France 5 Euro Trip (2): Bordeaux & ค่าใช้จ่าย

เมืองสุดท้ายของทริป France 5 Euro ครั้งที่สองนี้ก็คือเมือง Bordeaux ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเมืองที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีอะไรดัง 555 เพิ่งมารู้ตอนมาหาข้อมูลหลังจองตั๋วไปแล้วนี้แหละว่ามีไวน์ที่ดังมากๆ แถมยังเป็นเมืองหลวงแห่งไวน์ของโลกอีก ลองค้นรูปในกูเกิลดูก็สวยดี แถมลองอ่านตามเว็บบอร์ดก็มีหลายๆคนบอกว่าสวย ก็เลยอยากไปเห็นกับตาขึ้นมานิดนึง แต่จะสวยอย่างที่เค้าร่ำลือกันมั้ย ตามไปดูกันเลยดีกว่า

20171126_172418

Porte Dijeaux ประตูเมืองโบราณอีกแห่งในเมือง Bordeaux

คืนวันที่สองของทริป เราเดินทางด้วยรถบัสจากเมือง Toulouse ไปยังเมือง Bordeaux รถบัสมาจอดที่สถานีรถไฟหลักของเมืองที่แอบตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองอยู่ แต่ว่าก็สามารถเดินทางเข้าไปได้โดยรถรางหรือไม่ก็รถบัส ตอนที่เรากำลังจะซื้อตั๋วรถรางตรงเครื่องขายตั๋วที่สถานีอยู่นั้น อยู่ดีๆก็มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามาแล้วก็ยื่นตั๋วให้ แล้วก็ทำท่าบอกว่าให้เอาไปใช้ได้เลย เค้าใช้เสร็จแล้ว เราลองดูเวลาในตั๋วดู ก็ปรากฏว่ายังไม่หมดเวลาจริงๆ เลยบอกขอบคุณเค้าแล้วก็เดินขึ้นรถบัสไปเลย เจออีกแล้วคนใจดี โชคดี๊โชคดี (บัตรโดยสารของที่ยุโรปส่วนใหญ่จะเป็นบัตรแบบจำกัดเวลา คือซื้อครั้งนึงแล้วนั่งได้นานแค่ไหนก็ได้ภายในเวลาที่เค้ากำหนดให้ ส่วนใหญ่จะเป็น 1 ชั่วโมง)

20171125_190024.jpg

ผับฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟ แถวนี้ร้านเต็มเลย สงสัยเป็นย่านเที่ยวกลางคืน

หลังจากขึ้นรถบัสมาแล้วเราก็เดินทางมายังบ้านของโฮสต์ตามบ้านเลขที่ที่เค้าบอกมา โฮสต์คนนี้เป็นโปรแกรมเมอร์ (อีกแล้ว) ที่ร้องเพลงประสานเสียงในวงเป็นงานอดิเรก ชื่อ Piwel เค้าอยู่กับแฟลตเมทอีก 2 คน แต่ว่าคนนึงไม่อยู่ อยู่แค่อีกคนที่ชื่อ Mark ตอนที่เรามาถึงเค้าก็ทำสปาเกตตี้กินกัน แล้วอีกซักพักเพื่อนจากคณะประสานเสียงของ Piwel กับแฟนของเค้าก็มาร่วมวงกินข้าวด้วย แล้วก็นั่งเม้ามอยกัน กินข้าวเสร็จแล้วยังไม่พอ ยังมีของหวานตามอีก ซึ่งก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเครปฝรั่งเศส 5555 แต่ว่าเครปนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะว่า Mark มีเครื่องทำเครปแบบพกพา คือเป็นกระทะไฟฟ้าแบนๆใหญ่ๆ เอามาวางตั้งบนโต๊ะกินข้าว แล้วก็ตักแป้งเครปเทใส่ ทำเครปเล็กๆบนกระทะนั้นหลายๆอันตามจำนวนคน พอสุกแล้วต่างคนก็ต่างหยิบเครปของตัวเองลงจานตัวเองแล้วก็ใส่แยมใส่ช็อคโกแล็ตใส่เครื่องปรุงตามใจปรารถนา แล้วก็หยิบมาเปิบของใครของมันได้เลย อารมณ์เหมือนกับทำหมูกระทะกินกันที่บ้านแบบบ้านเรา ก็เป็นอะไรที่แปลกดี เพิ่งรู้ว่ามีแบบนี้อยู่ด้วย 555

andrew-james-crepe-maker-with-batter-spreader-wooden-spatula-oil-brush-ladle-p91-17076_image

หลังจากกินข้าวเย็นกันเสร็จแล้ว เพื่อนของ Piwel กับแฟนเค้า (จริงๆไม่รู้หรอกว่าใช่แฟนรึเปล่า แต่ว่าพอถามว่าเธอคบกันอยู่รึเปล่าก็ไม่ตอบ ทำเป็นเขินบิดไปบิดมา ลำไย 55555) ก็ออกไปปาร์ตี้กัน แล้ว Piwel กับ Mark ก็พาเราออกไปเดินดูเมืองยามค่ำคืนกัน

คืนนั้นก็ยังไม่ได้ดูอะไรมาก ก็เดินผ่านเร็วๆไปรอบนึงแล้วก็กลับบ้านมาเข้านอน เช้าวันต่อมา Piwel กับ Mark ออกไปซื้อต้นสนสำหรับตกแต่งเป็นต้นคริิสมาสต์เอามาไว้ที่บ้าน เสร็จแล้วเค้าก็พาเราออกไปเดินเที่ยวใจกลางเมืองอีกรอบแบบเจาะลึก

ใจกลางเมือง Bordeaux เป็นเมืองที่ให้อารมณ์แบบคล้ายๆปารี คือเพิ่งรู้จากทริปนี้นี่แหละว่าเค้าเรียกสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่าสถาปัตยกรรมแบบของ Haussmann ซึ่ง Haussmann นี้เป็นสถาปนิกที่เรโนเวตแปลนเมืองปารีสขึ้นมาใหม่ทั้งเมือง จากที่แออัดยัดเยียด ให้มีระเบียบและถูกสุขลักษณะมากขึ้น ในเมือง Bordeaux นี้ตึกรามบ้านช่องต่างๆก็จะหน้าตาสไตล์ Haussmann คือหน้าตาเหมือนๆกับในปารีส แต่ Piwel บอกว่าหินที่เค้าเอามาสร้างบ้านในเมือง Bordeaux เป็นหินชนิดพิเศษที่มีเฉพาะในแถบๆเมือง Bordeaux เท่านั้น (แต่ถ้าไม่บอกนี่ก็ไม่เอะใจเลยนะว่ามันแตกต่างจากที่ปารีส) Piwel เล่าว่าซักสมัยเมื่อสิบปีก่อนเนี่ย ตึกรามบ้านช่องในเมือง Bordeaux จะเป็นสีดำๆ ดูสกปรกไปทั้งเมือง (เพราะว่าหินที่เป็นหินพิเศษจาก Bordeaux เนี่ยมันจะดำง่าย) มีสภาพไม่น่าดูมาก แต่มีอยู่ยุคหนึ่งที่นายกของเมืองสั่งยกเครื่องเมืองทั้งเมือง ให้คนมาขัดสีฉวีวรรณอาคารต่างๆ แล้วก็โปรโมตการท่องเที่ยว สร้างสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่ม เปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้ขาวกระจ่างใส ผิวดูมีน้ำมีนวล มีชีวิตชีวาขึ้นภายใน 7 วัน จนทุกวันนี้นักท่องเที่ยวมากมายถูกดึงดูดมายังเมือง Bordeaux รวมถึงชาวเมืองหลวงกรุงปารีสด้วย ด้วยความที่เป็นเมืองที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาใหม่ และความที่สามารถเดินทางจากปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูงมาถึงได้ในเวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เศรษฐีชาวปารีสหลายคนต่างมาจับจองเข้าซื้อบ้านและอพาร์ตเมนท์ต่างๆในเมือง Bordeaux มาเก็บไว้เป็นบ้านพักตากอากาศ ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นปัญหาตามแบบฉบับที่เมืองที่กำลังพัฒนาเมืองไหนๆก็น่าจะต้องเจอ ยกตัวอย่างเช่นเมืองเบอร์ลินที่มีชาวเมืองมิวนิคมากว้านซื้อบ้านและที่ดินไปทั้งแถบเหมือนกัน เป็นต้น

แต่ถึงทุกวันนี้ เมือง Bordeaux จะถูกพัฒนาขึ้นมาจนสวยสดงดงามแล้ว เราก็ยังคงสามารถค้นพบซอกและมุมเล็กๆหลายๆมุมในตัวเมืองเก่า ที่ยังมีความเก่าแก่ทรุดโทรม และถูกขนาบข้างไปด้วยอาคารบ้านเรือนสีหม่นๆดูสกปรกได้อยู่ เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าเมื่อก่อนสภาพของเมือง Bordeaux นี้ทรุดโทรมอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เอาจริงๆแล้วกรุงปารีสสมัยก่อนบูรณะก็อาจจะมีสภาพเป็นแบบนี้ก็ได้นะ

ระหว่างที่กำลังเดินดูเมืองอยู่นั้น เราก็ไม่ลืมแวะกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารร้านโปรดของ Piwel และ Mark บนถนน Saint-Rémi ที่ถูกเรียงรายไปด้วยร้านอาหารนานาชนิดและคราคร่ำไปด้วยผู้คน ร้านอาหารร้านนี้มีชื่อว่า Bistrot Régent และเค้าจะมีเมนูอยู่ไม่กี่อย่างในราคา 10 ยูโรต้นๆ แต่ละเมนูก็จะเป็นเนื้อต่างๆให้เลือกทานตามความชอบ Piwel กับ Mark แนะนำให้เรากินเนื้อเป็ด ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของ Bordeaux เราเลยสั่งเนื้อเป็ดมากันทั้งสามคนเลย เป็นเป็ดย่างราดซอส กับเฟรนช์ฟรายเติมได้ไม่อั้น เฟรนช์ฟรายของร้านนี้จะพิเศษมากแบบเราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย คือมันจะเป็นชิ้นบางๆหงิกๆงอๆ แล้วก็จะไม่กรอบมาก แต่ก็ไม่ได้อ่อนยวบยาบไปซะทีเดียว แต่ก็อร่อยนะ รสสัมผัสแปลกใหม่ดี เชฟให้ผ่าน ส่วนเป็ดย่างและซอสที่ราดมา (จำไม่ได้แล้วว่าเป็นซอสอะไร) ก็ดีงาม โอ๊ยพิมพ์ไปหิวไป

สถานที่สำคัญส่วนใหญ่ของเมือง Bordeaux ก็จะกระจุกๆกันอยู่ตรงใจกลางเมือง เดินวนไปวนมาแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว หลังจากเดินดูใจกลางเมืองเสร็จ Piwel กับ Mark ก็พาเราไปเดินดูตลาดนัดกับตลาดคริสต์มาสกันต่อ ตลาดคริสต์มาสของเมือง Bordeaux นี้ดูเป็นการเป็นงานขึ้นมาหน่อย ถึงไม่ได้มีการตกแต่งประดับประดามากมาย แต่ก็ยังเป็นเพิงไม้ แล้วก็มีไฟคริสต์มาสประดับอยู่พอให้ได้บรรยากาศ ตลอดคริสต์มาสที่ Bordeaux จะมีอะไรหลายอย่างขายมาก เหมือนกับตลาดนัดทั่วๆไปเลย ถ้าเป็นที่เยอรมันจะขายแต่อาหาร เครื่องดื่มและของตกแต่งที่เกี่ยวกับเทศกาลเท่านั้น นอกจากนั้นที่ตลาดคริสต์มาสของ Bordeaux ยังมีต้นสนขาย (แต่ Piwel บอกว่าจะแพงกว่าไปซื้อร้านธรรมดา) แล้วก็มีคนแต่งตัวเป็นซานตาคลอสมานั่งประจำอยู่บนรถเลื่อน คอยอุ้มเด็กๆถ่ายรูปด้วย แบบนี้นี่เรายังไม่เคยเห็นที่เยอรมนีเลยเหมือนกัน

หลังจากเดินเที่ยวเมืองเก่าเสร็จ เราก็เดินแว้บออกไปดูตรงย่านเมืองใหม่แถวๆ สวน Jardin Meriadeck กันต่อ อาคารแถบนี้จะมีบรรยากาศแบบโมเดิร์นๆ แบบเหมือนโลกอนาคต อะไรประมาณนั้น เป็นโครงการของเมือง Bordeaux ที่ต้องการสร้างย่านเมืองใหม่สุดล้ำให้คนมาอาศัยอยู่กัน แต่ Piwel กับ Mark บอกว่าในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ค่อยมีใครมาอาศัยอยู่ ทำให้บรรยากาศค่อนข้างอึมครึมและเงียบเหงา

จากย่านเมืองใหม่ เราแวะกลับมากินข้าวที่บ้านก่อน ซึ่งมื้อนั้นก็เป็นไก่ทอดกระเทียมฝีมือเรากับผงปรุงรสสำเร็จรูปนั่นเอง 555 หลังจากกินกันเสร็จแล้ววันนี้เรายังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่วางแผนไว้ว่าจะต้องทำกัน ก็คือการไปบาร์บอร์ดเกม!! ที่มีชื่อว่า Jeux Barjo Bar ซึ่งมันก็คือร้านที่มีบอร์ดเกมให้เราเล่นเยอะแยะมากมาย เค้าจะคิดค่าบริการแบบเหมา คือยกตัวอย่างเช่นจ่ายเท่านี้ ได้เครื่องดื่มแก้วนึง และเล่นได้กี่เกม อะไรก็ว่าไป ที่สำคัญคือนั่งได้นานแบบไม่มีลิมิตเลย พนักงานในร้านนอกจากมีหน้าที่คิดเงินกับทำเครื่องดื่มแล้วก็ยังมีหน้าที่ช่วยอธิบายกติกาของการเล่นเกมต่ามๆด้วย เมื่อคืนที่แล้วตอนแรกเราก็ว่าจะไปกันแต่ว่าคนแน่นมาก เลยต้องจองล่วงหน้าไว้สำหรับคืนนี้ เป็นครั้งแรกของเราเลยที่ได้มาบาร์บอร์ดเกมแบบนี้ ได้ข่าวว่าที่ไทยก็มีแล้วรึเปล่า แต่ว่ายังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในเยอรมันมาก่อนเลย

พอเล่นเกมกันจนร้านปิดแล้วเราก็เดินกลับมาบ้าน แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน วันต่อมา Piwel กับ Mark ต้องไปทำงานแต่เช้า เราก็บอกลากันก่อน แล้วเราก็ออกไปเดินเที่ยวเมืองคนเดียว เก็บบรรยากาศเพิ่มจากเมื่อวานอีกรอบ ตอนแรกคิดว่าวันนี้อยากจะไปเที่ยวเมือง Saint Emilion ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่อยู่ใกล้ๆกับเมือง Bordeaux ที่ดูจากรูปแล้วสวยมากๆ และนอกจากนี้เมือง Saint Emillion ยังเป็นเมืองที่ผลิตไวน์ดังอีกเมืองหนึ่งในย่านนี้อีกด้วย แต่ว่าคิดไปคิดว่า กลัวจะฉุกละหุก เพราะว่าตอนบ่ายๆต้องกลับมาขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน Bordeaux อีก เลยตัดสินใจเดินเที่ยวในเมืองชิวๆแทน ไว้ถ้าได้มาอีกคราวหน้าค่อยแวะไป 55 เช้าวันนี้เราเริ่มต้นวันที่มหาวิหาร Basilique Saint-Michel ซึ่งเป็นมหาวิหารอีกแห่งทางด้านใต้ของใจกลางเมืองที่ใหญ่โตมโหฬารมากๆ วันนั้นตรงลานรอบๆมหาวิหารมีตลาดนัดขายของอยู่ ให้อารมณ์เหมือนมาเดินคลองถมยังไงยังงั้น

