มหาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

Advertisements

กิจกรรมรับน้องในเยอรมนี

มาเด็กๆ วันนี้คุณลุงจะมาเล่าเรื่องการรับน้องในมหาลัยในเยอรมนีให้ฟัง เอาจริงๆก็หมายถึงแค่รับน้องในมหาลัย KIT นี่แหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่อื่นจะเป็นแบบนี้รึเปล่า 555 จริงๆตั้งแต่เริ่มเปิดเทอมจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาสามเดือนละ รายละเอียดต่างๆก็เยอะแยะมาก บางอย่างก็เลอะๆเลือนๆไปบ้างแล้วแต่ก็จะพยายามเล่าเท่าที่จำได้โนะ

IMG_3643

เริ่มต้นเลย สิ่งแรกที่เราต้องทำหลังจากมหาลัยรับแล้วก็คือการไปรายงานตัวนั่นเอง สำหรับมหาวิทยาลัย Karlsruhe Institute of Technology จะต่างจากมหาลัยส่วนใหญ่ตรงที่เค้าจะประกาศผลทางเน็ต คือเค้าจะส่งอีเมลล์มาบอกว่าผลออกแล้ว แต่เราต้องเข้าไปดูผลใน Portal ของเราในเว็บของมหาลัยที่เราสร้างเอาไว้ตอนสมัครเรียนเอง พอเข้าไปแล้วก็จะมีไฟล์ใบตอบรับจากมหาลัย และไฟล์รายละเอียดต่างๆอยู่ในนั้นว่าเราต้องไปรายงานตัววันไหน และต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ถ้าเป็นมหาลัยอื่นจะประกาศผลทางจดหมาย ระหว่างรอผลออกก็อาจจะไปไหนไม่ได้ต้องอยู่รอรับจดหมายที่บ้านอย่างเดียว 55 หลังจากรายงานตัวเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะให้ใบข้อมูลของกิจกรรมรับน้องมา ในใบนั้นก็บอกว่าเราต้องไปรับน้องกับคณะไหนแล้วก็สามารถไปดูรายละเอียดได้ในเว็บอะไร

IMG_3594

หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ก่อนมหาลัยจะเริ่มเปิดทำการเรียนการสอน ก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งการรับน้อง หรือที่ในเยอรมนีเรียกกันว่า Orientierungsphase (O-Phase) หรือ Orientation week ในภาษาอังกฤษ ซึ่งช่วง O-Phase นี้ก็จะเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนหน้าใหม่จะได้ทำความรู้จักและปรับตัวเข้ากับมหาลัยแห่งใหม่ เมืองแห่งใหม่ ชีวิตแบบใหม่ และเพื่อนๆใหม่ ซึ่งแต่ละมหาลัยในเยอรมนีก็จะให้ความสำคัญกับช่วง O-Phase นี้ไม่เหมือนกัน ส่วน KIT นี้ก็เป็นมหาลัยหนึ่งที่ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับ O-Phase มากๆ แต่ละคณะก็จะมี O-Phase เป็นของตัวเอง โดยที่ส่วนใหญ่ก็จะกินระยะเวลานานหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะเปิดเทอม แต่มีคณะ Machinenbau หรือวิศวะเครื่องกลอยู่คณะหนึ่งที่มีระยะเวลาช่วง O-Phase ยาวนานถึง 2 อาทิตย์!!

IMG_3606

ทีนี้ เนื่องจาก KIT เป็นมหาลัยที่มีคณะ (Studiengang) เยอะแยะมากมาย บางคณะก็เป็นคณะเล็กๆมีนักเรียนไม่กี่คน แต่บางคณะก็มีนักเรียนหลายร้อยคน เค้าเลยจับคณะที่มีเนื้อหาที่เรียนที่เกี่ยวข้องกันมารวมกันเป็นกลุ่มคณะ (Fachschaft) ยกตัวอย่างเช่น Fachschaft Maschinenbau หรือกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกล ก็จะประกอบไปด้วยคณะ Mechanical Engineering, Chemical and Process Engineering, Bioengineering, Material Science and Material Technology และ Mechatronics แล้วนักเรียนในคณะที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดนี้ก็จะสามารถไปร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงกิจกรรมรับน้องที่จัดขึ้นโดย Fachschaft Maschinenbau ได้

IMG_3819สำหรับคณะของเรา คือ Mechatronics หรือ Mechatronik und Informationstechnik ในภาษาเยอรมัน เป็นคณะที่มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ เป็นส่วนหนึ่งของทั้งกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกล (Fachschaft Maschinenbau) และกลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้า (Fachschaft Elektrotechnik) เพราะว่าคณะของเรามีเนื้อหาที่เรียนที่คาบเกี่ยวอยู่กับเนื้อหาที่เรียนของสองคณะนี้เท่าๆกัน ทำให้นักเรียนคณะ Mechatronics สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดโดยสองกลุ่มคณะนี้ได้หมด ช่วงรับน้องก็สามารถเลือกได้ว่าอยากไปร่วมกิจกรรมของกลุ่มคณะไหนตอนไหน ไม่จำเป็นต้องไปอยู่แต่กับกลุ่มคณะใดคณะหนึ่ง สมมติว่าวันจันทร์ตอนเช้า กลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลมีกิจกรรมที่เราสนใจ แต่วันจันทร์ตอนบ่าย กลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้ามีกิจกรรมที่น่าสนใจ ก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลตอนเช้า แล้วพอตอนบ่ายก็ไปเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้าได้

ทีนี้มาพูดถึงในเรื่องของกิจกรรมในช่วง O-Phase กันว่าเป็นยังไงบ้าง พอพูดถึงเรื่องการรับน้อง ถ้าที่ไทยเราอาจจะนึกถึงภาพการแบ่งกลุ่มตบมือร้องเพลง เต้นแร้งเต้นกา เข้าด่านเล่นเกมส์ ตลกโปกฮา หรืออาจจะนึกถึงภาพฉากดราม่า มีรุ่นพี่มาว๊าก ทำโทษรุ่นน้อง ร้องห่มร้องไห้ การบังคับต้องไปเข้าร่วมทุกกิจกรรม ถ้าไม่ไปจะโดนตราหน้าว่าไม่รักสถาบัน ไม่รักรุ่นพี่ อะไรอย่างนั้นขึ้นมาเป็นอย่างแรก แต่ที่เยอรมนี หรืออย่างน้อยก็ที่ KIT กิจกรรมส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องการแนะนำสถานที่ แนะนำการใช้ชีวิต และทำความรู้จักกันจริงๆเป็นหลัก และใครจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้ กิจกรรมไหนที่ต้องการรู้จำนวนคนเข้าร่วมจริงๆก็จะใช้การให้ไปลงทะเบียนว่าใครจะไปบ้าง ส่วนในเรื่องเข้าฐานเพื่อความสนุกสนานอะไรพวกนี้ก็มีเหมือนกัน แต่จะกินเวลาอย่างมากก็แค่วันเดียวแล้วก็จะไม่มีมาร้องเพลงสันทนาการ เต้นแร้งเต้นกาอะไรเยอะแยะทั้งวันทั้งคืนเหมือนบ้านเรา แล้วเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องก็ไม่ได้แน่นแฟ้นอะไร อาจจะมีพี่กลุ่มนำเราทำกิจกรรมต่างๆที่เราคุยหรือถามอะไรเค้าก็ได้ แต่พอหลังจากจบ O-Phase ก็ตัวใครตัวมัน ใครอยากจะ keep in touch กับใครต่อไปก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีพี่รหัส น้องรหัส

IMG_4930

มาเริ่มกันที่กลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลกันก่อนดีกว่า มาดูกันว่าเค้าเตรียมกิจกรรมอะไรไว้ต้อนรับนักเรียนใหม่กันบ้าง

สำหรับกลุ่มวิศวะเครื่องกล หรือ Fachschaft Maschinenbau ก็เป็นกลุ่มคณะที่มี O-Phase ยาวนานกว่าคณะอื่นถึง 2 เท่า คือ 2 สัปดาห์ กับอีก 1 วัน และยังเริ่ม O-Phase ก่อนคณะอื่นหนึ่งสัปดาห์ด้วย กิจกรรมหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของ O-Phase ก็คือคอร์สเลขเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาลัย (Mathe Vorkurs) ซึ่งเป็นเหมือนกับการมาเรียนในมหาลัยในห้องเลคเชอร์ปกติเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อวัน ทั้งหมด 7 ครั้ง อาทิตย์แรก 3 ครั้ง อาทิตย์ที่สอง 4 ครั้ง ใครจะมาก็ได้ไม่มาก็ได้ เนื้อหาก็เป็นเหมือนกับการปูพื้นฐาน ทบทวนสิ่งที่เรียนมาตอนม.ปลาย แล้วก็เกริ่นถึงเรื่องที่จะเรียนในมหาลัย หลังจากเรียนเสร็จแต่ละครั้งก็จะมีคาบ Tutorium ต่อ ซึ่งกินเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในคาบ Tutorium นี้ นักเรียนทั้งหมดจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆแล้วก็ส่งไปยังห้องเรียนประจำกลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีติวเตอร์ประจำกลุ่มซึ่งก็เป็นรุ่นพี่ในมหาลัยนั่นเอง คาบ Tutorium จะเป็นคาบสำหรับการทำโจทย์ที่อาจารย์ผู้สอนแจกมาให้ และติวเตอร์ของแต่ละกลุ่มก็จะมีหน้าที่คอยชี้แนะเวลามีใครมีข้อสงสัย แล้วก็เฉลยคำตอบในตอนท้ายของคาบ ซึ่งกิจกรรม Mathe Vorkurs นี้ เอาจริงๆเราว่าจุดประสงค์ก็คือเพื่อเป็นการจำลองการเรียนการสอนในมหาลัยนั่นแหละ เพื่อทำให้นักเรียนมีความคุ้นเคยกับการเรียนแบบเลคเชอร์และ Tutorium ก่อนจะเปิดเทอม เพราะในมหาลัย ทุกๆวิชาก็จะมีการเรียนแบบนี้หมด คือเรียนเลคเชอร์ในห้องกับอาจารย์ แล้วก็แบ่งกลุ่มไปทำโจทย์ในคาบ Tutorium ที่มีรุ่นพี่คอยให้คำปรึกษา ส่วนเนื้อหาของคอร์สก็ไม่จำเป็นต้องไปซีเรียสกับมันมากเพราะว่าตอนมหาลัยเปิดก็ต้องเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมดอยู่ดี

