รีวิว Workshop Mechatronische Systeme und Produkte

สิ่งที่เป็นที่สุดของการเรียนคณะ Mechatronik (Mechatronic Engineering) ที่มหาวิทยาลัย Karlsruhe Institute of Technology และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของคณะนี้ของมหาวิทยาลัยทุกๆแห่งเลยด้วยซ้ำ ก็คือหัวข้อที่เรากำลังจะมาเล่าถึงในโพสต์นี้กัน สิ่งๆนั้นคือการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาจริงๆโดยใช้วัตถุดิบและ sensor และ actuator ต่างๆ ร่วมกับการเขียนโปรแกรม เพื่อให้หุ่นยนต์ที่เราสร้างขึ้นมาสามารถทำภารกิจต่างๆนานาให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างอัตโนมัติ แบบไม่ต้องมีการควบคุมอะไรเลย เป็นไงล่ะ ฟังดูน่าตื่นเต้นสุดๆไปเลยใช่รึเปล่าาา (ใช่ครับ/ใช่ค่ะ)

สำหรับที่มหาลัย KIT การสร้างหุ่นยนต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Mechatronische Systeme und Produkte (Mechatronic systems and products) ซึ่งวิชานี้เป็นวิชาเดียวในป.ตรีที่เป็นของคณะ Mechatronik จริงๆ และเรียนกันแค่นักเรียนคณะ Mechatronik จริงๆ (บวกกับนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik ที่เรียนไปเป็นครูวิทยาศาสตร์อีกไม่กี่คน) วิชาของป.ตรีที่ผ่านๆมา นักเรียนคณะ Mechatronik จะต้องไปนั่งเรียนรวมกับคณะอื่นๆหมดเลย แต่สำหรับวิชานี้ ถึงจะมีใครจากคณะอื่นอยากมาเรียนหรือมาทำ Workshop ด้วย แต่ก็ทำไม่ได้นาจา สงวนไว้สำหรับนักเรียนคณะ Mechatronik และคณะ Naturwissenschaft und Technik เท่านั้น

สำหรับวิชา Mechatronische Systeme und Produkte นี้ จะแบ่งเป็นส่วนทฤษฎี กับส่วนปฏิบัติซึ่งก็คือ Workshop ที่จะกินระยะเวลาเยอะกว่ามาก ส่วนทฤษฎีนี่จริงๆเรียนไปแค่ประมาณครึ่งเทอมก็จบแล้ว ตัว Workshop ก็จะเป็นในเรื่องของการสร้างหุ่นยนต์นั่นเอง โดยเค้าจะมีเลโก้และตัว sensor กับ actuator ต่างๆ ของบริษัท Fischertechnik มาให้ แล้วก็จะมีวัสดุพิเศษอีกอย่างมาให้ใช้ ก็คือแผ่นไม้ความหนาแน่นสูง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า High Density Fiberboard (HDF) ซึ่งตัวแผ่นไม้นี้ เราสามารถเอาไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำมาประกอบกันเป็นโครงสร้างได้โดยใช้เครื่องตัดเลเซอร์ที่มหาวิทยาลัยมีให้ ข้อดีของการใช้ HDF ประกอบเป็นหุ่นยนต์ก็คือ มันจะมั่นคงกว่า และเราสามารถกำหนดตำแหน่งและขนาดต่างๆได้ตามใจ คือถ้าใช้เลโก้ต่อ มันก็จะมีขนาดของเลโก้แต่ละชิ้นมาอยู่แล้ว ไม่สามารถกำหนดขนาดได้ตามใจ และถ้าใช้เลโก้ ก็มีโอกาสที่เลโก้บางชิ้นจะเลื่อนหลุดออกจากกันด้วย (โอกาสน้อย แต่ก็มี และถ้าชิ้นส่วนของหุ่นยนต์หลุดออกมาระหว่างที่กำลังแสดงอยู่นี่จะเป็นอะไรที่พังมาก 555)

กล่องอุปกรณ์เลโก้ของ Fischertechnik ที่มหาลัยมีให้

ก่อนจะเริ่มต้นทำ Workshop ก็จะมีการแบ่งกลุ่มกันก่อนโดยจะเป็นการแบ่งแบบสุ่ม แต่ก็ไม่ได้สุ่มแบบมั่วๆนะ เค้าจะให้เราไปกรอกแบบทดสอบทางจิตวิทยา ที่จะทดสอบว่าเรามีบุคลิกภาพแบบไหนตามหลัก Big Five  (คนเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์, คนละเอียด ชอบวางแผน, คนเข้าสังคมเก่ง, คนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น, คนเครียด ขี้กังวล ชอบดราม่า) กับแบบสอบถามว่าถนัดหรือชอบด้านไหนเป็นพิเศษ (เครื่องกล, ไฟฟ้า, เขียนโปรแกรม, CAD, Matlab ฯลฯ) อะไรอย่างนี้ในเว็บของเค้าก่อน เสร็จแล้วเค้าก็จะแบ่งกลุ่มแบบสุ่มโดยอิงตามข้อมูลนั้น ในกลุ่มๆนึงก็เลยจะมีคนที่มีลักษณะนิสัยต่างๆกันและมีความถนัดต่างๆแบบครบเครื่อง โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีสมาชิก 5-6 คน แล้วแต่ละกลุ่มก็จะมีผู้นำกลุ่มหรือเมนเทอร์หนึ่งคน ซึ่งเมนเทอร์ประจำแต่ละกลุ่มก็จะเป็นนักเรียนป.โทที่กำลังเรียนวิชาเกี่ยวกับการเป็นผู้นำอยู่ และการมาเป็นเมนเทอร์นี้ก็ถือว่าเป็น Workshop ประจำวิชานั้นของเค้าด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้บางกลุ่มก็อาจจะมีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik มาอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน

หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จแล้ว นักเรียนคณะ Mechatronik 5-6 คนประจำกลุ่มนี้ก็ยังต้องมาเลือกบทบาทให้กับตัวเองอีก คือสำหรับแต่ละกลุ่มนั้นเค้าจะมีอยู่ 5 บทบาทให้แต่ละคนเลือก ก็คือ

  • Mechanical engineer มีหน้าที่สร้างโมเดลของหุ่นยนต์ที่สร้างมาในโปรแกรม CAD กับมีหน้าที่วาดแบบโมเดลใน CAD สำหรับเอาแผ่น HDF ไปเข้าเครื่องเลเซอร์ตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆตามโมเดลนั้น
  • System Engineer มีหน้าที่ออกแบบโมเดลของระบบโดยใช้ภาษา SysML อารมณ์ประมาณทำ Mind Map ว่าหุ่นยนต์ที่เราสร้างเกี่ยวข้องกับอะไรในด้านไหนบ้าง ทั้งในเรื่องของการทำงาน การทดสอบ การตลาด ฯลฯ อะไรประมาณนี้มั้ง ไม่ชัวร์เหมือนกัน 55
  • Information Technology Engineer มีหน้าที่เขียนโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์โดยใช้โปรแกรม Matlab&Simulink
  • Test Engineer มีหน้าที่บันทึกรายงานการทดสอบหุ่นยนต์ และการทดสอบสมมติฐานต่างๆโดยใช้โปรแกรม Trello
  • Group Spokesperson มีหน้าที่เป็นตัวแทนกลุ่ม วางแผนการทำงาน ทำ Powerpoint และตัดต่อวิดีโอนำเสนอความก้าวหน้าของงาน แล้วก็ทำรายงานรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว

Mechanical Engineer กำลังวาดแบบในโปรแกรม CAD

นอกจากนี้ก็ยังมีบทบาทและหน้าที่ที่กำหนดตัวคนมาให้แล้วสำหรับเมนเทอร์ของกลุ่ม หรือ Group Leader ซึ่งจะมีหน้าที่คอยติดตามความก้าวหน้าของงาน คอยควบคุมให้งานเดินหน้าไปอย่างราบรื่นและตามกำหนด แล้วก็ให้คำปรึกษาจิปาถะกับสมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆที่เกี่ยวกับสภาพจิตใจหรือการทำงานร่วมกัน มีหน้าที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆกับ Group leader ของกลุ่มอื่นๆ แล้วก็มีหน้าที่นำเสนอความก้าวหน้าของงานต่อคณะอาจารย์ผู้สอนโดยใช้ Powerpoint ที่ Spokesperson ทำ

ส่วนสำหรับกลุ่มไหนที่มีนักเรียนจากคณะ Naturwissenschaft und Technik อยู่ บทบาทของนักเรียนคนนั้นก็จะเป็น Methods Engineer ซึ่งจะมีหน้าที่ช่วยให้การสนับสนุนในช่วงขั้นตอนของการหาไอเดียต่างๆ และในช่วงขั้นตอนของการรีวิวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งเทอมหลังจากส่งงานแล้ว ในมุมมองของนักเรียนครู

โดยบทบาทต่างๆทั้ง 5 บทบาทนี้ สมาชิกแต่ละคนให้กลุ่ม (ยกเว้นคนที่เป็น Group Leader กับ Methods Engineer) ต้องเลือกบทบาทที่อยากทำให้กับตัวเอง คนละบทบาท (ถ้ากลุ่มไหนมีนักเรียนคณะ Mechatronik 6 คนก็จะอนุญาตให้สามารถมี Mechanical Engineer หรือ Information Technology Engineer 2 คนได้) แล้วบทบาทนี้ก็จะอยู่กับตัวเราไปจนจบ Workshop โดยแต่ละบทบาทก็จะมีผลงานให้ส่งต่างๆกันไปสำหรับไว้เป็นคะแนนงานเดี่ยว สมมติถ้าเราเป็น Mechanical Engineer เราก็ต้องส่งงานที่เป็น CAD ในฐานะงานเดี่ยว ซึ่งคะแนนจากงาน CAD นี้ก็จะเป็นคนแนนของเราคนเดียวเท่านั้น ที่เค้าจะเอาไปรวมกับคะแนนงานกลุ่มอีกที ซึ่งคะแนนงานกลุ่มก็จะมาจากภาพรวมของตัวหุ่นยนต์ การวางแผนงาน รายงานความคืบหน้าต่างๆ และวิดีโอนำเสนอผลงาน อะไรประมาณนี้ ระหว่างที่ทำงานเราสามารถช่วยๆกันทำงานของแต่ละคนได้ แต่ว่าคะแนนของงานเดี่ยวก็จะเป็นคะแนนของคนที่เลือกบทบาทนั้นคนเดียวเท่านั้น

แผ่น HDF หลังจากที่ผ่านการตัดด้วยเลเซอร์แล้ว

ตอนที่แบ่งกลุ่ม เค้าจะแบ่งนักเรียนออกเป็นทีมๆ ซึ่งในแต่ละทีมก็จะประกอบไปด้วย 2 กลุ่ม ซึ่ง 2 กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เป็น partner กัน คือต่างกลุ่มต่างต่อหุ่นยนต์ของตัวเอง แต่ว่าหุ่นยนต์ของ 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้จะต้องทำงานร่วมกัน ทำให้ระหว่างเทอมก็จะต้องมีการนัดพบกันระหว่าง 2 กลุ่มนี้เพื่อตกลงกันในเรื่องต่างๆอยู่บ่อยๆ เหมือนกับการทำงานจริงๆที่ก็จะต้องมีการตกลงกันกับฝ่ายต่างๆอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน

หลังจากแบ่งสมาชิกและกำหนดบทบาทเสร็จแล้ว เรามาดูในเรื่องของภารกิจที่หุ่นยนต์ของเราต้องทำกันต่อเนอะ ภารกิจที่พวกเราต้องทำก็คือ ในกลุ่ม 2 กลุ่มที่เป็น partner กันนี้ จะสร้างหุ่นยนต์อะไรยังไงก็ได้ ให้เก็บก้อนทรงสี่เหลี่ยมสีฟ้ากับสีแดง แล้วก็ก้อนทรงกระบอกสีดำจากพื้นมาให้หมด แล้วเอาแค่ก้อนสีฟ้ามาต่อๆกันเป็นหอคอยบนแท่นที่เค้าตัั้งไว้ให้ แล้วก็มีกติกานั่นนี่กับข้อห้ามอีกเยอะแยะเต็มไปหมด เช่นถ้าเก็บก้อนหินมาจากพื้นเอามาไว้ในตัวหุ่นยนต์ได้จะได้คะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ถ้ามีก้อนสีแดงตกค้างอยู่บนพื้นจะเสียคะแนนกี่คะแนนต่อก้อนก็ว่าไป ระหว่างที่หุ่นยนต์ทำงานห้ามจับหุ่นยนต์เกิน 2 ครั้ง จับแต่ละครั้งจะติดลบกี่คะแนนก็ว่าไป แล้วก็ถ้าหอคอย 2 หอนั้นสูงจากพื้นดินเท่ากัน ก็จะได้คะแนนโบนัสกี่คะแนนก็ว่าไป