พอได้เวลาอันควรที่จะเดินทางไปสนามบินแล้วเราก็เดินมายังสถานี Victoire เพื่อขึ้นรถบัสสาย 1 นั่งตรงไปยังสนามบิน ใช้เวลา 53 นาที ตั๋วราคาแค่ 1.6 ยูโรเท่านั้น ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ตั๋วเดินทางขนส่งมวลชนในเมืองราคาถูกมาก

หลังจากมาถึงสนามบิน Bordeaux Airport แล้วเราก็นั่งเครื่องบินกลับมาลงที่สนามบิน Strasbourg อีกครั้ง ก่อนจะเดินข้ามใจกลางเมืองมาขึ้นรถบัสกลับเมือง Karlsruhe มีรูปการตกแต่งประดับประดาเมือง Strasbourg ช่วงเทศกาลคริสต์มาสมาให้ดูเป็นของแถม

จบไปอีกทริปหนึ่งกับ 3 เมืองสวยของประเทศฝรั่งเศสนี้ เดี๋ยวขอสรุปค่าใช้จ่ายก่อนโนะ

วันที่หนึ่ง

  • รถบัส Karlsruhe – Strasbourg – 5 ยูโร
  • อาหารเช้าที่ Mcdonald – 5.4 ยูโร
  • ตั๋วรถไปไปกลับสถานีรถไฟ Strasbourg – สนามบิน Strasbourg – 3.3 ยูโร
  • เครื่องบิน Strabourg – Toulouse – 5 ยูโร
  • ตั๋วรถรางเดินทางจากสนามบิน Toulouse เข้าเมือง – 1.6 ยูโร
  • วอฟเฟิล – 3.5 ยูโร

วันที่สอง

  • ตั๋วรถรางเดินทางไปรถขึ้นรถไป Carcassonne – 1.6 ยูโร
  • ค่าแชร์รถจาก Blablacar: Toulouse – Carcassonne – 6 ยูโร
  • อาหารกลางวันแบบรวม appetizer, main dish, dessert – 18 ยูโร
  • ค่าแชร์รถจาก Blablacar: Carcassonne – Toulouse – 6 ยูโร
  • ตั๋วรถรางมาสถานีรถไฟ Toulouse – 1.6 ยูโร
  • รถบัส Toulouse – Bordeaux – 5 ยูโร

วันที่สาม

  • อาหารกลางวัน – 18.9 ยูโร
  • บาร์บอร์ดเกม เครื่องดื่ม 1 แก้ว เกมง่ายๆ 3 เกม – 6 ยูโร

วันที่สี่

  • อาหารกลางวันที่ Mcdonald – 7.3 ยูโร
  • รถบัสจากตัวเมืองไปสนามบิน Bordeaux – 1.6 ยูโร
  • เครื่องบิน Bordeaux – Strasbourg – 5 ยูโร
  • Starbucks คาราเมลครีมปั่น จำไซส์ไม่ได้ละ – 5.15 ยูโร
  • เฟรนช์ฟรายกลาง Mcdonald – 2.3 ยูโร
  • รถบัส Strasbourg – Karlsruhe – 5
  • แซนด์วิชอาหารเย็น – 2 ยูโร

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 115.25 Euro = 4452.37 บาท

ในที่สุดก็เขียนรายงานทุกหมดทุกทริปของปีที่แล้ว 555 เทอมที่ผ่านมาเป็นอะไรที่แบบหืดขึ้นคอมากๆจริง หลักๆเลยคือ Workshop ที่เพิ่งรีวิวไปในโพสต์ก่อนๆหน้าที่ดึงเวลาไปเยอะมาก วิชาที่ต้องสอบเทอมหลังๆก็ไม่ค่อยมีให้หาอ่านข้างนอกเพิ่มเองได้แล้ว ต้องพยายามทำความเข้าใจกับชีทของมหาลัยที่อธิบายดีบ้างไม่ดีบ้างเอาเองล้วนๆ ตั้งแต่เทอม 4 มานี้ยังไม่ได้รีวิวการเรียนเทอม 4 เทอม 5 เลยว่ามันเรียนอะไรบ้างก็เพราะว่าคณะของเราไม่จะเป็นวิชาเลือกแล้ว ซึ่งต่างคนต่างก็เลือกไปคนละแบบ บางคนก็ข้ามไปเรียนวิชาเทอมหน้า บางคนก็ยังสอบวิชาเทอมเก่าๆไม่ผ่าน หรือว่าไม่ได้สอบ ก็ต้องพยายามเรียนพยายามอ่านวิชาของเทอมเก่าๆอยู่ คือ ณ จุดนี้คือตัวใครตัวมันแล้วจริงๆ ไม่เหมือนที่ไทยที่เกือบทุกคนเรียนเหมือนๆกัน จบพร้อมๆกันหมด ระหว่างนี้ก็คงมีอัพบล็อกแค่เรื่องเที่ยว แต่ก็อาจจะไม่บ่อยเท่าไหร่ ส่วนเรื่องเรียน ไว้มีอะไรที่น่าสนใจจริงๆแล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังโนะ ตั้งแต่เปิดเทอมนี้มีทริปไปเช้าเย็นกลับ ไปปราสาท Eltz กับเมือง Cochem อยู่ทริปนึง ซึ่งไม่มีอะไรให้เล่ามาก ถ้ามีเวลาเดี๋ยวจะมาอัพรูป แต่ๆๆๆๆ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ คือ อภิมหาทริปประจำปี 2018!!! ซึ่งสำหรับคราวนี้ไม่ได้เป็น Europe Trip เพราะเราไปแค่ประเทศเดียว คือประเทศอิตาลี โดยมีระยะเวลาทั้งหมด 12 วัน ไปตั้งแต่ Rome ขึ้นไปถึง Cinque Terre และยังไม่พอ! ช่วงปลายเมษาที่บ้านเราจะมาเยี่ยมเราที่เยอรมันอีก ก็เลยเดี๋ยวจะพอเที่ยววนๆเป็นทริปยุโรปตะวันออกกัน ระยะเวลา 10 วัน หมายความว่าหลังจากนี้ก็จะมีอะไรให้เล่าอีกเยอะแยะแน่นอน ตื่นเต้นมากเพราะว่าเป็นสองทริปที่ตั้งใจแพลนสุดๆ ทั้งรอบรถ ทั้งที่พัก ทั้งข้อมูลที่เที่ยว ทุ่มเทมากและอยากทำให้ได้ตามแพลน (กับการเรียนทุ่มเทแบบนี้มั้ย?) เอาเป็นว่าขอจบโพสต์นี้แค่นี้ก่อน แล้วหลังจากเที่ยวสองทริปนี้เสร็จ เราจะมาเขียนรายงานทริปเล่าให้ฟังเน้อออออ

20171127_142221

Advertisements

France 5 Euro Trip (2): Carcassonne

มาถึงไฮไลท์ของทริปนี้แล้ว ซึ่งก็คือ Carcassonne ซึ่งเป็นหมู่บ้านยุคกลางที่ถูกล้อมรอบด้วยป้อมปราการแน่นหนาและตั้งอยู่บนเนินเขา ให้อารมณ์ Lord of the Ring สุดๆ ตอนที่วางแผนทริปมีอยู่สองเมืองที่ลังเล เลือกไม่ถูกว่าจะไปไหนดี ระหว่างเมือง Albi กับเมือง Carcassonne เพราะเป็นสองเมืองที่ดูมีคนแนะนำเยอะมาก ทั้งสองเมืองอยู่ห่างจาก Toulouse พอๆกัน แถมลองกูเกิลดูแล้วก็มีคนแนะนำพอๆกันอีก บางคนชอบเมืองนึงแต่เฉยๆกับอีกเมือง อะไรอย่างนี้ แต่เพราะ Carcassonne เป็นเมืองที่เรารู้จักมาก่อนและอยากไปมานาน เลยเลือกมาเมืองนี้

20171125_101401.jpg

วันเดินทางเราก็ออกจากบ้านของ Gabriel โฮสต์ของเราแต่เช้า วันนี้เราจะเดินทางไปด้วยการแชร์รถจาก Blablacar ซึ่งต้องนั่งรถไฟใต้ดินออกไปขึ้นรถที่สถานีปลายทาง สถานี Ramonville พอไปถึง เจอกับคนขับแล้วก็ขึ้นรถออกเดินทางกันเลย คนขับวันนี้เป็นวิศวกรออกแบบทางเดินแม่น้ำอะไรประมาณนี้ แล้วก็มีนักเรียนหมอเดินทางมาด้วยอีกคนนึง ทั้งสองคนพูดอังกฤษได้แบบงูๆปลาๆแต่ก็ชวนคุยแบบเป็นมิตรมาก แถมคนที่เป็นนักเรียนหมอยังให้เราติดรถแม่เค้าไปส่งถึงทางเข้าปราสาท Carcassonne เลย (เพราะว่าคนขับขับมาส่งแค่ตรงสนามบิน Carcassonne ที่อยู่นอกเมือง) โชคดีจริงๆที่เค้าอาสาขับรถมาส่งให้ ไม่งั้นต้องนั่งรถเข้าเมือง แถมต้องเดินจากสถานีรถไฟข้ามเมือง แล้วต้องเดินขึ้นเขาไปยังตัวปราสาทอีก คนฝรั่งเศสนี่ใจดีนะเนี่ยไม่เหมือน stereotype เผลอๆใจดีกว่าคนเยอรมันอีก 555

พอมาถึงหน้าทางเข้าปราสาทแล้วเราก็ออกเดินสำรวจกัน ตัวปราสาท Carcassonne นี้จริงๆแล้วเป็นหมู่บ้านยุคกลางที่ถูกล้อมรอบไปด้วยป้อมปราการขนาดใหญ่ ตัวปราสาทจริงๆนั้นเป็นแค่ส่วนเล็กๆในบริเวณป้อมปราการนี้ และมีชื่อว่า Château Comtal ปัจจุบันนี้เค้าทำด้านในให้เป็นพิพิธภัณฑ์ (ซึ่งเราไม่ได้เข้าชม) นอกจากนั้นในบริเวณป้อมปราการก็ยังมีโบสถ์ Basilique Saint-Nazaire และยังมีโรงละครกลางแจ้งโบราณขนาดใหญ่ชื่อ Théâtre Jean Deschamps อีก ตัวหมู่บ้านด้านในป้อมปราการนั้นเล็กมาก เดินไม่นานก็ทั่วแล้ว เอาจริงๆก็ไม่ได้สวยอะไรเป็นพิเศษด้วยนะ แค่เก่า แบบถ้าให้เปรียบเทียบกับอะไรที่คล้ายๆกันอย่างเช่นที่ Mont-Saint-Michel ที่นั่นคือหมู่บ้านดูสวยกว่าเยอะ Carcassonne จะเด่นในเรื่องความเป็นป้อมปราการมากกว่า

แต่นอกจากนั้นเรายังสามารถออกไปเดินวนด้านนอกป้อมปราการ ดูวิวได้ และยังสามารถขึ้นไปเดินวนๆดูวิวตรงด้านบนป้อมปราการได้อีกด้วย แต่เราไม่ได้ขึ้นไปเพราะว่าเวลาไม่พอ และเอาจริงๆตอนนั้นคือไม่รู้เลยว่าขึ้นตรงไหน ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ 555 คือรีบมาก วันนั้นมีเวลาอยู่ 3 ชั่วโมงสำหรับตัวป้อมปราการ Carcassonne นี้ ซึ่งสำหรับเดินดูเมืองชิวๆกับกินข้าวแบบจริงจัง (แบบมี starter, main dish, dessert) ด้วยนี่รู้สึกว่าไม่พอ ยังดื่มด่ำได้มากกว่านี้อีกเยอะ แล้วประเด็นคือมันไม่ได้มีแค่ตัวหมู่บ้านด้านในป้อมปราการที่น่าเดินเที่ยวไง ตัวหมู่บ้านด้านนอกก็สวย หรือตรงวิวจากสะพานข้ามแม่น้ำที่มองขึ้นไปเห็นป้อมปราการตั้งอยู่บนเนินเขาก็สวยมาก แล้วนอกจากนี้ก็ยังมีบริเวณเมืองใหม่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟมากกว่าที่ก็ค่อนข้างสวยและน่าเดินเที่ยวอยู่อีกเหมือนกัน ตอนออกจากปราสาทและเดินกลับไปยังสถานีรถไฟ เราใช้เวลาสำหรับการหยุดถ่ายรูปแป๊บนึงและเดินเร็วๆผ่านตัวเมืองใหม่ไปประมาณ 45 นาที ถ้ามีเวลาสำหรับเมืองนี้เพิ่มอีกซัก 2 ชั่วโมงน่าจะกำลังดีเลย (สำหรับคนที่ชอบดื่มด่ำ เก็บบรรยากาศนะ) สำหรับเมืองนี้ถือว่าพลาดตรงเวลาที่มีให้น้อยเกิน จริงๆแล้วน่าจะค้างคืนด้วยซ้ำ จะได้รอเก็บบรรยากาศแสงไฟยามค่ำคืน เดี๋ยวเอาไว้คราวหน้ามาเก็บตกใหม่

แต่ในความมีเวลาไม่พอ ก็ยังมีความฟินอยู่ เพราะว่าเราได้มาลองชิมอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของเมืองนี้ ซึ่งก็คือ Cassoulet ซึ่งเป็นสตูว์ที่วัตถุดิบประกอบไปด้วยเนื้อหมู ไหล่หมู หมูสามชั้น เนื้อเป็ด ไขมันเป็ด ไส้กรอกกระเทียมสไตล์ฝรั่งเศสตอนใต้ ถั่วขาว และผักอีกเยอะแยะมากมาย เคี่ยวๆๆเป็นสตูว์จนเนื้อเปื่อย น้ำซุปข้น มันหมูยุ่ยกลายเป็นแผ่นนุ่มๆรสสัมผัสคล้ายกระเพาะปลา แล้วก็เผาๆตรงผิวด้านบนให้ใหม้หน่อยๆ รสชาติดีมากๆ อร่อยจนลืมกลับวัด