IMG_5300

วันแรกของ O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลก็เริ่มต้นด้วย Mathe Vorkurs เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปกินข้าว พอตอนบ่ายก็จะเป็นอารมณ์เข้าห้องประชุมฟังอาจารย์กล่าวต้อนรับ แล้วก็บรรยายเกี่ยวกับมหาลัย อะไรอย่างงี้ มี powerpoint มีเปิดคลิปเปิดเพลงประกอบอะไรพอเป็นพิธี มีเซอร์ไพรส์อะไรนิดหน่อยขำๆ แล้วก็ตามด้วยการที่มีนักเรียนรุ่นพี่มาพานักเรียนใหม่ไปเข้ากิจกรรมเข้าฐาน กิจกรรมเข้าฐานก็จะจัดอยู่แถวๆบริเวณปราสาท Karlsruhe และสวนด้านหน้าและด้านหลังปราสาท พวกเราก็ต้องพากันเดินจากบริเวณมหาลัยไปยังปราสาท หลังจากนั้นก็ต้องจับกลุ่มกันเองให้ได้กลุ่มประมาณสิบกว่าคน แล้วแต่ละกลุ่มก็จะถูกแจกจ่ายไปยังฐานต่างๆบริเวณรอบๆปราสาทกัน ทีนี้ สิ่งสำคัญของกิจกรรมเข้าฐานเลยก็คือ แอลกอฮอล์!!! ใครชอบดื่มเบียร์ ไม่ต้องเป็นห่วง มีเบียร์ฟรีให้ดื่มตลอดกิจกรรมแบบเต็มอิ่มไปเลยวันนี้ 5555 เริ่มตั้งแต่พอแบ่งกลุ่มเสร็จเค้าก็แจกเบียร์ให้ดื่มฟรีคนละขวดเลย ตามฐานต่างๆเค้าก็มีถังแช่เบียร์เตรียมไว้ให้ถ้าใครจะเอาเพิ่ม และที่สำคัญเลยคือในแต่ละฐานจะมีเกมบางเกมที่คนที่จะเล่นเกมนั้นต้องดื่มเบียร์ให้หมดขวดก่อนเริ่มเล่นทุกครั้ง 555 แล้วถ้ากลุ่มไหนชนะก็จะมีแจกเบียร์ให้กับทั้งกลุ่มอีก ถ้าใครไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็อาจจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากนิดนึง แต่เอาจริงๆก็ไม่ได้มีการบังคับให้ดื่มหรอก เราก็ดื่มไม่เก่งก็เลือกที่จะยืนเชียร์เฉยๆ ไม่ก็เลือกเล่นเกมที่ไม่ต้องดื่มเบียร์ก่อนเล่นแทน ส่วนเกมในฐานต่างๆก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย ก็อารมณ์ประมาณเข้าฐานที่ไทยแหละ มีเปียกบ้าง แต่ไม่มีเละ ไม่มีอะไรรุนแรง มีไฮไลท์ก็คือลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบในสวนหลังปราสาท แต่ว่าถ้าใครไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำก็ได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ทำกัน แต่ก็มีคนที่ทำบ้าง ก็เรียกความเฮฮากันไป หลังจากทำกิจกรรมเข้าฐานเสร็จแล้วก็จะมีรุ่นพี่มาปิ้งบาร์บีคิวให้มาซื้อกินถูกๆในมหาลัย ซึ่งใครจะไปนั่งดื่มกิน นั่งชิล นั่งคุยกันกับเพื่อนใหม่ที่นั่นก็ได้ แต่ใครอยากกลับบ้านก็กลับเลยก็ได้

IMG_3626IMG_3647 IMG_3645

แล้วก็จบลงไปแล้วกับกิจกรรมเข้าฐานของวันแรก กิจกรรมในวันต่อๆไปจนถึงวันสุดท้ายก็จะมีทั้งกิจกรรมบันเทิงและกิจกรรมสาระปะปนกันไป รายละเอียดต่างๆว่าแต่ละวันมีกิจกรรมอะไรบ้างก็สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บของกลุ่มคณะ กิจกรรมไหนที่เราสนใจก็ไปเข้าร่วมได้ ไม่มีการบังคับ กิจกรรมอื่นๆในสัปดาห์แรกของ O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลก็ประกอบไปด้วย ทัวร์เดินชมมหาลัยและทำความรู้จักกับอาคารเรียนต่างๆ ทัวร์ขี่จักรยานชมเมือง ทัวร์โรงเบียร์ของเมือง+ชิมเบียร์ กิจกรรมดูละครเวทีที่โรงละครเวทีของเมือง ทัวร์พิพิธภัณฑ์รถเบนซ์ในเมือง Stuttgart และทัวร์ Bar Crawl ซึ่งทัวร์ Bar Crawl ก็จะเป็นการแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มละประมาณ 20 คน แล้วรุ่นพี่ประจำกลุ่ม กลุ่มละ 3 คนก็จะพาเดินไปตามบาร์ต่างๆในเมือง ไปนั่งดื่ม นั่งคุย ทำความรู้จักกัน (ค่ากินค่าดื่มต้องออกเอง รุ่นพี่ไม่ได้จ่ายให้) แล้วก็ปิดท้ายคืนนั้นด้วยการที่ทั้งคณะไปเจอกันที่คลับแห่งหนึ่งที่คืนนั้นเปิดให้สำหรับเด็กปีหนึ่งและรุ่นพี่จากกิจกรรมรับน้องของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลนี้โดยเฉพาะ แล้วก็ปาร์ตี้ยันเช้า 555 นอกจากกิจกรรมหลักๆของกลุ่มคณะแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมย่อยๆที่จัดแยกกันไปตามคณะ เช่น คณะ Mechatronics ของเราก็มีกิจกรรม Bar Crawl และกิจกรรมปิ้งบาร์บีคิวสำหรับเด็กคณะ Mechatronics เท่านั้น ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนในคณะที่จะได้เรียนด้วยกันในอนาคต นอกจากนี้ วันเสาร์แรกของ O-Phase ก็ยังมีกิจกรรมแข่งกีฬา (ฟุตบอล และ วอลเลย์บอล) ของนักเรียนใหม่ และวันอาทิตย์ก็มีกิจกรรมยิงปืนเลเซอร์ Lasertag

IMG_3917 IMG_3936 IMG_3943 IMG_3928

ส่วนกิจกรรมในสัปดาห์ที่สองก็ประกอบไปด้วย กิจกรรมแนะแนวสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ กิจกรรมพบปะทำความรู้จักสำหรับนักเรียนวิศวะเพศหญิง(ที่มีเป็นส่วนน้อยมากๆ)โดยเฉพาะ กิจกรรมกินเลี้ยงในร้านอาหารในเมือง+เล่นเกม+คาราโอเกะ กิจกรรมดูหนังในโรงหนังของมหาลัย กิจกรรมเล่นโบว์ลิ่งในร้านโบว์ลิ่งในเมือง กิจกรรมเกมไขปริศนา ทัวร์สถาบันวิจัยต่างๆในมหาลัย และปาร์ตี้ขนาดใหญ่ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลในโกดังสำหรับปาร์ตี้ของมหาลัย ยังไม่พอ วันเสาร์ยังมีทริปไปเที่ยวเมือง Strasbourg ในฝรั่งเศส แล้ววันอาทิตย์ก็มีทริปเดินป่า และทริปขี่จักรยานไปเที่ยวป่าดำให้เลือกเข้าร่วมอีก

IMG_3882IMG_3884IMG_3890

และไฮไลท์จริงๆของกิจกรรม O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกลก็อยู่ที่วันสุดท้าย ซึ่งก็คือวันจันทร์นี่แหละ ไฮไลท์นี้ก็คือทริปหนึ่งวันเต็มใน Europapark สวนสนุกขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี ที่ไม่ต้องเสียค่าตั๋วและค่าเดินทางไปกลับซักเซ็นต์เพราะเจ้าของ Europapark ก็เป็นศิษย์เก่าของ KIT!!! ตื่นเต้นมากยังกับตอนเด็กๆที่โรงเรียนจะพาไปเที่ยวดรีมเวิลด์เลย 555
IMG_3978IMG_3984
IMG_4051IMG_3994 IMG_4007 IMG_4027IMG_4060

มาถึงกิจกรรม O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะไฟฟ้ากันบ้าง O-Phase ของคณะนี้ก็จะเริ่มต้นหนึ่งอาทิตย์หลัง O-Phase ของกลุ่มคณะวิศวะเครื่องกล แล้วก็จะไปชนกับอาทิตย์ที่สองของ O-Phase ของวิศวะเครื่องกล แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามากเพราะว่ากิจกรรมไฮไลท์ๆของวิศวะเครื่องกลก็ถูกจัดไปไว้อาทิตย์แรกหมดแล้ว พอ O-Phase ของวิศวะไฟฟ้าเริ่มเราก็สามารถปลีกตัวออกมาร่วมกิจกรรมของวิศวะไฟฟ้าได้สบายๆ แต่ในความเป็นจริงคือแทบไม่ได้ไปเลย 555 เพราะว่ากิจกรรมมันคล้ายกันมาก แบบมีเข้าฐาน ปิ้งบาร์บีคิว ทัวร์มหาลัย ทัวร์จักรยาน ทัวร์โรงเบียร์ Bar Crawl แข่งกีฬา ปาร์ตี้ของวิศวะไฟฟ้า ฯลฯ อะไรที่มีใน O-Phase ของวิศวะไฟฟ้า ใน O-Phase ของวิศวะเครื่องกลมีหมด ตอนนั้นอารมณ์ประมาณอิ่มตัวมาจากอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว แล้วอากาศก็หนาวด้วย เราเลยอยู่บ้านเฉยๆซะเป็นส่วนใหญ่ รอเปิดเทอมอย่างเดียว แต่ก็แอบเสียดายที่จะได้ทำความรู้จักกับนักเรียนในคณะวิศวะไฟฟ้านิดนึง

IMG_3622

และแล้ว 2 อาทิตย์ของช่วงเวลาแห่งการรับน้องก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนทุกวันนี้ยังนึกย้อนกลับไปอยู่เลยว่าเวลามันผ่านไปเร็วขนาดนี้เลยเหรอ ยังรู้สึกเหมือนว่าเมื่อวานนี้เรายังเป็นน้องใหม่ ไปเดินเข้าฐาน ดื่มเบียร์ฟรี ทำกิจกรรมต่างๆสนุกสนานกันอยู่เลย หลังจากจบกิจกรรม O-Phase ไปก็ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆเยอะขึ้นมาก ทั้งคนเยอรมัน ทั้งคนต่างชาติ โดยเฉพาะเพื่อนในคณะเดียวกันที่ทุกวันนี้ก็ยังเจอหน้า ยังทักทาย ยังนั่งเรียนด้วยกันอยู่ เราว่าสิ่งสำคัญที่สุดของ O-Phase ก็คือการหาเพื่อนใหม่นี่แหละ เพราะพอเปิดเรียนแล้วก็จะต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน เรียนเสร็จ หมดเวลา แยกย้าย โอกาสที่จะได้มาทำความรู้จักกันมีน้อยมาก ถ้าเราไปเรียนแบบไม่รู้จักใครเลยก็จะแอบโดดเดี่ยวนิดนึง นั่งเรียนคนเดียว อะไรงี้ ถ้าเรารู้จักคนมาแล้วก็ยังมีแบบ เดินเข้าห้องเลคเชอร์เจอคนรู้จัก เฮ้ยนั่งไหน ไปนั่งกัน อะไรอย่างงี้บ้าง แล้วก็ยังมีเพื่อนคอยให้ถามนู่นถามนี่ ให้ไว้คอยช่วยกันเรียน ช่วยจดเลคเชอร์ อะไรอย่างงี้อีก แล้วต่อๆไปก็จะต้องมีการจับกลุ่มทำงานกลุ่มอะไรงี้ด้วย ถ้ารู้จักใครมาก่อนแล้วก็อาจจะดีกว่า แต่อันนี้ก็แล้วแต่คนโนะ