และสิ่งที่น่าตื่นเต้นและน่าตั้งตารอคอยมากที่สุดสำหรับวิชานี้ก็คือ ตอนก่อนสิ้นเทอมเค้าจะจัดการแข่งขันระหว่างทุกๆกลุ่ม และจะมีประกาศณียบัตรสำหรับกลุ่มที่ได้คะแนนเยอะที่สุดให้ด้วย! ไม่ใช่เล่นๆเลยนะเนี่ย (แต่ว่าการแข่งขันนี้ไม่ได้มีผลต่อคะแนน คะแนนจะมาจากส่วนงานกลุ่มและงานเดี่ยวที่พูดถึงไปตอนก่อนหน้านี้เท่านั้น)

จุดประสงค์ของวิชานี้จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเพื่อจะให้เราสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องขึ้นมาหรอก แต่เพื่อให้เราเข้าใจการทำงานแบบวิศวกรในชีวิตจริงมากกว่า แบบเริ่มต้นมาก็มีการแบ่งบทบาทจำลองหน้าที่ของวิศวกรจริงๆกันละ แล้วก็มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการประชุมระหว่างกลุ่ม มีการต้องวาง strategy ของการทำงานของผลงานของเราเพื่อให้ชนะการประกวด มีการต้องสร้าง Prototype ขึ้นมาสำหรับการทดสอบก่อนจะสร้างตัวหุ่นยนต์จริงๆ มีการต้องทดสอบผลงานว่าทำงานได้อย่างที่ต้องการมั้ย และถ้าทำไม่ได้ สมมติฐานคืออะไร คิดว่าน่าจะแก้ปัญหายังไง และลองแล้วแก้ได้มั้ย และพวกนี้ก็ต้องมีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบระเบียบหมด มีการต้องรายงานความก้าวหน้าของงานต่ออาจารย์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นลูกค้า แล้วตอนการแข่งขันตอนจบก็ยังเป็นเหมือนกับการนำเสนอผลงานต่อท้องตลาดอีก คือมีอาจารย์ และมีคนนอกเข้ามาดูได้ด้วย สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำ Workshop ในครั้งนี้ก็คือ การที่จะพัฒนาสินค้าอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อนำออกขายเนี่ย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ คือก่อนหน้านี้เราจะเข้าใจว่าถ้าเราวางแผนบนกระดาษและคิดคำนวณทุกอย่างแบบสมบูรณ์แล้ว พอถึงขั้นตอนการประดิษฐ์จริงๆ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในธรรมชาติมันจะมีความ error ของมันอยู่ในหลายส่วนมากๆ ทั้งในส่วนของวัสดุ ทั้งในส่วนของเครื่องจักร และยังมีปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่ทำให้ชิ้นงานของเราอาจจะทำงานไม่ได้อย่างที่วางแผนไว้ และจะต้องผ่านการทดสอบและแก้ไขกันอีกมากมาย หนึ่งในสิ่งที่สำคัญทีี่สุดของการสร้างชิ้นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาก็คือการเริ่มทดสอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จริงๆ

สำหรับประสบการณ์ส่วนตัวของเราใน Workshop นี้ กลุ่มของเรามีสมาชิกแค่ 5 คน เพราะว่ามีคนนึงที่ขอถอนตัวออกไปหลังจากที่แบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ไม่มีนักเรียนคณะ Naturwissenschaft und Technik ทำให้กลุ่มของเรามีบทบาทเกินจำนวนสมาชิกมา 1 บทบาท ซึ่งหลังจากเลือกบทบาทกันแล้วก็เหลืออยู่ 2 บทบาทให้เราเลือกก็คือ System Engineer กับ Test Engineer โดยที่เราตัดสินใจเลือก Test Engineer เพราะว่าคิดว่าตัวเราเองเป็นคนละเอียด แล้วก็คิดว่าตำแหน่งนี้ น่าจะแบบแค่รอให้คนอื่นทำงานของตัวเองเสร็จก่อน แล้วเราค่อยมาทดสอบทีหลัง แล้วก็บอกว่าผ่าน/ไม่ผ่าน ไปแก้มาใหม่ อะไรอย่างนี้ 5555 แต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายตัวเองงานหนักที่สุดเลยจ้า 555555 คือตอนเลือกบทบาทก็เอางานเขียนโปรแกรมกับงาน CAD ให้คนอื่นที่มีประสบการณ์ทำไป ส่วนงานตัวแทนกลุ่มก็ให้สมาชิกที่เป็นคนเยอรมันทำไป (คือเค้าแบ่งกลุ่มยังไงก็ไม่รู้นะ แจ๊คพ็อตชาวต่างชาติมาลงที่กลุ่มนี้หมดเลยจ้า มีนักเรียน Mechatronik ที่เป็นคนเยอรมันอยู่คนเดียว (กับมี Group leader เป็นคนเยอรมัน) คนที่ถอนตัวออกไปก็เป็นคนต่างชาติ 555) สุดท้ายการแบ่งตำแหน่งก็เลยมาลงตัวอย่างนี้

สำหรับที่บอกว่าบทบาท Test Engineer เป็นบทบาทที่หนักสุด ทำไมถึงหนักสุด ไม่รู้ว่าเพราะเป็นตัวเราเองด้วยรึเปล่า แต่ลองคุยกับ Test Engineer ของกลุ่ม partner เค้าก็บอกว่าเค้างานหนักสุด คือ Test Engineer เนี่ยเอาจริงๆแล้วแทบจะต้องอยู่ควบคุมแทบจะตลอดการทำงานเลย เริิ่มแรกเลยคือต้องมีการสร้าง Prototype ของหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อทดสอบก่อน ว่าต่อแบบนี้ๆแล้วทำงานได้จริงๆใช่มั้ย (ปกติแล้ว Prototype จะต่อขึ้นมาจากเลโก้ จะได้แก้ง่ายๆ แล้วตัวหุ่นยนต์จริงๆค่อยต่อจาก HDF เป็นหลัก) ก็เป็นหน้าที่หลักของ Test Engineer คือคนอื่นในกลุ่มก็อาจจะช่วยกันต่อแหละ แต่หน้าที่ทดสอบส่วนใหญ่ Test Engineer ก็ทำเอง แล้วมันก็ต้องดูว่าต่อแบบนี้แล้วมันจะทำงานได้อย่างที่เราต้องการรึเปล่า ถ้าไม่ได้ก็ค่อยๆแก้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแก้ไปแก้มาก็กลายเป็นเหมือนกับ Test Engineer ต่อคนเดียวทั้งหมด นี่ยังไม่พอ มีครั้งนึงเราต่อระบบหนึ่งเสร็จ ทดสอบเสร็จเรียบร้อยไม่มีปัญหาแล้ว ดีใจ คิดว่าสุปสัปดาห์นี้ว่างแล้ว ชิว ปรากฏว่าคืนนั้น สมาชิกอีกคนในกลุ่มนางมาแกะๆๆต่อใหม่จ้าาา แล้วก็โพสต์รูปลงกรุ๊ป whatsapp บอกว่าชั้นช่วยแก้ให้มันดูรกน้อยลงนะ เราเปิดแชทขึ้นมาอ่าน แทบจะล้มทั้งยืน!!!!! แบบนึกภาพยังกะในละคร หน้ามืดจะเป็นล้ม แทบคว้าอะไรมาพยุงตัวไว้ไม่ทัน สรุปว่าเสาร์อาทิตย์นั้นก็ต้องไปนั่งแก้ใหม่ให้เป็นเหมือนเดิมโนะ 555

ตอนเริ่มต้นสร้าง Prototype และทดสอบระบบตอนแรกๆเลย

พอต่อ Prototype เสร็จทุกอย่างดั่งใจแล้ว เราก็ต้องต่อตัวหุ่นยนต์จริงๆออกมาโดยใช้ HDF ซึ่งก็ต้องมีการเขียนแบบโมเดลส่วนต่างๆใน CAD อีก ซึ่งหน้าที่นี้จริงๆแล้วเป็นของ Mechanical Engineer แต่ด้วยความวิตกจริต กลัวว่าเค้าจะไปทำโมเดลออกมาไม่เหมือนกับที่เราตั้งใจไว้ เราก็เลยต้องนั่งวาดแบบลงกระดาษเอาเองก่อนแล้วค่อยส่งให้เค้าไปทำในคอม ซึ่งการเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆของเลโก้มาเป็น HDF ก็ต้องคิดหนักอีก เพราะแบบ การต่อเซนเซอร์หรือต่อมอเตอร์เนี่ย เราสามารถต่อลงไปกับเลโก้ชิ้นอื่นๆได้เลย เพราะเลโก้แต่ละชิ้นก็จะมีบล็อกต่างๆที่มันลงร่องกันพอดี พอเราเปลี่ยนมาใช้ HDF ก็ต้องมาหาทางคิดดูว่าจะประกอบมอเตอร์กับเซนเซอร์ต่างๆเข้าไปยังไง บางทีเขียนแบบส่งไปแล้ว Mechanical Engineer ไม่เข้าใจบางอย่าง ก็ต้องมานั่งประกบแล้วก็อธิบายอีก บางทีตัด HDF ออกมาเสร็จแล้ว ประกอบกันไม่ลงล็อค หรือประกอบกันเรียบร้อย แต่ว่าทำงานไม่ได้เหมือนกับที่ตั้งใจไว้ ก็ต้องมาทดสอบอีกว่าเพราะอะไรและจะแก้ยังไง แล้วก็ต้องเขียนแบบให้ตัดใหม่ วนลูปไปอีกเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ

เสร็จแล้วขั้นตอนต่อไป ก็ต้องไปนั่งทำงานร่วมกับ Information Technology Engineer เพื่อดูว่าโปรแกรมที่เค้าเขียนมา พอโหลดลง Micro controller แล้ว พอเปิดสวิตช์แล้วมันทำงานได้อย่างที่ตั้งใจรึเปล่า อันนี้ค่อยสบายหน่อยเพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมาจากโครงสร้างแล้ว แต่จะมาจากโปรแกรม ซึ่ง Information Technology Engineer จะตรวจสอบและแก้เองได้ เราไม่ต้องทำอะไรมาก ช่วงนี้เราจะเริ่มได้เห็นหุ่นยนต์ของเราทำงานได้แบบมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ทำงานได้อย่างที่เราตั้งใจ จากที่เราสังเกตอีกกลุ่มมาด้วย เราว่า Test Engineer กับ Information Technology Engineer จะเป็นสองคนที่เข้าใจการทำงานและปัญหาของหุ่นยนต์มากที่สุดแล้ว เพราะว่าได้นั่งดูการทำงานทั้งหมดจริงๆ ได้เห็นปัญหาจริงๆ

Prototype ของระบบแรก หลังจากทดสอบกับโปรแกรมสำเร็จแล้ว รอประกอบหุ่นยนต์ของจริงโดยใช้ HDF

พอหุ่นยนต์ของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเอาไปทดสอบกับหุ่นยนต์ของกลุ่ม partner เพื่อดูว่าทำงานสอดคล้องกันอย่างที่ตั้งใจรึเปล่า ซึ่งในขั้นตอนนี้ ทีมของเรามีปัญหานิดนึง เพราะว่ากลุ่มที่เป็น partner เค้าตัด HDF กันช้ามาก คืออีกสองอาทิตย์จะแข่งแล้วเพิ่งจะตัด HDF ครั้งแรก ซึ่งมั่นใจได้เลยว่ายังใช้งานไม่ได้ 100% แน่นอน มีปัญหาแน่นอน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทำให้ต้องชะลอๆการทดสอบไปก่อน รออีกกลุ่มทำเสร็จก่อน

อันนี้คือคลิปจากการทดสอบการทำงานของหุ่นยนต์ของกลุ่มเรา https://www.youtube.com/watch?v=nIbwYI4cv-k

Prototype ของ 2 ระบบหลัก ก่อนจะเริ่มตัด HDF ไอระบบทางซ้ายล่างคืออันเดียวกันกับระบบในรูปด้านบน แต่อันในรูปนี้คือเวอร์ชั่นหลังจากที่อันเก่าโดนสมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งเอาไปปู้ยี่ปู้ยำเสร็จแล้วก็มาบอกว่าชั้นประกอบใหม่ให้มันดูรกน้อยลงแล้วนะ คือดูรกน้อยลงน่ะใช่ แต่ว่ามันทำงานไม่ได้เลยนาจา ดีนะที่วาดแบบของระบบอันเก่าที่ทำงานได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

