บ้านหลังที่สี่ในเยอรมนี

20170509_212513.jpg

อ้างอิง https://petchpetals.wordpress.com/2014/10/27/การหาที่อยู่ในเยอรมัน/

ตั้งแต่เดินทางมาถึงประเทศเยอรมนีเมื่อสองปีกว่าที่แล้วนั้น เรามีที่อยู่ที่ลงทะเบียนกับทางการมาแล้ว 3 ที่ ที่แรกคือห้องในเมือง Munich ที่ไปเช่าต่อมาระหว่างที่เราเรียนภาษาเตรียมสอบเข้า Studienkolleg อยู่เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ที่ที่สองก็คือบ้านของโฮสต์จาก Couchsurfing ที่ Karlsruhe ที่เราไปอยู่มาพักหนึ่งหลังจากที่รู้ว่าสอบเข้า Studienkolleg ได้แล้ว และกำลังหาบ้านที่ Karlsruhe อยู่ (เค้าก็ใจดีให้เราเอาที่อยู่เค้าไปโมเมลงทะเบียนว่าเป็นบ้านที่อยู่เราเนอะ) และที่ที่สามก็คือห้องถาวรที่อยู่มานานสองปีกว่า อยู่มานานจนคนอื่นที่อยู่ชั้นเดียวกันและแชร์ห้องน้ำห้องครัวด้วยกันย้ายออกไปหมดแล้ว แล้วเราก็กลายเป็นผู้อยู่อาศัยที่อยู่มานานสุดในชั้นนั้นเลย 555 ตั้งแต่อยู่มาก็มีปัญหานั่นนี่บ้าง ก็ปัญหาทั่วๆไปที่มีเวลาคนมาอาศัยอยู่ด้วยกันอะแหละ แต่ว่าก็อยู่มาเรื่อยๆเพราะว่าเราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร จริงๆก็เคยลองหาๆที่อยู่ใหม่ทั้งจาก Wg-gesucht บ้าง จากห้องเช่านอกมหาลัยที่เค้าลงประกาศในเว็บของ Studierendenwerk บ้าง แต่ว่าก็ไม่เจอห้องที่ถูกใจ และที่สำคัญเลยคือไม่เจอห้องที่ราคาถูกลง 555 จะย้ายที่อยู่ทั้งที่ก็ต้องเลือกที่มันดีๆแล้วก็ราคาสมเหตุสมผลเพราะว่าต้องอยู่ไปอีกนานอะเนอะ

20170601_104728.jpg

วิวด้านหน้าบ้านหลังเก่า

อีกอย่าง ห้องที่เราอยู่ถ้าเทียบกับราคาห้องพักทั่วๆไปใน Karlsruhe ถือว่าราคาค่อนข้างถูก เลยหาห้องที่ถูกกว่ายาก จะไปตบตีแย่งห้องแบบ WG ที่ราคาถูกๆกับคนอื่นก็ขี้เกียจ ขี้เกียจจะเปลืองเวลา เปลืองพลังงานไปเขียนอีเมลล์บรรยายสรรพคุณตัวเอง กับไปสร้างความประทับใจแก่คนที่อาศัยใน WG คนเก่าๆเพื่อให้เอาชนะคนที่อยากอยู่ WG นั้นคนอื่นๆอีก ส่วนหอพักนักเรียนของ Studierendenwerk นั้น ส่งเมลล์สมัครไปสองสามรอบแล้วก็ไม่เห็นเคยได้เมลล์ตอบมาซักที แต่หลังๆมานี้เห็นเพื่อนเราที่สมัครไปแล้วก็ได้ห้อง ก็เลยลองส่งเมลล์สมัครไปอีกครั้งนึง แล้วคราวนี้ก็ต่างไปจากเดิม เพราะว่าจากเดิมที่ไม่เคยได้เมลล์ตอบกลับเลย คราวนี้กลับได้เมลล์จาก Studierendenwerk มาทุกเดือน ถามว่าเรายังต้องการห้องอยู่มั้ย ถ้าต้องการก็คลิก ถ้าไม่ต้องการก็ปล่อยไป เราก็คลิกต้องการไปทุกเดือน (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมครั้งก่อนๆที่เคยสมัครไปถึงไม่เคยได้เมลล์ตอบกลับอย่างนี้เลย) ผ่านมาประมาณ 4-5 เดือน เราก็ได้อีเมลล์มาบอกว่าตอนนี้มีห้องว่างอยู่ ถ้าสนใจก็ให้โทรมาเบอร์นี้!! ตอนนั้นคือดีใจมาก รีบโทรเลย พอโทรไปเค้าก็บอกว่าตอนนี้มีห้องขนาดนี้ ราคาเท่านี้ อยู่ที่ที่อยู่นี้ว่างอยู่นะ สนใจมั้ย ถ้าเล็กไป มีห้องใหญ่กว่า ขนาดนี้ ราคาเท่านี้ ที่อยู่นี้อยู่ เล็กไปมั้ย? ถ้าเล็กไปก็ยังมี ฯลฯ คือไม่ใช่ว่าจะมีว่างห้องเดียวอะ แต่มีอยู่หลายห้องให้ลองเลือกดูเลย (แต่อาจจะแล้วแต่ช่วง) ถ้าตกลงเลือกห้องขนาด ราคา และที่อยู่ที่ถูกใจได้แล้ว เค้าก็จะจองให้ แล้ววันต่อมาก็ไปทำสัญญาเลย แต่ว่าปกติแล้วอาจจะไม่มีโอกาสได้ดูห้องก่อนตัดสินใจ หรือถ้าอยากจะดู ก็ต้องไปที่ที่อยู่นั้นๆแล้วลองกดกริ่งดูเองว่ามีคนอยู่รึเปล่า ถ้ามีก็ขอให้เขาเปิดห้องให้ดู แต่ว่าก็จะเสี่ยง เพราะว่าระหว่างนั้น อาจจะมีคนอื่นที่โทรไปขอจองห้องนั้นไปแล้ว ทำให้เราพลาด

20170601_234138.jpg

ลาก่อนห้องแสนรัก จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ T^T

ส่วนสำหรับห้องที่เราได้มานี้ ก็เป็นห้องแบบ WG ที่อยู่ด้วยกัน 5 คน แชร์ห้องน้ำ ห้องครัว แล้วก็มีห้องนั่งเล่น+กินข้าวอีกห้อง ตั้งอยู่ในป่าในแถบทางเหนือของตัวเมือง ซึ่งบรรยากาศแบบว่าเหมือนอยู่รีสอร์ทยังไงยังงั้นเลย ร่มรื่นมาก สภาพห้องก็กลางเก่ากลางใหม่ ของบางอย่างก็มีปัญหานิดหน่อย เช่นก๊อกน้ำในครัวแน่นมาก เปิดปิดยาก ฝักบัวในห้องน้ำบางทีก็ต้องเปิดทิ้งไว้ซักพักน้ำถึงจะอุ่น แล้วก็ข้อด้อยอีกอย่างก็จะเป็นระยะทางที่อยู่ไกลตัวเมืองออกไปนิดนึง จริงๆก็ไม่ได้ไกลมาก ขี่จักรยานประมาณ 10 นาทีก็ถึงใจกลางเมือง แต่ว่าเพราะว่าห้องเก่าของเราอยู่แทบจะใจกลางเมืองเลย เลยรู้สึกไกล แต่ว่าระยะทางจากมหาลัยมาห้องพักทั้งสองก็พอๆกันนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นมันอยู่ที่ค่าเช่า ซึ่งมีราคาแค่ 200 ยูโรต่อเดือนเท่านั้น!! รวมทุกอย่าง ไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเน็ต หมดแล้ว ถูกกว่าห้องเดิมที่ก็ว่าค่อนข้างถูกแล้วตั้ง 100 ยูโร ราคา 200 ยูโรนี้หาห้องดีๆในกรุงเทพยังยากเลยมั้ย 555 สรุปคือโอเคมาก เรื่องอื่นไม่สนละ 555 อ้อยังมีอีกเรื่องคือแฟลตเมท ที่เป็นนักเรียนกันหมดทุกคน คนนึงเรียนสถาปัตย์ คนนึงเรียนวิศวะเคมี คนนึงเรียนวิศวะไฟฟ้า อีกคนเรียนครุศาสตร์ ทุกคนคือดูเป็นมิตร อาจจะไม่ได้เห็นหน้ากันบ่อย แต่พอเจอก็มีชวนคุย แต่ก็เพิ่งย้ายมาอยู่อะเนอะ ก็ต้องรออยู่ไปซักพักก่อน 555 แต่สำหรับตอนนี้คือแฮปปี้มาก การย้ายบ้านคือภารกิจแรกของเทอมนี้ที่ทำให้สำเร็จ ส่วนอีกภารกิจหนึ่งคือการหางานทำก็ทำสำเร็จแล้ว เงินค่าบ้านก็ประหยัดไปได้แล้ว แล้วยังมีงานประจำทำแล้วอีก ก็ได้เวลาเก็บเงินละ นอกจากนี้ยังมีอีกสองภารกิจที่เหลือที่นึกออกตอนนี้ หนึ่งคือ ให้ได้เที่ยวอย่างน้อยเดือนละหนึ่งทริปทุกเดือน ส่วนอีกอันก็คือ ให้สอบผ่านทุกวิชาที่ตั้งใจไว้ แล้วเทอมนี้ของเราก็จะจบลงอย่างดีงามสุดๆ

แถมให้เป็นภาพของวิวทิวทัศน์ไม่ไกลจากบ้านใหม่ที่ถ่ายมาระหว่างที่ไปขี่จักรยานในวันอาทิตย์ที่อากาศดีมาก ท้องฟ้าสดใสสุดๆ

Advertisements

ทำงานพิเศษในเยอรมนี (2)

กลับมาในเรื่องของการหางานพิเศษทำอีกครั้งกับเคล็ดลับและเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆที่เข้มข้นขึ้นไปอีก! จากความเดิมตอนที่แล้วเราเริ่มต้นการทำงานพิเศษจากการเดินหย่อนจดหมายโฆษณาตามกล่องจดหมายตามบ้าน ตามด้วยการทำงานล้างจานในภัตตาคารอาหารไทยสุดหรูย่านชานเมือง จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาเกินกว่าครึ่งปีแล้ว การที่เรามีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเองนั้นทำให้เรารู้เลยว่าจะขยับเขยื้อนไปไหน จะใช้จ่ายอะไร จะไปเที่ยวไหน มันสบายขึ้น มันมีอิสระขึ้นมาก ไม่ต้องมาคอยกระเบียดกระเสียร ไม่ต้องแบมือขอเงินพ่อแม่เหมือนเมื่อก่อน พอได้ลองมีรายได้แล้ว จะกลับไปไม่มีรายได้เหมือนเดิม มันทำไม่ได้แล้วนะ มันเหมือนแขนขาขาด 5555 แต่งานล้างจานนี้ ถึงจะรายได้ดี (จริงๆแล้วที่เยอรมัน พวกงานพิเศษต่างๆที่นักเรียนทำได้เนี่ยรายได้ต่างกันน้อยมาก) แต่หลายๆครั้งก็กดดัน โดยเฉพาะเวลาลูกค้าเยอะๆแล้วจานวางกองเยอะๆแล้วเราล้างไม่ทันเนี่ย แถมยังต้องยืนติดต่อกัน 6-7 ชั่วโมงอีก แต่ว่าประเด็นสำคัญเลยคือ เราอยากทำงานอะไรที่ได้เรียนรู้อะไรที่น่าจะได้เอาไปใช้ในสายอาชีพของเราในอนาคตได้ กับอยากทำงานที่สามารถเก็บไปเขียนลง CV เตรียมเอาไว้สำหรับการสมัครงานในอนาคตได้มากกว่า ตั้งแต่ตอนเปิดเทอมเทอมที่สี่มา เราก็เลยเริ่มต้นหางานใหม่

ตอนที่แล้ว https://petchpetals.wordpress.com/ทำงานพิเศษในเยอรมนี/

IMG_7867

อาหารเหลือจากบุฟเฟต์วันคริสมาสต์ของร้านที่ได้หลังจากไปทำงานช่วงวันหยุดสองวันติด กินไม่หมดจีๆ

ช่องทางการหางานและสมัครงาน

แต่ทีนี้ พอตั้งใจว่าจะกลับมาหางานใหม่ทำแบบจริงๆจังๆแล้ว ต้องทำไงต่อล่ะ? การกลับมาครั้งนี้เราโฟกัสกับงานที่ออกไปในทิศทางที่เกี่ยวข้องกับสายการเรียนของเรา หรือไม่ก็งานอะไรก็ได้ในมหาลัยมากขึ้น เว็บไซต์ที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งจึงเป็นเว็บ https://jobportal.rsm.kit.edu/en/ ซึ่งเป็นเว็บรวบรวมตำแหน่งงานต่างๆของมหาลัยของเราและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเว็บนี้จะมีฟิลเตอร์ให้เราสามารถเลือกมองเห็นแค่งานสำหรับนักเรียนได้ และก็ยังมีฟิลเตอร์ให้เราสามารถเลือกมองเห็นแค่งานที่เค้าประกาศหานักเรียนจากคณะนี้ๆได้ด้วย งานสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ที่เค้ามาลงประกาศในนี้ก็จะเป็นงานช่วยทำวิจัย งานติวเตอร์ งานเลขา งานติดต่อกับลูกค้า งานกราฟิกดีไซน์ งานดูแลจัดการเว็บไซต์ งานเขียนโปรแกรม อะไรอย่างนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประกาศงานจากสถาบันต่างๆในมหาลัย แต่หลายๆครั้งก็มีประกาศงานจากบริษัทข้างนอกมาเหมือนกัน อย่างเช่นบริษัทไอที บริษัทอิเล็คทรอนิคส์ในเมือง Karlsruhe หรือเมืองใกล้ๆ หรืองานจากบริษัท Benz, Daimler, Siemens อะไรอย่างนี้ก็มี ซึ่งในประกาศก็จะลงรายละเอียดงาน และ Requirements ต่างๆ และช่องทางติดต่อเพื่อสมัครงานเอาไว้ ส่วนใหญ่เราก็แค่ต้องส่ง CV กับใบรวบรวมเกรดในมหาลัยที่มีจนถึงปัจจุบัน (Notenspiegel) ไป แล้วก็อาจจะเขียนจดหมายเหตุผลที่อยากจะสมัครแนบไปด้วย แล้วพอผ่านไปซักพักเค้าก็จะส่งจดหมายกลับมาบอกผล หรือบางที่ก็อาจจะไม่ตอบกลับมาเลย สำหรับเว็บ jobportal นี้ ไม่แน่ใจว่ามหาลัยอื่นๆจะมีเหมือนมหาลัย KIT ของเรารึเปล่า ต้องลองหาข้อมูลดู