IMG_3617

สรุปแล้ว หลังจากจบ O-Phase ไปนี้เราก็ได้เพื่อนใหม่ทั้งในคณะเดียวกัน และต่างคณะมาหลายคนเลย ก็ถือว่าเป็นโชคดีของเราและนักเรียนใหม่คนอื่นๆมากที่มหาลัย KIT ให้ความสำคัญกับกิจกรรม O-Phase นี้เป็นพิเศษ และกิจกรรมโดยรวมก็ค่อนข้างสร้างสรรค์ น่าสนใจ และมีประโยชน์มากๆด้วย ก็จบลงไปแล้วกับเรื่องของกิจกรรมรับน้องในเยอรมนี พรุ่งนี้กำลังจะเปิดเทอมอีกครั้งหลังหยุดคริสต์มาสและปีใหม่มานาน ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาเราไปเคาท์ดาวน์ที่ Berlin แล้วก็ไปเที่ยวเมือง Prague และเมือง Cesky Krumlov ในประเทศ Czech Republic มา ก็มีเรื่องที่น่าสนใจแล้วก็ภาพสวยๆเยอะแยะเลย เดี๋ยวมีเวลาเมื่อไหร่จะกลับมาเล่าเรื่องการเรียนในครึ่งเทอมที่ผ่านมา แล้วก็เรื่องทริปปีใหม่ที่ผ่านมาให้ฟัง สำหรับวันนี้ คงต้องลากันไปก่อน อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกันโนะ

IMG_3620

การเรียนใน Studienkolleg (4) : Feststellungsprüfung

ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญ ก็คือเรื่องของการสอบ Feststellungsprüfung หรือ FP

578226df959a1b2b089cdac26b1e588aหลังจากที่เราสอบทั้งหมดทั้งมวลในเทอมสองเสร็จแล้ว ก็จะยังมีการเรียนการสอนต่อไปอีกซักพัก ในช่วงนี้เหล่าครูผู้สอนก็จะมาทบทวนเนื้อหาสำคัญๆจากทั้งสองเทอมสำหรับเตรียมตัวสอบ FP ให้ (แล้วก็ทยอยกันประกาศคะแนนสอบที่ผ่านมาด้วย) ระหว่างนั้นก็จะมีใบสมัครสอบ FP มาให้กรอก สำหรับการสอบ FP นั้น วิชาบังคับที่ทุกคนต้องสอบคือวิชาเลข และวิชาภาษาเยอรมัน ส่วนอีกวิชานึง เราสามารถเลือกได้ว่าจะสอบวิชาฟิสิกส์ หรือวิชาประจำชั้นเรียนของเรา อย่างเช่นในกรณีของเรา ห้องเราเรียนวิชา Informatics เราสามารถเลือกได้ว่าจะสอบ FP วิชาเลข, เยอรมัน, ฟิสิกส์ หรือเลข, เยอรมัน, Informatics ตอนนั้นเราเลือกสอบฟิสิกส์เพราะว่าเนื้อหาไม่เยอะแล้วก็ค่อนข้างง่าย แล้วก็เพราะว่าเรียน Informatics ไม่รู้เรื่องอย่างแรงและขี้เกียจอ่านด้วย เนื้อหาเยอะมากกกกกกก ในการสอบวิชา เลข, ฟิสิกส์/เคมี/Informatics บรรยากาศก็จะเหมือนตอนสอบครั้งก่อนๆหน้าในระหว่างเรียนที่คอลเลจ แต่ว่าจะมีโจทย์และเวลาเพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่า (3 ชั่วโมง) ส่วนวิชาภาษาเยอรมันก็ไม่ได้มีอะไรพิศดาร เพียงแค่จับเอาการสอบทั้ง 4 พาร์ทมารวมกันในการสอบครั้งเดียวแค่นั้น หลังจากสอบทุกอย่างเสร็จก็จะมีเวลาว่างให้ได้หายใจหายคออีกประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนจะประกาศผลสอบและแจกประกาศนียบัตร

การตัดเกรดจบของ Studienkolleg

สำหรับการตัดเกรดจบของคอลเลจ เกรดเฉลี่ยจากเทอมสอง และเกรดจากการสอบ FP ในแต่ละวิชาจะถูกนำมาเฉลี่ยกัน ได้ออกมาเป็นเกรดจบที่จะถูกนำไปใช้สมัครเข้ามหาลัย ส่วนวิชาที่เราไม่ได้สอบ FP และวิชาแล็บหรือ Praktikum จะใช้เกรดเฉลี่ยจากเทอมนั้นเลย

ยกตัวอย่างเช่น

  • นาย ก ได้เกรดจากการสอบวิชาเลขในเทอมสองเป็น 2 และ 3 เกรดเฉลี่ยวิชาเลขของนาย ก จะเป็น (2+3)/2 = 2.5 แล้วถ้านาย ก สอบ FP วิชาเลขออกมาได้เกรด 3 เกรดจบวิชาเลขที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนาย ก จะเป็น (2.5+3)/2 = 2.7
  • นางสาว ข ได้เกรดจากการสอบวิชา Informatics ในเทอมสองเป็น 3 และ 4 และได้เกรดจากการพรีเซนต์เป็น 2 เกรดเฉลี่ยวิชา Informatics ของนางสาว ข จะเป็น (3+4+2)/3 = 3 แล้วถ้านางสาว ข สอบ FP วิชา Informatics ออกมาได้เกรด 4 เกรดจบวิชา Informatics ที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนางสาว ข จะเป็น (3+4)/2 = 3.5 แต่สมมติว่าถ้านางสาว ข ตัดสินใจไม่สอบ FP วิชา Informatics แล้วไปสอบ FP วิชาฟิสิกส์แทน เกรดจบวิชา Informatics ที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนางสาว ข จะเป็น 3

IMG_0598

Mündliche Prüfung (การสอบปากเปล่า)

ในช่วงเวลาระหว่างการสอบ FP กับการแจกประกาศนียบัตรนั้น อาจจะมีนักเรียนบางคนถูกเรียกมาสอบปากเปล่า แต่ว่าใครกันล่ะที่จะต้องมาสอบปากเปล่า? เหตุผลที่ทำให้ถูกเรียกมาสอบปากเปล่านั้นมีอยู่ 2 เหตุผลด้วยกัน นั่นก็คือ

  1. มีวิชาใดวิชาหนึ่งที่คิดเกรดจบออกมาแล้วได้แย่กว่า 4.0
  2. มีวิชาที่เกรดเฉลี่ยจากในเทอม และเกรดจาก FP ต่างกันมากกว่า 1.0

หลังจากสอบปากเปล่าเสร็จแล้ว เกรดจากการสอบปากเปล่าจะถูกนำไปรวมกับเกรดเฉลี่ยจากในเทอมและเกรดจาก FP แล้วหาค่าเฉลี่ยออกมา ได้เป็นเกรดจบอันใหม่

  • ถ้าหลังจากสอบ FP แล้วมีมากกว่าหนึ่งวิชาที่ได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 จะถือว่าสอบตก ต้องเรียนซ้ำใหม่ ไม่มีโอกาสสอบปากเปล่าด้วย
  • ถ้ามีวิชาใดวิชาหนึ่งที่ได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 พอสอบปากเปล่าเสร็จ เอาคะแนนไปเฉลี่ยรวมใหม่แล้วยังได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 อีก ก็ต้องไปสอบซ่อมตอนหนึ่งเดือนหลังพิธีรับประกาศนียบัตร เสร็จแล้วคะแนนจากการสอบนี้ก็จะถูกนำไปแทนที่คะแนนจาก FP ครั้งแรก แล้วก็คิดเป็นคะแนนจบออกมาอีกทีนึง ถ้ายังแย่กว่า 4.0 อีกก็ต้องซ้ำชั้น

เรื่องนี้จะเป็นคอนเซ็ปต์ที่เราเองก็ยังงงๆ 555 เอาเป็นว่าพยายามสอบให้ได้เกรดดีกว่า 4.0 ทุกครั้งแล้วก็อย่าให้เกรดเฉลี่ยจากในเทอมกับเกรดจาก FP ต่างกันมากกว่า 1.0 ละกัน ไม่รู้ว่าอธิบายเข้าใจดีรึเปล่า ถ้างงตรงไหนก็ถามมาในคอมเม้นละกันโนะ

ส่วนกระบวนการสอบปากเปล่าก็ไม่มีอะไรมาก เราต้องนั่งอยู่ในห้องกับครูผู้สอน เค้าจะให้โจทย์มาแล้วให้เวลาเราคิดซักพัก แล้วก็อธิบายเค้าไป(เป็นภาษาเยอรมัน)ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง แล้วครูผู้สอนก็อาจจะถามนู่นนี่นั่น แต่ถ้าเป็นข้อสอบปากเปล่าวิชาภาษาเยอรมันก็จะเป็นเหมือนกับสอบพูดธรรมดา ก็คือแนะนำตัว แล้วก็บรรยายภาพ บรรยายกราฟ อะไรเทือกนั้น

เคล็ดลับการสอบปากเปล่าให้ประสบผลสำเร็จคือทำใจร่มๆ ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องกังวล… เดี๋ยวนะ

พิธีรับประกาศนียบัตร

หลังจากการสอบทั้งหมดผ่านพ้นไป หากสุดท้ายเราสอบผ่าน เราก็สามารถมารับประกาศนียบัตรหรือใบจบได้ ซึ่งในวันรับใบจบนั้นก็จะมีพิธีการอะไรนิดๆหน่อยๆ มีการกล่าวขอบคุณฝ่ายต่างๆ กล่าวอำลาพอเป็นพิธี แล้วก็จะมีการแสดงเล็กๆน้อยๆจากนักเรียนในคอลเลจ แล้วก็จะมีพิธีมอบรางวัลให้กับนักเรียนที่ได้คะแนนดีในแต่ละวิชาด้วย ซึ่งรางวัลที่มีเกียรติที่สุดในพิธีนี้ก็คือรางวัลสำหรับคนที่ได้เกรดเฉลี่ยรวมทุกวิชาสูงที่สุดในคอลเลจ รางวัลที่จะได้ก็อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี ปีของเรารางวัลเป็นทุนการศึกษาจำนวน 500 ยูโร (ตาลุกวาว อยากได้บ้าง) ซึ่งคนที่ได้ไปก็เป็นนักเรียนชายจากประเทศรัสเซียที่มาจากห้องเรานี่เอง!