หุ่นยนต์ของเราหลังจากเอา HDF มาประกอบด้วยเป็นครั้งแรก

พอได้เริ่มทดสอบช้า มันก็จะเกิดปัญหาที่ตามมาก็คือ แก้ปัญหาที่ยังมีอยู่ได้ช้า ตรงไหนที่เราอยากจะพัฒนาหรือทำให้ดีขึ้นมันก็จะช้าตามมา หรืออาจจะไม่ได้ทำเลย ก็เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันไป สรุปว่าข้ามไปตอนวันแข่งขันเลยละกัน วันแข่งขันจะมีอยู่ 2 วัน วันแรกจะจัดกันภายใน คือมีแค่นักเรียนกับอาจารย์ 2 คน ทุกทีมจะได้เข้าร่วมแข่ง (มี 7 ทีม) และทีมที่อ่อนที่สุด 2 ทีมจะถูกคัดออก แล้ววันต่อไปก็จะเป็นการแข่งขันแบบจริงจังขึ้นมาอีก จัดในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก มีศาสตราจารย์คนอื่นๆประจำวิชามาดูด้วย แล้วก็คนนอกก็สามารถมาดูได้ ตอนวันแข่งขันวันแรกเรากลัวมากว่าหุ่นยนต์ของกลุ่มเราจะเป็นกลุ่มเดียวที่เอ๋อในการแข่งขัน เพราะแบบแก้แล้วแก้อีกยันวันแข่ง แล้วระหว่างเทอมก็ไม่ได้ไปคุยกับกลุ่มอื่นมากเท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆ สรุปเอ๋อกันแทบทุกกลุ่ม 555 เอ๋อนิดเอ๋อหน่อย แต่ของกลุ่มเราทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้เลย คือหุ่นยนต์ของเรามีหน้าที่รับก้อนหินมาจากหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner แล้วก็เอามาสร้างหอคอย 2 หอให้มีความสูงเท่ากัน ซึ่งก็สร้างได้จริงๆแบบไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ว่าหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner ส่งหินมาให้ไม่ครบ เลยสร้างได้แค่ 1 หอ สรุปว่าผลการแข่งขัน มีอยู่ 7 ทีม คะแนนอันดับหนึ่ง 269 คะแนน อันดับสอง 64 คะแนน ทีมเราคะแนนมาเป็นอันดับสาม 36 คะแนน ส่วนที่เหลือคะแนนติดลบ 555 ทีมที่มีคะแนนต่ำสุดได้คะแนน -36 คะแนน 

หลังแข่งเสร็จหมาดๆ

แต่ว่าระหว่างที่กำลังแข่งอยู่ ของทีมเราเกิดปัญหา ก็คือเค้าตั้งกฏไว้ว่า หลังจากที่หมดเวลาแข่งแล้ว หุ่นยนต์แต่ละตัวต้องเปิดไฟสีเขียว แต่หุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner เราเค้าเขียนโปรแกรมไว้ว่าไฟจะติดก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์รถขับกลับเข้าไปตรง End Area แล้วเท่านั้น ไม่ได้ควบคุมแบบตั้งเวลานับถอยหลัง แล้วตรง End Area นั้น มันมีสติกเกอร์ติดไว้บนพื้นเพื่อบ่งบอกอาณาเขต แต่หุ่นยนต์รถมันวิ่งไปติด (เพราะสติกเกอร์มันเก่าจนตรงขอบๆมันเด้งขึ้นมา) หรืออะไรซักอย่าง ทำให้มันขับเข้าไปไม่ได้ ทำให้ไฟไม่ติด เค้าเลยถือว่าทีมเราทำไม่ได้ตามกฏและไม่ให้ข้ามไปแข่งในวันต่อไป ถึงจะไปโวยว่าเป็นเพราะความบกพร่องของสถานที่ต่างหากแต่เค้าก็ไม่ให้ ก็เป็นอะไรที่น่าเสียดาย แต่อย่างน้อยหุ่นยนต์ของกลุ่มเราก็สามารถทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้วก็เรียกเสียงเชียร์และเสียงตบมือมาได้เยอะเลย เป็นแค่ 1 ใน 3 ทีมในวันนั้นที่สามารถสร้างหอคอยสูงๆได้ด้วย สงสารก็แค่กลุ่ม partner ของเราโดยเฉพาะคนที่เป็น Test Engineer ที่ช่วงอาทิตย์ก่อนการแข่งขันมาทำงานทั้งวันทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย แต่มาตกรอบด้วยเรื่องนิดเดียว

หุ่นยนต์ของกลุ่มเรา กับหุ่นยนต์รถของกลุ่ม partner

สิ่งหนึ่งที่เราประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ช่วงระหว่างเทอมที่เรากำลังต่อหุ่นยนต์กันอยู่ จะมีเพื่อนคนนึงที่เมื่อก่อนเคยทำงานกลุ่มวิชาอื่นด้วยกันมาเดินมาดูเป็นพักๆ ซึ่งแทบทุกครั้งที่เค้าเดินมาดู หุ่นยนต์ของเราจะมีปัญหาตลอด แต่ตอนวันแข่งหลังแข่งเสร็จเค้าเดินมาบอกว่าน่าเสียดายมากที่ทีมเธอไม่ได้ไปต่อ แต่ว่าวันนี้หุ่นยนต์ของเธอเยี่ยมมาก สร้างหอคอยได้แบบไม่มีปัญหาเลย ได้ยินแค่นี้ก็ดีใจแบบไม่ต้องแข่งต่อละ คำพูดคนเราสร้างกำลังใจให้กับคนอื่นได้มากจริงๆ เราควรมาช่วยสร้างกำลังใจกับคนอื่นแบบนี้กันบ่อยๆนะทุกคน

อันหน้าสุดที่เป็นรถกับอันที่เป็นหอคอยคือหุ่นของทีมที่ชนะ

หลังจากจบการแข่งขันวันนั้น สมาชิกของทีมเราก็ไปดื่มเบียร์ปลอบใจกันที่ผับของมหาลัย ข้อดีอย่างหนึ่งของการไม่ได้ไปต่อก็คือ สำหรับพวกเรา งาน Workshop นี้จบสิ้นเรียบร้อย ไม่ต้องมาเตรียมตัวสำหรับการแข่งวันต่อไปแล้ว 555 ตอนวันต่อไปเราก็เข้าไปนั่งดูการแข่งขันด้วย ปรากฏว่าวันนี้เค้าติดสติกเกอร์ใหม่ เปลี่ยนระบบเซนเซอร์กล้องใหม่สำหรับหุ่นยนต์รถให้ดีขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น ทุกอย่างเนี้ยบสุดๆ และด้วยความที่แต่ละทีมที่ผ่านเข้ารอบมาได้กลับไปแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเองจากเมื่อวานมาด้วยทำให้วันนี้แต่ละทีมทำได้ดีขึ้นทุกทีมเลย บางทีมก็ได้คะแนนเพิ่มขี้นเยอะมากๆ แม้แต่ทีมที่เมื่อวานได้คะแนน -36 คะแนน วันนี้ก็ยังได้คะแนนไปมากถึง -24 คะแนน 555555 แต่ว่าลำดับแต่ละลำดับก็ยังเป็นเหมือนกับเมื่อวานเป๊ะๆเลย ทีมที่ได้ที่หนึ่งก็ได้ที่หนึ่งเหมือนเดิม ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 269 เป็น 289 คะแนน ก็รับถ้วยรางวัล รับประกาศณียบัตรไป

บรรยากาศในห้องก่อนการแข่งขันวันที่สอง

แล้วก็ปิดฉากลงไปกับการทำงานอย่างหนักหน่วงที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเทอมนี้ เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของคณะ Mechatronik จริงๆ ไม่เคยทุ่มเทกับงานโปรเจคต์อะไรขนาดนี้มาก่อน หลายๆครั้งที่ต้องอยู่ทำงานยันดึกยันดื่น หลายๆครั้งที่พยายามแก้ปัญหาอะไรซักอย่างก็แก้ไม่ได้ซักที ไม่รู้จะแก้ยังไง หลายๆครั้งที่เหมือนจะแก้ปัญหาได้แล้ว แต่อยู่ดีๆปัญหาเดิมๆก็กลับมาอีก หลายๆครั้งที่วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาใหม่อีกอย่างขึ้นมา หลายๆครั้งที่ทดสอบเองเสร็จเรียบร้อย ไม่มีปัญหาแล้ว แต่พอวันต่อไปจะแสดงให้สมาชิกคนอื่นในกลุ่มดู กลับมีปัญหาซะงั้น มีบางครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อยใจ อยากจะพอแล้ว อยากจะทิ้งแล้วก็ให้โชคช่วยไม่ให้เกิดปัญหาตอนแข่งเอาละกัน แต่ก็ยังทำต่อไปเรื่อยๆจนมั่นใจ 99% ว่าสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้แล้ว สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานครั้งนี้ก็เหมือนอย่างที่บอกไป ก็คือ การผลิตสินค้าอะไรซักอย่างออกมามันไม่ใช่ง่ายๆจริงๆ รู้ซึ้งถึงแก่นเลยคราวนี้ 555 ตอนนี้สำหรับ Workshop นี้มีเหลืออยู่อีกแค่ขั้นตอนเดียวก่อนจะจบ Workshop ก็คือการทำรายงานรีวิวประสบการณ์ เราก็เลยถือโอกาสมารีวิวลงบล็อกล่วงหน้าก่อนซะเลย จะได้เป็นการเตรียมตัวไว้ก่อนด้วย 555 หลังจากที่ Workshop นี้จบลง สิ่งที่เราต้องทำก็จะเหลือแค่สอบเก็บหน่วยกิตให้ครบ แล้วก็เขียน Thesis จบ เพียงเท่านี้เราก็จะจบป.ตรีจากเยอรมนีแล้ว (พูดเหมือนง่ายเนอะ 555) เดี๋ยวไว้มีโอกาสหวังว่าคงจะได้กลับมารีวิวเรื่องการเขียนงานจบและการเรียนจบป.ตรีจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนีในอีกไม่นานนี้โนะ 555

Advertisements

Hiking in Lauterbrunnen

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น เป็นประเทศหนึ่งที่สำหรับเราแล้วให้ไปอีกเมื่อไหร่ก็ไปได้ไม่เคยเบื่อเลย ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและเที่ยวง่าย แต่ก็อัดแน่นไปด้วยความงามของทั้งธรรมชาติ และเมืองเก่า และด้วยความที่รู้อยู่แกใจว่าในความเป็นจริงแล้ว ไปบ่อยๆอย่างที่ใจคิดไม่ได้หรอก เพราะว่ามันแพง! 555 จากเมืองที่เราอยู่นี่จริงๆแล้วนั่งรถไปแค่ 2 ชั่วโมงก็ถึงชายแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว แต่ว่าตั้งแต่อยู่มา 3 ปีเพิ่งไปมาแค่ครั้งเดียวเอง (ไปที่ Beatenberg) พอดีว่าครั้งที่ 2 ที่กำลังเล่าถึงอยู่นี้ เราจองตั๋วรถไฟล่วงหน้านานมาก เลยได้ตั๋วไปกลับ Karlsruhe – Lauterbrunnen มาในราคาเที่ยวละ 29 ยูโร จากราคาเต็มประมาณ 90 ยูโร

20170708_195942

ก่อนจะเล่าถึงทริปไปเช้าเย็นกลับวันนี้ จะมาแนะนำเรื่องการหาตั๋วรถไฟล่วงหน้าจากเว็บ bahn.com ก่อนละกันโนะ สำหรับเว็บ bahn.com นี้ก็เป็นเว็บไซต์ของบริษัทรถไฟหลักของประเทศเยอรมนีที่เราสามารถเข้าไปเช็ครอบรถของขนส่งมวลชนต่างๆได้ทั่วทั้งประเทศเยอรมนีเลย และนอกจากนี้เรายังสามารถเช็คราคาและซื้อตั๋วรถไฟระหว่างเมืองผ่านทางเว็บนี้ได้ด้วย (แต่ถ้าเป็นพวกตั๋วรถไฟหรือรถบัสที่วิ่งระยะทางใกล้ๆ หรือวิ่งในเมือง เราจะต้องไปเช็คราคากับเว็บของหน่วยงานที่ดูแลการขนส่งมวลชนของพื้นที่หรือเมืองนั้นๆโดยเฉพาะ) และนอกจากนั้น ในหน้าแรกของเว็บ bahn.com นี้ยังมีหัวข้อ Saver fare finder ซึ่งจะช่วยเรียงลำดับราคาตั๋วรถไฟของเส้นทางและวันที่เรากำหนดให้จากราคาถูกสุดไปราคาแพงสุด ทำให้เราสามารถเลือกหาเที่ยวรถ และเลือกซื้อตั๋วเที่ยวที่ราคาถูกๆได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเรา เรามีแพลนในใจแล้วว่าอยากจะไป Lauterbrunnen แล้วก็มาเริ่มหาตั๋วตั้งแต่ล่วงหน้าหลายเดือนละ เราก็เลือกจุดหมายเป็น Karlsruhe ไป Lauterbrunnen แล้วก็สุ่มเลือกวันเสาร์วันอาทิตย์ในช่วงเดือนมิถุนายนดู ดูว่าวันไหนมีตั๋วราคาถูกที่สุด และเที่ยวรถของตั๋วราคาที่ถูกที่สุดนั้นทำเวลาดีสุด แล้วก็อาจจะลองหาตั๋วของจุดหมายอื่นๆที่อยากไปอีก 2-3 แห่งมาเปรียบเทียบกันดูก็ได้ เผื่อจะราคาถูกกว่าหรือคุ้มกว่า แต่สำหรับเรา Lauterbrunnen คือถูกสุดแล้ว ก็เลยจองไปเลย สำหรับฟังก์ชัน Saver fare finder นี้เราต้องมีจุดหมายปลายทางและวันที่ในใจอยู่แล้ว ไม่สามารถให้เว็บมันสุ่มๆหาจุดหมาย หาวันที่และราคาที่ถูกที่สุดให้เหมือนอย่างเว็บ Skyscanner ได้