*มีงานในมหาลัย (จริงๆก็งานข้างนอกด้วย) หลายงานมากกกกกกก ที่ require ความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม ใครเขียนโปรแกรมเก่งๆ จะหางานง่ายขึ้นมาก ยิ่งเขียนได้หลายภาษายิ่งหางานง่ายขึ้นไปอีก (แต่ไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นป่าว เพราะว่าถามเพื่อนที่เรียนมหาลัยอื่นที่เคยทำงานนักเรียนมาหลายงานเค้าบอกว่างานมหาลัยส่วนใหญ่ requirements ก็ไม่ได้เยอะอะไรนะ)

20170524_104013.jpg

เว็บไซต์ที่เราโฟกัสเป็นอันดับถัดมาก็คือ http://www.sw-ka.de/en/finanzen/jobboard/?page=1 ซึ่งเป็นอีกหน้าที่อยู่ในเว็บไซต์ของ Studierendenwerk ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการเรื่องราวต่างๆของนักเรียนในเมืองนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการหาบ้าน หอพักนักเรียนต่างๆ รวบรวมประกาศห้องว่างจากบุคคลทั่วไปให้เช่า โรงอาหารตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆของนักเรียน กิจกรรมสันทนาการ กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ฯลฯ เยอะแยะมากมาย ซึ่งในแต่ละเมืองก็จะมีหน่วยงาน Studierendenwerk เป็นของตัวเอง ซึ่งสำหรับในหน้าในลิงค์ที่เราลงไว้ก็จะรวบรวมตำแหน่งงานต่างๆที่หน่วยงานจากนอกมหาลัยมาลงไว้ สำหรับเว็บนี้จะไม่มีฟิลเตอร์เหมือนเว็บแรกแต่ว่างานแทบทุกงานที่เค้าเอามาลงก็จะเป็นงานสำหรับนักเรียนอยู่แล้ว ประเภทของงานที่เค้าเอามาลงในเว็บนี้ก็จะมีหลากหลาย ไม่ได้มีแค่งานที่ต้องใช้ความรู้วิชาการหรืองานบริษัท งานพวกใช้แรงงาน ทำความสะอาด ส่งไปรษณีย์ ขายของ งานร้านอาหาร งานพี่เลี้ยง อะไรอย่างงี้ก็มี เหตุผลที่โฟกัสเว็บนี้เป็นอันดับต้นๆก็คือ มันจะมีงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆบ่อยกว่าเว็บอื่นๆ ส่วนรายละเอียดการสมัครงาน เอกสารที่ต้องส่ง ช่องทางการติดต่อ และ Requirements ก็จะมีบอกในหน้าของแต่ละประกาศงานอยู่แล้ว

ในลำดับต่อมาก็จะเป็นงานที่เราต้องออกแรงค้นคว้านิดนึง เพราะว่าเราจะไปหาดูประกาศหางานตามเว็บของสถาบันต่างๆในมหาลัยเองเลย ถ้าอย่างของที่มหาลัย KIT เนี่ย จะมีหน้าเว็บที่รวบรวมลิงค์ของสถาบันต่างๆในมหาลัยเอาไว้อยู่ที่เว็บ https://www.kit.edu/kit/institute.php พอเราเข้าไปแล้วเราก็สามารถคลิกเข้าไปดูในหน้าเว็บของแต่ละสถาบันเองได้เลย พอเข้าไปแล้วก็พยายามหาหัวข้อ Stellenangebot, Jobangebot, Stellen หรือ Jobs ดู ในหลายๆเว็บก็จะอยู่ในหน้าแรกเลย แต่บางเว็บก็ต้องคลำๆหาเอาหน่อย บางเว็บก็ไม่มี พอเราหาเจอแล้ว ก็ลองหาดูว่าเค้ามีตำแหน่งงานสำหรับนักเรียนเปิดรับอยู่รึเปล่า Keywords ก็คือ Werkstudent, Hiwi, Hilfswissenschafler, Studentische Hilfskraft, Studentische Aushilfskraft, Wissenschaftliche Hilfskraft ประมาณนี้ (Hiwi เป็นคำย่อของ Hilfswissenschafler ที่เค้าใช้เรียกนักเรียนที่ทำงานต่างๆในมหาลัย) บางสถาบันก็อาจจะมีข้อความบอกว่าถ้าสนใจอยากทำงานก็สามารถเดินเข้าไปถามที่สถาบันหรือติดต่อกับเจ้าของงานวิจัยต่างๆของสถาบันนั้นๆตรงๆได้เลย แต่เรายังไม่เคยทำนะ 55

20170502_142830.jpg

ต่อมาก็จะเป็นงานที่ต้องออกแรงค้นคว้าอีกครั้ง คราวนี้จะเป็นการค้นคว้านอกมหาลัยบ้าง เริ่มแรกเลยเราอาจจะมีบริษัทในใจที่อยากทำงานด้วยหรือที่คิดว่าน่าสนใจอยู่แล้ว อย่างของเราก็จะเป็น Daimler, Bosch, Siemens , Deutsche Bahn ประมาณนี้ เราก็เค้าไปดูในหน้าเว็บไซต์ของบริษัทที่เราอยากทำ แล้วเข้าไปหาหัวข้อ Karriere หรือจะเข้ากูเกิล พิมพ์ Karriere ตามด้วยชื่อบริษัทที่สนใจเลยก็ได้ แล้วก็ลองคลำๆทางในแต่ละเว็บไปยังตำแหน่งที่เค้าเปิดรับอยู่ดู ลองฟิลเตอร์หางานสำหรับนักเรียน (ส่วนใหญ่ตามบริษัทมักจะใช้คำว่า Werkstudent แทนตำแหน่งงานสำหรับนักเรียน) แล้วก็ฟิลเตอร์หางานที่อยู่ในเมืองที่เราอาศัยอยู่ หรืออยู่ใกล้ๆ แล้วก็อ่านดูรายละเอียดว่าเป็นงานอะไร ที่ทำงานอยู่ที่ไหน requirements เป็นยังไงบ้าง แล้วดูว่าเราสนใจรึเปล่า ถ้าสนใจก็สมัครโลด วิธีการสมัครก็ต้องดูๆไปตามบริษัทว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ปกติแล้วตามบริษัทใหญ่ๆพวกนี้จะต้องพิมพ์นั่นพิมพ์นี่แล้วก็ใช้เอกสารเยอะกว่าการสมัครงานในมหาลัย แต่ก็จะส่งเอกสารผ่านทาง Portal ในเว็บของบริษัทได้เลย ไม่ต้องส่งอีเมลล์ไปต่างหากเอง พอเราส่งเอกสารสมัครไปแล้ว เค้าอาจจะมีอีเมลล์อัตโนมัติตอบกลับมาว่าเดี๋ยวจะพิจารณาเอกสารแล้วตอบกลับมาอีกที แล้วผ่านไปอีกซักพัก เค้าก็จะตอบผลมา

สำหรับบางบริษัทอย่างบริษัทรถยนต์กับบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น Bosch, Daimler, VW, BMW, Audi นอกจากจะมีงานสำหรับนักเรียนประเภท Werkstudent แล้ว ยังมีงานที่เค้าเรียกว่า Ferienjob ด้วย ซึ่งสำหรับงานประเภท Ferienjob นั้น จะเป็นงานที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก งานสาวโรงงาน เน้นถึก ประมาณนั้น เค้าจะเอาไว้ให้ทำช่วงที่โรงเรียนหรือมหาลัยปิดเทอม จะได้สามารถทำเป็นกะได้ กะละ 6-7 ชั่วโมง อะไรก็ว่าไป มีให้เลือกกะเช้า กะบ่าย กะดึก หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ก็จะเป็นกะแบบยาวทั้งวันเลย งานนี้พวกนักเรียนที่เพิ่งเรียนม.ปลายจบมักมาทำกันเพื่อเก็บตังเอาไว้ไปเที่ยวรอบโลกช่วง Gap year ก่อนจะกลับมาเรียนมหาลัย เพราะว่าสามารถทำช่วงปิดเทอมได้ และได้รายได้ดีด้วย แต่นักเรียนมหาลัยก็สามารถทำได้ ส่วนสำหรับงานประเภท Werkstudent นั้น จะเป็นงานสำหรับเด็กนักเรียนมหาลัย ซึ่งจะมีความเฉพาะทางมากกว่า ต้องใช้ทักษะ ใช้ความรู้เฉพาะทางที่เรียนมาในมหาลัยละ แต่รายละเอียดลึกกว่านี้เราก็ไม่รู้ละเพราะยังไม่เคยทำ อันนี้แค่อ่านจากรายละเอียดในเว็บ ถ้าเกิดว่าในอนาคตมีโอกาสได้ทำจะกลับมาอัพเดต 555

ferienjob_620.jpg

มาต่อกันที่ทางเลือกอีกอย่างที่ค่อนข้างสะดวก ซึ่งก็คือการหางานผ่านทางเว็บประกาศรับสมัครงานทั่วๆไปนั่นเอง ตัวอย่างเว็บที่เรารู้จักก็มี https://www.campusjaeger.de/https://www.xing.com/ กับ https://www.jobware.de/ สำหรับเว็บพวกนี้เราจะสามารถพิมพ์รายละเอียด CV ของเราลงในเว็บได้ แล้วก็สามารถอัพโหลดเอกสารต่างๆสำหรับการสมัครงานไปเก็บไว้ในเว็บเพื่อเตรียมพร้อมกับการสมัครงานได้เลย นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งค่าฟิลเตอร์ประเภทงานที่เราสนใจเพื่อให้เว็บส่งอีเมลล์มาบอกเราเวลาที่มีตำแหน่งงานใหม่ๆที่ตรงกับฟิลเตอร์ของเราเปิดรับได้อีกด้วย บางเว็บก็ยังมีโปรแกรมช่วยเราทำ CV กับช่วยเราเขียน Motivation letter อีก และที่สะดวกมากก็คือการสมัครงานนั้นสามารถทำผ่านทางเว็บได้เลย พอเราเจอประกาศงานที่สนใจ และกดสมัครงานไป ในเว็บก็จะพาเราไปยังขั้นตอนต่างๆ แล้วก็ส่งเอกสารของเราไปยังบริษัทนั้นๆให้เลย จากนั้นเราก็แค่ต้องรอการตอบรับจากบริษัท

ทางเลือกสุดท้ายที่เราจะแนะนำในโพสต์นี้ก็คือการไปเดินดูตามบอร์ดรวบรวมประกาศต่างๆตามโรงอาหารในมหาลัย หรือตามตึกของสถาบันต่างๆ ซึ่งบางทีเราก็อาจจะเจอประกาศรับสมัครงานที่น่าสนใจ ที่ไม่ได้อยู่ในเว็บประกาศหางานต่างๆที่เราพูดถึงมาข้างต้นก็ได้ หรือเราอาจจะเดินเข้าไปถามที่สถาบันต่างๆในมหาลัย ส่งอีเมลล์ไปหาศาสตราจารย์หรือนักวิจัยในมหาลัยโดยตรง หรือเดินเข้าไปถามในร้านค้าหรือบริษัทต่างๆตรงๆเลยก็ได้ว่ามีงานว่างรึเปล่า 55555 เอาตรงๆไปเลย ไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้ามีก็จะได้รู้เรื่องกันตรงนั้นไปเลย 555