แล้วท้ายที่สุด ก็จะเป็นเวลาของการแจกใบจบ ซึ่งนักเรียนแต่ละห้องสามารถไปรับได้จากครูประจำชั้นของห้องของตัวเอง บนใบจบนั้นก็จะมีเกรดจบของแต่ละวิชา รวมทั้งเกรดวิชาแล็บ และเกรดเฉลี่ยรวมทุกวิชาบอกไว้ ใบจบนี้เราสามารถเอาไปใช้สมัครมหาลัยร่วมกับเอกสารอื่นๆและใบเกรดจากโรงเรียนม.ปลายจากไทยของเราได้ หลังจากรับใบจบแล้วก็สิ้นสุดกันทีหนึ่งปีของการเป็นนักเรียนต่างด้าวใน Studienkolleg สิ้นสุดกันทีกับ Awkward moment ทุกครั้งที่มีคนถามว่าตอนนี้เรียนอะไรอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี 55 หลังจากทุกคนรับใบจบกันเสร็จแล้วแล้วก็ได้เวลาถ่ายรูปหมู่ตามอัธยาศัย 555 ใจหายแว๊บ จะไม่ได้เจอเพื่อนบางคนอีกต่อไปแล้วหรือนี่ /ดราม่าแป๊บ

IMG_0387

สมัครเข้ามหาลัย

หลังจากเรียนจบจากคอลเลจแล้ว ก็ได้เวลาของการสมัครเข้ามหาลัยอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนการสมัครมหาลัยในครั้งนี้ก็เหมือนกับตอนที่เราสมัครเข้ามหาลัยก่อนจะมาเข้าเรียน Studienkolleg เลย (https://petchpetals.wordpress.com/2015/03/24/กว่าจะได้วีซ่า-2-สมัครมห/) เพียงแต่ว่าครั้งนี้เราต้องเพิ่มใบจบจาก Studienkolleg ลงไปในกองเอกสารเท่านั้น หลังจากส่งเอกสารทางไปรษณีย์ไปยังทุกมหาลัยที่เราต้องการจะสมัครแล้ว ก็รอผลปกติจนกว่าเค้าจะตอบรับมา แต่ครั้งนี้จะโล่งขึ้นมาหน่อยนึงตรงที่ว่าเราอยู่ที่เยอรมันแล้ว จะส่งจดหมายจะจัดการอะไรก็ทำได้เร็วกว่าตอนอยู่ไทย มีเรื่องหนึ่งที่ต้องระวัง ก็คือ หลายๆมหาลัยจะต้องการเอกสารที่ลงสำเนาถูกต้องจากหน่วยงานราชการ (Beglaubigung) ตอนอยู่ที่ไทยเราเอาไปทำที่สถานทูต ตอนอยู่ที่เยอรมันเราสามารถเอาไปทำที่ Bürgerbüro ได้

ตราประทับยืนยันสำเนาถูกต้อง

สำหรับมหาลัย KIT ที่นี่สามารถส่งสำเนาของเอกสารแบบไม่ต้องทำ Beglaubigung ได้เลย หลังจากเรารับใบจบมาแล้ว เราก็แค่เอาไปรวมกับสำเนาเอกสารอื่นๆกับรูปถ่าย ใส่ซองจดหมาย แล้วก็เอาไปยื่นให้พนักงานที่ International Students Office ของมหาลัยกับมือได้เลย เค้าก็จะช่วยตรวจเช็คให้ด้วยว่าเรามีเอกสารครบรึเปล่า ขาดอะไรไปบ้าง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย สะดวกมากๆ เราสมัครแค่ที่นี่ไปที่เดียวเลยเพราะขี้เกียจเตรียมเอกสารเพิ่ม 555 แต่จริงๆก็ชอบเมืองนี้มากๆอยู่แล้วด้วยแหละ แล้วก็อยากเรียนต่อที่นี่อยู่แล้ว เพราะตอนนี้ก็คุ้นเคย แล้วก็มีเพื่อนอยู่ที่นี่แล้วด้วย

หลังจากที่สมัครมหาลัยเสร็จ (หมดเขตสมัครวันที่ 15 กรกฎาคม) เราก็จะมีเวลาว่างยาวววว ไปจนเปิดเทอมเดือนตุลานู่น ก็เป็นช่วงเวลาให้ทำกิจกรรมต่างๆได้ตามอัธยาศัยอีก จะทำงาน จะไปเที่ยว หรือจะกลับบ้านก็ได้ ส่วนระยะเวลาจนกว่ามหาลัยจะประกาศผลก็ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาลัย อย่างที่ KIT ก็จะประกาศผลทางเว็บหลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน หลังจากประกาศผลแล้วก็ต้องมาดูอีกว่าเราต้องไปลงทะเบียนเรียนเมื่อไหร่ แล้วก็ต้องเอาใบตอบรับจากมหาลัยไปต่ออายุวีซ่าอีก ทำให้ช่วงปิดเทอมหลังจบ Studienkolleg นั้นเป็นช่วงที่ไม่เหมาะกับการกลับบ้านเพราะอาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่สำหรับเราค่อนข้างลงตัวแล้ว เพราะว่าสมัครแค่ที่ KIT ไปที่เดียว ผลสอบก็ออกทางเน็ตไม่ต้องอยู่บ้านคอยรอจดหมาย แถมวันลงทะเบียนก็รู้แน่ชัดแล้วว่าเป็นช่วงปลายกันยา ทำให้เราตัดสินใจกลับบ้าน (ตอนนี้ก็กำลังนั่งพิมพ์อยู่ที่ไทย 55) และนี่ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใน Studienkolleg Karlsruhe ไปจนถึงตอนสมัครเรียนมหาลัย

11112847_10203076323663750_3157078819293393737_n

สังคมใน Studienkolleg

ก่อนจะจบในส่วนของ Studienkolleg ไปขอพูดเรื่องสังคมที่นี่นิดนึงเพราะอาจจะมีคนสนใจ ปัญหาของการเรียนในคอลเลจก็คือนักเรียนทุกคนเป็นนักเรียนต่างชาติ มาจากคนละประเทศ คนที่มาจากประเทศเดียวกันก็จะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ทำให้แม้แต่ในห้องเรียนเดียวกันก็ยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ ถ้าอยากจะผู้มิตร อยากจะเข้ากลุ่มกับคนอื่นก็ต้องพยายาม+ทำใจหน่อย เพราะเวลาอยู่ในกลุ่มเพื่อนเค้าก็มักจะพูดภาษาแม่ของเค้ากัน แต่ก็มีเหมือนกันที่คนหลายๆประเทศมาจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน เรียน ทำกิจกรรมอะไรด้วยกัน หลังจากเปิดเทอม พอผ่านไปเรื่อยๆ สมาชิกในห้องก็จะเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น แต่ว่าก็จะไม่ได้สนิทกันมากเหมือนเพื่อนในโรงเรียนม.ปลายอะไรงี้ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็จะแตกต่างกันไป ครูบางคนก็ใจดีมาก ให้นักเรียนเรียกชื่อต้นเค้าได้เลย (ที่เยอรมัน คนที่ไม่สนิทกันจะเรียกกันด้วยนามสกุล) ครูบางคนก็นัดเด็กๆไปเตะบอลกันหลังเลิกเรียน ครูบางคนก็ตลก บางคนก็เคร่งขรึม ครูที่อีโก้จัด นักเรียนเกลียดเยอะๆก็มี 555 แต่เราไม่ได้เรียนกับเค้าเลยไม่มีอะไรมาเล่า แต่ว่าครูทุกคนก็เต็มที่กับการสอน แล้วก็เตรียมการสอน วางแผนการสอนมาอย่างดี

ในช่วงเทอมสองจะมีวันทัศนะศึกษารวมหนึ่งวัน ซึ่งในวันนี้นักเรียนจากทั้งคอลเลจจะเดินทางไปทำกิจกรรมอะไรบางอย่างร่วมกัน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วก็จะเป็นการไปปีนป่ายต้นไม้ที่ Waldseilpark Karlsruhe แบบในรูป (เพราะว่าไม่เคยมีใครเสนอไอเดียอื่นเลย) ในวันทัศนศึกษาทุกคนก็จะมาเจอกันที่คอลเลจแล้วก็เดินทางไปยัง Waldseilpark ด้วยกัน ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆก็ออกเอง แต่ว่าเค้าจะมีส่วนลดให้ วันนั้นเราไม่ได้ไป เพราะตื่นสาย 5555 เสียดายมาก แต่ก็ไม่ต้องเสียตังนะ /โหมดขี้งกทำงาน

Waldseilpark Karlsruhe

ก็จบลงไปแล้วกับประสบการณ์หนึ่งปีใน Studienkolleg Karlsruhe หวังว่าคงจะพอได้อรรถรส พอเห็นภาพกันบ้างว่าการเรียนที่นี่เป็นยังไง ไม่รู้เหมือนกันว่าที่คอลเลจที่อื่นมีอะไรเหมือนหรือแตกต่างจากที่นี่ยังไงบ้าง ถ้าเกิดว่ามีนักเรียนจากคอลเลจอื่นผ่านมาอ่านเจอก็มาเล่าในคอมเมนต์ได้โนะ ปิดฉากลงไปกับชีวิตนักเรียนคอลเลจ เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องการเดินทางข้ามประเทศเยอรมนี เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่เมือง Stockholm ประเทศสวีเดนกลับไทยของเรา ขอบอกเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ได้มีเสียเลือดเสียเนื้อกันบ้าง 555 แต่จะเกิดอะไรขึ้นนั้น อย่าลืมรอติดตามชม!!!!!