2017-10-03_221427

หน้าฟังก์ชัน Saver fare finder ของเว็บ bahn.com

กลับมาถึงในเรื่องของทริป เหตุผลที่อยากไปที่ Lauterbrunnen นี้ก็เพราะว่าเมื่อหลายปีมาแล้วตอนที่เรามาเที่ยวยุโรปครั้งแรก ตอนนั้นมากับทัวร์ มีโอกาสก็ได้มาเปลี่ยนรถไฟที่สถานี Lauterbrunnen นี้และประทับใจในความสวยงามของหมู่บ้านและภูมิทัศน์รอบๆนั้นมาก แตว่าแทบไม่ได้เดินดูอะไรเลยเพราะต้องตามทัวร์ไปดูจุดหมายต่อไป ครั้งนี้เลยจะกลับมาเอาคืนทุกอย่างที่ควรจะเป็นของทราย 555

20170708_104034.jpg

ถนนสายหลักของหมู่บ้าน Lauterbrunnen มุมเดียวกันกับที่ได้มาเห็นเมื่อหลายปีที่แล้ว มีน้ำตก Staubbachfall ที่มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์ของตัวหมู่บ้านอยู่ในฉากหลัง ตรงท้องฟ้าด้านบนหน้าผาจะเห็นคนสองคนกำลังเล่นโดดร่มกันอยู่ด้วย ท้องฟ้าสีฟ้า แดดส่องเปรี้ยง อากาศดีสุดๆ

สำหรับแผนการเที่ยวในครั้งนี้ ก็จะเป็นการเดินป่าเดินเขาชมวิวชมธรรมชาติ จากการหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมา ก็สรุปเส้นทางออกมาเป็นแบบในเว็บนี้ https://www.wikiloc.com/wikiloc/view.do?id=7116804 คือจะเริ่มเดินจากใจกลางหมู่บ้าน Lauterbrunnen ขึ้นมาตามภูเขาผ่านป่าไปจนถึงด้านบนของหน้าผาที่อยู่ด้านขวาในรูป แล้วก็เดินไปตามแนวหน้าผา ตามทางเดินขนาบข้างทางรถไฟไปจนถึงหมู่บ้าน Mürren แล้วก็ค่อยๆเดินลงมาตามเนินเขาจนมาถึงหมู่บ้าน Gimmelwald แล้วหลังจากนั้นค่อยดูอีกทีว่าจะเดินต่อกลับมายังหมู่บ้าน Lauterbrunnen หรือว่าจะนั่งรถกลับมา ซึ่งเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่เราอยากมาเดินด้วยตัวเองมานานแล้ว เพราะว่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนเคยเปิดไปดู Google street view ดูแล้ววิวจากเส้นทางฝั่งนั้นมันงามมากกกก อยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

2017-10-04_045149.jpg

วันก่อนวันเดินทาง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องเตรียม นอกจากรองเท้าเดินป่าดีๆแล้ว ก็คือเสบียงอาหารสำหรับเอามากินระหว่างทางนี่แหละ เพราะว่าครั้งนี้เราตั้งใจแล้วว่านอกจากค่ารถไฟตั๋วโปรที่จ่ายไปแล้วจะพยายามไม่ใช้เงินอีกเลย ยิ่งกับอาหารนี่ไม่มีทางเพราะว่าแพงมากๆจริงๆ กินอาหารจานนึงราคาเป็นพันบาท 555 วันก่อนหน้าวันเดินทางเราเลยไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของสำหรับมาทำเป็นเสบียงอาหารง่ายๆ ก็คือขนมปังเยอรมัน แฮม (ซื้อแบบรวมมิตรมา มีแฮมชนิดต่างๆ สอดไส้ต่างๆ ทั้งชีส ทั้งพริก ฯลฯ เยอะแยะเลย) ชีสแผ่น แล้วก็เนย พอกลับมาบ้านก็มาทำแซนด์วิชแฮมชีสเก็บใส่กล่อง เตรียมเก็บไว้กินวันพรุ่งนี้ระหว่างทาง

20170707_215556.jpg

น่ากินมั้ยยย

วันเดินทางก็ออกเดินทางแต่เช้าตามเวลาของตั๋วเที่ยวที่ซื้อไว้ นั่งรถไฟหลับๆตื่นๆจนในที่สุดก็มาถึง Lauterbrunnen แล้วจากนี้เราก็จะออกเดินป่ากัน เดี๋ยวไปดูตามรูปเลยดีกว่าโนะ

20170708_082614

พอเข้าประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้วนี่เห็นเด็กๆทหารเดินกันเต็มไปหมด ที่ประเทศสวิตฯนี่เค้าบังคับให้ผู้ชายต้องเกณฑ์ทหารทุกคนนะเนี่ย เป็นโชคดีอย่างที่เกิดที่ไทย ไม่จำเป็นต้องเกณฑ์ทหาร แค่อาจจะต้องเรียนรด. เห็นแล้วก็นึกถึงสมัยยังเรียนรด.อยู่ แต่ว่าคุณภาพชีวิตกับการฝึกทหารที่นี่เทียบกับที่ไทยคงไม่เหมือนกันหรอกมั้ง เดี๋ยวต้องไปหาข้อมูล

 

20170708_104427

20170708_104957

งามแท้แม่ปิง

หลังจากที่มาถึง Lauterbrunnen ก็เดินเร็วๆไปถ่ายรูปตรงมุมมหาชนก่อน แล้วก็เริ่มออกเดินป่าขึ้นไปตามเนินเขา จริงๆอยากเดินเที่ยวหมู่บ้าน แต่ว่าไม่รู้ว่าเดินป่าจะใช้เวลานานแค่ไหนเลยเอาไว้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวขากลับถ้าเหลือเวลาค่อยเดินเที่ยวหมู่บ้านอีกที ขาแรกของการเดินนี้ก็จะเป็นการเดินจาก Lauterbrunnen ขึ้นไปตามเนินเขา เข้าไปในป่าขึ้นไปยังด้านบนของหน้าผาที่ขนาบข้างตัวหมู่บ้านอยู่ ช่วงเริ่มต้นนี้ทางจะค่อนข้างชัน ก่อนมา วางแผนจะมาเดินเป็นสิบกิโล แต่ในความเป็นจริงคือแค่เดินเขึ้นเนินตอนเริ่มต้นมา 100 เมตรก็อยากจะหยุดแล้วเดินกลับแล้ว 5555 ชันเหลือเกิน อากาศช่วงเดือนกรกฎาคมก็ร้อนเหนอะตัวพอๆกับที่ไทยเลย

 

ในช่วงแรกของเส้นทางจะยังไม่ค่อยเห็นวิวอะไรเท่าไหร่ เพราะว่าจะเดินผ่านป่าซะเยอะ แต่ก็จะมีลำธารเล็กๆ แล้วก็น้ำตกอยู่เยอะ เดินไปซักพักก็จะเจอลำธารหรือน้ำตกอีกละ ซึ่งลำธารเหล่านี้ก็จะไหลไปยังหน้าผาตรงข้างๆหมู่บ้านแล้วก็ตกลงมาเป็นน้ำตกขนาดสูงใหญ่นั่นเอง

 

ช่วงที่สองของเส้นทาง จะเป็นช่วงที่เราขึ้นมาถึงด้านบนๆแล้ว จะมีบางจุดที่จะเป็นลานหญ้ากว้างๆ ซึ่งจากตรงนั้นเราก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์อันใหญ่โตมโหฬารตระการตาที่ตรงบริเวณยอดถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก สวยมากๆ ช่วยคลายความเหนื่อยไปได้นิดหน่อย แล้วพอผ่านไปอีกนิดนึง เส้นทางของเราก็จะมาประจบกับเส้นทางเดินที่ขนาบข้างไปตามทางรถไฟบนเขา หลังจากนี้ก็จะเดินสบายๆละ ทางมันจะเป็นทางแนวราบยาวไปจนถึงหมู่บ้าน Mürren ถ้าใครไม่อยากเดินขึ้นเขา จาก Lauterbrunnen ก็สามารถนั่งรถรางขึ้นมาถึงสถานี Grütschalp แล้วก็ออกเดินจากจุดนั้นไปยัง Mürren ได้ หรือจะนั่งรถไฟไป Mürren ก็ได้

 

และแล้วเราก็จะมาถึงหมู่บ้าน Mürren ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆบนเขาที่สวยมาก จากจุดนี้เราสามารถนั่งรถรางหรือว่าเดินตามเส้นทางเดินเขาไปเที่ยวต่อได้อีกหลายเส้นทาง แต่เราเลือกที่จะเดินลงมาตามเนินเขา เพื่อไปยังหมู่บ้านบนเขาที่เล็กกว่า ที่ชื่อ Gimmelwald ซึ่งเส้นทางช่วงนี้แหละ ที่เราตั้งใจจะมาเดินโดยเฉพาะ

20170708_133005

มาถึง Mürren แล้ว

 

 

20170708_142028.jpg

อยากมาพักอยู่บ้านนี้ซักอาทิตย์นึง

ทางเดินลงจาก Mürren ไปยัง Gimmelwald จะเป็นทางเดินซิกแซกไปมาลัดเลาะลงมาตามเนินเขา ตรงนี้พื้นที่รอบๆจะเป็นลานหญ้าโล่งๆ สามารถมองเห็นภูเขาลูกใหญ่มหึมาที่รายล้อมอยู่รอบๆได้อย่างเต็มตาเลย วิวสวยมากๆ เดินไม่ยากด้วยเพราะเป็นถนนลาดยางและเป็นทางเดินลง พอเดินลงมาจนใกล้ๆถึงหมู่บ้าน Gimmelwald แล้วเราก็นั่งพัก หยิบแซนด์วิชที่เตรียมมาออกมากิน 3-4 ชิ้น พลางดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ แต่เอาจริงๆ เห็นวิวแบบนี้นี่ ความจริงแล้วอากาศร้อนมากนะ แดดส่องแบบเปรี้ยงเลย แถมเดินมานานเหงื่อแตกอีก

20170708_143545

 

ที่หมู่บ้าน Gimmelwald จะมี Hostel แห่งหนึ่งแห่งเดียวในบริเวณรอบๆนี้ตั้งอยู่ มีชื่อว่า Mountain hostel ที่ Mürren จะไม่มี Hostel มีแต่โรงแรมทั่วๆไป แต่ว่าทำเลที่ตั้งของ Mountain hostel นี้ก็ดีมากๆ จากระเบียงหน้า hostel ที่เป็นที่นั่งกินข้าวกับพักผ่อนหย่อนใจนั้นสามารถมองเห็นวิวมุมกว้างลึกลงไปยังหุบเขาด้านล่าง และไกลออกไปยังเทือกเขาหิมะด้านหลังได้อย่างเต็มๆตาเลย ตอนแรกเราก็คิดอยู่ว่าจะมาค้างคืนที่นี่ดีมั้ย แต่ว่าคืนนึงก็ปาไป 1500 บาท เป็นห้องแบบนอนรวม 16 คนด้วย เลยเอาไว้คราวหน้าดีกว่า

 

 

ตอนเรามาถึง Gimmelwald ฝนเริ่มตกปรอยๆ ดูแผนที่แล้วถ้าจะเดินจากจุดนี้ลงไปอีกจนไปถึงด้านล่างนี่ยังเหลือระยะทางอีกไกลอยู่ แถมส่วนใหญ่ก็จะเดินผ่านป่า คงไม่ค่อยมีวิวอะไรให้ดูเท่าไหร่ แถมเหนื่อยแล้วด้วยแล้วฝนยังตกอีก เลยตัดสินใจนั่งกระเช้ากลับลงไปยังด้านล่างของหุบเขาไปยังสถานี Stechelberg เสร็จแล้วก็ออกเดินไปตามทางราบๆย้อนกลับไปยัง Lauterbrunnen แต่พอออกเดินมาได้ 5 นาที ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่เลย 555 เลยกลับเข้ามาหลบฝนตรงใต้สถานีกระเช้า

 

 

หลังจากที่หลบฝนไปได้ซักพัก แต่ฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก อากาศก็หนาวๆชื้นๆ เราเลยตัดสินใจนั่งรถบัสกลับไปยัง Lauterbrunnen ละกัน แล้วก็เดินเล่นในหมู่บ้านอีกซักพัก