แต่ประเด็นคือทำไมให้มาซะเยอะ!!? กินหมดเดินออกมาจากร้านนี่อิ่มจนแทบอ้วก!!! Starter ที่เป็นซุปหัวหอมก็ให้มาซะจานเบ้อเร่อ จานหลักก็น้ำ starter ก็น้ำ สั่งน้ำส้มมายังเอาขวดน้ำเปล่ามาตั้งให้ดื่มฟรีอีก ออกจากร้านมาประมาณ 15 นาทีนี่ปวดฉี่เลย ห้องน้ำสาธารณะอยู่ไหนก็ไม่รู้ เลยต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปสถานีรถไฟไปเข้าห้องน้ำ ไม่ดงไม่ดูมันแล้วเมือง 5555 แล้วมันปวดมากขี้นๆแบบไวมากๆ รู้ตัวอีกทีคือเดินแรงแทบไม่ได้เลย ก้าวเดินทีนึง รู้สึกกระเพาะปัสสาวะกระเทือนทีนึง พอไปถึงสถานีรถไฟ มองหาป้ายห้องน้ำสาธารณะ ปรากฏว่ามีอยู่ห้องเดียวซึ่งต้องหยอดเหรียญเพื่อให้ประตูเปิด เราก็ควานหาเศษตังไม่รู้มีป่าว นึกถึงที่โน้ตอุดมเคยเล่าในเดี่ยว 6 เลยว่าห้องน้ำสาธารณะที่ไม่มีทิชชู่ให้ฟรี ต้องหยอดเหรียญกดซื้อที่ตู้เอาเองอะ ทำไมตรงข้างๆไม่มีเครื่องแลกเหรียญให้ด้วย อารมณ์คนปวดขี้มากๆถ้าอยากได้ทิชชู่ตอนนั้นคือแบบถึงต้องเอาบ้านกับที่ดินมาแลกทิชชู่ก็เซ็นชื่อยกให้ตรงนั้นไปแล้ว แต่เรายังโชคดีมีเหรียญอยู่เลยหยอดไป แต่เดี๋ยว!?? ทำไมเครื่องไม่รับเหรียญ??!! เหลือบไปมองไฟที่บอกสถานะ ปรากฏว่าห้องน้ำไม่ว่าง มีคนเข้าอยู่!! แต่ละคนสามารถเข้าได้นานแค่ 15 นาทีแล้วประตูจะเปิดเอง แต่นี่คือไม่ไหวแล้ว กระเพาะปัสสาวะเหมือนกำลังจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อแล้ว ให้มารออีก 15 นาที พี่จะไม่ทน!!!!!! มองไปรอบๆสถานี ไม่มีคนอยู่ เลยเดินออกไปตรงมุมตึกข้างๆ แล้วยืนฉี่ใส่พื้น 😭😭😭 ฉี่เสร็จตอนหันกลับมาลืมตัวก้าวไปเหยียบสายธารฉี่ของตัวเองอีก 😱😱😠 ยังดีที่ก่อนหน้านั้นฝนตก เราเลยเดินไปล้างเท้าที่แอ่งน้ำใกล้ๆได้ เสร็จแล้วก็เดินกลับเข้ามาในสถานีใหม่ คุณป้ามหาภัยเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำพอดีจ้าาาา แถมเค้ายังใจดีดึงประตูเปิดค้างไว้ให้อีกนะ (เผื่อว่าเราอยากจะเข้าห้องน้ำจะได้ไม่ต้องเสียตังหยอดเหรียญ) ขอบคุณนะป้าแต่ไม่ทันละ แต่ประเด็นคือ! เป็นความผิดของร้านอาหารล้วนๆ อาหารกับเครื่องดื่มน่ะจะให้มาทำไมมาซะเยอะฮะ? ไม่กลัวขาดทุนรึไง?!! 😡😡😡 เสียความรู้สึกมากกับร้านนี้ เอาคะแนนไปแค่ดาวเดียวพอ เดี๋ยวจะไปพิมพ์ด่าใน tripadvisor ต่อ เป็นความผิดของร้านนะเนี่ย ไม่ใช่ความผิดของเราเลยยย 5555

แต่ยังไงก็ตาม เราก็กลับมาถึงสถานีรถไฟทันเวลานัดเจอกับคนขับจาก Blablacar ที่จะพาเรานั่งรถกลับไปยัง Toulouse พอดี สำหรับเที่ยวนั้นก็มีคนโดยสารมาด้วยกันอีก 2 คน ก็นั่งๆๆ แล้วก็คุยนู่นคุยนี่ไปพลางๆจนในที่สุดเราก็มาถึงสถานีรถไฟ Toulouse แล้วก็มาขึ้นรถบัสของ Flixbus ที่หน้าสถานีเพื่อเดินทางต่อไปยังเมือง Bordeaux ได้แบบทำเวลาสบายๆ

จบลงไปแล้วกับ Carcassonne ที่เริ่มต้นอย่างสวยงามและจบลงอย่างน่าอดสู 555 แต่ก็ยังได้ฟินกับอาหารและวิว และบรรยากาศหลายๆอย่าง สำหรับ Carcossonne นี้ ต้องบอกว่ามุมมหาชนสวยๆหลักๆก็คงจะเป็นมุมจากสะพานรถวิ่งที่ตั้งอยู่ข้างๆสะพานหินโบราณนี่แหละ เพราะเราจะเห็นสะพานหินด้านหน้าของรูป และเห็นตัวป้อมปราการทั้งหมดตั้งอยู่บนเนินเขาด้านบนในฉากหลัง ซึ่งเป็นมุมที่่ตอนเราเห็นครั้งแรกตอนมองออกมาจากหน้าต่างรถตอนวิ่งข้ามสะพานแล้วตกตะลึงมาก แบบ ว้าว!! สวยจนอ้าปากค้าง แต่ตอนที่เดินดูในหมู่บ้านด้านในป้อมปราการจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้สวยอะไรมากมายอะ แค่มันดูเก่า แถมหมู่บ้านก็เล็กมาก เราว่าหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่างของเนินเขาด้านนอกป้อมปราการจะสีสันสวยกว่า ส่วนบริเวณที่เป็นเมืองใหม่ก็จะเป็นสไตล์เมืองฝรั่งเศสแถบๆนั้นทั่วๆไป ก็คือจะสวยแบบคุมโทนหม่นๆ เป็นถนนวันเวย์เส้นแคบๆขนาบข้างไปด้วยตึกแถวสไตล์ไปทางเดียวกัน สีโทนเดียวกัน อะไรอย่างนี้ สำหรับวันต่อๆไปเราจะไปเดินเที่ยว Bordeaux เมืองดังที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์ที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสกัน แล้วไว้มาอ่านกันในโพสต์หน้าโนะว่าเมืองนี้นี่เป็นยังไงบ้าง

23795456_10215257159290145_3647813584849119160_n.jpg

รีวิว Workshop Mechatronische Systeme und Produkte

สิ่งที่เป็นที่สุดของการเรียนคณะ Mechatronik (Mechatronic Engineering) ที่มหาวิทยาลัย Karlsruhe Institute of Technology และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของคณะนี้ของมหาวิทยาลัยทุกๆแห่งเลยด้วยซ้ำ ก็คือหัวข้อที่เรากำลังจะมาเล่าถึงในโพสต์นี้กัน สิ่งๆนั้นคือการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาจริงๆโดยใช้วัตถุดิบและ sensor และ actuator ต่างๆ ร่วมกับการเขียนโปรแกรม เพื่อให้หุ่นยนต์ที่เราสร้างขึ้นมาสามารถทำภารกิจต่างๆนานาให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างอัตโนมัติ แบบไม่ต้องมีการควบคุมอะไรเลย เป็นไงล่ะ ฟังดูน่าตื่นเต้นสุดๆไปเลยใช่รึเปล่าาา (ใช่ครับ/ใช่ค่ะ)

สำหรับที่มหาลัย KIT การสร้างหุ่นยนต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Mechatronische Systeme und Produkte (Mechatronic systems and products) ซึ่งวิชานี้เป็นวิชาเดียวในป.ตรีที่เป็นของคณะ Mechatronik จริงๆ และเรียนกันแค่นักเรียนคณะ Mechatronik จริงๆ (บวกกับนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik ที่เรียนไปเป็นครูวิทยาศาสตร์อีกไม่กี่คน) วิชาของป.ตรีที่ผ่านๆมา นักเรียนคณะ Mechatronik จะต้องไปนั่งเรียนรวมกับคณะอื่นๆหมดเลย แต่สำหรับวิชานี้ ถึงจะมีใครจากคณะอื่นอยากมาเรียนหรือมาทำ Workshop ด้วย แต่ก็ทำไม่ได้นาจา สงวนไว้สำหรับนักเรียนคณะ Mechatronik และคณะ Naturwissenschaft und Technik เท่านั้น

สำหรับวิชา Mechatronische Systeme und Produkte นี้ จะแบ่งเป็นส่วนทฤษฎี กับส่วนปฏิบัติซึ่งก็คือ Workshop ที่จะกินระยะเวลาเยอะกว่ามาก ส่วนทฤษฎีนี่จริงๆเรียนไปแค่ประมาณครึ่งเทอมก็จบแล้ว ตัว Workshop ก็จะเป็นในเรื่องของการสร้างหุ่นยนต์นั่นเอง โดยเค้าจะมีเลโก้และตัว sensor กับ actuator ต่างๆ ของบริษัท Fischertechnik มาให้ แล้วก็จะมีวัสดุพิเศษอีกอย่างมาให้ใช้ ก็คือแผ่นไม้ความหนาแน่นสูง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า High Density Fiberboard (HDF) ซึ่งตัวแผ่นไม้นี้ เราสามารถเอาไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำมาประกอบกันเป็นโครงสร้างได้โดยใช้เครื่องตัดเลเซอร์ที่มหาวิทยาลัยมีให้ ข้อดีของการใช้ HDF ประกอบเป็นหุ่นยนต์ก็คือ มันจะมั่นคงกว่า และเราสามารถกำหนดตำแหน่งและขนาดต่างๆได้ตามใจ คือถ้าใช้เลโก้ต่อ มันก็จะมีขนาดของเลโก้แต่ละชิ้นมาอยู่แล้ว ไม่สามารถกำหนดขนาดได้ตามใจ และถ้าใช้เลโก้ ก็มีโอกาสที่เลโก้บางชิ้นจะเลื่อนหลุดออกจากกันด้วย (โอกาสน้อย แต่ก็มี และถ้าชิ้นส่วนของหุ่นยนต์หลุดออกมาระหว่างที่กำลังแสดงอยู่นี่จะเป็นอะไรที่พังมาก 555)

กล่องอุปกรณ์เลโก้ของ Fischertechnik ที่มหาลัยมีให้

ก่อนจะเริ่มต้นทำ Workshop ก็จะมีการแบ่งกลุ่มกันก่อนโดยจะเป็นการแบ่งแบบสุ่ม แต่ก็ไม่ได้สุ่มแบบมั่วๆนะ เค้าจะให้เราไปกรอกแบบทดสอบทางจิตวิทยา ที่จะทดสอบว่าเรามีบุคลิกภาพแบบไหนตามหลัก Big Five  (คนเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์, คนละเอียด ชอบวางแผน, คนเข้าสังคมเก่ง, คนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น, คนเครียด ขี้กังวล ชอบดราม่า) กับแบบสอบถามว่าถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษ (เครื่องกล, ไฟฟ้า, เขียนโปรแกรม, CAD, Matlab ฯลฯ) อะไรอย่างนี้ในเว็บของเค้าก่อน เสร็จแล้วเค้าก็จะแบ่งกลุ่มแบบสุ่มโดยอิงตามข้อมูลนั้น ในกลุ่มๆนึงก็เลยจะมีคนที่มีลักษณะนิสัยต่างๆกันและมีความถนัดต่างๆแบบครบเครื่อง โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีสมาชิก 5-6 คน แล้วแต่ละกลุ่มก็จะมีผู้นำกลุ่มหรือเมนเทอร์หนึ่งคน ซึ่งเมนเทอร์ประจำแต่ละกลุ่มก็จะเป็นนักเรียนป.โทที่กำลังเรียนวิชาเกี่ยวกับการเป็นผู้นำอยู่ และการมาเป็นเมนเทอร์นี้ก็ถือว่าเป็น Workshop ประจำวิชานั้นของเค้าด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้บางกลุ่มก็อาจจะมีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik มาอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน

หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จแล้ว นักเรียนคณะ Mechatronik 5-6 คนประจำกลุ่มนี้ก็ยังต้องมาเลือกบทบาทให้กับตัวเองอีก คือสำหรับแต่ละกลุ่มนั้นเค้าจะมีอยู่ 5 บทบาทให้แต่ละคนเลือก ก็คือ

  • Mechanical engineer มีหน้าที่สร้างโมเดลของหุ่นยนต์ที่สร้างมาในโปรแกรม CAD กับมีหน้าที่วาดแบบโมเดลใน CAD สำหรับเอาแผ่น HDF ไปเข้าเครื่องเลเซอร์ตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆตามโมเดลนั้น
  • System Engineer มีหน้าที่ออกแบบโมเดลของระบบโดยใช้ภาษา SysML อารมณ์ประมาณทำ Mind Map ว่าหุ่นยนต์ที่เราสร้างเกี่ยวข้องกับอะไรในด้านไหนบ้าง ทั้งในเรื่องของการทำงาน การทดสอบ การตลาด ฯลฯ อะไรประมาณนี้มั้ง ไม่ชัวร์เหมือนกัน 55
  • Information Technology Engineer มีหน้าที่เขียนโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์โดยใช้โปรแกรม Matlab&Simulink
  • Test Engineer มีหน้าที่บันทึกรายงานการทดสอบหุ่นยนต์ และการทดสอบสมมติฐานต่างๆโดยใช้โปรแกรม Trello
  • Group Spokesperson มีหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่ม วางแผนการทำงาน ทำ Powerpoint และตัดต่อวิดีโอนำเสนอความก้าวหน้าของงาน แล้วก็ทำรายงานรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว

Mechanical Engineer กำลังวาดแบบในโปรแกรม CAD

นอกจากนี้ก็ยังมีบทบาทและหน้าที่ที่กำหนดตัวคนมาให้แล้วสำหรับเมนเทอร์ของกลุ่ม หรือ Group Leader ซึ่งจะมีหน้าที่คอยติดตามความก้าวหน้าของงาน คอยควบคุมให้งานเดินหน้าไปอย่างราบรื่นและตามกำหนด แล้วก็ให้คำปรึกษาจิปาถะกับสมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจหรือการทำงานร่วมกัน มีหน้าที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆกับ Group leader ของกลุ่มอื่นๆ แล้วก็มีหน้าที่นำเสนอความก้าวหน้าของงานต่อคณะอาจารย์ผู้สอนโดยใช้ Powerpoint ที่ Spokesperson ทำ

ส่วนสำหรับกลุ่มไหนที่มีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik อยู่ บทบาทของนักเรียนคนนั้นก็จะเป็น Methods Engineer ซึ่งจะมีหน้าที่ช่วยให้การสนับสนุนในช่วงขั้นตอนของการหาไอเดียต่างๆ และในช่วงขั้นตอนของการรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว ในมุมมองของนักเรียนครู

โดยบทบาทต่างๆทั้ง 5 บทบาทนี้ สมาชิกแต่ละคนให้กลุ่ม (ยกเว้นคนที่เป็น Group Leader กับ Methods Engineer) ต้องเลือกบทบาทที่อยากทำให้กับตัวเอง คนละบทบาท (ถ้ากลุ่มไหนมีนักเรียนคณะ Mechatronik 6 คนก็จะอนุญาตให้สามารถมี Mechanical Engineer หรือ Information Technology Engineer 2 คนได้) แล้วบทบาทนี้ก็จะอยู่กับตัวเราไปจนจบ Workshop โดยแต่ละบทบาทก็จะมีผลงานให้ส่งต่างๆกันไปสำหรับไว้เป็นคะแนนงานเดี่ยว สมมติถ้าเราเป็น Mechanical Engineer เราก็ต้องส่งงานที่เป็น CAD ในฐานะงานเดี่ยว ซึ่งคะแนนจากงาน CAD นี้ก็จะเป็นคนแนนของเราคนเดียวเท่านั้น ที่เค้าจะเอาไปรวมกับคะแนนงานกลุ่มอีกที ซึ่งคะแนนงานกลุ่มก็จะมาจากภาพรวมของตัวหุ่นยนต์ การวางแผนงาน รายงานความคืบหน้าต่างๆ และวิดีโอนำเสนอผลงาน อะไรประมาณนี้ ระหว่างที่ทำงานเราสามารถช่วยๆกันทำงานของแต่ละคนได้ แต่ว่าคะแนนของงานเดี่ยวก็จะเป็นคะแนนของคนที่เลือกบทบาทนั้นคนเดียวเท่านั้น

แผ่น HDF หลังจากที่ผ่านการตัดด้วยเลเซอร์แล้ว

ตอนที่แบ่งกลุ่ม เค้าจะแบ่งนักเรียนออกเป็นทีมๆ ซึ่งในแต่ละทีมก็จะประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม ซึ่ง 2 กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เป็น partner กัน คือต่างกลุ่มต่างต่อหุ่นยนต์ของตัวเอง แต่ว่าหุ่นยนต์ของ 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้จะต้องทำงานร่วมกัน ทำให้ระหว่างเทอมก็จะต้องมีการนัดพบกันระหว่าง 2 กลุ่มนี้เพื่อตกลงกันในเรื่องต่างๆอยู่บ่อยๆ เหมือนกับการทำงานจริงๆที่ก็จะต้องมีการตกลงกันกับฝ่ายต่างๆอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน

หลังจากแบ่งสมาชิกและกำหนดบทบาทเสร็จแล้ว เรามาดูในเรื่องของภารกิจที่หุ่นยนต์ของเราต้องทำกันต่อเนอะ ภารกิจที่พวกเราต้องทำก็คือ ในกลุ่ม 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้ จะสร้างหุ่นยนต์อะไรยังไงก็ได้ ให้เก็บก้อนทรงสี่เหลี่ยมสีฟ้ากับสีแดง แล้วก็ก้อนทรงกระบอกสีดำจากพื้นมาให้หมด แล้วเอาแค่ก้อนสีฟ้ามาต่อๆกันเป็นหอคอยบนแท่นที่เค้าตัั้งไว้ให้ แล้วก็มีกติกานั่นนี่กับข้อห้ามอีกเยอะแยะเต็มไปหมด เช่นถ้าเก็บก้อนหินมาจากพื้นเอามาไว้ในตัวหุ่นยนต์ได้จะได้คะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ถ้ามีก้อนสีแดงตกค้างอยู่บนพื้นจะเสียคะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ระหว่างที่หุ่นยนต์ทำงานห้ามจับหุ่นยนต์เกิน 2 ครั้ง จับแต่ละครั้งจะติดลบกี่คะแนนก็ว่าไป แล้วก็ถ้าหอคอย 2 หอนั้นสูงจากพื้นดินเท่ากัน ก็จะได้คะแนนโบนัสกี่คะแนนก็ว่าไป

และสิ่งที่น่าตื่นเต้นและน่าตั้งตารอคอยมากที่สุดสำหรับวิชานี้ก็คือ ตอนก่อนสิ้นเทอมเค้าจะจัดการแข่งขันระหว่างทุกๆกลุ่ม และจะมีประกาศณียบัตรสำหรับกลุ่มที่ได้คะแนนเยอะที่สุดให้ด้วย! ไม่ใช่เล่นๆเลยนะเนี่ย (แต่ว่าการแข่งขันนี้ไม่ได้มีผลต่อคะแนน คะแนนจะมาจากส่วนงานกลุ่มและงานเดี่ยวที่พูดถึงไปตอนก่อนหน้านี้เท่านั้น)

จุดประสงค์ของวิชานี้จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเพื่อจะให้เราสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องขึ้นมาหรอก แต่เพื่อให้เราเข้าใจการทำงานแบบวิศวกรในชีวิตจริงมากกว่า แบบเริ่มต้นมาก็มีการแบ่งบทบาทจำลองหน้าที่ของวิศวกรจริงๆกันละ แล้วก็มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการประชุมระหว่างกลุ่ม มีการต้องวาง strategy ของการทำงานของผลงานของเราเพื่อให้ชนะการประกวด มีการต้องสร้าง Prototype ขึ้นมาสำหรับการทดสอบก่อนจะสร้างตัวหุ่นยนต์จริงๆ มีการต้องทดสอบผลงานว่าทำงานได้อย่างที่ต้องการมั้ย และถ้าทำไม่ได้ สมมติฐานคืออะไร คิดว่าน่าจะแก้ปัญหายังไง และลองแล้วแก้ได้มั้ย และพวกนี้ก็ต้องมีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบระเบียบหมด มีการต้องรายงานความก้าวหน้าของงานต่ออาจารย์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นลูกค้า แล้วตอนการแข่งขันตอนจบก็ยังเป็นเหมือนกับการนำเสนอผลงานต่อท้องตลาดอีก คือมีอาจารย์ และมีคนนอกเข้ามาดูได้ด้วย สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำ Workshop ในครั้งนี้ก็คือ การที่จะพัฒนาสินค้าอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อนำออกขายเนี่ย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ คือก่อนหน้านี้เราจะเข้าใจว่าถ้าเราวางแผนบนกระดาษและคิดคำนวณทุกอย่างแบบสมบูรณ์แล้ว พอถึงขั้นตอนการประดิษฐ์จริงๆ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในธรรมชาติมันจะมีความ error ของมันอยู่ในหลายส่วนมากๆ ทั้งในส่วนของวัสดุ ทั้งในส่วนของเครื่องจักร และยังมีปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่ทำให้ชิ้นงานของเราอาจจะทำงานไม่ได้อย่างที่วางแผนไว้ และจะต้องผ่านการทดสอบและแก้ไขกันอีกมากมาย หนึ่งในสิ่งที่สำคัญทีี่สุดของการสร้างชิ้นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาก็คือการเริ่มทดสอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จริงๆ

สำหรับประสบการณ์ส่วนตัวของเราใน Workshop นี้ กลุ่มของเรามีสมาชิกแค่ 5 คน เพราะว่ามีคนนึงที่ขอถอนตัวออกไปหลังจากที่แบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ไม่มีนักเรียนคณะ Naturwissenschaft und Technik ทำให้กลุ่มของเรามีบทบาทเกินจำนวนสมาชิกมา 1 บทบาท ซึ่งหลังจากเลือกบทบาทกันแล้วก็เหลืออยู่ 2 บทบาทให้เราเลือกก็คือ System Engineer กับ Test Engineer โดยที่เราตัดสินใจเลือก Test Engineer เพราะว่าคิดว่าตัวเราเองเป็นคนละเอียด แล้วก็คิดว่าตำแหน่งนี้ น่าจะแบบแค่รอให้คนอื่นทำงานของตัวเองเสร็จก่อน แล้วเราค่อยมาทดสอบทีหลัง แล้วก็บอกว่าผ่าน/ไม่ผ่าน ไปแก้มาใหม่ อะไรอย่างนี้ 5555 แต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายตัวเองงานหนักที่สุดเลยจ้า 555555 คือตอนเลือกบทบาทก็เอางานเขียนโปรแกรมกับงาน CAD ให้คนอื่นที่มีประสบการณ์ทำไป ส่วนงานตัวแทนกลุ่มก็ให้สมาชิกที่เป็นคนเยอรมันทำไป (คือเค้าแบ่งกลุ่มยังไงก็ไม่รู้นะ แจ๊คพ็อตชาวต่างชาติมาลงที่กลุ่มนี้หมดเลยจ้า มีนักเรียน Mechatronik ที่เป็นคนเยอรมันอยู่คนเดียว (กับมี Group leader เป็นคนเยอรมัน) คนที่ถอนตัวออกไปก็เป็นคนต่างชาติ 555) สุดท้ายการแบ่งตำแหน่งก็เลยมาลงตัวอย่างนี้

สำหรับที่บอกว่าบทบาท Test Engineer เป็นบทบาทที่หนักสุด ทำไมถึงหนักสุด ไม่รู้ว่าเพราะเป็นตัวเราเองด้วยรึเปล่า แต่ลองคุยกับ Test Engineer ของกลุ่ม partner เค้าก็บอกว่าเค้างานหนักสุด คือ Test Engineer เนี่ยเอาจริงๆแล้วแทบจะต้องอยู่ควบคุมแทบจะตลอดการทำงานเลย เริิ่มแรกเลยคือต้องมีการสร้าง Prototype ของหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อทดสอบก่อน ว่าต่อแบบนี้ๆแล้วทำงานได้จริงๆใช่มั้ย (ปกติแล้ว Prototype จะต่อขึ้นมาจากเลโก้ จะได้แก้ง่ายๆ แล้วตัวหุ่นยนต์จริงๆค่อยต่อจาก HDF เป็นหลัก) ก็เป็นหน้าที่หลักของ Test Engineer คือคนอื่นในกลุ่มก็อาจจะช่วยกันต่อแหละ แต่หน้าที่ทดสอบส่วนใหญ่ Test Engineer ก็ทำเอง แล้วมันก็ต้องดูว่าต่อแบบนี้แล้วมันจะทำงานได้อย่างที่เราต้องการรึเปล่า ถ้าไม่ได้ก็ค่อยๆแก้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแก้ไปแก้มาก็กลายเป็นเหมือนกับ Test Engineer ต่อคนเดียวทั้งหมด นี่ยังไม่พอ มีครั้งนึงเราต่อระบบหนึ่งเสร็จ ทดสอบเสร็จเรียบร้อยไม่มีปัญหาแล้ว ดีใจ คิดว่าสุปสัปดาห์นี้ว่างแล้ว ชิว ปรากฏว่าคืนนั้น สมาชิกอีกคนในกลุ่มนางมาแกะๆๆต่อใหม่จ้าาา แล้วก็โพสต์รูปลงกรุ๊ป whatsapp บอกว่าชั้นช่วยแก้ให้มันดูรกน้อยลงนะ เราเปิดแชทขึ้นมาอ่าน แทบจะล้มทั้งยืน!!!!! แบบนึกภาพยังกะในละคร หน้ามืดจะเป็นล้ม แทบคว้าอะไรมาพยุงตัวไว้ไม่ทัน สรุปว่าเสาร์อาทิตย์นั้นก็ต้องไปนั่งแก้ใหม่ให้เป็นเหมือนเดิมโนะ 555

ตอนเริ่มต้นสร้าง Prototype และทดสอบระบบตอนแรกๆเลย

พอต่อ Prototype เสร็จทุกอย่างดั่งใจแล้ว เราก็ต้องต่อตัวหุ่นยนต์จริงๆออกมาโดยใช้ HDF ซึ่งก็ต้องมีการเขียนแบบโมเดลส่วนต่างๆใน CAD อีก ซึ่งหน้าที่นี้จริงๆแล้วเป็นของ Mechanical Engineer แต่ด้วยความวิตกจริต กลัวว่าเค้าจะไปทำโมเดลออกมาไม่เหมือนกับที่เราตั้งใจไว้ เราก็เลยต้องนั่งวาดแบบลงกระดาษเอาเองก่อนแล้วค่อยส่งให้เค้าไปทำในคอม ซึ่งการเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆของเลโก้มาเป็น HDF ก็ต้องคิดหนักอีก เพราะแบบ การต่อเซนเซอร์หรือต่อมอเตอร์เนี่ย เราสามารถต่อลงไปกับเลโก้ชิ้นอื่นๆได้เลย เพราะเลโก้แต่ละชิ้นก็จะมีบล็อกต่างๆที่มันลงร่องกันพอดี พอเราเปลี่ยนมาใช้ HDF ก็ต้องมาหาทางคิดดูว่าจะประกอบมอเตอร์กับเซนเซอร์ต่างๆเข้าไปยังไง บางทีเขียนแบบส่งไปแล้ว Mechanical Engineer ไม่เข้าใจบางอย่าง ก็ต้องมานั่งประกบแล้วก็อธิบายอีก บางทีตัด HDF ออกมาเสร็จแล้ว ประกอบกันไม่ลงล็อค หรือประกอบกันเรียบร้อย แต่ว่าทำงานไม่ได้เหมือนกับที่ตั้งใจไว้ ก็ต้องมาทดสอบอีกว่าเพราะอะไรและจะแก้ยังไง แล้วก็ต้องเขียนแบบให้ตัดใหม่ วนลูปไปอีกเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ

เสร็จแล้วขั้นตอนต่อไป ก็ต้องไปนั่งทำงานร่วมกับ Information Technology Engineer เพื่อดูว่าโปรแกรมที่เค้าเขียนมา พอโหลดลง Micro controller แล้ว พอเปิดสวิตช์แล้วมันทำงานได้อย่างที่ตั้งใจรึเปล่า อันนี้ค่อยสบายหน่อยเพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมาจากโครงสร้างแล้ว แต่จะมาจากโปรแกรม ซึ่ง Information Technology Engineer จะตรวจสอบและแก้เองได้ เราไม่ต้องทำอะไรมาก ช่วงนี้เราจะเริ่มได้เห็นหุ่นยนต์ของเราทำงานได้แบบมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ทำงานได้อย่างที่เราตั้งใจ จากที่เราสังเกตอีกกลุ่มมาด้วย เราว่า Test Engineer กับ Information Technology Engineer จะเป็นสองคนที่เข้าใจการทำงานและปัญหาของหุ่นยนต์มากที่สุดแล้ว เพราะว่าได้นั่งดูการทำงานทั้งหมดจริงๆ ได้เห็นปัญหาจริงๆ

Prototype ของระบบแรก หลังจากทดสอบกับโปรแกรมสำเร็จแล้ว รอประกอบหุ่นยนต์ของจริงโดยใช้ HDF

พอหุ่นยนต์ของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเอาไปทดสอบกับหุ่นยนต์ของกลุ่ม partner เพื่อดูว่าทำงานสอดคล้องกันอย่างที่ตั้งใจรึเปล่า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ทีมของเรามีปัญหานิดนึง เพราะว่ากลุ่มที่เป็น partner เค้าตัด HDF กันช้ามาก คืออีกสองอาทิตย์จะแข่งแล้วเพิ่งจะตัด HDF ครั้งแรก ซึ่งมั่นใจได้เลยว่ายังใช้งานไม่ได้ 100% แน่นอน มีปัญหาแน่นอน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทำให้ต้องชะลอๆการทดสอบไปก่อน รออีกกลุ่มทำเสร็จก่อน

อันนี้คือคลิปจากการทดสอบการทำงานของหุ่นยนต์ของกลุ่มเรา https://www.youtube.com/watch?v=nIbwYI4cv-k

Prototype ของ 2 ระบบหลัก ก่อนจะเริ่มตัด HDF ไอระบบทางซ้ายล่างคืออันเดียวกันกับระบบในรูปด้านบน แต่อันในรูปนี้คือเวอร์ชั่นหลังจากที่อันเก่าโดนสมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งเอาไปปู้ยี่ปู้ยำเสร็จแล้วก็มาบอกว่าชั้นประกอบใหม่ให้มันดูรกน้อยลงแล้วนะ คือดูรกน้อยลงน่ะใช่ แต่ว่ามันทำงานไม่ได้เลยนาจา ดีนะที่วาดแบบของระบบอันเก่าที่ทำงานได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

หุ่นยนต์ของเราหลังจากเอา HDF มาประกอบด้วยเป็นครั้งแรก

พอได้เริ่มทดสอบช้า มันก็จะเกิดปัญหาที่ตามมาก็คือ แก้ปัญหาที่ยังมีอยู่ได้ช้า ตรงไหนที่เราอยากจะพัฒนาหรือทำให้ดีขึ้นมันก็จะช้าตามมา หรืออาจจะไม่ได้ทำเลย ก็เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันไป สรุปว่าข้ามไปตอนวันแข่งขันเลยละกัน วันแข่งขันจะมีอยู่ 2 วัน วันแรกจะจัดกันภายใน คือมีแค่นักเรียนกับอาจารย์ 2 คน ทุกทีมจะได้เข้าร่วมแข่ง (มี 7 ทีม) และทีมที่อ่อนที่สุด 2 ทีมจะถูกคัดออก แล้ววันต่อไปก็จะเป็นการแข่งขันแบบจริงจังขึ้นมาอีก จัดในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก มีศาสตราจารย์คนอื่นๆประจำวิชามาดูด้วย แล้วก็คนนอกก็สามารถมาดูได้ ตอนวันแข่งขันวันแรกเรากลัวมากว่าหุ่นยนต์ของกลุ่มเราจะเป็นกลุ่มเดียวที่เอ๋อในการแข่งขัน เพราะแบบแก้แล้วแก้อีกยันวันแข่ง แล้วระหว่างเทอมก็ไม่ได้ไปคุยกับกลุ่มอื่นมากเท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆ สรุปเอ๋อกันแทบทุกกลุ่ม 555 เอ๋อนิดเอ๋อหน่อย แต่ของกลุ่มเราทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้เลย คือหุ่นยนต์ของเรามีหน้าที่รับก้อนหินมาจากหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner แล้วก็เอามาสร้างหอคอย 2 หอให้มีความสูงเท่ากัน ซึ่งก็สร้างได้จริงๆแบบไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ว่าหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner ส่งหินมาให้ไม่ครบ เลยสร้างได้แค่ 1 หอ สรุปว่าผลการแข่งขัน มีอยู่ 7 ทีม คะแนนอันดับหนึ่ง 269 คะแนน อันดับสอง 64 คะแนน ทีมเราคะแนนมาเป็นอันดับสาม 36 คะแนน ส่วนที่เหลือคะแนนติดลบ 555 ทีมที่มีคะแนนต่ำสุดได้คะแนน -36 คะแนน 