IMG_1671

การเรียนใน Studienkolleg (3) : เทอมที่สอง

2015-08-27_213730

ภาพประกอบที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

หลังจากที่ได้พักผ่อน (รึเปล่า) ช่วงปิดเทอมไปอย่างเต็มอิ่มกันแล้ว ก็ถึงเวลาของภาคการศึกษาที่สองที่จะต้องจริงจังกับการเรียนกันจริงๆแล้ว เพราะว่าเกรดเฉลี่ยในเทอมนี้จะถูกนำไปใช้รวมกับเกรดเฉลี่ยจากโรงเรียนม.ปลายที่ไทยเพื่อสมัครเข้ามหาลัยต่อไป ในเทอมที่สองนี้การจัดห้องก็ยังเป็นแบบเดิม ไม่มีการเปลี่ยนห้องหรือคละห้อง แต่ว่าเพื่อนร่วมชั้นจากห้องเก่าของเราอาจจะไม่ได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน บางคนอาจจะต้องซ้ำชั้น หรือบางคนอาจจะลาออกไปด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ และก็อาจจะมีสมาชิกใหม่มาเรียนด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเด็กที่สอบตกในเทอมที่แล้ว ต้องกลับมาเรียนเทอมสองซ้ำใหม่ หรืออาจจะเป็นเด็กที่เพิ่งจะสอบเข้ามาแต่ว่าได้คะแนนดีมากจนเค้าให้ข้ามมาเรียนเทอมสองเลยก็ได้ (คิดว่ากรณีนี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กที่มาสอบเข้าตอนเทอมฤดูร้อน เพราะว่าคนที่เริ่มเรียนคอลเลจตอนฤดูร้อน ถ้าเรียนสองเทอมตามปกติก็จะเรียนจบคอลเลจตอนเทอมฤดูหนาว แล้วก็ต้องรอจนเทอมฤดูร้อนใหม่ที่มาถึงนี้ผ่านไปกว่าจะสมัครเข้ามหาลัยในเทอมฤดูหนาวถัดไปได้ เพราะว่ามหาลัยส่วนใหญ่จะเปิดรับนักเรียนใหม่ตอนเทอมฤดูหนาวเท่านั้น ถ้าเราสามารถกระโดดข้ามไปเรียนเทอมสองเลยได้ เราก็จะเรียนจบคอลเลจในเทอมฤดูร้อนนั้นและสามารถสมัครเข้ามหาลัยในเทอมฤดูหนาวที่มาถึงได้เลย สามารถประหยัดเวลาชีวิตไปได้ถึงหนึ่งปี แต่สำหรับเด็กที่มาเริ่มเรียนคอลเลจตอนเทอมฤดูหนาว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบกระโดดข้ามไปเรียนเทอมสอง เพราะถึงจะเรียนจบคอลเลจในเทอมฤดูหนาวนั้นแล้วก็ยังต้องอยู่ว่างๆรอไปอีกเทอมถึงจะสมัครเข้ามหาลัยในเทอมฤดูหนาวปีถัดไปได้อยู่ดี)

ในเรื่องของการเรียน ในเทอมสองนี้เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมีอะไรเข้มข้นมากขึ้นกว่าเทอมหนึ่งมากนัก บรรยากาศการเรียนก็ปกติ แค่อาจจะกดดันมากขึ้นเล็กน้อยเพราะว่าต้องตั้งใจทำเกรดให้ดีๆ แต่ว่าในเทอมสองนี้จะมีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา ก็คือชั่วโมงแล็บ (หรือ Praktikum) หนึ่งคาบต่อสัปดาห์ (ซึ่งหนึ่งคาบอาจจะยาวนานแค่ไหนก็ได้) ซึ่งสำหรับห้องที่เรียนเคมี จะมีเรียนแล็บเคมีเพิ่มขึ้นมา ส่วนสำหรับห้องที่เรียน Informatics จะมีสองแล็บ คือแล็บ Informatics กับแล็บ Electrotechnics แบ่งเป็นครึ่งๆ คือครึ่งแรกของเทอมจะเรียนแล็บ Informatics ส่วนครึ่งหลังจะเรียนแล็บ Electrotechnics หรือไม่ก็สลับกัน

อุปกรณ์ในการทำแล็บ Electrotechnics

อุปกรณ์ในการทำแล็บ Electrotechnics

เนื้อหาที่เรียนในเทอมสอง

วิชาเลข เทอมนี้จะเรียนเรื่อง อนุกรม อินทิเกรต แมตริกซ์ ภาคตัดกรวย และ Analytic Geometry ซึ่งเทอมนี้จะมีการสอบวิชาเลขแค่ 2 ครั้ง (เทอมแรกมีสอบเลข 3 ครั้ง) แล้วเทอมนี้ก็จะมีคาบวิชาเลขลดลงไปหนึ่งคาบ ทำให้มีเวลาว่างในสัปดาห์มากขึ้นมาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง! ถ้าคาบว่างนี้ไปอยู่ตอนเช้าก็จะมีเวลานอนยาวขึ้นหนึ่งวัน ถ้าคาบว่างนี้ไปอยู่ตอนเที่ยงก็จะเลิกเรียนเร็วหนึ่งวัน ขึ้นอยู่กับตารางสอนที่เค้าจัดมาให้

วิชาฟิสิกส์กลศาสตร์ จะเรียนเรื่องการเคลื่อนที่ของดวงดาว กฏของเคปเลอร์ การหมุน การเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาร์โมนิก

วิชาฟิสิกส์ไฟฟ้า จะเรียนเรื่องไฟฟ้ากระแส การคำนวณตัวนำ ตัวเก็บประจุ ตัวต้านทาน กฏของโอห์ม กฎของเคิร์ชฮอฟฟ์ ไรงี้ การต่อวงจรแบบต่างๆแล้วหาความต้านทาน หาความต่างศักย์ หาพลังงานไฟฟ้า ฯลฯ การเปลี่ยนวงจรไฟฟ้าจากรูปสามเหลี่ยมเป็นรูปตัว Y

วิชา Informatics อันนี้จะพิเศษหน่อย เพราะในเทอมนี้ครูจะกำหนดหัวข้อเรื่องที่ต้องเรียนมา แล้วให้นักเรียนเลือกหัวข้อไปหาข้อมูลแล้วมาพรีเซนต์หน้าห้องเพื่อสอนเพื่อนคนอื่นๆเอง โดยที่ครูผู้สอนอ้างให้เหตุผลว่านักเรียนจะได้ฝึกการนำเสนอเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อต้องเข้าไปเรียนในมหาลัย ในแต่ละคาบ นักเรียนแต่ละคนก็จะมาพรีเซนต์หัวข้อของตัวเอง ซึ่งปกติก็จะใช้เวลาตั้งแต่ 45 นาทีขึ้นไป แต่บางคนก็พรีเซนต์ยาวมากกินเวลาไปจนเกินคาบนึง ต้องไปต่อเอาคาบหน้า และหลังจากพรีเซนต์เสร็จแล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้เพื่อนๆถาม (แต่ปกติจะไม่ค่อยมีใครถามเพราะฟังคนพรีเซนต์พูดไม่รู้เรื่อง 555) แล้วก็ให้ครูถามด้วย ซึ่งก็ควรจะตอบให้ได้ ถ้าใครพรีเซนต์เสร็จเร็ว ถามตอบกันเสร็จแล้วก็ยังไม่หมดคาบ ครูก็จะมาอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่คนยังไม่ค่อยเข้าใจแล้วก็พูดเสริมในส่วนที่น่าสนใจให้ ในเรื่องของเนื้อหาที่แบ่งกันไปพรีเซนต์ก็จะมีหัวข้อหลากหลายกว้างขวางมาก ตั้งแต่โครงสร้างของคอมพิวเตอร์ โครงสร้างของระบบปฏิบัติการต่างๆ ภาษาต่างๆที่ใช้เขียนโปรแกรม อัลกอริธึม การทำงานของอินเตอร์เน็ต OSI, IP, TCP, DNS, Protocol ฯลฯ ไปจนถึงประวัติของอินเตอร์เน็ต การทำงานของไวรัสคอมพิวเตอร์ การทำงานของโปรแกรม Anti-Virus การทำงานของเว็บไซต์ที่ใช้ค้นหาข้อมูล การบีบอัดข้อมูล ไปจนถึง Artificial Intelligent และ Robotics พูดได้ว่าในทางทฤษฏี เรียนจบเทอมนี้ความรู้คอมพิวเตอร์เต็มเปี่ยม แต่ในทางปฏิบัติ… ฟังเพื่อนๆที่มาพรีเซนต์ยังฟังไม่ออกเลย T.T บางคนก็ยังพูดเยอรมันไม่คล่องเลย บางคนก็พูดพอได้แต่ว่าทำพรีเซนต์ออกมาง่อยมาก ส่วนคนที่ทำพรีเซนต์ออกมาดีก็มีอยู่บ้าง แต่ปกติเราเป็นคนไม่ค่อยตั้งใจเรียนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้ หลับ! สุดท้ายต้องมาตามอ่านเองก่อนสอบ อ่านไม่ทันอีก คือวิชานี้ผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียดจริงๆ 555

แล็บ Informatics จะเป็นการฝึกเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษา Java แบบเบื้องต้น เรียนในห้องคอม ครูจะไม่ค่อยสอนมาก แต่จะทำบทเรียนออนไลน์ไว้ให้แล้วใครสงสัยก็ให้ถามตัวต่อตัว

แล็บ Electrotechnics จะเป็นการต่อวงจรความต้านทานแล้วก็คำนวณค่าต่างๆออกมาแบบง่ายๆ ตรงส่วนคำนวณนี่อารมณ์เหมือนหัวข้อที่เรียนในฟิสิกส์ไฟฟ้าเลย ในแล็บนี้เค้าจะแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4-5 คน แต่ละกลุ่มต้องต่อวงจรตามที่เค้ากำหนด คำนวณ แล้วก็เขียนสรุปการทดลองส่ง

1797376_723375157783204_1104705656379860801_n

บรรยากาศระหว่างการพรีเซนต์วิชา Informatics ของจริงไม่มีซับนะ -o-

การสอบในเทอมสอง

สำหรับเทอมนี้ วิชาเลข ฟิสิกส์ และ เคมี/Informatics จะมีการสอบ 2 ครั้ง ส่วนวิชาภาษาเยอรมันจะมีการสอบแค่ 1 ครั้งเหมือนเดิม (แต่แบ่งเป็นสอบ 4 ครั้ง ครั้งละพาร์ท) กระบวนการสอบอะไรก็ปกติเหมือนเดิมเหมือนเทอมแรกทุกอย่าง การตัดเกรดก็เหมือนเดิมคือเอาเกรดจากการสอบทั้งสองครั้งมาเฉลี่ยกัน ส่วนวิชาภาษาเยอรมันก็เอาคะแนนจากทั้ง 4 พาร์ทมาเฉลี่ยกัน แต่สำหรับวิชา Informatics จะพิเศษหน่อยตรงที่จะมีคะแนนจากการพรีเซนต์มารวมด้วย หมายความว่าหลังจากเราพรีเซนต์เสร็จ อาจารย์จะให้คะแนนการพรีเซนต์ของเราแล้วก็ตัดเกรดออกมา เกรดเฉลี่ยท้ายเทอมของวิชา Informatics ก็จะเป็นเกรดเฉลี่ยของการสอบทั้งสองครั้งและการพรีเซนต์ สมมติว่าสอบ Informatics สองครั้ง ได้เกรด 4 กับ 5 แต่พรีเซนต์ได้เกรด 1 เกรดเฉลี่ยวิชา Informatics ก็จะออกมาเป็น (4+5+1)/3 = 3.3 ซึ่งปกติแล้วคะแนนจากการพรีเซนต์จะเป็นคะแนนช่วยสำหรับใครหลายๆคน เพราะส่วนใหญ่จะได้คะแนนสอบน้อยกัน และครูจะไม่ค่อยกดคะแนนพรีเซนต์เท่าไหร่