20170524_105008

หลังจากส่งใบสมัครงาน

หลังจากที่เราสมัครงานไปแล้ว ก็เป็นเวลาแห่งการรอผลตอบรับ ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีวิธีการตอบกลับอีเมลล์ของเราที่ต่างกัน บางที่ หรือสถาบันในมหาลัยบางสถาบันก็ส่งอีเมลล์อัตโนมัติตอบกลับมาว่าจะพิจารณาอีกที บางทีก็ไม่มี บางที่ก็ใช้เวลาพิจารณานาน บางที่ก็แป๊บเดียว บางที่ก็ไม่ตอบเลย แต่ถ้าเกิดว่าเค้าพิจารณาเอกสารต่างๆของเราที่เราส่งไปแล้วคิดว่าเราน่าสนใจแล้วเค้าก็จะติดต่อกลับมาเพื่อเรียกเราไปสัมภาษณ์หรือทำความรู้จัก ก็จะมีการนัดแนะวันเวลาสถานที่ทางอีเมลล์ อะไรอย่างนี้ ซึ่งในระหว่างที่สัมภาษณ์เค้าก็จะให้เราแนะนำตัวว่าเป็นใครมาจากไหน มีความสนใจเรื่องอะไร และทำอะไรมาบ้างแล้ว และรู้อะไรเกี่ยวกับงานที่สมัครมาบ้าง ทำไมถึงสมัครงานนี้ อะไรอย่างงี้ แล้วก็จะอธิบายให้เราฟังว่างานที่เค้าทำอยู่คืออะไร และงานที่เราต้องทำคืออะไร ทำกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่อเดือน ค่าจ้างเท่าไหร่ อะไรประมาณนั้น แล้วก็อาจจะดู CV ของเราแล้วก็ถามนั่นนี่นิดหน่อย แล้วสุดท้ายก็จะถามเราว่ามีคำถามอะไรรึเปล่า ก่อนจะบอกว่าเดี๋ยวจะติดต่อกลับไปอีกครั้งในอีกกี่วันหรือกี่อาทิตย์ก็ว่าไป แพทเทิร์นนี้หมดเลย ตอนที่เราไปสัมภาษณ์ครั้งแรกก็เกร็งๆ ไม่รู้จะพูดอะไร แต่พอผ่านไปๆก็เริ่มเรียนรู้ที่จะแอคติ้งแบบหม่อมน้อย 5555 ก็เหมือนกับทุกๆอย่างแหละ ครั้งแรกก็จะงงๆ แต่พอผ่านไปๆก็จะเริ่มคล่องขึ้น ที่สำคัญเลยก็คือพยายามเตรียมไว้ก่อนว่าเราจะพูดแนะนำตัวยังไงให้เค้าคิดว่าเรามีประสบการณ์ มีความรู้ มีทัศนคติหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เหมาะกับงานนี้ แล้วก็พยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับงานหรือเกี่ยวกับบริษัทที่เราสมัครไปก่อนล่วงหน้า เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์ แล้วทีนี้หลังจากสัมภาษณ์เสร็จแล้ว ผ่านไปซักพักเค้าก็จะติดต่อกลับมาบอกว่ารับหรือไม่รับ ถ้ารับ ก็จะนัดแนะมาคุยเพิ่มเติมอีกนิดนึง แล้วก็เซ็นสัญญาทำงาน แล้วก็เริ่มงานตามที่ตกลงกัน ประมาณนี้

american_idol_auditions_-_little_rock_copy_-_h_2016.jpg

ประสบการณ์ส่วนตัว

ทีนี้จะมาเล่าเรื่องของตัวเองบ้างไว้เป็นแนวทาง ตั้งแต่เปิดเทอมนี้เราส่งเอกสารสมัครงานไปหลายที่เหมือนกัน ตามงานที่หาจากช่องทางต่างๆที่อธิบายมานี่แหละ มีที่ๆตอบรับมา 4 ที่ ซึ่ง 3 ที่แรกเป็นงานในมหาลัย ส่วนที่สุดท้ายเป็นงานในบริษัทไอทีข้างนอก ซึ่งเราก็ไปสัมภาษณ์มาทั้ง 4 ที่ ที่แรกก็จะเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการผลิตฟันเฟืองให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดอะไรประมาณนี้ งานที่จะให้เราทำก็เป็นงานควบคุมเครื่องจักร โดยที่ช่วงแรกที่เริ่มต้นทำงาน เค้าจะให้เราทำแค่ 20 ชั่วโมงต่อเดือน แต่พอหมดช่วง Probation หรือช่วงลองทำงานไปแล้ว ก็สามารถทำมากกว่านั้นได้ งานนี้พอสัมภาษณ์เสร็จ เค้าบอกว่าเดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะอีเมลล์มาบอกผล แต่ก็ไม่อีเมลล์มา ทำไมคุณหลอกดาว

งานที่สองเป็นงานคล้ายๆติวเตอร์ คือถ้าใครได้อ่านโพสต์เรื่อง การเรียนเทอมแรกในมหาลัยในเยอรมนี อาจจะจำได้ว่าตอนที่เราเรียนเทอม 1-3 จะมี Workshop Elektrotechnik ซึ่งเป็นงานกลุ่มให้เราต่อแผงวงจรตามโจทย์ที่เค้ากำหนดให้ ซึ่งระหว่างช่วงที่ทำงานแต่ละ Workshop จะมีคาบที่ปรึกษา 3 คาบ ให้เราไปถามคำถามเกี่ยวกับ Workshop กับรุ่นพี่ที่ประจำอยู่แต่ละคาบได้ ซึ่งหน้าที่ของงานที่สองที่เราไปสัมภาษณ์มาก็คือการทำหน้าที่เป็นหนึ่งในรุ่นพี่ที่ปรึกษา Workshop เหล่านี้นี่แหละ 555 นอกจากนี้เราก็ยังมีหน้าที่ต้องทำ Workshop เหล่านี้ทั้งหมดด้วยตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้เข้าใจในรายละเอียดต่างๆอย่างถ่องแท้ และยังมีหน้าที่ช่วยตรวจรายงานหลังจากจบแต่ละ Workshop อีกด้วย ซึ่งความจริงตอนแรกที่ส่งเอกสารสมัครไปตั้งใจจะสมัครงานอื่น ไม่ใช้งานนี้ 5555555 เพราะไปเป็นติวเตอร์ไม่รู้จะไปสอนใครรู้เรื่องรึเปล่า 555 แต่ว่าใน Motivation letter เราเขียนไปว่าเราชอบทำอะไรที่เป็นงานฝีมือและก็ enjoy Workshop ในสามเทอมที่ผ่านมามาก เค้าเลยบอกว่าตอนนี้ขาดคนเป็นที่ปรึกษา Workshop อยู่ เลยคิดว่าเราน่าจะมาทำตรงนี้แทน 5555 เราเลยบอกโอเค ลองดูกันซักตั้ง เสร็จแล้วเค้าก็เอาชุดอุปกรณ์สำหรับทำ Workshop ชุดใหม่ล่าสุดให้เรามาหนึ่งชุดกลับบ้านไปเลย ให้ไปทำ Workshop เองที่บ้าน แล้วอีกไม่กี่วันก็กลับมาเซ็นสัญญาทำงาน ซึ่งสัญญาจะมีสองแบบ แบบแรกคือเซ็นเหมาไปสองเทอม (ุ6 เดือน) ถ้าแบบนี้จะได้เป็นสัญญาแบบ 20 ชั่วโมงต่อเดือน ส่วนแบบที่สองคือเซ็นแค่ของเทอมนี้ (3 เดือน) แล้วค่อยมาดูอีกทีตอนหมดสัญญาว่าจะต่อสัญญารึเปล่า ถ้าแบบนี้จะได้แค่ 10 ชั่วโมงต่อเดือน แต่ถ้าต่อสัญญา ของ 3 เดือนถัดไปจะเป็น 30 ชั่วโมงต่อเดือน ส่วนค่าจ้างก็จะเป็นเรตปกติสำหรับนักเรียนมหาลัยที่ยังไม่มีปริญญา ก็คือ 9.58 ยูโรต่อชั่วโมง (ยังไม่หักภาษี) เราเลือกสัญญาแบบสอง เพราะว่าขอลองดูก่อน (แต่เพราะว่าสัญญาทำงานของเรามันเริ่มต้นตอนที่ Workshop ของเทอมนี้มันจบแล้ว 55555 งานของเราของเทอมนี้ก็เลยมีแค่เอาอุปกรณ์ไปทำ Workshop เองตั้งแต่ต้นจนจบ ดูท่าแล้วเลยคงจะต้องต่อสัญญาตอนเทอมหน้าแล้วแหละ เพราะว่าถ้าไม่ต่อมันจะดูเนรคุณไปมั้ย เอาอุปกรณ์เค้ามา งานสอน งานตรวจการบ้านก็ไม่ต้องทำ พอจบสัญญาแล้วจะออกซะงั้น 555) สำหรับงานนี้ก็ไม่ได้มีสัมภาษณ์อะไรจริงจัง ก็เรียกไปคุยกันนิดเดียวแล้วก็ตกลงทำงานเลย ดีจัง 55

ต่อไปงานที่สาม จะเป็นงานเกี่ยวกับ Ilias ซึ่งถ้าใครได้อ่านโพสต์เรื่อง การเรียนเทอมแรกในมหาลัยในเยอรมนี ก็อาจจะพอจำได้ว่า Ilias เป็น Platform ของมหาลัยที่คอร์สเรียน เอกสารและแบบฝึกหัดต่างๆของหลายๆวิชาจะถูกรวบรวมไว้อยู่ในนั้น หน้าที่ของเราก็คือการดูแลโครงสร้างของวิชาๆหนึ่งใน Ilias ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเขียนทีสิสจบ ให้สามารถใช้งานได้ และสามารถเข้าถึงได้จากหน้า Ilias ของวิชาอื่นๆที่เค้าต้องการใช้เนื้อหาของวิชานั้น แล้วก็ยังต้องเรียนรู้เนื้อหาของวิชานั้นด้วยตัวเอง และอัพเดตเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของผู้สอนและผู้เรียนของวิชาอื่นๆที่ต้องการใช้เนื้อหาของวิชานั้นอีกด้วย ซึ่งก็ฟังดูเป็นงานที่หนักโขอยู่ แถมงานนี้เค้าต้องการคนที่ยังอยู่ที่ Karlsruhe ต่อไปอีก 2 ปีอีก งานนี้ส่งเมลล์กลับมาตอบปฏิเสธ

20170602_191227.jpg

เริ่มต้นทำ Workshop

งานสุดท้ายเป็นงานที่เราหาจากเว็บ https://www.campusjaeger.de/ เป็นงาน Tester ของบริษัททำเว็บบริษัทหนึ่งที่มีสาขามากมายในหลายประเทศในยุโรป แต่ว่าสำนักงานใหญ่อยู่ใน Karlsruhe หน้าที่ของเราก็คือเข้าใช้งานเว็บ ทำตัวเหมือนเป็นลูกค้าที่เค้าใช้เว็บนั้นแล้วเช็คว่าการใช้งานถูกต้องดีมั้ย มีปัญหาอะไรบ้าง โดยที่เค้าจะมี criteria มาให้ว่าต้องตรวจสอบอะไรบ้าง ชั่วโมงทำงานก็จะค่อนข้าง flexible แต่แค่ตอนมาออฟฟิศควรจะอยู่นานอย่างน้อย 4 ชั่วโมง แล้วก็ตามกฏหมาย อนุญาตให้ทำได้ไม่เกินสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง (แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมจะทำเต็มเวลาเลยก็ได้) นอกจากเราแล้วก็ยังมี Werkstudenten คนอื่นอีก 4 คนที่ต้องผลัดกันมาทำ ให้แต่ละวันมี Werkstudent อยู่ออฟฟิศอย่างน้อยหนึ่งคน สำหรับค่าจ้างก็จะเป็น 10 ยูโรต่อชั่วโมง (ยังไม่หักภาษี) แถมนอกจากนี้ยังมีขนม มีเครื่องดื่มให้ฟรี มีข้าวกลางวันให้กินฟรีตอนวันศุกร์ แถมยังมีคอร์สโยคะให้เข้าฟรีตอนเย็นวันจันทร์ด้วย โอ้ว เป็นข้อได้เปรียบของการทำงานนอกมหาลัยที่เลิศจริงๆ ตอนที่บริษัทนี้ตอบรับให้เราไปสัมภาษณ์งาน เว็บ campusjaeger ก็ส่งเมลล์มาบอกว่าบริษัทนี้ตอบรับนะ แล้วก็มีตัวเลือกเวลาสัมภาษณ์งานเวลานี้ๆ สะดวกเวลาไหนก็คลิก พอกดคลิกแล้วก็เป็นอันว่านัดแนะกันเรียบร้อย แล้วเว็บก็จะคอยส่งอีเมลล์มาเตือนว่ามีสัมภาษณ์งานวันนี้เวลานี้นะ แล้วก็ยังส่งบทความแนะนำการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานมาให้อ่านด้วยอีก คือดีมาก ช่วยได้เยอะเลย 555 ส่วนสำหรับตอนสัมภาษณ์งานนั้น เราก็เดินทางไปยังที่ตั้งของบริษัท ซึ่งเป็นบ้านโบราณหรูๆหลังหนึ่งที่เค้าเรโนเวตด้านในให้กลายเป็นออฟฟิศ พอกดกริ่งก็มีเลขาที่ยิ้มแยิ้มแจ่มใสมาพาเราไปนั่งรอในห้องสัมภาษณ์ แล้วก็ยกเครื่องดื่มมาให้ แล้วก็มีพนักงานสองคนเข้ามานั่งคุยกับเรา คนแรกเป็นตำแหน่ง HR ส่วนอีกคนเป็นตำแหน่ง Performance ที่จะเป็นคนดูแลงานของเรา แพทเทิร์นการสัมภาษณ์ก็เหมือนกับที่อธิบายมา แต่เค้าเห็นเราตอนแรกเกร็งๆก็เลยแนะนำตัวให้ฟังเป็นตัวอย่างก่อนว่าเค้าเป็นใคร อะไรอย่างนี้ หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี ครั้งนี้เราอ่านข้อมูลของบริษัทมาก่อนเลยพอเล่าได้ว่าบริษัททำอะไรบ้าง แล้วก็มีแอบชวนคุยนิดนึง ซึ่งทั้งสองคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดูเป็นมิตรดีมาก ก่อนจะกลับเค้าถามเราว่าเราได้สมัครงานที่อื่นไปอีกบ้างรึเปล่า เราก็บอกว่าสมัครไปอีกสองสามที่ รอผลเรียกสัมภาษณ์อยู่ แล้วก็อีกที่สัมภาษณ์แล้ว รอผลอยู่ อะไรอย่างงี้ เค้าก็บอกว่าที่บริษัทเค้ารอแค่วันสองวันก็จะติดต่อกลับมาแล้ว ไม่ต้องรอนาน เสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับบ้าน พอวันต่อมา พนักงานฝ่าย Performance คนที่สัมภาษณ์เราเมื่อวานก็โทรมาบอกว่าเค้าอยากรับเรามาร่วมทีม อร๊างงงงงง ดีใจมาก แล้วเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวเริ่มงานวันจันทร์หน้าเลยนะ โอ๊ยฟิน 555 ในที่สุดภารกิจที่ตั้งเป้าไว้ในเทอมนี้ก็สิ้นสุดลงไปอีกอัน (ภารกิจอีกอันหนึ่งคือการหาบ้านใหม่ เดี๋ยวกลับมาเล่าตอนหน้า)

maxresdefault

พนักงานตำแหน่ง Performance โทรมาบอกว่า มาอยู่ทีมพี่สิคะ แล้วพี่จะไม่ทำให้น้อง ต้องไปกราบใคร

จริงๆแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกบริษัทหนึ่งที่ติดต่อกลับมา ซึ่งก็งาน Ferienjob ของโรงงาน Mercedes-Benz ในเมือง Wörth am Rhein ที่อยู่ติดกับเมือง Karlsruhe แต่เพราะว่าตอนนั้นเราได้งานของบริษัทไอทีที่บอกไปละ (บอกชื่อบริษัทไม่ได้ เป็นความลับขั้นสุดยอด 5555) ก็เลยไม่ได้ตอบกลับของ Benz ไป อีกอย่างคือ ขี้เกียจเดินทางไปถึง Wörth ด้วย แล้วก็เพราะมันเป็นงาน Ferienjob ที่น่าจะเป็นงานใช้แรงงานหรือไม่ก็งานย้ำคิดย้ำทำแบบสาวโรงงาน แล้วก็ต้องทำเป็นกะยาวๆติดต่อกันด้วย เลยไม่เอาดีกว่า ถ้าเกิดว่าเป็นงานประเภท Werkstudent ค่อยน่าสนใจหน่อย

466264_799767_3484_2144_104778105a3142

โรงงานของ Mercedes-Benz ในเมือง Wörth am Rhein

เริ่มงานวันแรก

ไหนๆก็ไหนๆละ เล่าเรื่องตอนเริ่มงานวันแรกนิดนึง สำหรับวันแรกตกลงว่าให้ไปทำงานตอน 13.30 นี่ก็ไปถึง 13.50 เลยจ้า 555555 แต่ว่าส่งอีเมลล์ไปบอกเค้าก่อนหน้า 3 วันแล้วนะว่าจะไปถึงช้าแต่ไม่เกิน 14.00 เพราะว่าวันนั้นกลับมาจากไปเที่ยวพอดี แต่เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร พอไปถึง หัวหน้าฝ่าย Performance คนเดิมก็พาเดินดูที่ทำงาน ซึ่งอยู่ในบ้านเล็กๆอีกหลังที่อยู่ใกล้ๆกับบ้านหลังที่เราไปสัมภาษณ์งานมา ก็ทักทายพนักงานคนอื่นๆ ที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน แล้วก็พาขึ้นไปดูห้องทำงานของเรา ที่เป็นห้องสำหรับ Werkstudenten โดยเฉพาะ มีโต๊ะทำงานสองโต๊ะสำหรับสองคน แต่ละโต๊ะก็จะมีคอมพิวเตอร์ประจำให้ มีสองจอ เลิศมาก เกิดมาไม่เคยใช้คอมแบบสองจอมาก่อน 555 แล้วก็พาไปดูห้องน้ำ ห้องเก็บลังเครื่องดื่มฟรีที่มีทั้งน้ำเปล่า นม และเบียร์ แล้วก็ห้องครัวกับห้องกินข้าวที่ทุกวันศุกร์จะมีข้าวกลางวันเลี้ยง และบางวันก็จะมีคุ้กกี้แล้วก็เค้กให้กินฟรี แล้วอีกซักพัก Werkstudent อีกคนที่ทำงานอยู่ที่นี่มาปีกว่าแล้วก็เข้ามา แล้วเค้าก็สอนเราว่าในระหว่างงานต้องทำอะไรบ้าง ก็มีขั้นตอนอะไรเยอะแยะไปหมดอะ แต่ว่าเค้าก็ค่อยๆสอนไป แล้วหัวหน้าก็เอาสัญญามาให้กลับไปอ่านแล้วก็เซ็นที่บ้าน อะไรอย่างนี้ สำหรับตารางการทำงานที่นี้ เค้าก็จะมีปฏิทินออนไลน์ให้ Werkstudent แต่ละคนไปจองเวลาไว้ว่าในแต่ละอาทิตย์เค้าจะมาทำวันไหนกี่โมงบ้าง ซึ่งจาก Werkstudent ที่มีทั้งหมด 5 คน ในแต่ละวันจะต้องมีคนอยู่ที่ออฟฟิศอย่างน้อย 1 คน ปกติก็จะมีอยู่คน 2 คน แต่เวลาเข้างานกับออกงานที่ลงไว้ เราไม่จำเป็นต้องมาตามนั้นเป๊ะๆ มาก่อนมาหลังได้ ที่สำคัญก็คือเราต้องอยู่อย่างน้อย 4 ชั่วโมงแค่นั้น ก็ยืดหยุ่นดีมากเลยนะ เหมาะสำหรับนักเรียนจริงๆ สำหรับตอนนี้ก็แฮปปี้ดี ส่วนสำหรับงานติวเตอร์ Workshop ที่มหาลัย ก็ไม่มีอะไร แค่ลองทำ Workshop ด้วยตัวเองตอนที่มีเวลา เดี๋ยวรอผ่านไปซักพักว่าต่อไปจะเป็นไงบ้าง แล้วไว้ถึงตอนนั้นจะกลับมาเล่าให้ฟังใหม่โนะ

20170612_154020.jpg

การเรียนเทอมที่สามในมหาลัยในเยอรมนี

เทอมแรก https://petchpetals.wordpress.com/2016/02/22/การเรียนเทอมแรกในมหาลั/

เทอมที่สอง https://petchpetals.wordpress.com/2016/08/12/การเรียนเทอมที่สองในมห/

แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาของการเขียนโพสต์นี้แล้วสินะ 2 ปีครึ่งในเยอรมันนี่มันผ่านไปเร็วจริงๆนะน้อง /บอกตัวเอง 555 ได้เวลามาเล่าถึงการเรียนมหาลัยในเทอมที่สามที่ผ่านมาแล้ว สำหรับเทอมที่สามนี้ สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนเลยก็คือจำนวนคนเรียนที่ลดลงไปอีกเยอะมาก แบบตอนเทอมแรกเรียนกันสองคณะ มีที่ไม่พอนั่ง แต่ตอนเริ่มเทอมที่สาม ห้องเดิม เรียนรวมกันสามคณะ กลับเหลือที่ว่าง แล้วอีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือ พวกการเช็คชื่อ การส่งการบ้าน คาบติว อะไรอย่างนี้ จะมีความเข้มข้นน้อยลง (แล้วพอมาขึ้นเทอมที่สี่ ก็มีความเข้มข้นน้อยลงไปอีก เหมือนอารมณ์แบบ ประมาณว่าตอนปีแรกๆ ยังเด็กอยู่ เลยต้องเข้มงวดหน่อย มีคาบติวเยอะ มีการเรียกส่งการบ้านเยอะ มีการสุ่มสอบรายอาทิตย์ อะไรงี้ แต่พอเทอมยิ่งสูงขึ้น ก็เริ่มวางใจได้แล้วว่าเรียนได้ มีความรับผิดชอบมากพอ อะไรอย่างงี้ พวกการบ้าน การติวไรพวกนี้เลยลดลง ปล่อยให้เอาตัวรอดกันเองตามมีตามเกิดไปเลย 5555) สำหรับวิชาของคณะ Mechatronics ที่มีเรียนในเทอมที่สามนี้ ก็จะมีวิชา Höhere Mathematik III, Technische Mechanik III, Felder und Wellen และ Signale und Systeme มาดูกันว่ารายละเอียดของแต่ละวิชาเป็นไงบ้าง

IMG_6517

สำหรับวิชา Höhere Mathematik III ก็จะเป็นภาคสุดท้ายของวิชาไตรภาค Höhere Mathematik สำหรับเนื้อหาในเทอมนี้จะเป็นในเรื่องของฟังก์ชันในหลายมิติ การดิฟและอินทิเกรตฟังก์ชันในหลายมิติ Vector Analysis การอินทิเกรตเส้นโค้ง การอินทิเกรตพื้นที่ Partial Differential Equations และความน่าจะเป็น สำหรับเทอมนี้ยังมีการทำการบ้านรายสัปดาห์ส่งเพื่อเก็บคะแนนให้ด้ถึงขั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบอยู่ แต่ว่าจะไม่มีคาบติวเป็นกลุ่มย่อยๆแล้ว แต่จะมีคาบหนึ่งคาบให้เราเข้าไปนั่งทำการบ้าน แล้วจะมีรุ่นพี่ไม่กี่คนประจำอยู่และจะคอยช่วยตอบคำถามแทน คาบนี้จัดในห้องเรียนใหญ่ ไว้สำหรับทุกคนที่เรียนวิชา Höhere Mathematik III แต่ใครจะเข้าหรือจะไม่เข้าก็ได้ แล้วก็คาบแบบฝึกหัดที่ผู้สอนจะทำแบบฝึกหัดของแค่ละสัปดาห์ให้ดูก็ยังมีอยู่

สำหรับวิชา Technische Mechanik III ก็เป็นวิชากลศาสตร์ตัวสุดท้ายที่บังคับเรียนในคณะ Mechatronics ของเรา (ถ้าเรียนคณะวิดวะเครื่องกล เทอมหน้าจะมี Technische Mechanik IV อีก) เนื้อหาจะเป็นในเรื่องของการเคลื่อนที่ละ ทั้งแนวตรงแนวหมุน พลังงานศักย์ พลังงานจลย์ การไถล การหมุน พลังงาน กำลัง โมเมนตัม ซึ่งเนื้อหาพวกที่ตอนม.ปลายเราว่าง่ายมากเลยนะ แต่พอมาตอนนี้ทำไมเอ๋อแดกก็ไม่รู้ 555 สำหรับวิชา Technische Mechanik ในเทอมนี้ก็ยังบังคาบส่งการบ้านรายสัปดาห์ และต้องผ่านแบบตกได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นเหมือนเดิม แต่ว่าเทอมนี้จะไม่มีคาบติว ก็เลยจะไม่มีการบ้านสำหรับโปรแกรม Maple และจะไม่มีการสุ่มเรียกมาสอบปากเปล่ารายสัปดาห์เหมือนตอนสองเทอมที่ผ่านมา ส่วนคาบแบบฝึกหัดก็ยังมีอยู่

IMG_7034.JPG

คาบแบบฝึกหัดคาบสุดท้ายก่อนหยุดคริสมาสต์ คนสอนแต่งตัวเป็นนางฟ้ามาสอน แถมยังให้ของขวัญเป็นกระดาษเฉลยการบ้านที่ต้องทำส่งของอาทิตย์นั้นครึ่งหนึ่งด้วย ใครที่ไปเข้าคาบแบบฝึกหัดคาบนั้นสามารถทำการบ้านของอาทิตย์นั้นแค่ครึ่งที่เหลือได้ ส่วนครึ่งที่เค้าให้กระดาษเฉลยมาแล้ว ก็แค่ส่งกระดาษเฉลยไป

สำหรับวิชา Felder und Wellen หรือ Fields and waves ก็จะเป็นในเรื่องของไฟฟ้าสถิต ประจุไฟฟ้า สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้า แล้วก็จะมีในเรื่องของสนามแม่เหล็ก การเหนี่ยวนำของไฟฟ้าให้เกิดสนามแม่เหล็ก และการเหนี่ยวนำของแม่เหล็กให้เกิดไฟฟ้า และแรงที่เกิดจากไฟฟ้าและแม่เหล็ก แล้วก็ยังมีเรื่องของคลื่นอีก เนื้อหาเยอะมาก สูตรก็เยอะมาก คำนวณเยอะมาก /เป็นลม แต่ในส่วนของการคำนวณในวิชานี้ก็เป็นเนื้อหาจาก Höhere Mathematik III เกือบหมดนะ ยิ่งเรียนๆไปยิ่งรู้เลยว่าในแต่ละเทอมเค้าจัดเนื้อหาของวิชา Höhere Mathematik III ให้สอดคล้องกับเนื้อหาของวิชาอื่นๆจริงๆ แบบเรียนเสร็จแล้วได้เอาไปใช้ในอีกวิชาแบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ อะไรอย่างนั้นเลย สำหรับวิชา Felder und Wellen จะมีคาบติวกลุ่มย่อยๆหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์

สำหรับวิชา Signale und Systeme ก็เป็นเรื่องของสัญญาณแบบต่อเนื่อง หรือแบบดิจิตัล กับสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง หรือแบบอะนาล็อก และระบบสัญญาณดิจิตัล และระบบสัญญาณอะนาล็อก ซึ่งเราจะใช้คณิตศาสตร์ในการบรรยายและจัดการกับหัวข้อพวกนี้หมดเลย จึงเป็นวิชาที่เราก็อธิบายไม่ถูกว่าเรียนอะไรบ้าง 555 สำหรับวิชานี้ก็จะมีคาบติวกลุ่มย่อยๆหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์เหมือนกัน

IMG_7011

มีคนพาหมามาเรียนด้วย WTF!!?