หลังแข่งเสร็จหมาดๆ

แต่ว่าระหว่างที่กำลังแข่งอยู่ ของทีมเราเกิดปัญหา ก็คือเค้าตั้งกฏไว้ว่า หลังจากที่หมดเวลาแข่งแล้ว หุ่นยนต์แต่ละตัวต้องเปิดไฟสีเขียว แต่หุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner เราเค้าเขียนโปรแกรมไว้ว่าไฟจะติดก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์รถขับกลับเข้าไปตรง End Area แล้วเท่านั้น ไม่ได้ควบคุมแบบตั้งเวลานับถอยหลัง แล้วตรง End Area นั้น มันมีสติกเกอร์ติดไว้บนพื้นเพื่อบ่งบอกอาณาเขต แต่หุ่นยนต์รถมันวิ่งไปติด (เพราะสติกเกอร์มันเก่าจนตรงขอบๆมันเด้งขึ้นมา) หรืออะไรซักอย่าง ทำให้มันขับเข้าไปไม่ได้ ทำให้ไฟไม่ติด เค้าเลยถือว่าทีมเราทำไม่ได้ตามกฏและไม่ให้ข้ามไปแข่งในวันต่อไป ถึงจะไปโวยว่าเป็นเพราะความบกพร่องของสถานที่ต่างหากแต่เค้าก็ไม่ให้ ก็เป็นอะไรที่น่าเสียดาย แต่อย่างน้อยหุ่นยนต์ของกลุ่มเราก็สามารถทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้วก็เรียกเสียงเชียร์และเสียงตบมือมาได้เยอะเลย เป็นแค่ 1 ใน 3 ทีมในวันนั้นที่สามารถสร้างหอคอยสูงๆได้ด้วย สงสารก็แค่กลุ่ม partner ของเราโดยเฉพาะคนที่เป็น Test Engineer ที่ช่วงอาทิตย์ก่อนการแข่งขันมาทำงานทั้งวันทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย แต่มาตกรอบด้วยเรื่องนิดเดียว

หุ่นยนต์ของกลุ่มเรา กับหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner

สิ่งหนึ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ช่วงระหว่างเทอมที่เรากำลังต่อหุ่นยนต์กันอยู่ จะมีเพื่อนคนนึงที่เมื่อก่อนเคยทำงานกลุ่มวิชาอื่นด้วยกันมาเดินมาดูเป็นพักๆ ซึ่งแทบทุกครั้งที่เค้าเดินมาดู หุ่นยนต์ของเราจะมีปัญหาตลอด แต่ตอนวันแข่งหลังแข่งเสร็จเค้าเดินมาบอกว่าน่าเสียดายมากที่ทีมเธอไม่ได้ไปต่อ แต่ว่าวันนี้หุ่นยนต์ของเธอเยี่ยมมาก สร้างหอคอยได้แบบไม่มีปัญหาเลย ได้ยินแค่นี้ก็ดีใจแบบไม่ต้องแข่งต่อละ คำพูดคนเราสร้างกำลังใจให้กับคนอื่นได้มากจริงๆ เราควรมาช่วยสร้างกำลังใจกับคนอื่นแบบนี้กันบ่อยๆนะทุกคน

อันหน้าสุดที่เป็นรถกับอันที่เป็นหอคอยคือหุ่นของทีมที่ชนะ

หลังจากจบการแข่งขันวันนั้น สมาชิกของทีมเราก็ไปดื่มเบียร์ปลอบใจกันที่ผับของมหาลัย ข้อดีอย่างหนึ่งของการไม่ได้ไปต่อก็คือ สำหรับพวกเรา งาน Workshop นี้จบสิ้นเรียบร้อย ไม่ต้องมาเตรียมตัวสำหรับการแข่งวันต่อไปแล้ว 555 ตอนวันต่อไปเราก็เข้าไปนั่งดูการแข่งขันด้วย ปรากฏว่าวันนี้เค้าติดสติกเกอร์ใหม่ เปลี่ยนระบบเซนเซอร์กล้องใหม่สำหรับหุ่นยนต์รถให้ดีขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น ทุกอย่างเนี้ยบสุดๆ และด้วยความที่แต่ละทีมที่ผ่านเข้ารอบมาได้กลับไปแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเองจากเมื่อวานมาด้วยทำให้วันนี้แต่ละทีมทำได้ดีขึ้นทุกทีมเลย บางทีมก็ได้คะแนนเพิ่มขี้นเยอะมากๆ แม้แต่ทีมที่เมื่อวานได้คะแนน -36 คะแนน วันนี้ก็ยังได้คะแนนไปมากถึง -24 คะแนน 555555 แต่ว่าลำดับแต่ละลำดับก็ยังเป็นเหมือนกับเมื่อวานเป๊ะๆเลย ทีมที่ได้ที่หนึ่งก็ได้ที่หนึ่งเหมือนเดิม ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 269 เป็น 289 คะแนน ก็รับถ้วยรางวัล รับประกาศณียบัตรไป

บรรยากาศในห้องก่อนการแข่งขันวันที่สอง

แล้วก็ปิดฉากลงไปกับการทำงานอย่างหนักหน่วงที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเทอมนี้ เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของคณะ Mechatronik จริงๆ ไม่เคยทุ่มเทกับงานโปรเจคต์อะไรขนาดนี้มาก่อน หลายๆครั้งที่ต้องอยู่ทำงานยันดึกยันดื่น หลายๆครั้งที่พยายามแก้ปัญหาอะไรซักอย่างก็แก้ไม่ได้ซักที ไม่รู้จะแก้ยังไง หลายๆครั้งที่เหมือนจะแก้ปัญหาได้แล้ว แต่อยู่ดีๆปัญหาเดิมๆก็กลับมาอีก หลายๆครั้งที่วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาใหม่อีกอย่างขึ้นมา หลายๆครั้งที่ทดสอบเองเสร็จเรียบร้อย ไม่มีปัญหาแล้ว แต่พอวันต่อไปจะแสดงให้สมาชิกคนอื่นในกลุ่มดู กลับมีปัญหาซะงั้น มีบางครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อยใจ อยากจะพอแล้ว อยากจะทิ้งแล้วก็ให้โชคช่วยไม่ให้เกิดปัญหาตอนแข่งเอาละกัน แต่ก็ยังทำต่อไปเรื่อยๆจนมั่นใจ 99% ว่าสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้แล้ว สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ก็เหมือนอย่างที่บอกไป ก็คือ การผลิตสินค้าอะไรซักอย่างออกมามันไม่ใช่ง่ายๆจริงๆ รู้ซึ้งถึงแก่นเลยคราวนี้ 555 ตอนนี้สำหรับ Workshop นี้มีเหลืออยู่อีกแค่ขั้นตอนเดียวก่อนจะจบ Workshop ก็คือการทำรายงานรีวิวประสบการณ์ เราก็เลยถือโอกาสมารีวิวลงบล็อกล่วงหน้าก่อนซะเลย จะได้เป็นการเตรียมตัวไว้ก่อนด้วย 555 หลังจากที่ Workshop นี้จบลง สิ่งที่เราต้องทำก็จะเหลือแค่สอบเก็บหน่วยกิตให้ครบ แล้วก็เขียน Thesis จบ เพียงเท่านี้เราก็จะจบป.ตรีจากเยอรมนีแล้ว (พูดเหมือนง่ายเนอะ 555) เดี๋ยวไว้มีโอกาสหวังว่าคงจะได้กลับมารีวิวเรื่องการเขียนงานจบและการเรียนจบป.ตรีจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนีในอีกไม่นานนี้โนะ 555

มหาวิทยาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

กิจกรรมรับน้องในเยอรมนี

มาเด็กๆ วันนี้คุณลุงจะมาเล่าเรื่องการรับน้องในมหาลัยในเยอรมนีให้ฟัง เอาจริงๆก็หมายถึงแค่รับน้องในมหาลัย KIT นี่แหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่อื่นจะเป็นแบบนี้รึเปล่า 555 จริงๆตั้งแต่เริ่มเปิดเทอมจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาสามเดือนละ รายละเอียดต่างๆก็เยอะแยะมาก บางอย่างก็เลอะๆเลือนๆไปบ้างแล้วแต่ก็จะพยายามเล่าเท่าที่จำได้โนะ

IMG_3643

เริ่มต้นเลย สิ่งแรกที่เราต้องทำหลังจากมหาลัยรับแล้วก็คือการไปรายงานตัวนั่นเอง สำหรับมหาวิทยาลัย Karlsruhe Institute of Technology จะต่างจากมหาลัยส่วนใหญ่ตรงที่เค้าจะประกาศผลทางเน็ต คือเค้าจะส่งอีเมลล์มาบอกว่าผลออกแล้ว แต่เราต้องเข้าไปดูผลใน Portal ของเราในเว็บของมหาลัยที่เราสร้างเอาไว้ตอนสมัครเรียนเอง พอเข้าไปแล้วก็จะมีไฟล์ใบตอบรับจากมหาลัย และไฟล์รายละเอียดต่างๆอยู่ในนั้นว่าเราต้องไปรายงานตัววันไหน และต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ถ้าเป็นมหาลัยอื่นจะประกาศผลทางจดหมาย ระหว่างรอผลออกก็อาจจะไปไหนไม่ได้ต้องอยู่รอรับจดหมายที่บ้านอย่างเดียว 55 หลังจากรายงานตัวเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะให้ใบข้อมูลของกิจกรรมรับน้องมา ในใบนั้นก็บอกว่าเราต้องไปรับน้องกับคณะไหนแล้วก็สามารถไปดูรายละเอียดได้ในเว็บอะไร

IMG_3594

หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ก่อนมหาลัยจะเริ่มเปิดทำการเรียนการสอน ก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งการรับน้อง หรือที่ในเยอรมนีเรียกกันว่า Orientierungsphase (O-Phase) หรือ Orientation week ในภาษาอังกฤษ ซึ่งช่วง O-Phase นี้ก็จะเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนหน้าใหม่จะได้ทำความรู้จักและปรับตัวเข้ากับมหาลัยแห่งใหม่ เมืองแห่งใหม่ ชีวิตแบบใหม่ และเพื่อนๆใหม่ ซึ่งแต่ละมหาลัยในเยอรมนีก็จะให้ความสำคัญกับช่วง O-Phase นี้ไม่เหมือนกัน ส่วน KIT นี้ก็เป็นมหาลัยหนึ่งที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับ O-Phase มากๆ แต่ละคณะก็จะมี O-Phase เป็นของตัวเอง โดยที่ส่วนใหญ่ก็จะกินระยะเวลานานหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะเปิดเทอม แต่มีคณะ Machinenbau หรือวิศวะเครื่องกลอยู่คณะหนึ่งที่มีระยะเวลาช่วง O-Phase ยาวนานถึง 2 อาทิตย์!!

IMG_3606

ทีนี้ เนื่องจาก KIT เป็นมหาลัยที่มีคณะ (Studiengang) เยอะแยะมากมาย บางคณะก็เป็นคณะเล็กๆมีนักเรียนไม่กี่คน แต่บางคณะก็มีนักเรียนหลายร้อยคน เค้าเลยจับคณะที่มีเนื้อหาที่เรียนที่เกี่ยวข้องกันมารวมกันเป็นกลุ่มคณะ (Fachschaft) ยกตัวอย่างเช่น Fachschaft Maschinenbau หรือกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกล ก็จะประกอบไปด้วยคณะ Mechanical Engineering, Chemical and Process Engineering, Bioengineering, Material Science and Material Technology และ Mechatronics แล้วนักเรียนในคณะที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดนี้ก็จะสามารถไปร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงกิจกรรมรับน้องที่จัดขึ้นโดย Fachschaft Maschinenbau ได้

IMG_3819สำหรับคณะของเรา คือ Mechatronics หรือ Mechatronik und Informationstechnik ในภาษาเยอรมัน เป็นคณะที่มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ เป็นส่วนหนึ่งของทั้งกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกล (Fachschaft Maschinenbau) และกลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้า (Fachschaft Elektrotechnik) เพราะว่าคณะของเรามีเนื้อหาที่เรียนที่คาบเกี่ยวอยู่กับเนื้อหาที่เรียนของสองคณะนี้เท่าๆกัน ทำให้นักเรียนคณะ Mechatronics สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดโดยสองกลุ่มคณะนี้ได้หมด ช่วงรับน้องก็สามารถเลือกได้ว่าอยากไปร่วมกิจกรรมของกลุ่มคณะไหนตอนไหน ไม่จำเป็นต้องไปอยู่แต่กับกลุ่มคณะใดคณะหนึ่ง สมมติว่าวันจันทร์ตอนเช้า กลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลมีกิจกรรมที่เราสนใจ แต่วันจันทร์ตอนบ่าย กลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้ามีกิจกรรมที่น่าสนใจ ก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลตอนเช้า แล้วพอตอนบ่ายก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้าได้

ทีนี้มาพูดถึงในเรื่องของกิจกรรมในช่วง O-Phase กันว่าเป็นยังไงบ้าง พอพูดถึงเรื่องการรับน้อง ถ้าที่ไทยเราอาจจะนึกถึงภาพการแบ่งกลุ่มตบมือร้องเพลง เต้นแร้งเต้นกา เข้าด่านเล่นเกมส์ ตลกโปกฮา หรืออาจจะนึกถึงภาพฉากดราม่า มีรุ่นพี่มาว๊าก ทำโทษรุ่นน้อง ร้องห่มร้องไห้ การบังคับต้องไปเข้าร่วมทุกกิจกรรม ถ้าไม่ไปจะโดนตราหน้าว่าไม่รักสถาบัน ไม่รักรุ่นพี่ อะไรอย่างนั้นขึ้นมาเป็นอย่างแรก แต่ที่เยอรมนี หรืออย่างน้อยก็ที่ KIT กิจกรรมส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องการแนะนำสถานที่ แนะนำการใช้ชีวิต และทำความรู้จักกันจริงๆเป็นหลัก และใครจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้ กิจกรรมไหนที่ต้องการรู้จำนวนคนเข้าร่วมจริงๆก็จะใช้การให้ไปลงทะเบียนว่าใครจะไปบ้าง ส่วนในเรื่องเข้าฐานเพื่อความสนุกสนานอะไรพวกนี้ก็มีเหมือนกัน แต่จะกินเวลาอย่างมากก็แค่วันเดียวแล้วก็จะไม่มีมาร้องเพลงสันทนาการ เต้นแร้งเต้นกาอะไรเยอะแยะทั้งวันทั้งคืนเหมือนบ้านเรา แล้วเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องก็ไม่ได้แน่นแฟ้นอะไร อาจจะมีพี่กลุ่มนำเราทำกิจกรรมต่างๆที่เราคุยหรือถามอะไรเค้าก็ได้ แต่พอหลังจากจบ O-Phase ก็ตัวใครตัวมัน ใครอยากจะ keep in touch กับใครต่อไปก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีพี่รหัส น้องรหัส

IMG_4930

มาเริ่มกันที่กลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลกันก่อนดีกว่า มาดูกันว่าเค้าเตรียมกิจกรรมอะไรไว้ต้อนรับนักเรียนใหม่กันบ้าง