 

20170708_183146

มุมมหาชนในอารมณ์มืดครึ้ม ฝนตก

พอกลับมาถึง Lauterbrunnen แล้วเราก็ยังมีเวลาเหลืออีกซักพักก่อนที่จะถึงรอบรถไฟกลับ เลยถือโอกาสเดินไปเที่ยวน้ำตก Staubbach ด้วยเลยก่อนจะกลับมาขึ้นรถไฟ

 

staubbach-falls-original-38148

น้ำตก Staubbach แบบภาพโปรโมตจากเน็ต

 

แล้วในที่สุดก็จบหนึ่งวันอันอัดแน่นไปด้วยการเดินที่ Lauterbrunnen นี้ น่าเสียดายนิดนึงตรงที่ฝนตกตอนเย็นๆ ท้องฟ้าตั้งแต่ช่วงบ่ายไปเลยมีเมฆมากหน่อยด้วย แต่ว่าวิวที่ได้ก็ยังสวยน่าประทับใจมาก เป็นหนึ่งใน Must see ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่แทบจะทุกคนที่มาเที่ยวประเทศนี้ต้องมาเยี่ยมเยือนแถบๆหมู่บ้านนี้ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าดีใจ คือแซนด์วิชที่เตรียมมายังเหลืออยู่ เก็บไว้กินเป็นมื้อเย็นบนรถไฟขากลับได้ แถมพอกินมื้อเย็นเสร็จแล้วก็ยังเหลืออยู่อีก 1 ชิ้นไว้กินตอนเช้าวันถัดไปอีก คุ้มค่าเงินจริงๆ จำไม่ได้แล้วว่าราคาวัตถุดิบเท่าไหร่ แต่คิดว่าหมดนี้นี่ไม่น่าจะเกิน 5 ยูโร หรือ 200 บาทแน่นอน 555 ก็ขอจบทริปเดินป่าที่ Lauterbrunen ไว้ที่ตรงนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวโพสต์หน้ามาอ่านเรื่องทริป 5 วันในเมือง Budapest ประเทศ Hungary ที่สวยมากๆต่อกันโนะ ส่วนตัวแล้วคิดว่าสวยพอๆกับปารีสเลย เดี๋ยวไว้มาดูรูปกัน

20170708_104828

France 5 Euro Trip: Nantes & ค่าใช้จ่าย

เราเดินทางมาถึงเมือง Nantes ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ตอนเวลาประมาณเที่ยง รถบัสจากเมือง Rennes วิ่งมาจอดที่สถานี Haluchère ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองและเราต้องซื้อตั๋วนั่งรถรางต่อเข้ามายังใจกลางเมืองในราคา 1.6 ยูโร (ราคาค่าโดยสารขนส่งมวลชนที่ประเทศฝรั่งเศสนี่จัดว่าถูกมากๆ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ขนาดที่เยอรมันที่ค่าครองชีพเฉลี่ยถูกกว่านิดหน่อย ค่าโดยสารขนส่งมวลชนยังแพงกว่าเลย ประเทศไทยไม่ต้องพูดถึง เทียบราคากันแล้ว ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยอาจจะถูกกว่า แต่ลองคิดว่าที่ฝรั่งเศส เราจ่ายเงิน 1.6 ยูโร สามารถนั่งไปได้สุดสาย ซึ่งราคานี้ ซื้อแซนวิชที่นั่นยังไมได้เลย แต่ที่ไทย ค่าโดยสาร BTS สูงสุด 57 กินข้าวได้มื้อนึงแล้ว)

โฮสต์จาก Couchsurfing ส่งข้อความมาบอกเราก่อนหน้านี้แล้วว่าวันนี้จะกลับบ้านช้า เราเลยไปเดินเที่ยวในเมืองก่อนเลย สำหรับเมือง Nantes นี้ก็เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ขึ้นมาอีกระดับละ ถึงแม้จะยังสามารถเดินเที่ยวแถวใจกลางเมืองที่ไม่ใหญ่มากได้ แต่ว่าก็ยังมี Landmark อื่นๆกระจัดกระจายออกไปในตัวเมือง แต่ว่าวันนั้นเรามีเวลาแค่ประมาณครึ่งวันก็เลยได้เดินดูแค่แถวๆใจกลางเมือง ไปดูรูปกันเลยดีกว่า เรียงลำดับตามสถานที่ที่เดินผ่าน

เริ่มที่บรรยากาศบริเวณย่านที่อยู่อาศัยด้านนอกใจกลางเมืองก่อน

20170611_135224.jpg

หอคอย LU ของโรงงานบิสกิตเก่าที่ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะและคอนเสิร์ตในปัจจุบัน

ถนน Cours Saint-Pierre กับวิวของ Château des ducs de Bretagne ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ประจำเมือง Nantes ที่ตั้งอยู่ข้างๆ

ที่ปลายสุดของ Cours Saint-Pierre จะเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ชื่อ Place Maréchal-Foch มีเสาใหญ่ๆตั้งอยู่ตรงกลางถนนๆ และมีรูปสลักรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กษัตริย์คนสุดท้ายของฝรั่งเศสก่อนจะเกิดการปฏิวัติของประชาชนตั้งอยู่ด้านบน

ถัดเข้ามาทางทิศใจกลางเมือง ข้างๆ Cours Saint-Pierre จะมีมหาวิหาร Cathedral Of St. Peter and St. Paul ตั้งอยู่ ซึ่งข้างๆตัวมหาวิหารติดกับ Cour Saint-Pierre จะมีซากปรักหักพังของกำแพงเมืองและประตูเมืองเก่าหลงเหลืออยู่ให้เราเห็น มุมนี้เป็นมุมที่เราชอบที่สุดมุมหนึ่งในเมือง Nantes เลย

หลังจากเดินผ่านประตูเมืองเก่าเข้ามาแล้ว เราก็จะมาอยู่ตรงจัตุรัสด้านหน้าของมหาวิหาร และจะได้เห็นด้านหน้าของมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารได้อย่างเต็มตา

20170611_143810

Place Saint-Pierre จัตุรัสด้านหน้ามหาวิหาร

20170611_142802.jpg

Cathedral Of St. Peter and St. Paul

เดินย้อนกลับออกไปเดินเที่ยวด้านในปราสาท Château des ducs de Bretagne ด้านในป้อมปราการของปราสาทจะเป็นลานโล่งๆ มีตึกสามสี่ตึกตั้งอยู่รอบๆ ตึกภายในอาณาเขตของปราสาทแต่ละตึกนั้นจะถูกสร้างขึ้นในคนละยุคหมดเลย ทำให้มีหน้าตาแตกต่างและไม่เข้าพวกกัน

20170611_150112

เราสามารถเดินดูตรงลานด้านในปราสาทและเดินขึ้นไปเดินวนรอบปราสาทตรงทางเดินบนป้อมปราการได้ฟรี แต่ถ้าจะเข้าไปดูด้านในตัวตึกซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์จะต้องเสียค่าเข้า

นอกจากนี้ตรงบริเวณสวนด้านล่างรอบๆปราสาทยังเป็นสวนสาธารณะที่สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจได้

เสร็จจากปราสาทแล้วเราก็เดินเข้าไปสำรวจในตัวใจกลางเมืองต่อ

อาคารเก่าๆหน้าตาแปลกๆก็มีนะ ส่วนใหญ่จะอยู่ตรงโซนผับบาร์ที่อยู่ระหว่างโบสถ์ Église Sainte-Croix กับปราสาท Château des ducs de Bretagne

ระหว่างนั้น โฮสต์ของเราที่ชื่อ Nemo (ชื่อจริงๆเค้าชื่อ Naomi แต่เค้าให้เรียกว่า Nemo 555) ก็โทรมาบอกว่ากำลังกลับบ้านแล้ว ไปหาที่บ้านได้เลย เลยแวะเดินผ่านปราสาทอีกรอบ ก่อนจะเดินไปบ้าน Nemo

20170611_185734.jpg

พอไปถึงบ้าน รูมเมทของ Nemo ที่พูดภาษาอังกฤษได้แบบงูๆปลาๆมาเปิดประตูให้ แล้วก็ออกไปธุระ แล้วซักพัก Nemo ก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกับเพื่อนอีกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ชื่ออะไรจำไม่ได้ละ เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย 555 แล้วอีกซักพักเพื่อนของ Nemo อีกคนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งก็ตามมา คนนี้ชื่อ Emily เสร็จแล้วก็คุยกันซักพัก แล้ว Nemo กับ Emily ก็พาเราเดินเข้าไปในเมือง ส่วนเพื่อนอีกคนนอนอยู่บ้านเพราะเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก 55555

พอเข้ามาในเมืองเสร็จเราก็ไปซื้อแซนด์วิชที่ร้าน Pita Pit ซึ่งเป็นเฟรนไชส์ฟาสฟู้ดจากประเทศแคนาดามานั่งกินตรงหน้าปราสาทกัน ซึ่งมันจะเป็นคล้ายๆแป้งโรตีม้วนห่อไส้ที่เราเลือกไส้ข้างในได้ว่าจะใส่อะไรบ้าง จะใส่เนื้ออะไร ใส่ผักอะไร ใส่ชีสอะไร แล้วก็ใส่ซอสอะไร รสชาติอร่อยมากกกก อยากให้ที่เยอรมันมีบ้าง

พอกินจนหมดแล้วเราก็ไปนั่งดื่มกันต่ออีก 2 บาร์แล้วก็เม้ามอยไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน Nemo กับ Emily เป็นคนที่คุยสนุกแล้วก็ตลกมาก นั่งคุยกันอารมณ์เหมือนคุยกับเพื่อนอยู่จริงๆเลย ถึงแม้ว่าโฮสต์คนแรกของทริปครั้งนี้จะยกเลิกตอนวินาทีสุดท้าย แต่ว่าอย่างน้อยหลังจากนั้นเราก็ได้เจอแต่คนดีๆตลอดทั้งทริป ทั้งโฮสต์ ทั้งคนขับรถ ก็ถือว่ารวมๆแล้วประสบการณ์ของทริปครั้งนี้ก็จัดว่าดีมากอยู่นะ สำหรับเมือง Nantes นี้เพราะว่ามีเวลาน้อย เราเลยได้สัมผัสกับแค่เปลือกๆของเมืองนี้เท่านั้น จริงๆแล้วสภาพโดยรวมของเมือง Nantes ก็คล้ายๆกับเมือง Rennes มีตึกรามบ้านช่องที่หน้าตาคล้ายๆกัน แต่ว่า Nantes จะเป็นเมืองใหญ่ ที่มีความวุ่นวายมากกว่า มีรถราวิ่งไปมาผ่านใจกลางตัวเมืองอะไรอย่างนี้ แล้วก็จะมีสถานที่สำคัญต่างๆกระจัดกระจายออกไปในตัวเมือง ไม่ได้มากระจุกรวมกันอยู่ในใจกลางเมือง Landmark อีกอย่างที่มีชื่อเสียงมากๆของเมือง Nantes ก็คือหุ่นยนต์ช้างที่สามารถขยับตัวได้ เดินได้ พ่นน้ำได้ และยังมีขนาดที่ใหญ่มากๆแบบสามารถจุคนบนหลังได้หลายคนเลย เหมือนในรูปประกอบ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเมือง Nantes ที่ Nemo และ Emily เล่าให้ฟังก็คือเทศกาลงานศิลปะของเมือง Nantes ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาและสิงหาคมทุกๆปี ซึ่งในช่วงเวลานี้ ทั่วทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยงานศิลปะขนาดเล็กใหญ่มากมาย และบรรยากาศของตัวเมืองจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวประเทศฝรั่งเศสและสนใจในงานศิลปะล่ะก็ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมมากๆที่จะมาเที่ยวเมือง Rennes

les_machines_de_lile._nantes_le_grand_elephantc_j_do_billaud_fin_juillet_2018.jpg

เช้าวันต่อมา เป็นวันที่เราต้องออกเดินทางไปสนามบินแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางกลับไปยัง Karlsruhe เราปลุก Nemo ขึ้นมาบอกลา ก่อนจะเดินทางไปยังสนามบิน Nantes ด้วยวิธีที่ Nemo เขียนบอกไว้ให้ การเดินทางจากตัวเมืองไปยังสนามบิน Nantes สามารถทำได้สองแบบ แบบแรกคือการนั่งรถบัส Transfer ระหว่างสนามบินกับตัวเมืองเลย ซึ่งจะใช้เวลาแค่ 20 นาที แต่จะต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วเป็นจำนวน 9 ยูโร ส่วนแบบที่สอง คือการนั่งรถรางธรรมดาสาม 3 ไปลงที่สถานี Neustrie แล้วนั่งรถบัสสาย 48 ต่อไปยังสถานี Nantes Atlantique ซึ่งก็คือสถานีสนามบิน วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 27 นาที แต่ต้องซื้อตั๋วเดินทางแบบธรรมดาที่ราคาแค่ 1.6 ยูโรต่อเที่ยวแค่นั้น ประหยัดไปได้เยอะเลย