นอกจากวิชาที่เรียนแล้ว อีกสองสิ่งที่เป็นส่วนที่สำคัญมากของเทอมที่สามนี้ก็คือ Workshop Elektrotechnik และ Praktikum Informationstechnik

สำหรับ Workshop Elektrotechnik ก็จะเป็นพาร์ทสุดท้ายของ Workshop ทั้ง 4 อัน ที่เราได้ทำไปแล้ว 3 อันในระหว่าง 2 เทอมที่ผ่านมา สำหรับ Workshop ครั้งสุดท้ายนี้ เราก็จะยังคงจับกลุ่มอยู่กับกับกลุ่ม 3 คนกลุ่มเดิม แต่ว่างานที่ต้องทำจะอัพเกรดขึ้นไปอีกชั้น คือจากการต่อวงจรธรรมดาใน 3 ครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เราต้องเขียนโปรแกรมควบคุมตัวบอร์ดเอง เขียนโปรแกรมควบคุม Register ต่างๆ ควบคุมตัว Senser และตัว Actuator เพื่อให้มันทำงานตามที่โจทย์กำหนด แล้วก็ทำรายงานส่ง ซึ่งการเขียนโปรแกรมนี้ก็จะต้องใช้ความรู้จากวิชา Informationstechnik ที่เราเรียนไปตอนเทอมที่สองเยอะมาก

สำหรับ Praktikum Informationstechnik ก็จะเป็นการจับกลุ่มกัน 3 คน โดยที่เค้าจะสุ่มสมาชิกให้ แล้วก็แบ่งงานกันเขียนโปรแกรมควบคุมส่วน Hardware ของ Segway (แต่ที่คณะเค้าจะเรียกว่า Tiv-Seg เพราะเหตุผลทางลิขสิทธิ์) เป็นการเขียนโปรแกรมควบคุม Register เหมือนกับที่ทำให้ Workshop Elektrotechnik แต่จะมีรายละเอียดอะไรต่างๆนานาเยอะกว่ามาก ต้องมีการวางแผนงานเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานชิ้นนี้ ต้องแยกกันเขียนโปรแกรมแต่ละส่วน เช็คว่าโค้ดของแต่ละคนใช้ได้มั้ย รันแล้วมีปัญหามั้ย แล้วพอเอามารวมกันแล้วรันแล้วมีปัญหารึเปล่าอีก แล้วพอตอนท้ายสุดหลังจากส่งรายงานแล้วเค้าก็จะให้แต่ละกลุ่มเอาโค้ดของกลุ่มตัวเองมาโหลดลงเครื่อง Tiv-Seg ที่เค้ามีให้ (มีแค่เครื่องเดียว) แล้วก็ลองขับดูว่าขับได้จริงรึเปล่า ก็เป็นอะไรที่จะคล้ายๆกับการทำงานในชีวิตจริง มี Order จากลูกค้าว่าอยากให้เครื่องทำอย่างงี้ๆ มีส่วนการวางแผนทำงานกลุ่ม มีการทดสอบ อะไรอย่างนี้ ก็สนุกดีนะ ถ้ารู้เรื่องอะ 5555555 นี่ได้เพื่อนช่วยไว้เลยรอดมาได้ 555

IMG_6937.JPG

ส่วนประกอบด้านในของเครื่อง Tiv-Seg

และนี่ก็เป็นเนื้อหาที่เราต้องเรียนและสอบในเทอมที่สามที่ผ่านมา เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายที่มีแค่วิชาบังคับ ตั้งแต่เทอมที่สี่เป็นต้นไปวิชาบังคับจะน้อยลง และเราจะต้องเลือกเรียนวิชาเลือก ก็จะมีอิสระในการเลือกวิชาที่อยากเรียน (หรือวิชาที่ไม่อยากเรียนน้อยที่สุด 555) มากขึ้น เดี๋ยวอีกครึ่งปีกลับมาดูกันว่าการเรียนในเทอมที่สี่ของนี้จะเป็นยังไงบ้าง

IMG_6129

มหาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

Schrecksee

สวัสดีปีใหม่พ.ศ.2560 ครับทุกคน ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็ขอเปิดศักราชใหม่นี้ด้วยเรื่องราวของทริปสุดสัปดาห์ใน Allgäu ที่ได้จัดไปในช่วงปลายปีที่แล้วละกันโนะ ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองของเราแล้วที่กลับมาเที่ยวที่ทางใต้ของประเทศเยอรมนีตรงแถบนี้ (อ่านโพสต์ของครั้งที่แล้วที่มาเที่ยว Allgäu ได้ในลิงค์นี้ https://petchpetals.wordpress.com/2016/10/18/road-trip-in-allgau/ ) สำหรับครั้งนี้ก็กลับมาพักกับ Marc-Philipp ที่เมือง Kempten อีกเหมือนเดิม (https://www.instagram.com/mpsupertramp/ โปรโมต Instagram ให้เพื่อนอีกรอบ กรักๆๆ) มาครั้งนี้ Marc บอกว่าอยากไปเดินป่าขึ้นเขาไปยังทะเลสาบ Schrecksee ซึ่งเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดในประเทศเยอรมนี เราก็โอเคยังไงก็ได้ ก็ตกลงตามนั้น วันศุกร์เราก็ออกเดินทางจาก Karlsruhe ไปยัง Kempten ด้วยการแชร์รถจาก Blablacar มีอยู่ช่วงนึงคนขับก็ถามว่าจะไปทำอะไรที่ Kempten ล่ะ เราก็บอกว่าจะไปเดินป่าที่ Schrecksee เค้าก็ทำท่าทึ่ง แล้วก็ฝากไว้ให้คิดว่า “หื้ม แต่เส้นทางนี้มันโหดอยู่นะ ยิ่งช่วงนี้หน้าหนาวอยู่ด้วย เอาจริงเหรอ… แต่ถ้ามั่นใจ ก็ไปเถอะ วิวข้างบนนั้นมันสวยแน่ๆ” ก็เป็นคำเตือนแรกจากคนแปลกหน้าว่าเส้นทางเดินป่านี้ไม่ได้ให้มาเล่นๆนะ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร 55 พอเค้ามาส่งที่ Kempten แล้วก็บอกลากัน

เสร็จแล้วเราก็มาเจอกับ Marc คืนนั้นก็ทำกับข้าวกินแล้วก็วางแผนเดินทางกัน Marc บอกว่าเดี๋ยวเพื่อนคนเดิมจากครั้งที่แล้วจะไปด้วย แล้วก็ถามเราว่าเตรียมชุดอะไรมาเดินป่ารึเปล่า ทีนี้คือเราเอามาแบบชุดเดินห้างเลย 55555 แบบเสื้อยืด สเวตเตอร์ แจ๊คเก็ต กางเกงยีนส์ ไรงี้ ยังดีหน่อยเอารองเท้าสำหรับเดินป่าโดยเฉพาะมาด้วย (จากประสบการณ์การเดินป่าด้วยตัวเอง ไม่เคยได้ไปเดินแบบสมบุกสมบันจริงๆมาก่อนเลย ปกติจะเดินตรงบริเวณที่ไม่ห่างไกลมาก แล้วก็เดินตามทางที่แบบไม่ได้เดินยาก ความชันไม่ได้เยอะมากตลอด เลยไม่เคยเตรียมตัวแบบจริงๆจังๆ) Marc บอกว่าแต่งไปอย่างนี้ไม่รอดแน่ๆ เค้าเลยเอาชุดเค้าให้ยืมใส่ 555 ก็ให้เสื้อยืดรัดรูปสำหรับเดินป่าที่เอาไว้ใส่ชั้นในสุด แล้วก็กางเกงชั้นในขายาวกันความร้อน กางเกงวิ่งขายาวยืดๆ หมวก ถุงมือ กับถุงเท้าสำหรับเดินป่ามา ไอกางเกงวิ่งกับถุงเท้านี่ช่วยได้เยอะมากๆเพราะกางเกงมันไม่ค่อยซึมซับน้ำ ถึงล้มลงไปในหิมะก็ไม่เปียก ปัดๆหิมะออกก็แห้งแล้ว ส่วนถุงเท้าสำหรับปีนเขาก็หนากับช่วยไม่ให้รองเท้ากัด ถ้าใส่ชุดที่เราเตรียมมาไปเดินนี่คงจะแย่มากจริงๆ แต่ยังไม่สปอยล์ก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยๆเล่าไปเรื่อยๆ 555 หลังจากให้ยืมชุดแล้วก็มาคุยกันเรื่องแผนการเดินทาง จาก Kempten เราสามารถนั่งรถไฟและรถบัสต่อกันไปได้จนถึงหมู่บ้าน Bad Hinderlang แบบไม่ต้องรอเปลี่ยนรถนาน แต่ว่าจาก Bad Hinderlang เนี่ย เราต้องรอรถบัสไปยังหมู่บ้าน Hinterstein ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่อยากจะเสียเวลาไปแม้แต่นิดเดียวเลย เพราะว่าช่วงนี้เป็นฤดูหนาว เวลากลางวันสั้นมาก แค่ห้าโมงเย็นพระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว แล้วแค่เดินขึ้นเขาลงเขาไปกลับทะเลสาบก็คงใช้เวลาไปประมาณ 5 ชั่วโมงแล้ว (จากข้อมูลเส้นทางเดินป่าในเน็ต) แต่ Marc บอกว่าจาก Bad Hinderlang ไปยังจุดที่เริ่มเดินขึ้นเขาเดี๋ยวเราจะลองพยายามโบกรถไปกัน นี่พอได้ยินคือหูผึ่ง เพราะไม่เคยโบกรถ (จนสำเร็จแบบมีคนรับ) มาก่อนเลย แต่ Marc เค้าเที่ยวมาเยอะ เค้าคงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็แอบตื่นเต้นนิดนึงว่าอะไรจะเป็นไปตามแผนป่าว หลังจากตกลงแผนกันเสร็จแล้ว Marc ก็ไปเตรียมอาหารกลางวันสำหรับพกไปกินระหว่างเดินป่าพรุ่งนี้ (แซนด์วิชไส้เนย ชีส กับแฮม คนละ 3 คู่ (ขนมปังแผ่นเยอรมันแผ่นนึงขนาดจะประมาณฝ่ามือ) กับกล้วยอีกคนละ 2 ลูก) แล้วก็เข้านอนกัน

img_7091

อาหารค่ำวันนั้น ต้มยำไก่

วันต่อมาเราก็ตื่นนอนกันแต่เช้าตรู่ แล้วก็กินอาหารเช้าแบบสไตล์เยอรมันแท้ๆ ซึ่งก็คือขนมปังปิ้งทาช็อคโกแล็ตนูเทลลา 555 แล้วก็ออกจากบ้านไปเจอเพื่อนของ Marc ที่ชื่อ Annina แล้วก็ออกเดินทางจาก Kempten กัน ซึ่งสำหรับวันนั้นเราเดินทางโดยใช้ตั๋วเหมารถไฟ Oberallgäu Ticket แบบหนึ่งวัน ซึ่งตั๋วนี้ก็เหมือนกับตั๋วเหมารถไฟแบบทั่วๆไปที่พอซื้อมาแล้วก็จะสามารถใช้นั่งรถไฟท้องถิ่นขบวนไหนก็ได้ในพื้นที่ที่ครอบคลุมอยู่ในตั๋วได้แบบไม่จำกัดรอบ ไม่จำกัดเวลา ซึ่งบริเวณ Oberallgäu นี้ก็ครอบคลุมเส้นทางจากเมือง Kempten ไปยังเมือง Hinterstein ซึ่งเป็นปลายทางที่เราต้องการจะเดินทางไปในวันนั้นพอดี จริงๆแล้วตอนแรก Marc ไม่รู้ว่ามีตั๋วเหมาสำหรับบริเวณ Oberallgäu โดยเฉพาะอยู่ด้วย เค้ารู้จักแค่ Bayern Ticket ซึ่งเป็นตั๋วเหมาสำหรับทั้งรัฐ Bayern เลย แต่เพราะตอนสมัยยังเรียนภาษาอยู่ที่ Munich เราเคยเดินทางไปเที่ยวทะเลสาบ Eibsee ด้วยตั๋ว Werdenfels Ticket มาก่อน (อ่านเรื่องทริปนี้ได้ในลิงค์นี้ https://petchpetals.wordpress.com/2014/10/12/garmisch-partenkirschen-eibsee/ ) เลยคิดว่ามันน่าจะมีตั๋วรถไฟเหมาสำหรับบริเวณเล็กๆแถวนี้เหมือนกันแหละน่า ก็เลยลองเสิร์ชกูเกิลว่า Allgäu Ticket ดู แล้วก็เจอจริงๆด้วย 555 เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าจะไปเที่ยวแบบไม่ไกลมากที่ไหนซักที่ในเยอรมัน ให้ลองเสิร์ชกูเกิลด้วยชื่อบริเวณแคว้นนั้น ตามด้วย Ticket ดูก่อน ถ้าโชคดีก็จะเจอตั๋วเหมาที่ครอบคลุมเส้นทางที่เราอยากไป ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อตั๋วรถไฟราคาเต็ม 5555

img_7096

ออกเดินทางกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟไปจนถึงเมือง Sonthofen แล้วก็นั่งรถบัสต่อไปจนถึง Bad Hindelang จากตรงนั้นเราก็เดินไปตามถนนสายเล็กๆที่มุ่งไปยัง Hinterstein พอเห็นรถวิ่งมาเมื่อไหร่ก็หันกลับไปแล้วก็กำมือชูนิ้วโป้ง ยกขึ้นทำท่าโบกรถกัน สองสามคันแรกคือไม่รับ แต่แค่ซักประมาณคันที่ 4 ที่ขับผ่านมาก็จอดรับแล้ว รวมแล้วใช้เวลาตั้งแต่ลงรถบัสมาจนถึงโบกรถได้นี่แค่ไม่ถึง 15 นาทีเอง ดีใจ โบกรถสำเร็จครั้งแรกในชีวิต ถึงจะไม่ได้โบกคนเดียวก็เถอะ 555 รถที่จอดรับคันนี้คนขับเป็นชายชรา พวกเราบอกว่ากำลังจะไป Schrecksee เค้าก็ขับรถพาเรามาลงที่ Hinterstein ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถเค้าก็ฝากไว้ให้คิดว่าทางเดินไป Schrecksee น่ะมันอันตรายนะ ทั้งลื่น ทั้งชัน แถมด้านบนอากาศยังหนาวอีก แต่พวกเราก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจ

จาก Hinterstein จริงๆแล้วยังต้องเดินต่ออีกประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงจะไปถึงจุดที่เป็นทางเดินป่าขึ้นไปบนเขาจริงๆ ตอนนั้นมีรถขับผ่านมาพอดี เราก็เลยหันไปโบกรถกันอีกรอบ คราวนี้จอดตั้งแต่คันแรกเลย คราวนี้คนขับเป็นผู้หญิงวัยกลางคน มีหมาสีดำตัวใหญ่นั่งอยู่ตรงพื้นเบาะข้างๆคนขับอีกหนึ่งตัว พวกเราบอกว่ากำลังจะไป Schrecksee คราวนี้เค้าฝากไว้ให้คิดยาวเลย เค้าบอกว่าทางเดินป่าตรงนั้นมันยาวแถมอันตรายนะ จะไปจริงๆเหรอ มันชันนะ แถมทางเดินตรงแถวๆด้านบนเขายังมีน้ำแข็งปกคลุมอีก มันลื่นมากนะ แล้วตอนนี้มันเป็นฤดูหนาว ช่วงเวลากลางวันสั้น เกิดเดินช้า กลับไม่ทัน ฟ้ามืดก่อน จะทำไง อยู่ข้างบนเขาอาจจะไม่มีปัญหา แต่ตรงขาลงมาที่เป็นป่ามันจะมืดมากนะ แถมอากาศก็หนาวมาก ถ้าลงมาไม่ทันติดอยู่บนนั้นจะทำไง ฯลฯ ยาวอะ เค้าทำท่าเหมือนจะไม่รับเราแล้ว แต่พวกเราก็บอกไปว่าเราวางแผนอะไรๆมาแล้ว เตรียมแผนที่ เตรียมอาหาร เตรียมเครื่องมือเสื้อผ้าเดินเขาอะไรๆมาเต็มที่ แล้วยังดูพยากรณ์อากาศมาแล้วว่าวันนี้ท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง พระอาทิตย์จะตกดินตอนสี่โมงครึ่ง (ตอนนั้นเพิ่งเก้าโมงเช้า) แถมแต่ละคนยังมีประสบการณ์การเดินป่าอย่างโชกโชนมาหมดแล้วอีก (เหรอ?) ป้าคนขับก็ทำท่าลังเล แล้วก็บอกว่าป้าจะรับพวกเธอไป แต่ต้องสัญญาก่อนนะ ว่าถ้าเกิดรู้สึกว่ามันอันตราย หรือคิดว่าเดินไม่ไหวแล้ว ให้รีบหันหลังกลับเลย พวกเราก็สัญญากัน แล้วป้าคนขับก็ขับรถพาเรามาลงยังจุดเดินขึ้นเขา ซึ่งอยู่ด้านข้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก

จากจุดเริ่มต้นตรงข้างโรงไฟฟ้านั้น ตรงช่วงแรกของทางเดินป่าจะเป็นทางเดินคดเคี้ยวลัดเลาะเข้าไปในป่าขึ้นไปตามเนินเขา ตรงนั้นก็แอบชันอยู่ เดินเหนื่อยพอเหงื่อออก แต่ก็ไม่ได้เดินยากอะไรเมื่อเทียบกับทางที่เราเคยๆเดินมา

หลังจากเดินขึ้นไปได้ซักพัก Annina ก็ขอถอนตัว เพราะรู้สึกไม่สบาย และจะเดินทางกลับไปเอง พวกเธอไปต่อกันเองโดยไม่มีเราเถอะ เราและ Marc จึงต้องจำใจทิ้ง Annina ไว้กลางทาง แล้วเดินทางต่อไปโดยไม่มีเธอ (อารมณ์ยังกะหนังวัยรุ่นหลงป่า หนังผี Blair Witch Project อะไรประมาณนั้น) หลังจากที่ Annina ขอกลับไปก่อน เรากับ Marc ก็เดินตามทางเดินในป่านั้นไปอีกซักพัก แล้วก็ขึ้นไปเจออ่างเก็บน้ำเล็กๆริมเขื่อน มีกระท่อมไม้ตั้งอยู่ข้างๆ ตรงนั้นก็เริ่มมีหิมะปกคลุมอยู่บนพื้นละ จากจุดนั้นเราเดินทะลุป่าขึ้นไปอีกนิดเดียวป่าก็เริ่มบางลง แล้วเราก็ออกมาอยู่ตรงบริเวณที่ราบสูงที่ขนาบข้างไปด้วยภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ตั้งแต่เริ่มเดินมาจนถึงตรงนี้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ตรงบริเวณที่ราบนั้นก็เดินสบายๆเพราะว่าทางไม่ชัน แต่พอเดินไปจนถึงปลายอีกฝั่งของที่ราบก็จะเป็นภูเขาชันที่เราต้องเดินไต่ไปตามขอบขึ้นไปจนถึงยอดเขา ซึ่งตั้งแต่จุดนั้นแหละที่ความโหดบังเกิด เพราะว่าทางเดินที่เราต้องเดินนั้นค่อนข้างชันแถมยังเป็นทางเดินแคบๆริมเขาที่ด้านซ้ายจะเป็นเนินเขาลาดลงไป บางจุดทางเดินก็กว้างหน่อย บางจุดก็แคบมาก แถมหิมะที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณยังทำให้การเดินไต่ขึ้นไปยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะทำให้ทั้งลื่นทั้งก้าวยากขึ้น ตอนนั้นคือต้องหยุดพักเป็นช่วงๆละเพราะว่าทางชันและเดินลำบากจริงๆ

img_7203

ตรงที่ราบขาวๆขวาล่างนั้นคือที่ราบที่เราเดินผ่านมาเมื่อกี๊ ทางซ้ายล่างบนตัวภูเขาจะเห็นเส้นๆสีขาวเป็นทางคดเคี้ยว ทางนั้นก็คือทางที่เราเดินไต่เขาขึ้นมา

หลังจากเดินไต่เขาขึ้นมาจนเริ่มใกล้จะถึงยอดเขาแล้ว ก็มีอุปสรรคใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งก็คือน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนทางเดินที่ทำให้ทางเดินลื่นมาก อย่างที่ป้าคนขับรถเตือนไว้เลย เหยียบลงไปบนน้ำแข็งตรงๆไม่ได้เลยลื่นไถลแน่ ต้องเหยียบไปบนหิมะ ไม่ก็ไปเดินตรงริมทางเดินที่เป็นเศษหินเศษกรวด ยังดีที่บริเวณนี้เค้าทำเสาเตี้ยๆไว้ให้จับเผื่อลื่นด้วย บริเวณทางเดินที่มีน้ำแข็งปกคลุมนี้จริงๆแล้วเกิดจากธารน้ำเล็กๆที่ไหลจากด้านบนเขาลงมา และไหลผ่านไปบนถนนที่แข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาว ระหว่างทางเดินก็จะมีธารน้ำตกแข็งอย่างนี้ไหลขวาทางเดินเป็นระยะๆ ถึงจะไม่ได้มีเยอะมาก และก็ไม่ได้กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แต่ก็ทำให้การเดินฝ่าขึ้นไปค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ ต้องระมัดระวังมากๆ

หลังจากผ่านด่านนี้ไป ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงบริเวณด้านบนของภูเขา ซึ่งตรงจุดนี้เราก็จะได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์แบบเต็มๆเป็นครั้งแรก เพราะว่าบริเวณที่เราเดินๆผ่านมานี้อยู่ฝั่งตรงข้ามของพระอาทิตย์ โดนภูเขาบังพระอาทิตย์หมดเลย ซึ่งการที่ได้เห็นพระอาทิตย์และได้สัมผัสถึงแสงของพระอาทิตย์อันร้อนแรงที่ด้านบนของภูเขานั้นเป็นอะไรที่ช่วยกระตุ้นให้มีแรงใจในการเดินต่อไปได้เป็นอย่างดี แต่ว่าหลังจากที่ขึ้นมาถึงด้านบนเขาแล้ว เส้นทางของเราก็ยังไม่จบลงแค่นั้น ยังต้องเดินขึ้นลงเนินเขาเล็กๆที่ปกคลุมไปด้วยหิมะไปอีกสองเนินกว่าจะถึงตัวทะเลสาบ

ทีนี้ นอกจากเนินเขาเล็กๆด้านหน้าที่ต้องเดินผ่านไปแล้ว ทางด้านซ้ายของเรายังเป็นเนินเขาขนาดใหญ่ที่ทอดพาไปยังยอดเขายอดหนึ่งที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล Marc เสนอว่าให้เดินขึ้นเนินใหญ่ทางด้านซ้ายนี้ก่อนแล้วค่อยเลี้ยวเดินอ้อมไปยังทะเลสาบดีกว่า จะได้เดินขึ้นทีเดียว เดินลงทีเดียว ไม่ต้องเดินขึ้นลงเนินเตี้ยด้านหน้าหลายรอบ แถมวิวของทะเลสาบจากบนเนินเขาลูกใหญ่นั้นคงจะดีกว่าจากด้านล่างแน่นอน เรากะดูจากสายตาแล้วก็คงจะไม่ได้ยากเย็นอะไร ก็เลยตกลง ก็เดินตามๆ Marc ไปเรื่อยๆ ตรงจุดนั้นมันไม่มีทางเดินทำเอาไว้ มีแต่หญ้าแห้งๆปนกับหิมะ ก็เลยต้องเดินตัวใครตัวมัน

img_7237

เดินตาม Marc ไปขึ้นเนินลูกใหญ่ทางซ้าย ดูๆแล้วก็ไม่ได้ใหญ่มากนะ ไหวอยู่ๆ

img_7241

เดินๆใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เอ๊ะ ทำไมมันใหญ่ขึ้น

img_7242

ลองปรับมุมมองอีกที ดะ… เดี๋ยวนะ… =[]=!!

ซักพักพอขึ้นเนินก็เดินๆขึ้นไปตามปกติ แต่ซักพักมันชันขึ้นๆเรื่อยๆ เริ่มจะไม่ปกติละ จากเดินชิวๆกลายเป็นต้องเดินจิกเท้า โน้มตัวไปข้างหน้า จากเดินจิกเท้าเฉยๆ กลายเป็นเดินจิกเท้าแล้วเอามือช่วยพยุงไปด้วย จนกว่าจะรู้ตัวอีก เราก็ต้องคอยเอามือดึงหญ้า เอาขาตะเกียกตะกายเพื่อให้สามารถดันตัวขึ้นไปตามเนินเขานั้นแล้ว ไต่ไปๆ บางทีก็ลื่น ไถลๆลงมาตามเนิน ต้องทั้งจิกเท้า ทั้งดึงหญ้าให้หยุดไถลสุดฤทธิ์ แถมยังต้องไต่กลับขึ้นไปอีก เหนื่อยมากๆ ใจจะขาด ยังไม่พอ ภายใต้เสื้อกันหนาวที่ใส่ทับมาหลายชั้นนั้นเหงื่อยังแตกพลั่กจากการออกแรงเยอะมาตลอดอีก ตอนนั้นรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นแพะภูเขากำลังไต่หน้าผาชันขึ้นไปหาอาหารกิน 555 มองขึ้นไปด้านบนก็อีกตั้งไกลกว่าจะถึงตรงที่มีทางเดินทำไว้ อยากจะหยุดปีน แต่พอมองลงไปข้างล่างเราก็ขึ้นมาตั้งไกลแล้ว อยู่สูงจากบริเวณพื้นราบมากๆจนไม่อยากจะไต่กลับลงไปแล้วอีก ตอนนั้นเพลงพี่เบิร์ดดังขึ้นในหัว “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” ติดอยู่ตรงกลางระหว่างเนินเขา มีแค่ฝ่ารองเท้าเดินเขาที่จิกพื้นอยู่ กับมือสองมือที่ดึงหญ้าเอาไว้อยู่เท่านั้นที่ยังฉุดเราไว้อยู่ไม่ให้ไถลตกลงไป

ส่วน Marc ที่ปีนเขามาเยอะจนชำนาญเค้าขึ้นไปถึงเส้นทางที่เค้าทำเอาไว้ให้ที่อยู่ตรงด้านบนแล้ว เค้าตะโกนมาบอกเราว่าพยายามเข้า ขึ้นมาอีกนิดเดียวก็เป็นทางเดินแล้ว เราหยุดเก็บแรงกับทำใจอยู่ซักพัก แล้วก็ตัดสินใจปีนขึ้นไปต่อ ณ จุดนั้นมีประโยคอยู่ประโยคหนึ่งที่โผล่เข้ามาแทนที่เนื้อเพลงของพี่เบิร์ด ประโยคๆนั้นก็คือคำพูดที่พระเอกเรื่อง Gattaca พูดกับพี่ชายตอนแข่งว่ายน้ำกันแล้วพี่ชายกำลังจะยอมแพ้ ว่ายกลับเข้าฝั่งว่า “You wanna know how I did it? This is how I did it Anton. I never saved anything for the swim back.” แล้วหลังจากที่รวบรวมกำลัง ไต่เขาขึ้นไปอย่างช้าๆแต่มั่นคง ในที่สุดเราก็มาถึงตรงทางเดินข้างบน ที่เราจะได้เดินไปตามแนวราบ ไม่ต้องออกแรงปีนเขาต้านแรงโน้มถ่วงอีกต่อไปซักที

img_7244

ถึงจะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องไม่ลืมถ่ายรูป 555 วิวจากจุดที่นั่งพักเหนื่อยอยู่หลังจากปีนขึ้นมาถึงด้านบนแล้ว เห็นเนินสองลูกเมื่อกี๊นี้เป็นเนินเล็กๆอยู่ตรงกลางของรูป

แต่อุปสรรคยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น เพราะทางเดินที่ว่านั้น ตอนปกติแล้วน่าจะกว้างซักประมาณฟุตนึงได้ แต่ตอนที่เราไป มันมีหิมะปกคลุมอยู่จนมองแทบไม่ออกว่ามีทางเดินอยู่ คือเดินๆอยู่นี่ไม่รู้เลยว่าอยู่บนทางเดินอยู่รึเปล่า แล้วยังไงล่ะ แล้วมันก็ลื่นน่ะสิ เพราะตรงเนินเขาที่เราเดินอยู่นั้นมันก็ยังชันอยู่เหมือนเดิม เราแค่เดินไปในทางขวาง ไม่ได้ปีนขึ้นไปข้างบนแล้ว แต่ถ้าก้าวพลาดออกจากทางเดินหรือจิกเท้าไม่แรงพอเมื่อไหร่ ก็ไถลลื่นลงไปด้านล่าง ต้องปีนกลับขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม สรุปว่าก็ยังต้องตะเกียกตะกายเหมือนเดิม แต่ว่าเหนื่อยน้อยลงนิดนึง

แต่ว่าวิวจากด้านบนนั้นมันก็ดีจริงๆนะ ยิ่งพอเดินอ้อมมุมเขามาจนเห็นวิวของทะเลสาบที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะสีขาวสะอาดเต็มๆตาแล้วนี่ ต้องบอกว่าคุ้มค่ากับการดั้นด้นทนเหนื่อยไต่เขาขึ้นมาจนถึงจุดนี้เลยจริงๆ (แต่คราวหน้าไม่เอาแล้วนะ 5555555)