สำหรับกลุ่มวิศวะเครื่องกล หรือ Fachschaft Maschinenbau ก็เป็นกลุ่มคณะที่มี O-Phase ยาวนานกว่าคณะอื่นถึง 2 เท่า คือ 2 สัปดาห์ กับอีก 1 วัน และยังเริ่ม O-Phase ก่อนคณะอื่นหนึ่งสัปดาห์ด้วย กิจกรรมหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของ O-Phase ก็คือคอร์สเลขเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาลัย (Mathe Vorkurs) ซึ่งเป็นเหมือนกับการมาเรียนในมหาลัยในห้องเลคเชอร์ปกติเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อวัน ทั้งหมด 7 ครั้ง อาทิตย์แรก 3 ครั้ง อาทิตย์ที่สอง 4 ครั้ง ใครจะมาก็ได้ไม่มาก็ได้ เนื้อหาก็เป็นเหมือนกับการปูพื้นฐาน ทบทวนสิ่งที่เรียนมาตอนม.ปลาย แล้วก็เกริ่นถึงเรื่องที่จะเรียนในมหาลัย หลังจากเรียนเสร็จแต่ละครั้งก็จะมีคาบ Tutorium ต่อ ซึ่งกินเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในคาบ Tutorium นี้ นักเรียนทั้งหมดจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆแล้วก็ส่งไปยังห้องเรียนประจำกลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีติวเตอร์ประจำกลุ่มซึ่งก็เป็นรุ่นพี่ในมหาลัยนั่นเอง คาบ Tutorium จะเป็นคาบสำหรับการทำโจทย์ที่อาจารย์ผู้สอนแจกมาให้ และติวเตอร์ของแต่ละกลุ่มก็จะมีหน้าที่คอยชี้แนะเวลามีใครมีข้อสงสัย แล้วก็เฉลยคำตอบในตอนท้ายของคาบ ซึ่งกิจกรรม Mathe Vorkurs นี้ เอาจริงๆเราว่าจุดประสงค์ก็คือเพื่อเป็นการจำลองการเรียนการสอนในมหาลัยนั่นแหละ เพื่อทำให้นักเรียนมีความคุ้นเคยกับการเรียนแบบเลคเชอร์และ Tutorium ก่อนจะเปิดเทอม เพราะในมหาลัย ทุกๆวิชาก็จะมีการเรียนแบบนี้หมด คือเรียนเลคเชอร์ในห้องกับอาจารย์ แล้วก็แบ่งกลุ่มไปทำโจทย์ในคาบ Tutorium ที่มีรุ่นพี่คอยให้คำปรึกษา ส่วนเนื้อหาของคอร์สก็ไม่จำเป็นต้องไปซีเรียสกับมันมากเพราะว่าตอนมหาลัยเปิดก็ต้องเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมดอยู่ดี

IMG_5300

วันแรกของ O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลก็เริ่มต้นด้วย Mathe Vorkurs เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปกินข้าว พอตอนบ่ายก็จะเป็นอารมณ์เข้าห้องประชุมฟังอาจารย์กล่าวต้อนรับ แล้วก็บรรยายเกี่ยวกับมหาลัย อะไรอย่างงี้ มี powerpoint มีเปิดคลิปเปิดเพลงประกอบอะไรพอเป็นพิธี มีเซอร์ไพรส์อะไรนิดหน่อยขำๆ แล้วก็ตามด้วยการที่มีนักเรียนรุ่นพี่มาพานักเรียนใหม่ไปเข้ากิจกรรมเข้าฐาน กิจกรรมเข้าฐานก็จะจัดอยู่แถวๆบริเวณปราสาท Karlsruhe และสวนด้านหน้าและด้านหลังปราสาท พวกเราก็ต้องพากันเดินจากบริเวณมหาลัยไปยังปราสาท หลังจากนั้นก็ต้องจับกลุ่มกันเองให้ได้กลุ่มประมาณสิบกว่าคน แล้วแต่ละกลุ่มก็จะถูกแจกจ่ายไปยังฐานต่างๆบริเวณรอบๆปราสาทกัน ทีนี้ สิ่งสำคัญของกิจกรรมเข้าฐานเลยก็คือ แอลกอฮอล์!!! ใครชอบดื่มเบียร์ ไม่ต้องเป็นห่วง มีเบียร์ฟรีให้ดื่มตลอดกิจกรรมแบบเต็มอิ่มไปเลยวันนี้ 5555 เริ่มตั้งแต่พอแบ่งกลุ่มเสร็จเค้าก็แจกเบียร์ให้ดื่มฟรีคนละขวดเลย ตามฐานต่างๆเค้าก็มีถังแช่เบียร์เตรียมไว้ให้ถ้าใครจะเอาเพิ่ม และที่สำคัญเลยคือในแต่ละฐานจะมีเกมบางเกมที่คนที่จะเล่นเกมนั้นต้องดื่มเบียร์ให้หมดขวดก่อนเริ่มเล่นทุกครั้ง 555 แล้วถ้ากลุ่มไหนชนะก็จะมีแจกเบียร์ให้กับทั้งกลุ่มอีก ถ้าใครไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็อาจจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากนิดนึง แต่เอาจริงๆก็ไม่ได้มีการบังคับให้ดื่มหรอก เราก็ดื่มไม่เก่งก็เลือกที่จะยืนเชียร์เฉยๆ ไม่ก็เลือกเล่นเกมที่ไม่ต้องดื่มเบียร์ก่อนเล่นแทน ส่วนเกมในฐานต่างๆก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย ก็อารมณ์ประมาณเข้าฐานที่ไทยแหละ มีเปียกบ้าง แต่ไม่มีเละ ไม่มีอะไรรุนแรง มีไฮไลท์ก็คือลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบในสวนหลังปราสาท แต่ว่าถ้าใครไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำก็ได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ทำกัน แต่ก็มีคนที่ทำบ้าง ก็เรียกความเฮฮากันไป หลังจากทำกิจกรรมเข้าฐานเสร็จแล้วก็จะมีรุ่นพี่มาปิ้งบาร์บีคิวให้มาซื้อกินถูกๆในมหาลัย ซึ่งใครจะไปนั่งดื่มกิน นั่งชิล นั่งคุยกันกับเพื่อนใหม่ที่นั่นก็ได้ แต่ใครอยากกลับบ้านก็กลับเลยก็ได้

IMG_3626IMG_3647 IMG_3645

แล้วก็จบลงไปแล้วกับกิจกรรมเข้าฐานของวันแรก กิจกรรมในวันต่อๆไปจนถึงวันสุดท้ายก็จะมีทั้งกิจกรรมบันเทิงและกิจกรรมสาระปะปนกันไป รายละเอียดต่างๆว่าแต่ละวันมีกิจกรรมอะไรบ้างก็สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บของกลุ่มคณะ กิจกรรมไหนที่เราสนใจก็ไปเข้าร่วมได้ ไม่มีการบังคับ กิจกรรมอื่นๆในสัปดาห์แรกของ O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลก็ประกอบไปด้วย ทัวร์เดินชมมหาลัยและทำความรู้จักกับอาคารเรียนต่างๆ ทัวร์ขี่จักรยานชมเมือง ทัวร์โรงเบียร์ของเมือง+ชิมเบียร์ กิจกรรมดูละครเวทีที่โรงละครเวทีของเมือง ทัวร์พิพิธภัณฑ์รถเบนซ์ในเมือง Stuttgart และทัวร์ Bar Crawl ซึ่งทัวร์ Bar Crawl ก็จะเป็นการแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มละประมาณ 20 คน แล้วรุ่นพี่ประจำกลุ่ม กลุ่มละ 3 คนก็จะพาเดินไปตามบาร์ต่างๆในเมือง ไปนั่งดื่ม นั่งคุย ทำความรู้จักกัน (ค่ากินค่าดื่มต้องออกเอง รุ่นพี่ไม่ได้จ่ายให้) แล้วก็ปิดท้ายคืนนั้นด้วยการที่ทั้งคณะไปเจอกันที่คลับแห่งหนึ่งที่คืนนั้นเปิดให้สำหรับเด็กปีหนึ่งและรุ่นพี่จากกิจกรรมรับน้องของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลนี้โดยเฉพาะ แล้วก็ปาร์ตี้ยันเช้า 555 นอกจากกิจกรรมหลักๆของกลุ่มคณะแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมย่อยๆที่จัดแยกกันไปตามคณะ เช่น คณะ Mechatronics ของเราก็มีกิจกรรม Bar Crawl และกิจกรรมปิ้งบาร์บีคิวสำหรับเด็กคณะ Mechatronics เท่านั้น ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนในคณะที่จะได้เรียนด้วยกันในอนาคต นอกจากนี้ วันเสาร์แรกของ O-Phase ก็ยังมีกิจกรรมแข่งกีฬา (ฟุตบอล และ วอลเลย์บอล) ของนักเรียนใหม่ และวันอาทิตย์ก็มีกิจกรรมยิงปืนเลเซอร์ Lasertag

IMG_3917 IMG_3936 IMG_3943 IMG_3928

ส่วนกิจกรรมในสัปดาห์ที่สองก็ประกอบไปด้วย กิจกรรมแนะแนวสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ กิจกรรมพบปะทำความรู้จักสำหรับนักเรียนวิศวะเพศหญิง(ที่มีเป็นส่วนน้อยมากๆ)โดยเฉพาะ กิจกรรมกินเลี้ยงในร้านอาหารในเมือง+เล่นเกม+คาราโอเกะ กิจกรรมดูหนังในโรงหนังของมหาลัย กิจกรรมเล่นโบว์ลิ่งในร้านโบว์ลิ่งในเมือง กิจกรรมเกมไขปริศนา ทัวร์สถาบันวิจัยต่างๆในมหาลัย และปาร์ตี้ขนาดใหญ่ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลในโกดังสำหรับปาร์ตี้ของมหาลัย ยังไม่พอ วันเสาร์ยังมีทริปไปเที่ยวเมือง Strasbourg ในฝรั่งเศส แล้ววันอาทิตย์ก็มีทริปเดินป่า และทริปขี่จักรยานไปเที่ยวป่าดำให้เลือกเข้าร่วมอีก

IMG_3882IMG_3884IMG_3890

และไฮไลท์จริงๆของกิจกรรม O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลก็อยู่ที่วันสุดท้าย ซึ่งก็คือวันจันทร์นี่แหละ ไฮไลท์นี้ก็คือทริปหนึ่งวันเต็มใน Europapark สวนสนุกขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี ที่ไม่ต้องเสียค่าตั๋วและค่าเดินทางไปกลับซักเซ็นต์เพราะเจ้าของ Europapark ก็เป็นศิษย์เก่าของ KIT!!! ตื่นเต้นมากยังกับตอนเด็กๆที่โรงเรียนจะพาไปเที่ยวดรีมเวิลด์เลย 555
IMG_3978IMG_3984
IMG_4051IMG_3994 IMG_4007 IMG_4027IMG_4060

มาถึงกิจกรรม O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้ากันบ้าง O-Phase ของคณะนี้ก็จะเริ่มต้นหนึ่งอาทิตย์หลัง O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกล แล้วก็จะไปชนกับอาทิตย์ที่สองของ O-Phase ของวิศวะเครื่องกล แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามากเพราะว่ากิจกรรมไฮไลท์ๆของวิศวะเครื่องกลก็ถูกจัดไปไว้อาทิตย์แรกหมดแล้ว พอ O-Phase ของวิศวะไฟฟ้าเริ่มเราก็สามารถปลีกตัวออกมาร่วมกิจกรรมของวิศวะไฟฟ้าได้สบายๆ แต่ในความเป็นจริงคือแทบไม่ได้ไปเลย 555 เพราะว่ากิจกรรมมันคล้ายกันมาก แบบมีเข้าฐาน ปิ้งบาร์บีคิว ทัวร์มหาลัย ทัวร์จักรยาน ทัวร์โรงเบียร์ Bar Crawl แข่งกีฬา ปาร์ตี้ของวิศวะไฟฟ้า ฯลฯ อะไรที่มีใน O-Phase ของวิศวะไฟฟ้า ใน O-Phase ของวิศวะเครื่องกลมีหมด ตอนนั้นอารมณ์ประมาณอิ่มตัวมาจากอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว แล้วอากาศก็หนาวด้วย เราเลยอยู่บ้านเฉยๆซะเป็นส่วนใหญ่ รอเปิดเทอมอย่างเดียว แต่ก็แอบเสียดายที่จะได้ทำความรู้จักกับนักเรียนในคณะวิศวะไฟฟ้านิดนึง

IMG_3622

และแล้ว 2 อาทิตย์ของช่วงเวลาแห่งการรับน้องก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนทุกวันนี้ยังนึกย้อนกลับไปอยู่เลยว่าเวลามันผ่านไปเร็วขนาดนี้เลยเหรอ ยังรู้สึกเหมือนว่าเมื่อวานนี้เรายังเป็นน้องใหม่ ไปเดินเข้าฐาน ดื่มเบียร์ฟรี ทำกิจกรรมต่างๆสนุกสนานกันอยู่เลย หลังจากจบกิจกรรม O-Phase ไปก็ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆเยอะขึ้นมาก ทั้งคนเยอรมัน ทั้งคนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อนในคณะเดียวกันที่ทุกวันนี้ก็ยังเจอหน้า ยังทักทาย ยังนั่งเรียนด้วยกันอยู่ เราว่าสิ่งสำคัญที่สุดของ O-Phase ก็คือการหาเพื่อนใหม่นี่แหละ เพราะพอเปิดเรียนแล้วก็จะต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน เรียนเสร็จ หมดเวลา แยกย้าย โอกาสที่จะได้มาทำความรู้จักกันมีน้อยมาก ถ้าเราไปเรียนแบบไม่รู้จักใครเลยก็จะแอบโดดเดี่ยวนิดนึง นั่งเรียนคนเดียว อะไรงี้ ถ้าเรารู้จักคนมาแล้วก็ยังมีแบบ เดินเข้าห้องเลคเชอร์เจอคนรู้จัก เฮ้ยนั่งไหน ไปนั่งกัน อะไรอย่างงี้บ้าง แล้วก็ยังมีเพื่อนคอยให้ถามนู่นถามนี่ ให้ไว้คอยช่วยกันเรียน ช่วยจดเลคเชอร์ อะไรอย่างงี้อีก แล้วต่อๆไปก็จะต้องมีการจับกลุ่มทำงานกลุ่มอะไรงี้ด้วย ถ้ารู้จักใครมาก่อนแล้วก็อาจจะดีกว่า แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนโนะ

IMG_3617

สรุปแล้ว หลังจากจบ O-Phase ไปนี้เราก็ได้เพื่อนใหม่ทั้งในคณะเดียวกัน และต่างคณะมาหลายคนเลย ก็ถือว่าเป็นโชคดีของเราและนักเรียนใหม่คนอื่นๆมากที่มหาลัย KIT ให้ความสำคัญกับกิจกรรม O-Phase นี้เป็นพิเศษ และกิจกรรมโดยรวมก็ค่อนข้างสร้างสรรค์ น่าสนใจ และมีประโยชน์มากๆด้วย ก็จบลงไปแล้วกับเรื่องของกิจกรรมรับน้องในเยอรมนี พรุ่งนี้กำลังจะเปิดเทอมอีกครั้งหลังหยุดคริสต์มาสและปีใหม่มานาน ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเราไปเคาท์ดาวน์ที่ Berlin แล้วก็ไปเที่ยวเมือง Prague และเมือง Cesky Krumlov ในประเทศ Czech Republic มา ก็มีเรื่องที่น่าสนใจแล้วก็ภาพสวยๆเยอะแยะเลย เดี๋ยวมีเวลาเมื่อไหร่จะกลับมาเล่าเรื่องการเรียนในครึ่งเทอมที่ผ่านมา แล้วก็เรื่องทริปปีใหม่ที่ผ่านมาให้ฟัง สำหรับวันนี้ คงต้องลากันไปก่อน อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกันโนะ

IMG_3620

การเรียนใน Studienkolleg (4) : Feststellungsprüfung

ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญ ก็คือเรื่องของการสอบ Feststellungsprüfung หรือ FP

578226df959a1b2b089cdac26b1e588aหลังจากที่เราสอบทั้งหมดทั้งมวลในเทอมสองเสร็จแล้ว ก็จะยังมีการเรียนการสอนต่อไปอีกซักพัก ในช่วงนี้เหล่าครูผู้สอนก็จะมาทบทวนเนื้อหาสำคัญๆจากทั้งสองเทอมสำหรับเตรียมตัวสอบ FP ให้ (แล้วก็ทยอยกันประกาศคะแนนสอบที่ผ่านมาด้วย) ระหว่างนั้นก็จะมีใบสมัครสอบ FP มาให้กรอก สำหรับการสอบ FP นั้น วิชาบังคับที่ทุกคนต้องสอบคือวิชาเลข และวิชาภาษาเยอรมัน ส่วนอีกวิชานึง เราสามารถเลือกได้ว่าจะสอบวิชาฟิสิกส์ หรือวิชาประจำชั้นเรียนของเรา อย่างเช่นในกรณีของเรา ห้องเราเรียนวิชา Informatics เราสามารถเลือกได้ว่าจะสอบ FP วิชาเลข, เยอรมัน, ฟิสิกส์ หรือเลข, เยอรมัน, Informatics ตอนนั้นเราเลือกสอบฟิสิกส์เพราะว่าเนื้อหาไม่เยอะแล้วก็ค่อนข้างง่าย แล้วก็เพราะว่าเรียน Informatics ไม่รู้เรื่องอย่างแรงและขี้เกียจอ่านด้วย เนื้อหาเยอะมากกกกกกก ในการสอบวิชา เลข, ฟิสิกส์/เคมี/Informatics บรรยากาศก็จะเหมือนตอนสอบครั้งก่อนๆหน้าในระหว่างเรียนที่คอลเลจ แต่ว่าจะมีโจทย์และเวลาเพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่า (3 ชั่วโมง) ส่วนวิชาภาษาเยอรมันก็ไม่ได้มีอะไรพิศดาร เพียงแค่จับเอาการสอบทั้ง 4 พาร์ทมารวมกันในการสอบครั้งเดียวแค่นั้น หลังจากสอบทุกอย่างเสร็จก็จะมีเวลาว่างให้ได้หายใจหายคออีกประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนจะประกาศผลสอบและแจกประกาศนียบัตร

การตัดเกรดจบของ Studienkolleg

สำหรับการตัดเกรดจบของคอลเลจ เกรดเฉลี่ยจากเทอมสอง และเกรดจากการสอบ FP ในแต่ละวิชาจะถูกนำมาเฉลี่ยกัน ได้ออกมาเป็นเกรดจบที่จะถูกนำไปใช้สมัครเข้ามหาลัย ส่วนวิชาที่เราไม่ได้สอบ FP และวิชาแล็บหรือ Praktikum จะใช้เกรดเฉลี่ยจากเทอมนั้นเลย

ยกตัวอย่างเช่น

  • นาย ก ได้เกรดจากการสอบวิชาเลขในเทอมสองเป็น 2 และ 3 เกรดเฉลี่ยวิชาเลขของนาย ก จะเป็น (2+3)/2 = 2.5 แล้วถ้านาย ก สอบ FP วิชาเลขออกมาได้เกรด 3 เกรดจบวิชาเลขที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนาย ก จะเป็น (2.5+3)/2 = 2.7
  • นางสาว ข ได้เกรดจากการสอบวิชา Informatics ในเทอมสองเป็น 3 และ 4 และได้เกรดจากการพรีเซนต์เป็น 2 เกรดเฉลี่ยวิชา Informatics ของนางสาว ข จะเป็น (3+4+2)/3 = 3 แล้วถ้านางสาว ข สอบ FP วิชา Informatics ออกมาได้เกรด 4 เกรดจบวิชา Informatics ที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนางสาว ข จะเป็น (3+4)/2 = 3.5 แต่สมมติว่าถ้านางสาว ข ตัดสินใจไม่สอบ FP วิชา Informatics แล้วไปสอบ FP วิชาฟิสิกส์แทน เกรดจบวิชา Informatics ที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนางสาว ข จะเป็น 3

IMG_0598

Mündliche Prüfung (การสอบปากเปล่า)

ในช่วงเวลาระหว่างการสอบ FP กับการแจกประกาศนียบัตรนั้น อาจจะมีนักเรียนบางคนถูกเรียกมาสอบปากเปล่า แต่ว่าใครกันล่ะที่จะต้องมาสอบปากเปล่า? เหตุผลที่ทำให้ถูกเรียกมาสอบปากเปล่านั้นมีอยู่ 2 เหตุผลด้วยกัน นั่นก็คือ

  1. มีวิชาใดวิชาหนึ่งที่คิดเกรดจบออกมาแล้วได้แย่กว่า 4.0
  2. มีวิชาที่เกรดเฉลี่ยจากในเทอม และเกรดจาก FP ต่างกันมากกว่า 1.0

หลังจากสอบปากเปล่าเสร็จแล้ว เกรดจากการสอบปากเปล่าจะถูกนำไปรวมกับเกรดเฉลี่ยจากในเทอมและเกรดจาก FP แล้วหาค่าเฉลี่ยออกมา ได้เป็นเกรดจบอันใหม่

  • ถ้าหลังจากสอบ FP แล้วมีมากกว่าหนึ่งวิชาที่ได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 จะถือว่าสอบตก ต้องเรียนซ้ำใหม่ ไม่มีโอกาสสอบปากเปล่าด้วย
  • ถ้ามีวิชาใดวิชาหนึ่งที่ได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 พอสอบปากเปล่าเสร็จ เอาคะแนนไปเฉลี่ยรวมใหม่แล้วยังได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 อีก ก็ต้องไปสอบซ่อมตอนหนึ่งเดือนหลังพิธีรับประกาศนียบัตร เสร็จแล้วคะแนนจากการสอบนี้ก็จะถูกนำไปแทนที่คะแนนจาก FP ครั้งแรก แล้วก็คิดเป็นคะแนนจบออกมาอีกทีนึง ถ้ายังแย่กว่า 4.0 อีกก็ต้องซ้ำชั้น

เรื่องนี้จะเป็นคอนเซ็ปต์ที่เราเองก็ยังงงๆ 555 เอาเป็นว่าพยายามสอบให้ได้เกรดดีกว่า 4.0 ทุกครั้งแล้วก็อย่าให้เกรดเฉลี่ยจากในเทอมกับเกรดจาก FP ต่างกันมากกว่า 1.0 ละกัน ไม่รู้ว่าอธิบายเข้าใจดีรึเปล่า ถ้างงตรงไหนก็ถามมาในคอมเม้นละกันโนะ

ส่วนกระบวนการสอบปากเปล่าก็ไม่มีอะไรมาก เราต้องนั่งอยู่ในห้องกับครูผู้สอน เค้าจะให้โจทย์มาแล้วให้เวลาเราคิดซักพัก แล้วก็อธิบายเค้าไป(เป็นภาษาเยอรมัน)ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง แล้วครูผู้สอนก็อาจจะถามนู่นนี่นั่น แต่ถ้าเป็นข้อสอบปากเปล่าวิชาภาษาเยอรมันก็จะเป็นเหมือนกับสอบพูดธรรมดา ก็คือแนะนำตัว แล้วก็บรรยายภาพ บรรยายกราฟ อะไรเทือกนั้น

เคล็ดลับการสอบปากเปล่าให้ประสบผลสำเร็จคือทำใจร่มๆ ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องกังวล… เดี๋ยวนะ

พิธีรับประกาศนียบัตร

หลังจากการสอบทั้งหมดผ่านพ้นไป หากสุดท้ายเราสอบผ่าน เราก็สามารถมารับประกาศนียบัตรหรือใบจบได้ ซึ่งในวันรับใบจบนั้นก็จะมีพิธีการอะไรนิดๆหน่อยๆ มีการกล่าวขอบคุณฝ่ายต่างๆ กล่าวอำลาพอเป็นพิธี แล้วก็จะมีการแสดงเล็กๆน้อยๆจากนักเรียนในคอลเลจ แล้วก็จะมีพิธีมอบรางวัลให้กับนักเรียนที่ได้คะแนนดีในแต่ละวิชาด้วย ซึ่งรางวัลที่มีเกียรติที่สุดในพิธีนี้ก็คือรางวัลสำหรับคนที่ได้เกรดเฉลี่ยรวมทุกวิชาสูงที่สุดในคอลเลจ รางวัลที่จะได้ก็อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี ปีของเรารางวัลเป็นทุนการศึกษาจำนวน 500 ยูโร (ตาลุกวาว อยากได้บ้าง) ซึ่งคนที่ได้ไปก็เป็นนักเรียนชายจากประเทศรัสเซียที่มาจากห้องเรานี่เอง!

แล้วท้ายที่สุด ก็จะเป็นเวลาของการแจกใบจบ ซึ่งนักเรียนแต่ละห้องสามารถไปรับได้จากครูประจำชั้นของห้องของตัวเอง บนใบจบนั้นก็จะมีเกรดจบของแต่ละวิชา รวมทั้งเกรดวิชาแล็บ และเกรดเฉลี่ยรวมทุกวิชาบอกไว้ ใบจบนี้เราสามารถเอาไปใช้สมัครมหาลัยร่วมกับเอกสารอื่นๆและใบเกรดจากโรงเรียนม.ปลายจากไทยของเราได้ หลังจากรับใบจบแล้วก็สิ้นสุดกันทีหนึ่งปีของการเป็นนักเรียนต่างด้าวใน Studienkolleg สิ้นสุดกันทีกับ Awkward moment ทุกครั้งที่มีคนถามว่าตอนนี้เรียนอะไรอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี 55 หลังจากทุกคนรับใบจบกันเสร็จแล้วแล้วก็ได้เวลาถ่ายรูปหมู่ตามอัธยาศัย 555 ใจหายแว๊บ จะไม่ได้เจอเพื่อนบางคนอีกต่อไปแล้วหรือนี่ /ดราม่าแป๊บ

IMG_0387

สมัครเข้ามหาลัย

หลังจากเรียนจบจากคอลเลจแล้ว ก็ได้เวลาของการสมัครเข้ามหาลัยอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนการสมัครมหาลัยในครั้งนี้ก็เหมือนกับตอนที่เราสมัครเข้ามหาลัยก่อนจะมาเข้าเรียน Studienkolleg เลย (https://petchpetals.wordpress.com/2015/03/24/กว่าจะได้วีซ่า-2-สมัครมห/) เพียงแต่ว่าครั้งนี้เราต้องเพิ่มใบจบจาก Studienkolleg ลงไปในกองเอกสารเท่านั้น หลังจากส่งเอกสารทางไปรษณีย์ไปยังทุกมหาลัยที่เราต้องการจะสมัครแล้ว ก็รอผลปกติจนกว่าเค้าจะตอบรับมา แต่ครั้งนี้จะโล่งขึ้นมาหน่อยนึงตรงที่ว่าเราอยู่ที่เยอรมันแล้ว จะส่งจดหมายจะจัดการอะไรก็ทำได้เร็วกว่าตอนอยู่ไทย มีเรื่องหนึ่งที่ต้องระวัง ก็คือ หลายๆมหาลัยจะต้องการเอกสารที่ลงสำเนาถูกต้องจากหน่วยงานราชการ (Beglaubigung) ตอนอยู่ที่ไทยเราเอาไปทำที่สถานทูต ตอนอยู่ที่เยอรมันเราสามารถเอาไปทำที่ Bürgerbüro ได้

ตราประทับยืนยันสำเนาถูกต้อง

สำหรับมหาลัย KIT ที่นี่สามารถส่งสำเนาของเอกสารแบบไม่ต้องทำ Beglaubigung ได้เลย หลังจากเรารับใบจบมาแล้ว เราก็แค่เอาไปรวมกับสำเนาเอกสารอื่นๆกับรูปถ่าย ใส่ซองจดหมาย แล้วก็เอาไปยื่นให้พนักงานที่ International Students Office ของมหาลัยกับมือได้เลย เค้าก็จะช่วยตรวจเช็คให้ด้วยว่าเรามีเอกสารครบรึเปล่า ขาดอะไรไปบ้าง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย สะดวกมากๆ เราสมัครแค่ที่นี่ไปที่เดียวเลยเพราะขี้เกียจเตรียมเอกสารเพิ่ม 555 แต่จริงๆก็ชอบเมืองนี้มากๆอยู่แล้วด้วยแหละ แล้วก็อยากเรียนต่อที่นี่อยู่แล้ว เพราะตอนนี้ก็คุ้นเคย แล้วก็มีเพื่อนอยู่ที่นี่แล้วด้วย

หลังจากที่สมัครมหาลัยเสร็จ (หมดเขตสมัครวันที่ 15 กรกฎาคม) เราก็จะมีเวลาว่างยาวววว ไปจนเปิดเทอมเดือนตุลานู่น ก็เป็นช่วงเวลาให้ทำกิจกรรมต่างๆได้ตามอัธยาศัยอีก จะทำงาน จะไปเที่ยว หรือจะกลับบ้านก็ได้ ส่วนระยะเวลาจนกว่ามหาลัยจะประกาศผลก็ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาลัย อย่างที่ KIT ก็จะประกาศผลทางเว็บหลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน หลังจากประกาศผลแล้วก็ต้องมาดูอีกว่าเราต้องไปลงทะเบียนเรียนเมื่อไหร่ แล้วก็ต้องเอาใบตอบรับจากมหาลัยไปต่ออายุวีซ่าอีก ทำให้ช่วงปิดเทอมหลังจบ Studienkolleg นั้นเป็นช่วงที่ไม่เหมาะกับการกลับบ้านเพราะอาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่สำหรับเราค่อนข้างลงตัวแล้ว เพราะว่าสมัครแค่ที่ KIT ไปที่เดียว ผลสอบก็ออกทางเน็ตไม่ต้องอยู่บ้านคอยรอจดหมาย แถมวันลงทะเบียนก็รู้แน่ชัดแล้วว่าเป็นช่วงปลายกันยา ทำให้เราตัดสินใจกลับบ้าน (ตอนนี้ก็กำลังนั่งพิมพ์อยู่ที่ไทย 55) และนี่ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใน Studienkolleg Karlsruhe ไปจนถึงตอนสมัครเรียนมหาลัย

11112847_10203076323663750_3157078819293393737_n

สังคมใน Studienkolleg

ก่อนจะจบในส่วนของ Studienkolleg ไปขอพูดเรื่องสังคมที่นี่นิดนึงเพราะอาจจะมีคนสนใจ ปัญหาของการเรียนในคอลเลจก็คือนักเรียนทุกคนเป็นนักเรียนต่างชาติ มาจากคนละประเทศ คนที่มาจากประเทศเดียวกันก็จะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ทำให้แม้แต่ในห้องเรียนเดียวกันก็ยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ ถ้าอยากจะผู้มิตร อยากจะเข้ากลุ่มกับคนอื่นก็ต้องพยายาม+ทำใจหน่อย เพราะเวลาอยู่ในกลุ่มเพื่อนเค้าก็มักจะพูดภาษาแม่ของเค้ากัน แต่ก็มีเหมือนกันที่คนหลายๆประเทศมาจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน เรียน ทำกิจกรรมอะไรด้วยกัน หลังจากเปิดเทอม พอผ่านไปเรื่อยๆ สมาชิกในห้องก็จะเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น แต่ว่าก็จะไม่ได้สนิทกันมากเหมือนเพื่อนในโรงเรียนม.ปลายอะไรงี้ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็จะแตกต่างกันไป ครูบางคนก็ใจดีมาก ให้นักเรียนเรียกชื่อต้นเค้าได้เลย (ที่เยอรมัน คนที่ไม่สนิทกันจะเรียกกันด้วยนามสกุล) ครูบางคนก็นัดเด็กๆไปเตะบอลกันหลังเลิกเรียน ครูบางคนก็ตลก บางคนก็เคร่งขรึม ครูที่อีโก้จัด นักเรียนเกลียดเยอะๆก็มี 555 แต่เราไม่ได้เรียนกับเค้าเลยไม่มีอะไรมาเล่า แต่ว่าครูทุกคนก็เต็มที่กับการสอน แล้วก็เตรียมการสอน วางแผนการสอนมาอย่างดี