20170612_074118

และแล้ว ทริป 5 วันในฝรั่งเศสครั้งนี้ก็เดินทางมาถึงจุดจบจนได้ ก็เป็นอีกทริปที่ได้เจอคนดีๆมากมายที่ทำให้ทริปนี้กลายเป็นทริปที่ประทับใจมากและเป็นหนึ่งในจุดหมายที่อยากจะกลับไปอีกครั้ง และที่สำคัญก็คือเป็นทริปที่เราได้ไปเยือนสถานที่ที่อยากไปซักครั้งมานานมากแล้วซึ่งก็คือ Mont-Saint-Michel อีกด้วย >< ก่อนจะเดินทางกลับไปถึงเมือง Karlsruhe เรามีเวลาว่างระหว่างรอต่อรถไฟที่เมือง Strabourg อยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เลยถือโอกาสเดินเที่ยวเมืองไปด้วย เลยเดี๋ยวโพสต์รูปของย่าน Petit France ของเมือง Strasbourg เป็นของแถมเลยละกัน 555 หลังจากนี้ทริปต่อไปที่จองไว้แล้วก็จะเป็นทริปไปหมู่บ้าน Lauterbrunnen ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์แบบไปเช้าเย็นกลับ ถ้าระหว่างนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น โพสต์ต่อไปที่จะเขียนก็น่าจะเป็นโพสต์รวมรูปจากทริปนี้ สำหรับตอนนี้ขอปิดทริปไปด้วยสรุปค่าใช้จ่ายประจำทริป กับรูปจากเมือง Strasbourg ก่อน แล้วมาติดตามกันต่อในโพสต์หน้าโนะ

สรุปค่าใช้จ่ายประจำทริป

วันที่หนึ่ง

  • รถไฟความเร็วสูง ICE จาก Karlsruhe ไป Strabourg – 30.10 ยูโร
  • รถไฟจากสถานีรถไฟหลัก Strasbourg ไปสนามบิน Strasbourg – 2.60 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Strasbourg ไปสนามบิน Marseille Provence  – 5 ยูโร
  • ตั๋วรถบัสไปกลับระหว่างสนามบิน Marseille Provence กับเมือง Aix-en-Provence – 13.80 ยูโร
  • ที่พักใน Aix-en-Provence 1 คืน + อาหารเช้า – 25.30 ยูโร
  • อาหารเย็น เมนูชีสเบอร์เกอร์ร้านข้างทาง – 6.90 ยูโร

วันที่สอง

  • อาหารกลางวัน เคบับร้านในตัวเมือง – 3.90 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Marseille Provence ไปสนามบิน Rennes – 5 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร

วันที่สาม

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • อาหารเช้า แซนด์วิชกับครัวซองต์อย่างละชิ้น – 4.75 ยูโร
  • เที่ยวรถไปกลับระหว่าง Rennes กับ Mont-Saint-Michel จาก Blablacar – 14 ยูโร
  • ค่าเข้าชมวิหารบน Mont-Saint-Michel – 10 ยูโร
  • อาหารกลางวัน เมนูแฮมเบอร์เกอร์ร้านในตัวเมือง – 6.80 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • ซื้อมันฝรั่ง นม กับขนมปังเบเกอรี่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต – 5.15ยูโร

วันที่สี่

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • รถบัสจาก Rennes ไป Nantes – 5 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.60 ยูโร
  • อาหารกลางวัน Mcdonald – 4.80 ยูโร
  • อาหารเย็น Pita Pit – 7.40 ยูโร
  • เบียร์แก้วเล็ก 2 แก้ว – 5.80 ยูโร

วันที่ห้า

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.60 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Nantes ไปสนามบิน Strasbourg – 5 ยูโร
  • รถไฟจากสนามบิน Strasbourg เข้าเมือง – 2.60 ยูโร
  • ห้องน้ำสาธารณะ – 0.80 ยูโร
  • รถไฟความเร็วสูง ICE จาก Strabourg ไป Karlsruhe – 30 Euro

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 203.9 Euro = 7717.30 บาท

นี่ถ้าไม่มีเรื่องให้ต้องเปลี่ยนจากรถบัสไปนั่งรถไประหว่าง Kalrsruhe กับ Strasbourg จะประหยัดลงไปได้อีก 48.3 ยูโร หรือประมาณ 1800 บาทเลยนะเนี่ย

20170612_113422

สถานีรถไฟหลักของเมือง Strasbourg ที่หน้าตาเหมือนจานบิน

20170612_120500.jpg

 

France 5 Euro Trip: Mont-Saint-Michel

เราทุกคนคงจะมี bucket lists เป็นของตัวเอง bucket lists ก็คือรายชื่อของสิ่งที่อยากทำมากๆสักครั้งในชีวิต อาจจะเป็นกิจกรรมที่อยากทำ อาจจะเป็นเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะทำให้สำเร็จ หรืออาจจะเป็นสถานที่ที่อยากจะไปเห็นกับตาสักครั้งในชีวิตก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องของสถานที่นั้น สถานที่ที่เราอยากไปเห็นกับตาตัวเองมากที่สุดตั้งแต่ยังจำความได้ ก็คือปราสาท Neuschwanstein ในประเทศเยอรมนี ที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราชอบประเทศเยอรมนีมากๆมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะมาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนีจนถึงทุกวันนี้เลย ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เราก็ได้ไปเยือนปราสาท Neuschwanstein แห่งนี้มา 2 ครั้งแล้ว 555 ก็เป็นอันว่าได้ติ๊กถูกลงไปใน bucket list ของเราละ ว่าปราสาทนี้เราได้ไปมาแล้ว ส่วนอีกที่นึงที่เราอยากไปมากๆ และอยู่ใน bucket list มาตั้งแต่จำความได้ ก็คือเมืองปารีส ซึ่งก็ได้ไปมาแล้วอีกเหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าจะติ๊กถูกลงไปในสองรายการนี้แล้ว ก็ยังมีสถานที่อีกหลายๆที่มากที่เราอยากไป แต่ถ้าจะพูดถึงสถานที่ที่เราอยากไปมากๆแบบอยากไปเห็นสักครั้งในชีวิตจนถึงขั้นยกขึ้นไปอยู่ใน bucket lists ของเราแล้วล่ะก็ คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก Mont-Saint-Michel นี่แหละ เรารู้จัก Mont-Saint-Michel ครั้งแรกก็ตอนที่ค่อนข้างโตแล้ว ไม่เหมือนกับปราสาท Neuschwanstein หรือเมืองปารีสที่เคยเห็นภาพ เคยได้ยินชื่อ เคยรู้จัก เคยใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก จำไม่ได้แล้วว่ารู้จัก Mont-Saint-Michel ได้ยังไง แต่ตอนแรกคือรู้จักเมือง Minas Tirith มาจาก The Lord of the Rings: The Return of the King คือตอนที่เห็นฉากของเมืองนั้นนั้นเต็มๆตาในหนังนั้น รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก แบบว่าว้าว!! เมืองสร้างขึ้นไปเป็นชั้นๆแบบขั้นบันไดแล้วก็มีวิหารอยู่ชั้นบนสุด มันช่างยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการจริงๆ แล้วต่อมาพอได้เห็นภาพของ Mont-Saint-Michel ก็รู้สึกถึงความคล้ายคลึงกันกับ Minas Tirith ในหนังอย่างมากๆ เลยทำให้ตั้งใจว่าต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้มาตั้งแต่ตอนนั้นเลย (จริงๆแล้วตัวหนังก็ใช้ Mont-Saint-Michel เป็นต้นแบบในการออกแบบ Minas Tirith ประกอบกับคำบรรยายของ J.R.R. Tolkien จากในหนังสือจริงๆด้วยแหละ)

minas_tirith_imax_by_lexgoomer-d66adiw

Minas Tirith

20170610_125951.jpg

Mont-Saint-Michel

lovethailand_content-1402987133.jpg

ภูเขาทอง สู้ได้มะ 55 ภาพจาก http://www.lovethailand.biz/travel/th/17-กรุงเทพมหานคร/925-วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร-และภูเขาทอง.html#!prettyPhoto

และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง โอกาสที่จะได้มาเห็น Mont-Saint-Michel ของจริงก็มาถึง ซึ่งก็คือเช้าวันนี้ในเมือง Rennes ที่ท้องฟ้าสดใส พระอาทิตย์ส่องแสง และอากาศดีสุดๆนั่นเอง! สำหรับการเดินทางจากเมือง Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ตอนแรกเรากะว่าคงต้องนั่งรถบัสที่ราคาเที่ยวละ 15 ยูโรไป แต่ว่าก่อนที่จะออกเดินทางทริปนี้ เราก็เข้าไปในเว็บ Blablacar แล้วก็ตั้งค่าให้เว็บส่งอีเมลล์มาบอกด้วยถ้าเกิดว่ามีใครมาลงข้อมูลในเว็บไว้ว่าจะขับรถจาก Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ในวันเดียวกันกับวันที่เราต้องการเดินทาง ซึ่งก็มีจริงๆ ตอนวันก่อนวันเดินทาง เว็บ Blablacar ส่งอีเมลล์มาบอกเราว่ามีสมาชิกคนหนึ่งลงข้อมูลไว้ว่าจะขับรถจาก Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ตอนเช้า แล้วก็ขับกลับจาก Mont-Saint-Michel มายัง Rennes ในตอนบ่ายในวันที่เราต้องการเดินทาง ซึ่งก็โป๊ะเชะ ลงตัวสุดๆ เลยเข้าเว็บจองทั้งขาไปขากลับเลย ราคาขาไปขากลับรวมกันแค่ 14 ยูโร ได้ประหยัดค่าเดินทางไปครึ่งหนึ่ง

20170610_081619.jpg

ตรงจุดนัดพบในสถานีรถไฟ มีนักเปียโนชื่อดังฝีมือฉกาจคอยบรรเลงเพลงขับกล่อมผู้คนที่เดินผ่านไปมา

วันเดินทาง เราก็เจอกับคนขับและผู้โดยสารคนอื่นๆอีก 3 คนที่จุดนัดพบ ซึ่งก็คือด้านในสถานีรถไฟหลักของเมือง Rennes ตั้งแต่เช้า และเมื่อทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เราก็ออกเดินทางกัน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ คนขับของเราในวันนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เค้าก็คือไกด์ทัวร์ที่เดินทางไป Mont-Saint-Michel เพื่อไปนำกรุ๊ปทัวร์ชาวอิตาเลียนขึ้นไปชมวิหารที่อยู่บนยอดของ Mont-Saint-Michel นั่นเอ๊งงงง!!! ดีงามมาก แชร์รถไปสถานที่ที่อยากไปสักครั้งในชีวิตทั้งทีก็ไม่ใช่ว่าแชร์รถไปกับคนธรรมดานะจ๊ะ ไปกับไกด์ทัวร์ของสถานที่นั้นเลยทีเดียว แต่เค้าก็ไม่ได้เล่าหรือบรรยายอะไรเกี่ยวกับ Mont-Saint-Michel ที่เป็นเชิงลึกให้ฟังนะ 555 แค่เล่าให้ฟังว่าที่นั่นจะมีไกด์ทัวร์พาเราเดินเท้าเปล่าไปบนพื้นทรายรอบๆตัว Mont-Saint-Michel ไปชมวิวรอบๆ แล้วก็ทดลองยืนบนทรายดูดให้โดนดูดลงไปนิดนึง อะไรอย่างนี้ (ปกติตรงบริเวณหาดทรายรอบๆเกาะจะไปเดินเล่นมั่วๆเองไม่ได้ เพราะว่าหนึ่ง บางบริเวณเป็นทรายดูด สอง เห็นเป็นที่ว่างโล่งๆแบบนี้ แต่พอเวลาน้ำขึ้นมาทีนี่วิ่งหนีไม่ทันนะจ๊ะ แล้วสิ่งที่อันตรายที่สุดเลยก็คือกรณีที่เราไปติดตรงทรายดูดเข้าตอนที่น้ำทะเลกำลังจะขึ้นพอดี =[]=!! ถ้าเกิดว่าเราเกิดไปติดอยู่ตรงหาดแล้วกลับเข้าฝั่งไม่ได้เพราะน้ำทะเลกำลังขึ้น เค้าจะต้องส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับ ซึ่งเราต้องจ่ายค่าใช้จ่ายตรงนั้นเองทีหลังด้วย ซึ่งก็คงจะแพงมากๆเลยทีเดียว) แล้วก็บอกว่าเป็นทัวร์ที่น่าสนใจและวิวสวยมากๆ และราคาไม่แพงด้วย แต่เราก็ไม่ได้หาข้อมูลต่อนะ เพราะว่ายังไงก็มีเวลาไม่พออยู่แล้ว ตั้งใจว่าจะเดินสำรวจบนตัวเกาะอย่างเดียว

mc_6.jpg

ภาพจาก http://www.stjo-chateaubriant.fr

ระหว่างที่นั่งรถไปนั่ง คนขับที่ชื่อ Jil ก็ชวนคุยนั่นนี่ แล้วก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังเยอะแยะมากมาย ประสาคนเป็นไกด์อะ มีเรื่องเล่าเยอะและพูดเก่งมาก จำไม่ได้ละว่าเล่าอะไรมาบ้าง 555 แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เรื่องกษัตริย์ เรื่องการล่าอาณานิคม เรื่องการทูตกับฝรั่งเศสอะไรอย่างงี้ แล้วเค้าก็บอกว่าถ้ามีโอกาสลองไปเที่ยวเมือง Brest ดู จะได้ไปดูสถานทูตไทยแห่งแรกในฝรั่งเศส