หลังจากเดินตามขวางไปตามเนินเขาบนทางเดิน (ที่มองไม่เห็น) ไปซักพักแล้ว เราก็มาถึงจุดที่เห็นทะเลสาบได้ส่งเต็มๆตา แล้วเราก็นั่งพักกันตรงนั้นแล้วก็หยิบเอาแซนด์วิชที่ทำเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมากินกัน แล้วก็ถ่ายรูปพอเป็นพิธี เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง แล้วก็รีบเดินทางกลับกันก่อนที่ฟ้าจะมืด

ตอนขากลับจากทะเลสาบเราเดินไปตามทางที่ทอดขึ้นลงเนินเล็กๆสองเนินนั้นซึ่งเดินง่ายกว่าและเหนื่อยน้อยกว่ามากๆๆๆๆ ถึงจะไม่ได้เห็นวิวมุมกว้างจากที่สูง แต่ก็ได้เห็นวิวของภูเขาในมุมอื่นๆที่สวยไม่แพ้กันเลย ระหว่างทางก็เจอคู่ชายหญิงคู่นึงเดินสวนมา เป็นนักท่องเที่ยวคนอื่นแค่สองคนเท่านั้นที่พวกเราเจอในวันนี้ แล้วเราก็เดินลงเขากลับไปตามทางเดิม ขาลงก็แบบสบายๆ มีช่วงที่ต้องเดินผ่านทางน้ำแข็งลื่นๆที่ต้องก้าวระวังๆ กับช่วงที่เป็นเนินชันๆที่ต้องจิกเท้าแรงหน่อย ไม่ให้กลิ้งตก แต่เมื่อเทียบกับขาขึ้น ถือว่าสบายกว่า เมื่อยน้อยกว่ามากๆ

หลังจากเดินลงเขากันมาประมาณสองชั่วโมง ในที่สุดเราก็กลับลงมาถึงตรงโรงไฟฟ้าเล็กๆตรงตีนเขาอีกครั้ง ตอนนั้นมีรถวิ่งผ่านมาพอดี เราก็โบกรถกัน แล้วเค้าก็จอดรับ คราวนี้คนขับเป็นเด็กวัยรุ่นน่าจะอายุพอๆกันกับเรา ตรงเบาะหลังเค้าใส่ต้นสนขนาดใหญ่เอาไว้ สงสัยกำลังจะขนไปบ้านไปทำเป็นต้นคริสมาสต์ เรากับ Marc เลยต้องนั่งเบียดกันตรงเบาะข้างคนขับ คนขับพาพวกเราไปส่งตรงป้ายรถเมล์ของหมู่บ้าน Hinterstein ซึ่งพอหลังจากเราลงรถกันแล้ว อีกประมาณแค่ 5 นาทีรถเมล์ก็มาถึงพอดี แถมยังวิ่งยาวไปจนถึงเมือง Sonthofen เลยอีกด้วย พอถึง Sonthofen เราก็รีบวิ่งไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆสถานีรถไฟไปซื้อของมาเตรียมทำกับข้าวสำหรับคืนนั้น แล้วก็วิ่งกลับไปสถานีรถไฟไปถึงทันขึ้นรถไฟขบวนที่จะไป Kempten พอดี แถมยังพอมีเวลาแอบถ่ายรูปท้องฟ้าสีแดงฉานก่อนพระอาทิตย์จะตกตอนระหว่างไปสถานีรถไฟอีก สรุปแล้วคือวันนี้นี่เราใช้เวลาไปกันแบบคุ้มค่าทุกนาทีจริงๆ ยิ่งเฉพาะตอนขากลับนี่อะไรๆมันเป๊ะๆๆลงตัวไปหมด ถึงจะเหนื่อยจนปวดไปทั้งตัวไปสองสามวัน แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับวิวที่ได้มาและประสบการณ์ที่น่าจดจำแบบนี้ คืนนั้นหลังจากกลับมาถึงบ้านกันแล้วเราก็ทำอาหารกินกัน แล้ววันต่อมาเราก็เดินทางกลับ Karlsruhe ไปแต่เช้าด้วยรถบัส แล้วก็ไปเปลี่ยนไปขึ้นรถจาก Blablacar ที่เมือง Ulm ซึ่งอยู่ระหว่างทาง

แล้วในที่สุดเราก็กลับมาถึง Karlsruhe อันแสนสงบสุขโดยสวัสดิภาพ ทริปนี้ก็ถือว่าเป็นทริปเดินป่าเข้าหาธรรมชาติเล็กๆก่อนจะส่งท้ายปี 2016 นี้ หลังจากกลับมา Karlsruhe แล้ววันต่อมาเราก็แว้บไปเที่ยวเมือง Strasbourg เมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ในฝั่งประเทศฝรั่งเศสที่อยู่ไม่ไกลจากเมือง Karlsruhe มาแบบไปเที่ยงดึกกลับ แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็โดนตามไปทำงานที่ร้านอาหารช่วงวันหยุดคริสมาสต์ 4 วันติดกันรัวๆ 555 ขายังไม่ทันหายปวดก็ต้องไปยืนตรากตรำทำงานหนักอีกแล้ว (แต่พอได้เงินก็หายบ่น 555555) แต่ว่าก็คุ้มมากๆ เพราะว่านอกจากจะได้ค่าจ้างมา 200 ยูโรถ้วนแล้ว ช่วงคริสมาสต์ที่ร้านเค้ายังทำเป็นบุฟเฟต์ ซึ่งมีอาหารทั้งของคาวของหวาน ออร์เดิร์ฟ ของว่าง ผลไม้ ฯลฯ มากมายหลากหลายมากๆ ซึ่งเราสามารถรีบๆเดินตักกินได้ช่วงก่อนเริ่มงาน แถมตอนเลิกงานยังเอาของที่เหลือกลับไปกินได้ด้วย ซึ่งมันมีบุฟเฟต์ 3 วัน เราก็ตักของเหลือเอาใส่ถุงทั้ง 3 วันเลยจ้า 5555 ด้วยความงก แต่เอามาก็กินไม่หมดหรอกต้องเอาไปแบ่งเพื่อน แถมช่วงสิ้นปีเราจะไปนับ countdown ที่เบอร์ลินด้วย ก็เป็นครั้งที่ 6 ในเบอร์ลินของเราแล้ว และเป็นครั้งที่ 2 ที่มา countdown ที่นี่ แต่นอกนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษนอกจากปาร์ตี้ทุกคืน 5555 ก็คงไม่มีอะไรมาเล่ามาก เดี๋ยวไว้ตอนหน้าจะเอาภาพสวยๆจากเมือง Strasbourg มาลง ส่วนสำหรับตอนนี้คงต้องลาไปก่อนพร้อมๆกับขออวยพรให้ผู้อ่านทุกคนมีความสุขในปีใหม่ ปี 2560 ที่เพิ่งมาถึงนี้มากๆด้วยนะครับ (จริงๆโพสต์นี้ว่าจะเขียนส่งท้ายปีที่ผ่านมา แต่เขียนไม่เสร็จ ขี้เกียจซะก่อน 5555) แล้วก็ขอขอบคุณอีกครั้งที่ติดตามอ่านกันมา แล้วไว้มาเจอกันใหม่ในตอนหน้าครับผม

img_7701

Strasbourg

การเรียนเทอมที่สองในมหาลัยในเยอรมนี

เทอมแรก https://petchpetals.wordpress.com/2016/02/22/การเรียนเทอมแรกในมหาลั/

พูดถึงเรื่องเรียนกันซักนิดนึง ไหนๆก็เรียนจบเทอมที่สองกันละ สำหรับการเรียนเทอมที่สองในมหาลัยในเยอรมนีนี้ พิธีการต่างๆก็เหมือนกับเทอมที่หนึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Ilias เรื่องของการแบ่งการเรียนเป็นคาบ Lecture คาบ Tutorial กับคาบ Exercise ฯลฯ สิ่งที่ต่างออกไปก็คงเป็นแค่วิชาที่เรียนนั่นแหละโนะ แล้วก็จำนวนคนเรียนที่น้อยลง บางคนก็ลาออกไปทำอย่างอื่นกันแล้ว

สำหรับเทอมนี้ วิชาที่เราต้องเรียนก็มีอยู่ 5 วิชา ก็คือวิชา Höhere Mathematik 2,  วิชา Technische Mechanik 2, วิชา Maschinenkonstruktionslehre 2, วิชา Elektronische Schaltung กับวิชา Informationstechnik ซึ่งแต่ละวิชาก็มีความยากที่เพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนี่งจากเทอมที่ผ่านมา

IMG_0816

แผนภูมิแสดงเกรดกับคะแนนสอบต่อจำนวนคนสอบของข้อสอบปลายภาควิชา Lineare Elektrische Netze ในเทอมที่ผ่านมา เกรด 1 คือดีสุด เกรด 5 คือตก

สำหรับวิชา Höhere Mathematik 2 ก็จะเรียนเรื่องเวคเตอร์ เมตริกซ์ สมการอนุพันธ์เชิงเส้น fourier Theory, Laplace Transformation ซึ่งก็มีบางเรื่องที่พวกเราก็เรียนกันมาแล้วตั้งแต่ระดับชั้นม.ปลายที่ไทย 55 แต่ก็มีความยาก มีความซับซ้อนมากขึ้น ในรายละเอียดของเรื่องการทำงานส่ง การติวอะไรๆก็เหมือนกับตอนเทอมที่หนึ่ง

สำหรับวิชา Technische Mechanik 2 ที่เกือบตกในเทอมที่แล้ว T-T เทอมนี้ก็ทวีความยากมากขึ้นไปอีก! แต่ก็ยังเป็นเรื่องของ Statics อยู่ หัวข้อที่เรียนก็จะเป็นเรื่องการบิดการงอ ความเค้น ความเครียด ในสามมิติ พลังงาน อะไรพวกนี้ ไม่รู้ว่าเค้าเรียกเป็นภาษาไทยว่าไง 55 วิชานี้ก็ต้องมีการทำการบ้านส่งเหมือนตอนเทอมที่แล้ว ครั้งนี้เตรียมตัวไปสอบดีกว่าครั้งที่แล้ว แต่ข้อสอบก็ยากกว่า หวังว่าผลสอบจะดีขึ้นไม่มากก็น้อย (อัพเดต ดีขึ้นจริง แต่เกรดกระดิกขึ้นมาแค่ 0.03 55555)

IMG_1308

งานปาร์ตี้ก็ต้องมา

IMG_1298

อันนี้ Summerfest เป็นงานปาร์ตี้ใหญ่ของมหาลัยเลย ในตัวมหาลัยจะมีหลายๆตึกที่เค้าใช้เป็นสถานที่จัดปาร์ตี้ แต่ละตึกก็จะเป็นดนตรีสไตล์ต่างๆกันไป ชอบแนวไหนก็ไปตึกนั้น

สำหรับวิชา Maschinenkonstruktionslehre 2 ก็เป็นวิชาเขียนแบบ เขียนแบบอุปกรณ์ เขียนแบบเครื่องจักรง่ายๆไรงี้ แล้วก็มีทฤษฏีเรื่องชิ้นส่วนเครื่องจักรต่างๆ ทฤษฎีการเขียนแบบ การเลือกใช้อุปกรณ์ในการประกอบเครื่องจักร ฯลฯ เทอมนี้จะเน้นการเขียนแบบจริงๆจังๆ มี Workshop ให้แบ่งกลุ่มกัน 5 คน เขียนแบบเครื่องปั๊มพ์น้ำง่ายๆ ตามโจทย์ที่เค้ามีมาให้ วิชานี้เป็นวิชาที่สังเกตว่าคนเยอรมันหลายคนจะไม่ค่อยมีปัญหามากเท่าไหร่ แต่สำหรับเราคือเอ๋อแดก เพราะศัพท์แสงเยอะมาก ทฤษฏีเยอะ ฟังไม่ออก ต้องหาอ่านเองเยอะ

IMG_1191

เขียนแบบ อารมณ์ประมาณนี้ ถูกผิดตรงไหนคืออีกเรื่องนะ กรักๆๆๆ

สำหรับวิชา Elektronische Schaltung ก็จะเป็นแนวๆภาคต่อของวิชา Lineare elektrische Netze ปนกับวิชา Digitaltechnik ในเทอมที่แล้ว ตอนเทอมที่แล้วเราเรียนเรื่องวงจรไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้ากระแสสลับ อะไรงี้ ในเทอมนี้เราจะเจาะลึกเข้าไปในวงจรภายในอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์ เครื่องขยายสัญญาณ วงจรสัญญาณดิจิตอล-อานาล็อก ตอนเทอมที่แล้วในวิชา Lineare elektrische Netze จะมีแค่คาบติว แต่ไม่มีการบ้าน แต่ในเทอมนี้จะต้องทำการบ้านส่งด้วย สองอาทิตย์ครั้ง คะแนนจากการบ้านนี้ก็จะเป็นคะแนนเสริมให้กับคะแนนสอบปลายภาค (คะแนนสอบ 94% คะแนนการบ้าน 6% ไม่ทำการบ้านก็ได้แต่ก็จะเสียคะแนนส่วนนี้ไป) นอกจากนี้ก็จะมี Workshop ที่ต้องใช้ความรู้จากวิชานี้ในเทอมนี้อีกหนึ่งครั้ง ให้จับกลุ่มกันทำ 3 คน ต่อวงจรไฟฟ้าตามโจทย์ที่เค้าให้ ซึ่งจะต้องมีการใช้ทรานซิสเตอร์เพื่อต่อวงจรเซนเซอร์ตรวจจับแสง อะไรประมาณนี้ ไม่มีคะแนน แค่ต้องผ่าน

IMG_0849

ปั่น Workshop ก่อนกำหนดส่ง

สำหรับวิชา Informationstechnik ก็จะเน้นเรื่องการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C++ ที่เข้มข้นมาก คนที่มีพื้นฐานมาก่อนเยอะแล้วก็สบายไป ส่วนคนที่เพิ่งมาเริ่มเรียนใหม่อย่างเราก็เอ๋อแดก 555 แต่โชคยังดีที่ไม่ตก สำหรับวิชานี้ก็จะเริ่มต้นด้วยการเกริ่นถึง Computer Architecture นิดนึง พวกการทำงานของ Processor หน่วยย่อยต่างๆของ Processor แล้วก็คำนวณ Cache อะไรอย่างนี แล้วก็จะเข้าสู่เรื่องของการเขียนโปรแกรม เริ่มตั้งแต่พื้นฐานเลย ตัวปรงตัวแปร การดำเนินการพื้นฐานต่างๆ Logic, for, while etc. ไปจนถึง Polymorphism กับ Data structures โน่น แล้วก็ปิดท้ายด้วย Algorithm แบบต่างๆ ทั้ง sort, search และ optimization algorithm สำหรับวิชานี้ จริงๆแล้วจะต้องมี Workshop ให้ทำด้วย แต่สำหรับคณะเรา ในเทอมนี้มี Workshop ของวิชา Maschinenkonstruktionslehre แล้ว เค้าเลยเลื่อนให้ไปทำเทอมหน้าแทน ซึ่งโจทย์ของ Workshop วิชา Informationstechnik นี้ก็คือการเขียนโปรแกรมควบคุมฮาร์ดแวร์สำหรับ Segway ให้เราขึ้นขับมันได้ ซึ่งฟังดูเป็นงานที่สตีฟจ๊อบมาก แบบ Segway ที่ตอนช่วงที่มันออกมาใหม่ๆดูเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ amazing สุดๆนี่ ตอนนี้คนที่เรียนอยู่แค่เทอมสองก็สร้างได้แล้วเหรอ โอ้วพระเจ้า!!