ในช่วงเทอมสองจะมีวันทัศนะศึกษารวมหนึ่งวัน ซึ่งในวันนี้นักเรียนจากทั้งคอลเลจจะเดินทางไปทำกิจกรรมอะไรบางอย่างร่วมกัน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วก็จะเป็นการไปปีนป่ายต้นไม้ที่ Waldseilpark Karlsruhe แบบในรูป (เพราะว่าไม่เคยมีใครเสนอไอเดียอื่นเลย) ในวันทัศนศึกษาทุกคนก็จะมาเจอกันที่คอลเลจแล้วก็เดินทางไปยัง Waldseilpark ด้วยกัน ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆก็ออกเอง แต่ว่าเค้าจะมีส่วนลดให้ วันนั้นเราไม่ได้ไป เพราะตื่นสาย 5555 เสียดายมาก แต่ก็ไม่ต้องเสียตังนะ /โหมดขี้งกทำงาน

Waldseilpark Karlsruhe

ก็จบลงไปแล้วกับประสบการณ์หนึ่งปีใน Studienkolleg Karlsruhe หวังว่าคงจะพอได้อรรถรส พอเห็นภาพกันบ้างว่าการเรียนที่นี่เป็นยังไง ไม่รู้เหมือนกันว่าที่คอลเลจที่อื่นมีอะไรเหมือนหรือแตกต่างจากที่นี่ยังไงบ้าง ถ้าเกิดว่ามีนักเรียนจากคอลเลจอื่นผ่านมาอ่านเจอก็มาเล่าในคอมเมนต์ได้โนะ ปิดฉากลงไปกับชีวิตนักเรียนคอลเลจ เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องการเดินทางข้ามประเทศเยอรมนี เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่เมือง Stockholm ประเทศสวีเดนกลับไทยของเรา ขอบอกเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ได้มีเสียเลือดเสียเนื้อกันบ้าง 555 แต่จะเกิดอะไรขึ้นนั้น อย่าลืมรอติดตามชม!!!!!

IMG_1671

การเรียนใน Studienkolleg (3) : เทอมที่สอง

2015-08-27_213730

ภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

หลังจากที่ได้พักผ่อน (รึเปล่า) ช่วงปิดเทอมไปอย่างเต็มอิ่มกันแล้ว ก็ถึงเวลาของภาคการศึกษาที่สองที่จะต้องจริงจังกับการเรียนกันจริงๆแล้ว เพราะว่าเกรดเฉลี่ยในเทอมนี้จะถูกนำไปใช้รวมกับเกรดเฉลี่ยจากโรงเรียนม.ปลายที่ไทยเพื่อสมัครเข้ามหาลัยต่อไป ในเทอมที่สองนี้การจัดห้องก็ยังเป็นแบบเดิม ไม่มีการเปลี่ยนห้องหรือคละห้อง แต่ว่าเพื่อนร่วมชั้นจากห้องเก่าของเราอาจจะไม่ได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน บางคนอาจจะต้องซ้ำชั้น หรือบางคนอาจจะลาออกไปด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ และก็อาจจะมีสมาชิกใหม่มาเรียนด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเด็กที่สอบตกในเทอมที่แล้ว ต้องกลับมาเรียนเทอมสองซ้ำใหม่ หรืออาจจะเป็นเด็กที่เพิ่งจะสอบเข้ามาแต่ว่าได้คะแนนดีมากจนเค้าให้ข้ามมาเรียนเทอมสองเลยก็ได้ (คิดว่ากรณีนี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กที่มาสอบเข้าตอนเทอมฤดูร้อน เพราะว่าคนที่เริ่มเรียนคอลเลจตอนฤดูร้อน ถ้าเรียนสองเทอมตามปกติก็จะเรียนจบคอลเลจตอนเทอมฤดูหนาว แล้วก็ต้องรอจนเทอมฤดูร้อนใหม่ที่มาถึงนี้ผ่านไปกว่าจะสมัครเข้ามหาลัยในเทอมฤดูหนาวถัดไปได้ เพราะว่ามหาลัยส่วนใหญ่จะเปิดรับนักเรียนใหม่ตอนเทอมฤดูหนาวเท่านั้น ถ้าเราสามารถกระโดดข้ามไปเรียนเทอมสองเลยได้ เราก็จะเรียนจบคอลเลจในเทอมฤดูร้อนนั้นและสามารถสมัครเข้ามหาลัยในเทอมฤดูหนาวที่มาถึงได้เลย สามารถประหยัดเวลาชีวิตไปได้ถึงหนึ่งปี แต่สำหรับเด็กที่มาเริ่มเรียนคอลเลจตอนเทอมฤดูหนาว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบกระโดดข้ามไปเรียนเทอมสอง เพราะถึงจะเรียนจบคอลเลจในเทอมฤดูหนาวนั้นแล้วก็ยังต้องอยู่ว่างๆรอไปอีกเทอมถึงจะสมัครเข้ามหาลัยในเทอมฤดูหนาวปีถัดไปได้อยู่ดี)

ในเรื่องของการเรียน ในเทอมสองนี้เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมีอะไรเข้มข้นมากขึ้นกว่าเทอมหนึ่งมากนัก บรรยากาศการเรียนก็ปกติ แค่อาจจะกดดันมากขึ้นเล็กน้อยเพราะว่าต้องตั้งใจทำเกรดให้ดีๆ แต่ว่าในเทอมสองนี้จะมีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา ก็คือชั่วโมงแล็บ (หรือ Praktikum) หนึ่งคาบต่อสัปดาห์ (ซึ่งหนึ่งคาบอาจจะยาวนานแค่ไหนก็ได้) ซึ่งสำหรับห้องที่เรียนเคมี จะมีเรียนแล็บเคมีเพิ่มขึ้นมา ส่วนสำหรับห้องที่เรียน Informatics จะมีสองแล็บ คือแล็บ Informatics กับแล็บ Electrotechnics แบ่งเป็นครึ่งๆ คือครึ่งแรกของเทอมจะเรียนแล็บ Informatics ส่วนครึ่งหลังจะเรียนแล็บ Electrotechnics หรือไม่ก็สลับกัน

อุปกรณ์ในการทำแล็บ Electrotechnics

อุปกรณ์ในการทำแล็บ Electrotechnics

เนื้อหาที่เรียนในเทอมสอง

วิชาเลข เทอมนี้จะเรียนเรื่อง อนุกรม อินทิเกรต แมตริกซ์ ภาคตัดกรวย และ Analytic Geometry ซึ่งเทอมนี้จะมีการสอบวิชาเลขแค่ 2 ครั้ง (เทอมแรกมีสอบเลข 3 ครั้ง) แล้วเทอมนี้ก็จะมีคาบวิชาเลขลดลงไปหนึ่งคาบ ทำให้มีเวลาว่างในสัปดาห์มากขึ้นมาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง! ถ้าคาบว่างนี้ไปอยู่ตอนเช้าก็จะมีเวลานอนยาวขึ้นหนึ่งวัน ถ้าคาบว่างนี้ไปอยู่ตอนเที่ยงก็จะเลิกเรียนเร็วหนึ่งวัน ขึ้นอยู่กับตารางสอนที่เค้าจัดมาให้

วิชาฟิสิกส์กลศาสตร์ จะเรียนเรื่องการเคลื่อนที่ของดวงดาว กฏของเคปเลอร์ การหมุน การเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาร์โมนิก

วิชาฟิสิกส์ไฟฟ้า จะเรียนเรื่องไฟฟ้ากระแส การคำนวณตัวนำ ตัวเก็บประจุ ตัวต้านทาน กฏของโอห์ม กฎของเคิร์ชฮอฟฟ์ ไรงี้ การต่อวงจรแบบต่างๆแล้วหาความต้านทาน หาความต่างศักย์ หาพลังงานไฟฟ้า ฯลฯ การเปลี่ยนวงจรไฟฟ้าจากรูปสามเหลี่ยมเป็นรูปตัว Y

วิชา Informatics อันนี้จะพิเศษหน่อย เพราะในเทอมนี้ครูจะกำหนดหัวข้อเรื่องที่ต้องเรียนมา แล้วให้นักเรียนเลือกหัวข้อไปหาข้อมูลแล้วมาพรีเซนต์หน้าห้องเพื่อสอนเพื่อนคนอื่นๆเอง โดยที่ครูผู้สอนอ้างให้เหตุผลว่านักเรียนจะได้ฝึกการนำเสนอเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อต้องเข้าไปเรียนในมหาลัย ในแต่ละคาบ นักเรียนแต่ละคนก็จะมาพรีเซนต์หัวข้อของตัวเอง ซึ่งปกติก็จะใช้เวลาตั้งแต่ 45 นาทีขึ้นไป แต่บางคนก็พรีเซนต์ยาวมากกินเวลาไปจนเกินคาบนึง ต้องไปต่อเอาคาบหน้า และหลังจากพรีเซนต์เสร็จแล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้เพื่อนๆถาม (แต่ปกติจะไม่ค่อยมีใครถามเพราะฟังคนพรีเซนต์พูดไม่รู้เรื่อง 555) แล้วก็ให้ครูถามด้วย ซึ่งก็ควรจะตอบให้ได้ ถ้าใครพรีเซนต์เสร็จเร็ว ถามตอบกันเสร็จแล้วก็ยังไม่หมดคาบ ครูก็จะมาอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่คนยังไม่ค่อยเข้าใจแล้วก็พูดเสริมในส่วนที่น่าสนใจให้ ในเรื่องของเนื้อหาที่แบ่งกันไปพรีเซนต์ก็จะมีหัวข้อหลากหลายกว้างขวางมาก ตั้งแต่โครงสร้างของคอมพิวเตอร์ โครงสร้างของระบบปฏิบัติการต่างๆ ภาษาต่างๆที่ใช้เขียนโปรแกรม อัลกอริธึม การทำงานของอินเตอร์เน็ต OSI, IP, TCP, DNS, Protocol ฯลฯ ไปจนถึงประวัติของอินเตอร์เน็ต การทำงานของไวรัสคอมพิวเตอร์ การทำงานของโปรแกรม Anti-Virus การทำงานของเว็บไซต์ที่ใช้ค้นหาข้อมูล การบีบอัดข้อมูล ไปจนถึง Artificial Intelligent และ Robotics พูดได้ว่าในทางทฤษฏี เรียนจบเทอมนี้ความรู้คอมพิวเตอร์เต็มเปี่ยม แต่ในทางปฏิบัติ… ฟังเพื่อนๆที่มาพรีเซนต์ยังฟังไม่ออกเลย T.T บางคนก็ยังพูดเยอรมันไม่คล่องเลย บางคนก็พูดพอได้แต่ว่าทำพรีเซนต์ออกมาง่อยมาก ส่วนคนที่ทำพรีเซนต์ออกมาดีก็มีอยู่บ้าง แต่ปกติเราเป็นคนไม่ค่อยตั้งใจเรียนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้ หลับ! สุดท้ายต้องมาตามอ่านเองก่อนสอบ อ่านไม่ทันอีก คือวิชานี้ผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียดจริงๆ 555

แล็บ Informatics จะเป็นการฝึกเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษา Java แบบเบื้องต้น เรียนในห้องคอม ครูจะไม่ค่อยสอนมาก แต่จะทำบทเรียนออนไลน์ไว้ให้แล้วใครสงสัยก็ให้ถามตัวต่อตัว

แล็บ Electrotechnics จะเป็นการต่อวงจรความต้านทานแล้วก็คำนวณค่าต่างๆออกมาแบบง่ายๆ ตรงส่วนคำนวณนี่อารมณ์เหมือนหัวข้อที่เรียนในฟิสิกส์ไฟฟ้าเลย ในแล็บนี้เค้าจะแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4-5 คน แต่ละกลุ่มต้องต่อวงจรตามที่เค้ากำหนด คำนวณ แล้วก็เขียนสรุปการทดลองส่ง

1797376_723375157783204_1104705656379860801_n

บรรยากาศระหว่างการพรีเซนต์วิชา Informatics ของจริงไม่มีซับนะ -o-

การสอบในเทอมสอง

สำหรับเทอมนี้ วิชาเลข ฟิสิกส์ และ เคมี/Informatics จะมีการสอบ 2 ครั้ง ส่วนวิชาภาษาเยอรมันจะมีการสอบแค่ 1 ครั้งเหมือนเดิม (แต่แบ่งเป็นสอบ 4 ครั้ง ครั้งละพาร์ท) กระบวนการสอบอะไรก็ปกติเหมือนเดิมเหมือนเทอมแรกทุกอย่าง การตัดเกรดก็เหมือนเดิมคือเอาเกรดจากการสอบทั้งสองครั้งมาเฉลี่ยกัน ส่วนวิชาภาษาเยอรมันก็เอาคะแนนจากทั้ง 4 พาร์ทมาเฉลี่ยกัน แต่สำหรับวิชา Informatics จะพิเศษหน่อยตรงที่จะมีคะแนนจากการพรีเซนต์มารวมด้วย หมายความว่าหลังจากเราพรีเซนต์เสร็จ อาจารย์จะให้คะแนนการพรีเซนต์ของเราแล้วก็ตัดเกรดออกมา เกรดเฉลี่ยท้ายเทอมของวิชา Informatics ก็จะเป็นเกรดเฉลี่ยของการสอบทั้งสองครั้งและการพรีเซนต์ สมมติว่าสอบ Informatics สองครั้ง ได้เกรด 4 กับ 5 แต่พรีเซนต์ได้เกรด 1 เกรดเฉลี่ยวิชา Informatics ก็จะออกมาเป็น (4+5+1)/3 = 3.3 ซึ่งปกติแล้วคะแนนจากการพรีเซนต์จะเป็นคะแนนช่วยสำหรับใครหลายๆคน เพราะส่วนใหญ่จะได้คะแนนสอบน้อยกัน และครูจะไม่ค่อยกดคะแนนพรีเซนต์เท่าไหร่

ในเทอมสองนี้จะมีการสอบแล็บเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งกำหนดการสอบจะไม่อยู่ในตารางสอบแต่ครูผู้สอบจะเป็นคนบอกเอง ในส่วนของแล็บ Informatics ในระยะเวลาครึ่งเทอมที่เรียนแล็บนั้น ครูจะให้เราเขียนเกมแบบง่ายๆขึ้นมาเกมนึงด้วยภาษา Java เกมอะไรก็ได้ แล้วก็เอาไปส่งตอนเรียนจบ คะแนนของแล็บนี้ก็จะมาจากชิ้นงานนี้ และไม่มีการสอบ ส่วนข้อสอบแล็บ Electrotechnics จะเป็นข้อสอบคำนวณแบบเดียวกับที่เรียนในแล็บเป๊ะเลย แค่พลิกแพลงมากขึ้นหน่อย แล้วคะแนนจากทั้งสองแล็บนี้ก็จะถูกเอามาเฉลี่ยกัน ได้ออกมาเป็นคะแนนแล็บรวม (คะแนน Praktikum)

จบเรื่องราวของเทอมที่สองใน Studienkolleg Karlsruhe เดี๋ยวตอนหน้าจะมาต่อด้วยเรื่องราวที่สำคัญที่สุดในการเรียนคอลเลจ ซึ่งก็คือเรื่องราวของการสอบ Feststellungsprüfung และสิ่งที่ต้องทำหลังจากสอบเสร็จกัน

IMG_7563