หลังจากที่นั่งรถกันมาประมาณชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดเราก็มาถึงบริเวณที่จอดรถของ Mont-Saint-Michel ที่อยู่ลึกเข้ามาบนฝั่งแผ่นดินใหญ่ จากตรงที่จอดรถจะมีรถบัสโดยสารฟรี ที่จะขับวนไปวนมาระหว่างตัว Mont-Saint-Michel กับลานจอดรถ โดยจะหยุดจอดที่ป้ายอีกป้ายตรงระหว่างปลายทางสองปลายทางนี้ด้วย ก็คือป้ายริมฝั่งทะเลฝั่งแผ่นดินใหญ่ หลังจากจอดรถกันแล้ว ผู้ร่วมเดินทางอีก 3 คนก็บอกลา Jil เพราะว่า 3 คนนั้นจะไม่นั่งกลับมากับ Jil แล้วเรากับ 3 คนนั้นก็มาขึ้นรถบัสไปยัง Mont-Saint-Michel ด้วยกัน แล้วก็แยกกันตรงนั้น และแล้วในที่สุด Mont-Saint-Michel ที่เราเฝ้าใฝ่ฝันถึงมาเป็นเวลานานหลายปีก็มาตั้งตระหง่านอยู่ตรงเบื้องหน้าเรานี้แล้ว ความรู้สึกตอนนั้นมันช่างตื้นตันใจ พูดไม่ออกเลย Mont-Saint-Michel ของจริงมันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่อยากเชื่อว่าคนในสมัยโบราณจะสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้

20170610_100139

20170610_100027.jpg

สภาพพื้นทรายที่รายล้อม Mont-Saint-Michel

IMG_20170618_133620_122

ตอนที่เราไปถึง Mont-Saint-Michel เป็นช่วงที่น้ำลง ทำให้มองเห็นพื้นที่บริเวณรอบๆเป็นพื้นทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่มีร่องรอยทางน้ำคดเคี้ยวไปมาเป็นระยะๆ บริเวณตัว Mont-Saint-Michel นั้น ชั้นล่างสุดจะประกอบไปด้วยป้อมปราการที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ล้อมรอบตัวหมู่บ้าน และด้านในป้อมปราการก็จะเป็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่และทางเดินที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปมาขึ้นไปยังด้านบนยอดของเกาะที่มีวิหาร Chapelle Notre-Dame-sous-Terre ตั้งอยู่ บริเวณหมู่บ้านและป้อมปราการจะตั้งอยู่แค่ตรงฝั่งที่หันหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นเนินเขาว่างๆที่มีแค่ต้นไม้ขึ้นปกคลุม ตรงถนนในหมู่บ้านที่ทอดยาวขึ้นไปบนยอดเขานั้นก็จะมีจุดที่แตกแขนงออกไปเป็นถนนเส้นอื่นๆอีกสามสี่จุด แต่ว่าการที่จะเดินสำรวจตามถนนให้ครบทุกสายก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะขนาดเรามีเวลาแค่สามชั่วโมงนิดๆยังเดินสำรวจจนทั่วได้เลย (แต่ก็แอบรีบๆหน่อย) พวกบ้านหลังเล็กหลังน้อยต่างๆที่เราเห็นบนเกาะนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นห้องพักของโรมแรมหมดเลย ถ้าไม่งั้นก็เป็นพวกร้านค้า พิพิธภัณฑ์ อะไรอย่างงี้ ไม่น่าจะมีบ้านที่คนอาศัยอยู่จริงๆ (มั้ง) นอกจากนี้ บนป้อมปราการที่ตั้งล้อมรอบตัวหมู่บ้านอยู่นั้นก็มีทางเดินให้เราขึ้นไปเดินดูวิวตรงด้านบนของป้อมได้ แถมทางเดินนั้นก็ยังทอดยาวไปเชื่อมกับถนนสายอื่นๆของหมู่บ้าน และทอดยาวขึ้นไปจนถึงด้านบนที่เป็นมหาวิหารอีกด้วย เดี๋ยวไปดูรูปกันดีกว่า ว่าสภาพด้านในของ Mont-Saint-Michel นี้เป็นยังไงบ้าง

หลังจากเดินจากด้านบนของป้อมปราการ ผ่านบ้านเรือนหลังเล็กหลังน้อยไม่กี่หลังมาซักพัก เราก็มาถึงยังตัววิหารที่อยู่บนยอดของเกาะ เส้นทางนี้จะพลุกพล่านน้อยกว่าเส้นทางเดินปกติที่วนไปรอบเกาะและขนาบข้างไปด้วยร้านค้าต่างๆมาก เดินสบายๆ ถ่ายรูปสบายๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนติดเข้ามาในเฟรมเลย หลังจากมาถึงตัววิหารแล้วเราก็ต้องจ่ายค่าเข้าชมเป็นจำนวน 10 ยูโร แล้วก็สามารถเดินขึ้นไปดูด้านในวิหารได้ ซึ่งด้านในของวิหารนั้นก็ใหญ่มากๆ นอกจากส่วนที่เป็นโบสต์แล้วก็ยังมีห้องหับต่างๆมากมายเลย แต่ละห้องก็จะอับๆมืดๆทึมๆนิดหน่อย แต่สภาพภายในนี่เหมือนยกเอาห้องเรียนในปราสาทฮอกวอร์ตในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์มาเลย

20170610_102946

วิวจากลานด้านหน้าตัววิหาร

มาถึงมุมที่ชอบที่สุดบนเกาะนี้ มุมนี้กดชัตเตอร์รัวๆ เลือกรูปไม่ถูกเลย 555 ชอบทุกมุม รักพี่เสียดายน้อง

มาดูในโซนของหมู่บ้าน (ที่ส่วนใหญ่จะเป็นห้องพักของโรงแรม) กันบ้างเนอะ

บรรยากาศของถนนสายการค้า ที่นักท่องเที่ยวจะมาออกันเต็มไปหมด

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงประตูป้อมปราการทางเข้าหมู่บ้าน Mont-Saint-Michel แล้วเรายังเหลือเวลาอยู่อีกหน่อย เลยเดินขึ้นไปบนป้อมปราการอีกครั้ง แล้วก็เดินสำรวจไปตรงทิศทางตรงกันข้ามกับที่เดินตอนแรก

20170610_122533.jpg

ระหว่างที่กำลังเดินบนป้อมปราการอยู่ก็เห็นกลุ่มคนที่กำลังเดินทัวร์เท้าเปล่าเดินกันเป็นขบวนอยู่ข้างล่างด้วย

20170610_124031

แผนที่ถนนใน Mont-Saint-Michel เส้นที่อยู่รอบนอกสุดคือทางเดินบนป้อมปราการ เส้นที่อยู่ถัดเข้ามาคือถนนสายร้านค้าที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนเส้นอื่นๆจะมีคนน้อยกว่า บางเส้นก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนที่นี้

20170610_125753

ขากลับนักท่องเที่ยวเยอะขึ้นมาก

เวลาล่วงเลยมาจนถึงประมาณบ่ายโมง เราเดินย้อนกลับจาก Mont-Saint-Michel มาตามถนนจนมาถึงจุดที่รถบัสฟรีมาจอดส่งผู้โดนสายเมื่อตอนเช้า แล้วก็ขึ้นรถ นั่งย้อนกลับเข้ามายังฝั่งแผ่นดินใหญ่ จากจุดนั้นรถจะวิ่งไปจอดสองป้าย ป้ายแรกจะอยู่ตรงใกล้ๆริมฝั่ง ส่วนป้ายถัดไปจะอยู่ตรงลานจอดรถที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ เรานั่งรถมาลงป้ายแรกก่อน เพื่อจะได้เดินมาถ่ายรูป Mont-Saint-Michel จากมุมไกลๆก่อนแป๊บนึง ก่อนจะต้องบอกลากันในวันนี้

เสร็จแล้วเราก็กลับมาขึ้นรถบัสไปลงที่ลานจอดรถ แล้วก็ไปเจอกับ Jil ที่รถของเค้า ขากลับเที่ยวนี้มีเราเดินทางกลับกับเค้าแค่คนเดียว ก็เลยคุยยาว Jil บอกว่าจริงๆแล้วอีกที่ที่น่าไปเที่ยวมากๆเลยในบริเวณก็คือ Saint-Malo ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่มีป้อมปราการสร้างไว้ล้อมรอบ เค้าบอกว่าเนี่ยเธอน่าจะไปเที่ยวที่นั่นต่อหลังจากเที่ยว Mont-Saint-Michel เสร็จนะ อ้าวพูดเหมือนจะขับพาไปอย่างงั้นอะ ก็นี่กำลังนั่งรถกลับเมือง Rennes ไปกับเค้าแล้วจะให้ไปยังไงล่ะ 55555

oU4jkTB5gb4o8fpZhQXyAfzj

เมือง Saint Malo ภาาพจาก https://www.thinglink.com/scene/842669215910461442

ระหว่างทาง Jil แวะจอดรถแล้วก็ชี้มือเข้าไปตรงข้างทางให้เราดูทางเดินแคบๆที่ขนาบไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมายและมีข้าวของต่างๆมากมายวางอยู่เต็มไปหมด และตรงปลายทางเดินนั้นก็มีป้ายหลุมศพรูปไม้กางเขนป้ายหนึ่งตั้งอยู่ Jil บอกเราว่า หลุมศพนี้เป็นหลุมศพของนักบุญ Saint-Lénard แห่งเคว้น Brittany แล้วก็เล่าตำนานของ Lénard ให้ฟังว่าสมัยก่อน Lénard เป็นคนที่เกเรมาก ชอบแกล้งคนที่ขี่เกวียนผ่านไปมาโดยการเอาหินก้อนใหญ่ๆมาวางขวางทางเยอะๆให้เกวียนขับผ่านไม่ได้แล้วก็จะไปซ่อนตัว แล้วพอ Lénard เห็นคนที่ขับเกวียนผ่านมาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่ขับเกวียนผ่านไปไม่ได้เมื่อไหร่ก็จะส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมา มีอยู่วันหนึ่ง Lénard กำลังเดินเล่นอยู่ในป่า แล้วก็โน้มแอปเปิลลูกหนึ่งจากต้นแอปเปิลมากิน แต่แอปเปิลลูกนั้นมีรสขมมาก เขาเลยเดินต่อไป เวลาผ่านไป Lénard กลับมาเจอต้นแอปเปิลต้นนั้นอีกครั้ง แล้วก็เห็นว่าลูกแอปเปิลที่เขากัดเข้าไปนั้นมีสีสวยขึ้น เลยลองโน้มลงมากัดอีกครั้ง คราวนี้แอปเปิลลูกนั้นที่สุกแล้วกลับมีรสชาติหวานกรอบอร่อย Lénard ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ขนาดแอปเปิลที่ขมๆ มันยังหวานขึ้นได้ แล้วทำไมเราจะกลับตัวกลับใจกลายเป็นคนดีบ้างไม่ได้ล่ะ พอคิดได้ดังนั้น Lénard จึงสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้จะเลิกทำตัวเกเร และจะทำแต่ความดีและช่วยเหลือผู้คน แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีชาวนาคนหนึ่งกำลังขับเกวียนผ่านมาพอดี แต่ตัวเกวียนกลับไปติดหล่มดินโคลนเข้า Lénard เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อที่จะช่วยเข็นเกวียนให้หลุดออกมาจากหล่มนั้น แต่ชาวนาคนนั้นซึ่งเคยโดน Lénard แกล้งบ่อยๆจำ Lénard ได้ ด้วยแรงแค้นจึงพูดออกมาเสียงดังว่า “Lénard เจ้าคนจิตใจวิปริต วันนี้เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับข้าไว้!!” แล้วก็หยิบท่อนไม้ออกมาฟาดหัว Lénard อย่างแรงจนสิ้นใจตาย โดยที่ยังไม่เคยได้ทำความดีซักครั้งหนึ่งเลย แต่ก่อนตาย Lénard อธิบายให้ชาวนาเข้าใจถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ชาวนาจึงเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปมาก แล้วก็ขุดหลุมฝัง Lénard แล้วก็เอาหินก้อนใหญ่มาวางทับไว้