IMG_0038.JPG

นี่ก็เป็นสรุปคร่าวๆเรื่องรายละเอียดของวิชาที่เราต้องเรียนในเทอมนี้ ณ จุดที่กำลังพิมพ์อยู่นี้ก็สอบไปสองวิชาแล้วคือ Höhere Mathematik 2 กับ Technische Mechanik 2 เหลืออีก 3 วิชาให้ต่อสู้ฝ่าฟันกันต่อสำหรับเทอมนี้ เดี๋ยวขอจบเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาไว้ตรงนี้ก่อน 555 เดี๋ยวโพสต์หน้าเราจะกลับมาเล่าเรื่องเที่ยวกันโนะ

IMG_1189

วิวของมหาลัยในวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ระหว่างที่กำลังนั่งเขียนแบบอยู่กับผองเพื่อน

ทำงานพิเศษในเยอรมนี

สวัสดีวันแม่นะทุกคนนน หายไปนานจนลืมนับแล้วว่าหายไปกี่เดือน กี่อาทิตย์ ช่วงที่ผ่านมาก็เป็นช่วงที่ค่อนข้างจะเรียนเยอะ การบ้านเยอะ จริงๆเวลาว่างก็มีพอสำหรับมาเขียนบล็อกนะ แต่ว่าไม่ค่อยจะมีอารมณ์เขียน 55 ตอนนี้เพิ่งสอบเสร็จไปสองวิชาพอดี มีเวลาว่างเกือบเดือนก่อนจะสอบวิชาต่อไป เดี๋ยวจะมาอัพบล็อกรัวๆ เล่าเรื่องเหตุการณ์กับทริปต่างๆที่ไปมาในช่วงหนึ่งเทอมที่ผ่านมานี้ละกัน

สำหรับโพสต์นี้ขอเล่าเรื่องเหตุการณ์หนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์สำหรับใครหลายคน ซึ่งก็คือเรื่องประสบการณ์การทำงาน Part Time ในเยอรมนี!!

L01_32

ความจริงคือตั้งแต่ก่อนมาอยู่เยอรมันก็มีความคิดว่าจะทำงานพิเศษอยู่แล้วแหละ แต่อยู่ไปอยู่มาก็ไม่ได้ทำซักที ใจจริงแล้วอยากทำงานจิปาถะง่ายๆต่างๆที่เค้ามีให้ทำในมหาลัย เป็น Teacher Assistance ช่วยลบกระดาน ถ่ายเอกสาร ฯลฯ งานง่ายๆไม่ต้องใช้สมองมากพวกนี้ 555 แต่ไม่รู้จะไปสมัครได้ที่ไหน (ความจริงคือคนอาจจะแย่งกันทำด้วยแหละมั้งเลยหายาก) จริงๆแล้วในหน้าเว็บไซต์ของ Studentenwerk ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขององค์กรที่คอยดูแลเรื่องกิจการต่างๆของนักเรียนในเมืองนั้นๆ จะมีส่วนที่เป็นหน้าประกาศรับสมัครงานต่างๆอยู่ (อย่างเช่น ของ Studentenwerk Karlsruhe ก็จะเป็นหน้านี้ http://www.sw-ka.de/en/finanzen/jobboard/?page=1) แต่งานส่วนใหญ่นั้นต้องใช้ความรู้ทั้งนั้นเลย คือต้องเรียนมหาลัยมาได้ซักพักนึง พอมีความรู้แล้ว อะไรอย่างงี้ แล้วก็ต้องพูดภาษาเยอรมันคล่องมาก ไรงี้ (งานส่วนใหญ่ที่เห็นๆมาจะต้องใช้ความรู้เขียนโปรแกรม เพราะฉะนั้นใครที่มีความรู้ด้านนี้มาก่อนแล้วก็จะได้เปรียบ หางานได้ง่ายขึ้นเยอะ ไม่ใช่แค่งานพิเศษ แต่รวมถึงงานจริงๆหลังจบมหาลัยด้วย) แต่บางทีก็มีงานง่ายๆ ถ่ายเอกสาร เสิร์ฟน้ำเสิร์ฟอาหารตามงานเทศกาล อะไรอย่างนี้หลุดมาเหมือนกัน ก็ต้องคอยเช็คเอาถ้าอยากหางานจากที่นี่ เผื่อจะเจองานที่ถูกใจ

University student looking for work

ส่วนแหล่งงานอีกอย่างที่เราอยากทำมากๆและคิดว่าน่าสนใจมากก็คือพวกงานพิเศษช่วงปิดเทอมตามโรงงานต่างๆ เช่น Bosch, Daimler, Benz อะไรพวกนี้ งานพวกนี้เค้าจะเรียกว่าเป็นงาน Ferienjob หรืองานสำหรับช่วงปิดเทอมโดยเฉพาะ กลุ่มเป้าหมายหลักก็คือพวกเด็กมัธยมที่อยากจะทำงานเก็บเงินเอาไว้ไปเที่ยวกันนั่นเอง แต่ว่าเด็กมหาลัยก็มาทำได้ ซึ่งบริษัทพวกนี้ก็จะมีสาขามากมายทั่วประเทศ งานส่วนใหญ่ก็เป็นงานตามสายพาน งานแบบสาวโรงงานที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก มีแบ่งงานเป็นกะๆให้เราเลือกกะ เลือกช่วงระยะเวลาที่อยากทำได้ตอนเขียนใบสมัคร ระยะเวลาของงานก็ประมาณไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ ส่วนเรื่องการสมัครกับรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปอ่านได้ในหน้าเว็บของแต่ละบริษัทที่เราสนใจเลย ลองเสิร์ชกูเกิล พิมพ์ชื่อบริษัท ตามด้วย Ferienjob ขึ้นมา อาจจะมีขึ้นมาให้เปิดดู ยกตัวอย่างของบริษัท Daimler ก็จะเป็นหน้านี้ https://www.daimler.com/career/job-search/vacactional-jobs/ เค้าจะมีบอกงานที่กำลังหาคน กับช่วงเวลาที่หาคนอยู่ ถ้ารีบสมัครก่อนล่วงหน้าก็จะมีโอกาสได้งานมากกว่า

6975878_w720h480q75v55169_trix_ferienjob___gft_

สภาพการทำงาน Ferienjob ในโรงงาน

พวกงานพิเศษต่างๆในเยอรมัน ตามกฏหมายแล้วเค้ากำหนดว่าค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่า 8.5 ยูโรต่อชั่วโมง ซึ่งงานต่างๆที่กล่าวมานี้ที่เห็นๆมาก็จะมีค่าจ้างต่อชั่วโมงประมาณ 8.5-10 ยูโร ประมาณนี้แหละ ลองนึกดู สมมติว่าทำงานโรงงานได้ 9 ยูโรต่อชั่วโมง ทำ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำ 4 สัปดาห์ ก็ได้เงินมา 1260 ยูโร ตีเป็นเงินไทยก็เกือบ 49000 บาทละ รวยเละ อย่างงี้แหละถึงเห็นเด็กวัยรุ่นฝรั่งมาแบ็คแพ็คเที่ยวไทย เที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่าครองชีพต่ำกันเต็มไปหมด

อย่างที่บอกไปว่างานโรงงานนี้เป็นหนึ่งงานที่เราอยากทำมาก เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับสายที่เรียนอยู่ด้วย แต่ว่าในความเป็นจริง ช่วงปิดเทอมยังต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ แล้วคนขี้เกียจอย่างเราก็คงจะดองหนังสือเรียนไว้มาอ่านอัดรวดเดียวตอนช่วงปิดเทอมก่อนสอบแน่นอน เลยต้องบอกลาให้กับตัวเลือกนี้ไป 555

Wirtschaftsfaktor Ferienjobber

ทีนี้อยู่มาวันนึง ก็มีรุ่นน้องคนไทยคนนึงมาโพสต์ในกรุ๊ปแชทเฟสบุ๊คของคนไทยในเมือง Karlsruhe ว่ามีคนกำลังหาคนไปช่วยแจกใบปลิวในเมืองอยู่ เราก็เลยไปช่วยเค้าเพราะว่างพอดี งานที่ต้องทำก็แค่ต้องเอาใบปลิวโฆษณาร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ไปหย่อนตามตู้จดหมายบ้านแถวๆนั้น ซึ่งก็เพลินดี ได้ขี่จักรยานดูบ้านกินบรรยากาศไปด้วย มีหลายบ้านมากที่เค้าติดข้อความไว้ที่ตู้จดหมายเลยว่าไม่เอาโฆษณา (แต่มีบ้านนึงติดข้อความไว้ว่า โปรดใส่โฆษณา! 5555) แต่แจกไปแจกมา ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงก็หมด ได้ค่าจ้างมา 10 ยูโร แล้วก็เอาไปกินข้าวร้านอาหารหมดเลยวันนั้น 55

แล้วผ่านมาอีกแค่ไม่กี่วัน ก็มีเพื่อนคนไทยอีกคนมาพิมพ์บอกในแชทว่าร้านอาหารไทยที่เค้าทำงานอยู่กำลังหาคนไปช่วยงานในครัวช่วงเสาร์อาทิตย์ (พองานจะมาก็มารัวๆเลยนะ) เราบอกไปว่าสนใจแล้วก็ลองไปทำดู ความจริงก็เป็นงานล้างจานธรรมดานี่แหละ แต่ว่าครัวที่นี่เค้าจะมีเครื่องล้างจานให้ เราก็แค่ต้องกวาดเศษอาหารทิ้ง เอาจานชามเข้าเครื่อง แล้วก็เอาไปเก็บที่เดิม แล้วก็ช่วยงานง่ายๆเล็กๆน้อยตามแต่ที่เค้าจะมีให้ถ้าเกิดว่าลูกค้ามีน้อย มีจานให้ล้างไม่เยอะ พอก่อนกลับก็ล้างเครื่อง เช็ดๆถูๆนิดหน่อย ก็ทำเพลินๆดี งานไม่หนัก พนักงานคนอื่นๆก็เป็นคนไทยกันเอง และที่สำคัญคือ นอกจากค่าจ้างวันละ 50 ยูโรแล้ว (ประมาณวันละ 5.30-6 ชั่วโมง ถ้าเกิดว่าทำงานเสิร์ฟก็จะมีทิปแยกมารวมด้วยอีกต่างหาก) ยังมีอาหารให้กินฟรีตั้งสองมื้อแน่ะ ตอนมาถึงที่ทำงานพ่อครัวจะทำอาหารไว้ให้หนึ่งชุดให้พนักงานมาตักไปกินกัน แล้วตอนก่อนกลับบ้านพ่อครัวก็จะทำอาหารให้เราห่อกลับบ้านไปอีก ซึ่งถ้าเป็นคนกินน้อยๆนี่สามารถเก็บไว้กินได้สองมื้อเลย เป็นความฟินอย่างหนึ่งที่มีอาหารไทยอร่อยๆระดับภัตตาคารให้กินทุกอาทิตย์โดยไม่ต้องเสียตัง

 

นี่ก็เป็นก้าวแรกในการทำงานพิเศษในเยอรมนีของเรา ตอนนี้ก็คงทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีเหตุการณ์อะไรมาทำให้ต้องหยุดทำ หรือไปเจองานอื่นที่อยากทำมากกว่า ส่วนระหว่างนี้ก็แบ่งค่าจ้างมาเก็บไว้ก่อน เอาไว้เป็นงบสำหรับทริปไปเที่ยวหลังสอบครั้งนี้เสร็จ ซึ่งจุดหมายของทริปครั้งนี้ก็จะเป็น Berlin!! (อีกแล้ว) Munich – Vienna – Salzburg ตอนนี้จองตั๋วเดินทางทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เหลือหาที่นอน ครั้งนี้มีความอยากเที่ยวเวียนนาเป็นพิเศษ เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปเวียนนาเลยด้วย ตื่นเต้นเบาๆ เดี๋ยวไว้จะมาเล่าเรื่องทริปใหญ่ประจำปีที่กำลังจะถึงนี้ให้ฟัง สำหรับโพสต์นี้ขอลาไปก่อนโนะ

IMG_1715

แอบถ่ายมาจากในครัวหลังเลิกงาน ตรงนี้คือบริเวณที่เค้าเตรียมวัตถุดับสำหรับเอาไปใช้ทำอาหาร