) พลาดมาแล้ว ลงทะเบียนวิชา HM ไปครั้งเดียว คือลงทะเบียนเช็คการบ้าน ไม่ได้ลงทะเบียนสอบ ปรากฏว่าพอเค้าประกาศเลขที่นั่งสอบและห้องสอบ เข้าไปดูไม่เจอชื่อตัวเองจ้าา โชคดีที่อาจารย์ผู้สอนเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มอีกครั้งตอนวันก่อนสอบ ไม่งั้นคงต้องไปรอสอบเทอมหน้า

Orientierungsprüfung

อย่างที่บอกไปแล้วว่าการสอบนั้นไม่จำเป็นต้องทำหลังจากเรียนจบทันที สามารถรอก่อนแล้วไปสอบตอนเทอมหน้าๆก็ได้ หรือจะรอเรียนจบทุกวิชาสามปีแล้วค่อยสอบรวดเดียวทุกวิชาเลยก็ยังได้ 5555 และหากสอบไม่ผ่านก็ยังมีโอกาสสอบแก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าในแต่ละคณะจะมีข้อสอบที่เค้าเรียกว่า Orientierungsprüfung ซึ่งเป็นข้อสอบวิชาที่เค้าบังคับให้ต้องสอบครั้งแรกภายในเทอมที่ 2 และบังคับให้ต้องสอบผ่านภายในเทอมที่ 4 ไม่งั้นจะไม่ได้เรียนต่อ แต่ละคณะก็จะมี Orientierungsprüfung ต่างๆกันไป เช่นคณะ Mechanical Engineering วิชาในเทอมแรกที่เป็นข้อสอบ Orientierungsprüfung ก็จะมีวิชา Höhere Mathematik 1 และวิชา Technische Mechanik 1 ส่วนคณะ Electrical Engineering ในเทอมแรกก็จะมีวิชา Lineare elektrische Netze และ Digitaltechnik ส่วนของคณะ Mechatronics ก็จะเป็นวิชา Höhere Mathematik 1, Technische Mechanik 1 กับ Lineare elektrische Netze

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ในระหว่างเทอมนั้นก็จะมีกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจอะไรเล็กๆน้อยๆไปตลอด ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกปาร์ตี้ของแต่ละคณะอะไรนี่แหละ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ จัดที่ตึกในมหาลัย มีคอนเสิร์ตเล็กๆ แสงสี แอลกอฮอล์ งานปิ้งงานย่างขายหน้าปาร์ตี้ แล้วก็จะมีคาเฟ่ตรงใจกลางมหาลัยที่มีเครื่องดื่มถูกๆขาย เบียร์ขวดละหนึ่งยูโรไรงี้ ก็จะเป็นจุดนัดพบของนักเรียนในมหาลัย แต่พวกงานใหญ่ๆระดับระหว่างมหาลัย งานกีฬาใหญ่ๆจริงๆจังๆไรงี้ จะไม่มี

บรรยากาศปาร์ตี้ในตึกเรียนของคณะคณิตศาสตร์

บรรยากาศปาร์ตี้ในตึกเรียนของคณะคณิตศาสตร์

ก็จบไปละเรื่องของการเรียนในเทอมแรกที่ผ่านมานี้ ก็เป็นเรื่องราวดีๆ เดี๋ยวตอนหน้าเราจะกลับไปยังเรื่องเที่ยวอีกครั้ง 555 เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องทริปหยุดปีใหม่ใน Berlin และ Prague, ทริปแจ๊กพ็อตสุดสัปดาห์ใน Paris และทริปเดินเขาบนยอดเขาที่สูงที่สุดในป่าดำ Black Forest ในตอนหน้าๆกัน

IMG_7422