ในเทอมสองนี้จะมีการสอบแล็บเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งกำหนดการสอบจะไม่อยู่ในตารางสอบแต่ครูผู้สอบจะเป็นคนบอกเอง ในส่วนของแล็บ Informatics ในระยะเวลาครึ่งเทอมที่เรียนแล็บนั้น ครูจะให้เราเขียนเกมแบบง่ายๆขึ้นมาเกมนึงด้วยภาษา Java เกมอะไรก็ได้ แล้วก็เอาไปส่งตอนเรียนจบ คะแนนของแล็บนี้ก็จะมาจากชิ้นงานนี้ และไม่มีการสอบ ส่วนข้อสอบแล็บ Electrotechnics จะเป็นข้อสอบคำนวณแบบเดียวกับที่เรียนในแล็บเป๊ะเลย แค่พลิกแพลงมากขึ้นหน่อย แล้วคะแนนจากทั้งสองแล็บนี้ก็จะถูกเอามาเฉลี่ยกัน ได้ออกมาเป็นคะแนนแล็บรวม (คะแนน Praktikum)

จบเรื่องราวของเทอมที่สองใน Studienkolleg Karlsruhe เดี๋ยวตอนหน้าจะมาต่อด้วยเรื่องราวที่สำคัญที่สุดในการเรียนคอลเลจ ซึ่งก็คือเรื่องราวของการสอบ Feststellungsprüfung และสิ่งที่ต้องทำหลังจากสอบเสร็จกัน

IMG_7563

การเรียนใน Studienkolleg (2) : การตัดเกรด

โพสต์นี้เราจะมาเล่าเรื่องของชีวิตการเรียนใน Studienkolleg Karlsruhe ต่อจากโพสต์ที่แล้วที่เขียนไว้นานมากๆแล้ว (https://petchpetals.wordpress.com/2014/12/07/การเรียนใน-studienkolleg/) ตอนที่เขียนโพสต์ที่แล้วเราเพิ่งเรียนผ่านไปแค่ครึ่งเทอมแรกเอง ส่วนตอนนี้ก็ผ่านมานานจนเรียนจบจนได้มหาลัยแล้วนะ 55 เดี๋ยวมาดูกันว่าเรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร กรั่กๆๆ

IMG_8757หลังจากที่ฤดูการสอบครั้งแรกผ่านไป ก็จะเป็นการเริ่มเรียนต่อกันเลยไม่มีวันหยุด หลังจากสอบเสร็จไม่กี่วัน ครูประจำวิชาก็จะค่อยๆทยอยประกาศคะแนนให้ได้ตื่นเต้นใจหายใจคว่ำกันไป ใครได้เยอะก็โล่ง ใครได้น้อยก็อย่าเพิ่งท้อใจไป แต่ตอนสอบครั้งต่อไปก็ต้องพยายามหน่อย เพราะเค้าจะเอาคะแนนสอบทุกครั้งในเทอมนั้นมาเฉลี่ยกันแล้วตัดเกรดแต่ละวิชา ยกตัวอย่างเช่น วิชาเคมี ถ้าสอบครั้งแรกได้เกรด 2 สอบครั้งที่สองได้เกรด 4 เกรดเฉลี่ยวิชาเคมีของเทอมแรกก็จะเป็น 3 ส่วนวิชาเลข ในเทอมแรกจะมีสอบ 3 ครั้ง ตอนคิดเกรดเฉลี่ยวิชาเลขตอนสิ้นเทอมก็เอาคะแนนสอบทั้ง 3 ครั้งนั้นมาเฉลี่ยกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับเทอมแรก แค่สอบให้ไม่ตกก็พอแล้ว (ให้เกรดเฉลี่ยของแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ต่ำสุด)

มาพูดถึงเรื่องการตัดเกรดที่ประเทศเยอรมนีนิดนึง คือที่ไทย เกรด 4 จะดีสุด และ เกรด 1 คือเกณฑ์ผ่านใช่ปะ แต่ที่เยอรมันจะกลับกัน คือเกรด 1 จะดีสุด และ เกรด 4 คือเกณฑ์ผ่าน ยกตัวอย่างที่คอลเลจ ที่นี่ข้อสอบส่วนใหญ่จะมีคะแนนเต็ม 30 คะแนน ถ้าได้คะแนนตั้งแต่ 25 ขึ้นไปจะได้เกรด 1 และเกณฑ์ผ่าน หรือคะแนนที่จะทำให้ได้เกรด 4 ก็คือ 10 คะแนน หมายความว่าถ้าสอบได้น้อยกว่า 10 คะแนนก็คือสอบตก แล้วก็การคิดเกรดของที่นี่จะไม่ได้คิดเป็นแค่จำนวนเต็ม 1, 2, 3, 4… แต่จะมีจุดทศนิยมด้วยหนึ่งตำแหน่ง (ถ้ามีต่ำแหน่งถัดๆไปให้ตัดทิ้งไปเลยเสมอ) ซึ่งสูตรการคิดเกรดสำหรับข้อสอบที่มีคะแนนเต็ม 30 คะแนนก็คือ “6 – (คะแนนที่ได้/5)” ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสอบได้ 12 คะแนน ก็จะได้เกรด 3.6

ในส่วนของวิชาภาษาเยอรมันจะมีการตัดเกรดที่ต่างจากวิชาอื่นๆ สำหรับวิชานี้จะแบ่งเป็น 4 พาร์ท คือ การฟัง การอ่าน การเขียน และแกรมมาร์ แต่ละเทอมจะมีการสอบวิชาภาษาเยอรมันแค่ครั้งเดียว แต่ว่าจะแบ่งเป็นการสอบ 4 ครั้ง ตามพาร์ท แต่ละพาร์ทจะมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน เกรดเฉลี่ยของการสอบวิชาภาษาเยอรมันก็จะมาจากการเอาเกรดของทั้ง 4 พาร์ทนี้มาเฉลี่ยกัน ซึ่งสำหรับแต่ละพาร์ท เกณฑ์การให้เกรดก็จะต่างกันไป หมายความว่าสมมติว่าพาร์ทการฟังกับการอ่านได้คะแนนเท่ากันคือ 99 เต็ม 100 ก็อาจจะได้เกรดไม่เท่ากันก็ได้ พาร์ทการฟังอาจได้เกรด 1 แต่พาร์ทการอ่านอาจได้เกรด 1.1 อะไรอย่างนี้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนแต่ละพาร์ท แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันหมดก็คือ เกณฑ์ผ่าน หรือเกรด 4 นั้นจะอยู่ที่ 60 คะแนน สมมติว่าถ้าเราได้คะแนนในพาร์ทการฟังน้อยกว่า 60 คะแนน เราก็สอบตกพาร์ทการฟัง แต่ถ้าเกิดว่าคะแนนเฉลี่ยทุกพาร์ทออกมามากกว่า 60 เปอร์เซนต์ เราก็สอบผ่านวิชาภาษาเยอรมัน (ถึงแม้ว่าจะตกพาร์ทการฟัง)

สรุปก็คือ สำหรับเทอมแรก ถ้าสอบออกมาเกรดเฉลี่ยของแต่ละวิชาไม่แย่กว่า 4 ก็สามารถผ่านไปเรียนเทอมที่สองได้แล้ว! แล้วเกรดเฉลี่ยของเทอมแรกก็จะไม่ถูกนำมาใช้อีก

IMG_4143

มาดูเรื่องเนื้อหาการเรียนของครึ่งหลังของเทอมนี้บ้างโนะ

สำหรับวิชาเลขจะเป็นเรื่องของเซต อสมการ จำนวนเชิงซ้อน ความสัมพันธ์แบบต่างๆ ฟังก์ชั่นตรีโกณมิติ ลำดับ และ การหาอนุพันธ์ของฟังก์ชัน (หรือดิฟนั่นแหละ)

สำหรับวิชาฟิสิกส์และอินฟอร์มาติกส์… ลืมไปแล้ว =[]=!!! เอาคร่าวๆละกันนะจำแบบละเอียดไม่ได้ วิชาฟิสิกส์เครื่องกลจะเป็นเรื่องของโมเมนตัม การชน สมดุลกล การเคลื่อนที่แบบโปรเจคไทล์ไรงี้มั้งจำไม่ได้ละ 55 แต่ว่ามันง่ายมากจริงๆไม่ต้องไปกังวล 5555 ส่วนฟิสิกส์ไฟฟ้าก็จะเน้นเรื่องการคำนวณศักย์ไฟฟ้าแบบแอบพิศดารไม่เคยเห็นที่ไทยมาก่อน แต่ก็ไม่ยากถ้าตั้งใจเรียน ส่วนอินฟอร์มาติกส์ก็จะเน้นเรื่องการใช้ Microsoft Excel, Microsoft Access, Database อะไรพวกนั้น (เรียนในห้องคอม) ส่วนในเรื่องทฤษฎีก็จะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ของคอมพิวเตอร์ วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน ประมาณนั้น

IMG_8679หลังจากจบเนื้อหาแล้วก็มาถึงการสอบ ซึ่งก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากมีการสอบวิชาภาษาเยอรมันมาแจมด้วย หลังจากสอบเสร็จหมดทุกวิชาแล้วก็จะยังมีการเรียนการสอนต่ออีกซักพัก ซึ่งเนื้อหาที่เรียนก็เป็นเนื้อหาเพิ่มเติมมาจากที่เรียนมาในเทอมแรก แต่ว่าก็จะไม่ได้เอาไปออกสอบ ระหว่างนั้นครูประจำวิชาก็จะค่อยๆทยอยประกาศคะแนนกันอีกครั้ง ถ้าเกิดว่าเกรดเฉลี่ยของของเราไม่มีวิชาไหนแย่กว่า 4 เลย ก็ผ่านเทอมแรก แต่ถ้ามีเกรดเฉลี่ยวิชาไหนแย่กว่า 4 ก็ต้องกลับมาสอบซ่อมวิชานั้นในช่วงปิดเทอม ถ้าซ่อมแล้วยังมีวิชาที่เกรดเฉลี่ยแย่กว่า 4 อยู่อีก เทอมหน้าก็ต้องกลับมาเรียนซ้ำเทอมแรกใหม่กับรุ่นน้อง และถ้าเรียนซ้ำแล้วยังสอบตก แล้วสอบซ่อมแล้วก็ยังไม่ผ่านอีกก็จะไม่สามารถเรียนทางสายวิทย์ในเยอรมันได้อีกต่อไป

การคิดเกรดใหม่หลังจากการสอบซ่อมจะเป็นการเอาเกรดที่ได้จากการสอบซ่อมไปแทนที่เกรดจากการสอบครั้งที่ได้คะแนนต่ำสุด แล้วคิดเกรดเฉลี่ยของวิชานั้นออกมาใหม่ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเกรดวิชาเลขจากการสอบทั้งสามครั้งในเทอมแรกของเราเป็น 4, 4, 4.6 อย่างงี้ เกรดเฉลี่ยวิชาเลขของเราก็จะออกมาเป็น 4.2 ซึ่งแย่กว่า 4 ก็หมายความว่าเราสอบตกวิชาเลข ต้องมาซ่อม แล้วถ้าเกิดว่าเกรดข้อสอบซ่อมวิชาเลขของเราออกมาเป็น 1 ตอนคิดเกรดเฉลี่ยใหม่เค้าก็จะเอา 1 ไปแทนที่ 4.6 ซึ่งเป็นเกรดจากครั้งที่แย่ที่สุด แล้วเกรดเฉลี่ยใหม่ก็จะออกมาเป็น (4+4+1)/3 = 3 ซึ่งก็หมายความว่าตอนนี้เราผ่านวิชาเลขแล้ว แต่สมมติว่าถ้าเกรดข้อสอบซ่อมวิชาเลขของเราออกมาเป็น 4.3 เกรดเฉลี่ยใหม่ก็จะออกมาเป็น (4+4+4.3)/3 = 4.1 ซึ่งยังต่ำกว่า 4 หมายความว่าเรายังไม่ผ่านและต้องกลับไปเรียนเทอมแรกซ้ำใหม่

หลังจากสอบผ่านเทอมแรกแล้ว เราก็จะมีปิดเทอมยาวประมาณหนึ่งเดือนให้ไปเที่ยว ทำงาน กลับบ้าน หรือทำอะไรก็ได้ตามอัธยาศัย ส่วนเราก็ไปเที่ยวยาวเกือบทั้งปิดเทอม กลายเป็น Europe Trip 2015 ไป แต่ก่อนจะเปิดเทอมใหม่ อย่าลืมลงทะเบียนเรียนแล้วก็จ่ายค่าเทอม ไม่งั้นจะโดนเค้าเตะออกจากคอลเลจ 555 โพสต์นี้ไว้แค่นี้ก่อนโนะเดี๋ยวโพสต์หน้าเรามาเริ่มเรื่องราวของเทอมที่สองใน Studienkolleg Karlsruhe กัน

IMG_8767

ค่ากินอยู่ในเยอรมนี (Karlsruhe, มี.ค. 58)

IMG_4507มาแล้ววว ตัวอย่างค่าใช้จ่ายทั้งหมดในหนึ่งเดือนในเยอรมัน นี่ก็พยายามประหยัดสุดๆแล้ว ไม่ดื่มไม่เที่ยวไม่ช้อป ถึงจะแอบตบะแตกตอนปลายเดือนนิดหน่อย 555 ไปดูกันดีกว่าว่าเดือนที่ผ่านมาเราใช้เงินกับอะไรไปบ้าง

สัปดาห์แรก

เริ่มต้นสัปดาห์มาด้วยการไปกินโดเนอร์กับเฟรนช์ฟรายในร้านอาหาร หมดไป 6.30 ยูโร หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าร้านอาหารอีกเลย กินที่โรงอาหารที่โรงเรียน บ้านเพื่อน หรือไม่ก็ทำกินเองที่บ้านตลอด ค่าอาหารที่โรงอาหารทั้งหมด 19.15 ยูโร ส่วนค่าใช้จ่ายตอนไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของใช้ทั้งหลายกับวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร ทั้งหมด 29.12 ยูโร แล้วก็ได้คืนมา 1 ยูโรจากเพื่อนตอนที่เค้ามากินข้าวบ้านเรา นอกจากนี้ก็มีค่าใช้เครื่องซักผ้าอีก 3.20 ยูโร (สำหรับการซักสี่ครั้ง)

สรุปว่าสัปดาห์แรกใช้เงินไป 56.77 ยูโร หรือประมาณ 2000 บาท

สัปดาห์ที่สอง

เริ่มต้นสัปดาห์มาด้วยการไปเที่ยว Freiburg กรั่กๆๆ ค่ารถบัสขาไป 5 ยูโร ขากลับแชร์รถกลับมา 7 ยูโร ค่าอาหารที่โรงอาหาร 15.95 ยูโร ค่าใช้จ่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต 16.70 ยูโร เติมเงินมือถือ 15 ยูโร (เดือนละประมาณ 8 ยูโร) ค่ากินขนมนอกบ้าน 6.5 ยูโร บริจาคเงินให้โบสถ์ที่ Freiburg 0.25 ยูโร แล้วก็ได้คืนมา 3 ยูโรจากเพื่อนตอนที่เค้ามากินข้าวบ้านเรา

สรุปว่าสัปดาห์ที่สองใช้เงินไป 63.40 ยูโร หรือประมาณ 2200 บาท

สัปดาห์ที่สาม

ค่าอาหารที่โรงอาหาร 19.35 ยูโร ค่าใช้จ่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต 13.32 ยูโร ไปดูหนังที่โรงหนัง 7 ยูโร (ราคาปกติ) ค่าถ่ายเอกสาร 0.45 ยูโร (น่าจะประมาณ 8 แผ่น)

สรุปว่าสัปดาห์ที่สามใช้เงินไป 40.12 ยูโร หรือประมาณ 1400 บาท

สัปดาห์ที่สี่

กินโดเนอร์กับเฟรนช์ฟรายในร้านอาหาร 6.30 ยูโร กินเบอร์เกอร์กับเฟรนช์ฟรายกับเบียร์ขวดเล็กในร้านอาหาร 12 ยูโร ค่าอาหารที่โรงอาหาร 21.15 ยูโร ค่าใช้จ่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต 19.95 ยูโร ค่ากินขนมนอกบ้าน 9.9 ยูโร ค่าถ่ายเอกสาร 1.4 ยูโร ค่าเบียร์ขวดเล็กอีกขวดนึง 3 ยูโร

สรุปว่าสัปดาห์ที่สี่ใช้เงินไป 74 ยูโร หรือประมาณ 2600 บาท

อีกสามวันที่เหลือ

วันแรก วันอาทิตย์ อยู่บ้านทำกับข้าว ไม่ได้ใช้เงิน

วันที่สองซื้อข้าวกลางวัน (น่องไก่ย่างกับเฟรนช์ฟรายและสลัด) กับนมหนึ่งกล่องที่โรงอาหาร 3.2 ยูโร แล้วก็ไปตัดผม (สระผมหนึ่งครั้งก่อนตัด) 10 ยูโร

วันที่สามซื้อข้าวกลางวันที่โรงอาหาร (พิซซ่าหน้าเห็ด แฮม ไส้กรอกซาลามี่) 2.3 ยูโร

สรุปว่าสามวันสุดท้ายนี้ใช้เงินไป 15.5 ยูโร หรือประมาณ 550 บาท

มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่ไม่ได้รวมอยู่ในนี้อีกก็คือ

– จักรยานมือสอง แถมไฟหน้า เครื่องนับกิโล กับที่ปัมพ์ลมยาง 70 ยูโร

– ซ่อมคอมพิวเตอร์ ค่าตรวจเช็ค 30 ยูโร ค่าลงวินโดว์ใหม่ 30 ยูโร ค่าซ่อมพัดลมระบายความร้อน 40 ยูโร

แล้วก็ค่าใช้จ่ายพื้นฐานอื่นๆ

ค่าห้อง – เดือนละ 290 ยูโร (ถือว่าราคาปานกลางไปถึงค่อนข้างถูกสำหรับเมืองนี้)

ค่าเน็ต – เดือนละ 7.5 ยูโร

ค่าประกันสุขภาพ – เดือนละประมาณ 40 ยูโร

ค่าเดินทาง – ฟรีเพราะว่ามหาลัยให้ตั๋วเดินทางมาใช้ได้ฟรีหนึ่งเทอมในฐานะนักเรียนใหม่

สรุปว่าเดือนนี้ใช้เงินไปทั้งหมด 587.29 ยูโร หรือประมาณ 20,700 บาท ไม่รวมค่าซื้อจักรยานกับซ่อมคอม

ตัวอย่างราคาของกินในเยอรมัน (เฉพาะเมือง Karlsruhe ซึ่งจัดว่าราคาอยู่ในระดับปานกลาง)

อาหารในโรงอาหารจะถูกกว่าข้างนอก จานนึงจะประมาณ 2.20-2.80 ยูโร

โดเนอร์แบบใส่ขนมปังถือกิน ราคา 3-4.50 ยูโร

โดเนอร์แบบใส่จาน ราคา 6.50 ยูโร

เฟรนช์ฟรายกล่อง ประมาณ 2-2.60 ยูโร

ไอศกรีม ก้อนละ 1 ยูโร ไม่ว่าจะใส่ถ้วยหรือโคน

มันฝรั่งกรุบกรอบ ถุงละประมาณ 0.69-2 ยูโร

Brezel ชิ้นละประมาณ 0.65 ยูโร

ข้าวหอมมะลิยี่ห้อหงษ์ทอง ซื้อที่ร้านเอเชีย 1 กิโลกรัม 2.89 ยูโร

กล้วยหอม 5 ลูก ประมาณ 2 ยูโร

นม 1 ลิตร ประมาณ 0.8-1.3 ยูโร

ตัดผมผู้ชาย เริ่มต้นที่ประมาณ 10 ยูโร

เบคอน 250 กรัม 1.65-2.50 ยูโร

เห็ดแชมปิญองสด 300 กรัม 2 ยูโร

เห็ดแชมปิญองกระป๋อง 200 กรัม 1-1.5 ยูโร

เนื้ออกไก่ 600 กรัม 3.60-5.50 ยูโร แล้วแต่ร้าน

ไอติมแบบถูก 300 กรัม 1.19 ยูโร

แอปเปิล 4 ลูก 1.60 ยูโร

ไข่ หนึ่งแพ็ค มี 6 ฟอง 1.50 ยูโร

ไส้กรอก 4 แท่ง 400 กรัม 2.50 ยูโร

ชุดผักสำหรับทำต้มยำ ซื้อที่ร้านเอเชีย (มีข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้า รวมกันหนัก 114 กรัม) 1.79 ยูโร

พริกเผา 114 กรัม 1.49 ยูโร

ชุดผักสำหรับทำซุปของเยอรมัน (มีแครอท พาร์สลีย์ กระเทียมต้น แล้วก็รากต้นพาร์ลีย์ 500 กรัม) 0.99 ยูโร

เส้นสปาเกตตี้ 500 กรัม 1-2 ยูโร

มะเขือเทศลูกใหญ่ รวมกันหนัก 500 กรัม 1.19 ยูโร

ซอส Bolognese สำหรับทำสปาเกตตี้ 420 กรัม 0.79 ยูโร

โค้ก 500 มิลลิลิตร 0.95 ยูโร บวกค่าขวดอีก 0.25 ยูโร ถ้าเอาขวดไปคืนก็ได้เงินคืน

เนื้อไก่งวงสับชั้นเล็กๆ 400 กรัม 4.39 ยูโร

ซุปสำเร็จรูปสำหรับละลายน้ำต้ม รสไก่ 6 ก้อน สำหรับน้ำ 3 ลิตร 1.79 ยูโร

ซุปก้อน รสเนื้อวัว 12 ก้อน สำหรับน้ำ 6 ลิตร 0.49 ยูโร (ทำไมถูกจัง สงสัยมีโปรอยู่ เดี๋ยวกลับไปเช็ค)

ซอสมะเขือเทศ 430 มิลลิลิตร 1.49 ยูโร

หัวหอมแพ็ครวมกัน 750 กรัม 1.49 ยูโร

 

พวกราคาอาหารนี่ ตามแต่ละซุปเปอร์มาร์เก็ตก็จะขายราคาไม่เท่ากัน ส่วนคุณจะภาพจะเป็นยังไง ร้านที่ขายแพงกว่าคุณภาพจะดีกว่ารึเปล่า อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน 555 ร้านที่แพงกว่าร้านอื่นคือ Edeka ส่วนร้านที่ขึ้นชื่อว่าถูกสุดคือ Aldi สำหรับราคาที่พิมพ์ไว้นี่ ของรายการไหนที่เคยไปซื้อหลายร้านและมีราคาเปรียบเทียบอยู่ ก็จะพิมพ์เป็นช่วงราคาไว้ ส่วนอันที่ไม่มีก็จะพิมพ์ไว้เป็นราคาเดียว แต่ก็คงพอได้ไอเดียคร่าวๆแล้วแหละเนอะ

IMG_3457

กว่าจะได้มาเยอรมัน (4) : ยื่นคำร้องขอวีซ่า

DSCF3640

หลังจากที่ได้ใบตอบรับจากมหาลัย และมีเงินในบัญชี Blocked Account เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาของการยื่นเอกสารเพื่อขอวีซ่า เย่ๆๆ

จริงๆแล้วขั้นตอนขอวีซ่าเนี่ยไม่มีอะไรยากเลย ไม่ต้องไปกลัวเจ้าหน้าที่กัดหัวอะไรทั้งนั้น เพราะแค่เตรียมเอกสารให้ครบตามที่บอกไว้ในเว็บ ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว (ขั้นตอนเตรียมเอกสารนี่แหละที่ยุ่งยาก = =”) ส่วนเจ้าหน้าที่จะถามอะไรบ้าง ถ้าเราเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างเองมาตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตอบไม่ได้ เค้าก็ถามคำถามธรรมดาๆแหละ จะไปทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ ฯลฯ

เอกสาร/หลักฐานเพื่อประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า (ฉบับจริง พร้อมสำเนา 2 ชุด):

  1. หนังสือเดินทางฉบับจริงที่ยังมีอายุการใช้ พร้อมสำเนา 2 ชุด (เฉพาะหน้าที่มีข้อมูลส่วนบุคคล) ในบางกรณีอาจต้องใช้หนังสือเดินทางเล่มเก่า
  2. รูปถ่ายแบบไบโอเมตริก  2 ใบ (มีปัญหามากอันนี้ เพราะบอกร้านถ่ายรูปปากเปียกปากแฉะว่าเอารูปแบบไบโอเมตริกก็ยังถ่ายออกมาผิด ถ้าอยากให้ชัวร์ก็มาถ่ายที่สถานทูตเลยก็ได้ แต่ราคาแพงกว่า แนะนำว่าให้ถ่ายมาเยอะๆ สำหรับเผื่อไว้เอามาใช้ที่เยอรมันด้วย เพราะที่เยอรมัน ถ่าย 4 รูป หกร้อยกว่าบาท = =”)
  3. แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าประเภท  National Visa ที่กรอกข้อความครบถ้วน 2 ฉบับ
    ต้องตอบคำถามทุกข้อ โปรดแจ้งที่อยู่ อีเมล์และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ พร้อมลงลายเซ็นที่หน้า 4 ของคำร้องด้วย ( http://www.bangkok.diplo.de/contentblob/478290/Daten/4777010/LangzeitApplication.pdf )
  4. หนังสือตอบรับให้เข้าศึกษา/ใบตอบรับการจองที่เรียนล่วงหน้าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาของนักศึกษาต่างชาติ (Studienkollegs)
  5. หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาทุกระดับที่ผ่านมา(ประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร) และคำแปลภาษาเยอรมัน
  6. หลักฐานการเงิน
  7. หลักฐานแสดงความรู้ภาษาเยอรมันระดับB1

จะเห็นได้ว่าตรงหลักฐานข้อ 4, 5 กับ 7 เราเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนจะสมัครเรียนแล้ว ส่วนข้อ 6 ก็มีแล้ว เป็นใบเปิดบัญชี Blocked Account ที่ธนาคาร Deutsche Bank ข้อ 1 ก็มีอยู่แล้ว ส่วนข้อ 3 กรอกแป๊บเดียวก็เสร็จ มีแค่ข้อ 2 รูปถ่ายที่ต้องไปถ่ายมาให้ถูกต้อง หน้าต้องบานที่สุดในชีวิต มีเถิกเปิดเถิก ผมที่มันกระเซอะกระเซิง รวบไปให้หมด

***อันนี้เป็นเอกสารสำหรับขอวีซ่าไปศึกษาต่อกรณีที่มีใบตอบรับจากมหาลัยแล้ว และสอบผ่านภาษาระดับ B1 แล้วเท่านั้นนะ ถ้าจะขอวีซ่าเพื่อไปเรียนโรงเรียนภาษา ข้อกำหนดจะต่างกัน อาจจะต้องยื่นเอกสารอื่นๆเพิ่มด้วย เช่นเรียงความบอกแรงบันดาลใจและเหตุผลจำเป็นที่ต้องไปเรียนภาษาที่ประเทศเยอรมัน

***ตอนเราขอวีซ่า เรายื่นเอกสารเรื่องที่อยู่ที่จะไปอยู่ในเยอรมันไปด้วย จริงๆในเว็บสถานทูตไม่มีบอกไว้แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่ DAAD บอกว่าให้ใส่ไปด้วย ตอนนั้นเราจะไปเช่าห้องต่อจากเพื่อนที่เยอรมันเป็นเวลาหนึ่งเดือน เราก็ให้เค้าส่งอีเมลล์เอกสารมาให้เรา 3 อย่าง คือ 1.สัญญาเช่าห้องของเค้า 2.หน้า Passport ของเค้า 3.จดหมายที่เค้าเขียนบอกว่าเค้าจะให้เราเช่าห้องตั้งแต่วันนี้ถึงวันนี้พร้อมลงลายเซ็น

หลังจากเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอวีซ่าเสร็จเรียบร้อย เราก็โทรไปนัดวันยื่นเอกสาร (ตอนไปทำอย่างอื่นที่สถานทูตนี่ไปได้เลย แต่ถ้าจะไปยื่นเอกสารขอวีซ่าต้องโทรจอง) ปรากฏว่าคิวสำหรับขอวีซ่าศึกษาต่อนี่ยาวไปเป็นเดือน =[]=” เหงื่อตกเลยเพราะว่าอีกไม่นานมากก็จะถึงวันเดินทางแล้ว ไหนจะต้องรอผลวีซ่าหลังจากไปยื่นเอกสารแล้วอีก บางคนก็ต้องรอเป็นเดือนๆกว่าจะได้ แต่ทำไงได้ จะไปเร่งคิวเค้าไม่ได้ เราก็นัดวันไปทางโทรศัพท์ พอถึงวันนัดก็ไปยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่ก็หยิบไปดูๆ อันไหนเค้าไม่เอาก็หยิบออก (ตอนนั้นเราแนบ Statement ทางการเงินจากธนาคารของพ่อแม่ไปด้วย แต่ว่าเค้าหยิบออก) แล้วเค้าก็ถามคำถามเกี่ยวกับเหตุผลที่จะไปนิดหน่อย พวกคำถามทั่วๆไปไม่ได้เจาะลึกเรื่องส่วนตัวอะไรเลย แล้วก็เก็บเอกสารไป แล้วก็ส่งใบแจ้งวันรับวีซ่าให้เรา ซึ่งปรากฏว่าวีซ่าชนิดที่เราขอ หรือวีซ่าศึกษาต่อสำหรับคนที่มีใบตอบรับจากมหาลัยแล้วเนี่ย ใช้เวลาแค่ 3 สัปดาห์ก็ได้แล้ว! คือทางสถานทูตต้องส่งเอกสารของเราไปที่ตม.ที่เยอรมันก่อน แต่ว่าถ้าตม.ไม่บอกปฏิเสธภายใน 3 สัปดาห์ เค้าก็จะออกวีซ่าได้เลย หลังจากนั้นเราก็จ่ายค่าธรรมเนียม น่าจะ 60 ยูโรนะ แล้วก็จบพิธีการขอวีซ่า

สุดท้ายก็ถึงวันนัด โชคดีที่ระหว่างนั้นไม่มีใครโทรมาบอกว่าวีซ่าเราโดนปฎิเสธ 55 ตอนไปรับวีซ่าก็แค่ต้องปรินท์ใบจองตั๋วเครื่องบิน กับหลักฐานประกันสุขภาพและอุบัติเหตุสำหรับช่วงเวลา 90 วันไป ซึ่งประกันสุขภาพก็สามารถไปทำได้ง่ายๆทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ปรินท์ออกมา เอาใบนั้นไปยื่นได้เลย รายชื่อบริษัทประกันภัยในไทยที่เป็นที่ยอมรับของสถานทูตก็สามารถไปดูได้ในลิงค์นี้ http://www.bangkok.diplo.de/contentblob/528222/Daten/4653034/Krankenversicherung.pdf

IMG_3486

และแล้วในที่สุด เราก็ได้วีซ่าสำหรับศึกษาต่อในเยอรมันมาครอบครอง โฮะๆๆๆ /ป้องปากหัวเราะ

ในที่สุด หลังจากที่รอคอยมาถึงเกือบหนึ่งปี ภาระต่างๆอันหนักอึ้งที่ต้องแบกไว้บนบ่าตั้งแต่เริ่มต้นตัดสินใจจะไปเรียนที่เยอรมันก็ถูกปลดปล่อยออกจากอก หนึ่งปีแห่งความพยายามทั้งหมดทั้งมวล หนึ่งปีแห่งการเดินทางข้ามผ่านจุดเปลี่ยนผันทั้งหมดของชีวิต ฝ่ากระแสเชี่ยวกรากของความไม่แน่นอนและความลังเลสงสัยต่างๆ ไปยังจุดหมายที่ก็มองไม่เห็นหน้าตา หนึ่งปีแห่งการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่รอเรียนภาษาจนสอบผ่านระดับ B1 รอผลตอบรับจากมหาลัย รอผลตอบรับจากธนาคาร ไปจนรอผลวีซ่า ในที่สุดความหวั่นใจเหล่านั้นก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว จากนี้ไปจะเป็นการก้าวต่อไปข้างหน้า ไปยังดินแดนแห่งใหม่ในอีกฟากหนึ่งของโลก ไปสู่การเริ่มต้นใหม่ ผู้คนใหม่ๆ วัฒธรรมและวิถีชีวิตแบบใหม่ ไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ในโลกของ Petch in Deutschland!

DSCF4359