เวลาผ่านไป ข่าวลือต่างแพร่สะพัดว่า Lénard กลับตัวกลับใจเป็นคนดี และได้กลายเป็นนักบุญก่อนตาย และนอกจากนี้หลุมศพของ Lénard ก็ยังแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆนาๆอีกด้วย ใครที่อยากจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บอะไร ถ้าไปขอพรที่หลุมศพของ Lénard แล้วจะหายเป็นปลิดทิ้งทุกคน คนก็เลยแห่กันไปสักการะหลุมศพของ Lénard แต่มีคนซ่อมถนนคนหนึ่งที่ไม่เชื่อในอภินิหารของ Lénard ได้ผ่านมาตรงหน้าหลุมศพของ Lénard พอดี จึงพูดท้าทายออกไปว่า “Saint Lénard , Si tu as des pouvoirs, Fais le voir, Fais moi tortillard!” (นักบุญ Lénard ถ้าท่านมีพลังจริงๆก็แสดงมันออกมาสิ ทำให้ร่างกายของข้าบิดเบี้ยวเลย) แล้วคืนวันถัดว่า คนซ่อมถนนคนนั้นก็ต้องทรมานจากโรคเกาต์และไม่สามารถเดินได้ เขาจึงขอขมาต่อ Lénard ที่ได้ล่วงเกิน และสาบานว่าถ้าเขาหายจากความทรมานนี้ เขาจะสร้างสุสานเป็นกิจจะลักษณะให้กับ Lénard แทนที่หลุมศพเดิมที่เป็นแค่ก้อนหินธรรมดาๆวางอยู่เท่านั้น ต่อมาไม่นาน คนซ่อมถนนก็หายจากโรคเกาต์ แล้วเขาก็ช่วยบริจาคเงินเพื่อสร้างสุสานให้แก่ Lénard ซึ่งกลายมาเป็นหินรูปไม้กางเขนที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ปล. Lénard เป็นนักบุญที่รู้จักกันแค่ในแคว้น Brittany เท่านั้น เป็นเรื่องเล่าตำนานของแคว้น และไม่ได้มีการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญอย่างเป็นทางการจากพระสันตปาปา

20170610_141710.jpg

พิกัดคือ 48.292468, -1.571948

นอกจากเรื่องของ Lénard แล้ว Jil ยังเล่าเรื่องวัฒนธรรมกับประเพณีต่างๆของแคว้น Brittany ให้ฟังเยอะแยะมากมาย เค้าเล่าว่าแคว้น Brittany นี่เมื่อก่อนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส มีวัฒนธรรม มีภาษาเป็นของตัวเอง มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมากับชาว Celtic และชาว Welsh ในสหราชอาณาจัก พอมาอยู่ภายใต้ฝรั่งเศสแล้วก็โดนพยายามกลืนชาติ โดนบังคับไม่ให้ใช้ภาษาดั้งเดิม อะไรอย่างงี้ ทุกวันนี้คนที่พูดภาษา Breton ได้เลยมีน้อยมาก แต่ทุกวันนี้ก็มีการเปิดสอนภาษา Breton และมีการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒธรรมของ Brittany กันมากขึ้น

Breton+Parade-+Paris

Breton Parade ในกรุงปารีส ภาพจาก http://alanindyfed.blogspot.de/2011/05/case-for-brittany_18.html

และแล้วการเดินทางไปยัง Mont-Saint-Michel ก็จบลง สำหรับทริปสั้นๆครึ่งวันนี้ นอกจากจะได้ไปเยือนสถานที่ที่อยากไปให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต และได้ถ่ายรูปมาแบบนับไม่ถ้วนแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับแคว้น Brittany นี้มาอีกเยอะแยะมากมายเลย เรียกได้ว่า 14 ยูโรที่จ่ายไปนี่ นอกจากจะเป็นค่ารถแล้ว ยังเหมือนกับเป็นค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอีกด้วยนะเนี่ย คุ้มสุดๆ 5555 ประทับใจมากๆ เป็นทริปจาก Blablacar ที่สุดยอดมากๆ หลังจากที่ขับรถเข้ามาถึงตัวเมือง Rennes กันแล้ว Jil ก็มาส่งเราที่หน้าทางเข้าสวน Parc du Thabor ที่เค้าแนะนำว่าควรเข้าไปเดินเที่ยว แล้วเราก็บอกลากัน ก่อนที่เราจะออกเดินเที่ยวเมือง Rennes ในบ่ายวันนั้นต่อ

สำหรับเรื่องราวและภาพต่างๆจากเมือง Rennes เราก็ลงไว้ในโพสต์นี้แล้วโนะ https://petchpetals.wordpress.com/2017/06/17/france-5-euro-trip-rennes/ ก็เป็นว่าทริปฝรั่งเศส 4 คืนของเรานี้ก็ได้เดินทางมาถึงคืนสุดท้ายแล้ว สำหรับจุดหมายต่อไป เราจะเดินทางโดยรถบัสไปที่เมือง Nantes ซึ่งก็จะไปพักกับโฮสต์จาก Couchsurfing อีกคนหนึ่ง สำหรับจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ จะเป็นยังไงบ้างนั้น เดี๋ยวมาติดตามต่อในโพสต์ต่อไปกันโนะ

20170611_140646.jpg

Place Maréchal-Foch ในเมือง Nantes

France 5 Euro Trip: Rennes

เครื่องบินจากสนามบิน Marseille ใช้เวลาเดินทางมาถึงสนามบิน Rennes ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากที่มาถึงสนามบิน Rennes แล้วเราก็เดินตามแผนที่ออกมายังป้ายรถเมล์หน้าสนามบินที่มีรถเมล์สายที่วิ่งเข้าเมืองจอดรออยู่แล้ว เราเดินมาหยุดรอข้ามถนนตรงฝั่งตรงข้ามป้ายรถเมล์แป๊บนึง แล้วขณะที่ยังไม่ทันคิดได้อะไร รถเมล์คันนั้นก็วิ่งออกไปต่อหน้าต่อตา!!!! เฮ้ย ทำไมคุณทิ้งดาว!! นี่คือมองตามตาปริบๆ พลางทอดถอนใจในโชคชะตา แค่คืบจริงๆ เหมือนผีมาสิงอยู่ในอุรา เดินข้ามถนนมาดูตารางรถตรงป้ายรถเมล์ พลาดรถเที่ยวนี้ไปต้องรอเที่ยวต่อไปอีก 20 นาทีเลย เห้อ มันน่าตีจริงๆ น่าจะเช็ครอบรถมาก่อน ระหว่างที่รอรถรอบถัดไปก็เลยส่งข้อความไปหาโฮสต์ บอกว่ามาถึงแล้วนะ กำลังจะเดินทางไปที่บ้าน หลังจากผ่านไป 20 นาที รถเมล์คันถัดไปก็เดินทางมาถึง แล้วเราก็เดินทางเข้าไปยังตัวเมือง Rennes แล้วก็เดินทางต่อไปยังที่อยู่ของโฮสต์จาก Couchsurfing กัน

โฮสต์ของเราในเมือง Rennes คนนี้เป็นคุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวชื่อ Anne ที่มีลูกชายวัยรุ่นสองคนชื่อ Louis กับ Titoine ตอนที่เราไปถึง ลูกๆสองคนยังไม่กลับบ้าน Anne เลยพาเราไปวางกระเป๋าแล้วก็ชวนคุยนู่นนี่ก่อน เรานัดกันมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าเดี๋ยวเราจะทำอาหารไทยให้กินตอบแทนที่เค้าโฮสต์เรา แต่ว่าตอนผ่าน Security ที่สนามบิน Marseille ดันโดนโยนเครื่องปรุงที่เพิ่งซื้อมาก่อนจะออกเดินทางทิ้งซะนี่ T.T เราเล่าให้ Anne ฟัง Anne ก็เลยพาขับรถพาเราไปที่ห้าง Carrefour แถวบ้าน แล้วก็มาเดินหาวัตถุดิบกัน จริงๆผงปรุงรสต้มข่าไก่เนี่ย ซุปเปอร์มาร์เก็ตยุโรปทั่วๆไปไม่มีหรอก แต่ว่าตอนนั้นร้านเอเชียกับซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมืองปิดหมดแล้ว (ที่ฝรั่งเศสร้านปิดกันตั้งแต่หนึ่งทุ่ม เร็วเกินไปมากกกก ขนาดที่เยอรมันยังปิดอย่างเร็วที่สุดสองทุ่มเลย ที่ฝรั่งเศสถ้าหลังจากหนึ่งทุ่มแล้วต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในห้องใหญ่เท่านั้น) เลยลองมาดูที่นี่กัน  แต่ก็ไม่มีจริงๆ เลยซื้อแค่ไก่ เห็ด อะไรอย่างงี้ไป

20170610_200614

ห้าง Carrefour ที่ฝรั่งเศสเค้ามีการ์ตูนญี่ปุ่นขายกันเป็นชั้นๆแบบนี้เลยอะ เห็นแล้วช๊อคมาก Anne บอกว่าที่ฝรั่งเศสคนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นกันเยอะจริงๆ ซึ่ง Titoine ก็เป็นหนึ่งในนั้น 555

เสร็จแล้วก็กลับมาบ้าน แล้วก็เริ่มทำอาหารกัน ระหว่างนั้นลูกๆของ Anne ก็ทยอยกลับบ้านมา ก็ทักทายกันนิดนึง สำหรับอาหารเย็นวันนั้นก็เป็นไก่ทอดกระเทียม กับต้มข่าไก่ที่ไม่ได้ใส่ผงปรุงรส ใส่แต่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กับกะทิ คือปกติเวลาเราทำเราจะต้องใส่ผงปรุงรสตลอด ไม่เคยปรุงเองเลย พอครั้งนี้ไม่มีผงปรุงรสเลยออกมาจืดสนิท ถึงแม้จะพยายามใส่เกลือกับน้ำมะนาวแล้วแต่ก็มิได้นำพา โชคดีที่มีไก่ทอดกระเทียมมากู้หน้า 5555 เด็กๆชอบกันมาก

20170609_214233

อาหารค่ำวันนี้

หลังจากกินข้าวเย็นกันเสร็จเราก็นั่งคุยกันต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน สำหรับประสบการณ์ Couchsurfing ในครั้งนี้นั้นก็แฮปปี้มาก ทุกคนคุยเก่งและเป็นมิตร และยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยฉุดกราฟชีวิตจากช่วงเริ่มต้นทริปที่ไม่ค่อยดีขึ้นมาแบบ exponential 555 คืนนั้นก็ได้อาบน้ำอุ่นๆ ได้นอนเตียงนุ่มๆ พักผ่อนร่างกายและเตรียมตัวให้พร้อมกับเช้าวันต่อไป

เช้าวันถัดมา เราตื่นนอนมาแต่งเนื้อแต่งตัวแล้วก็ออกจากบ้านตั้งแต่ทุกคนยังนอนอยู่ เพราะว่าวันนี้เรามีโปรแกรมใหญ่ที่สำคัญมาก ก็คือการไปเที่ยว Mont-Saint-Michel! แต่สำหรับโพสต์นี้จะขอเล่าแค่เรื่องของเมือง Rennes ก่อน แล้วจะมาเล่าเรื่อง Mont-Saint-Michel ตอนหน้าโนะ สรุปว่าวันนั้นตอนครึ่งวันเช้าเราก็ไปเที่ยว Mont-Saint-Michel แล้วพอตอนบ่ายก็เดินทางกลับมาถึงเมือง Rennes ประมาณบ่ายสามนิดๆ แล้วก็เริ่มออกเดินเที่ยวตัวเมือง สำหรับเมือง Rennes นี้ก็จะเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมากว่า Aix-en-Provence แต่ก็ยังมีบริเวณใจกลางเมืองที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่นอกจากนี้ Rennes ยังมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ข้างๆใจกลางเมืองที่น่าเดินเที่ยวมากๆ สวนนี้มีชื่อว่า Parc du Thabor ถ้าเกิดว่าอยากเดินดูตัวใจกลางเมืองกับสวนสาธารณะให้ทั่วๆแบบสบายๆอาจจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวันเต็ม แต่เพราะเรามีเวลาแค่ครึ่งวันเลยต้องรีบเดินนิดนึง โชคดีที่ตอนนั้นเป็นหน้าร้อน ท้องฟ้าเลยสว่างยาวไปยันสามสี่ทุ่ม หลังจากนี้เดี๋ยวจะให้ภาพเล่าเรื่องโนะ

แว้บแรกที่ได้เห็นเมือง Rennes คิดว่าเมืองๆนี้เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนหรูหราใหญ่โต สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสแบบหน้าตาแบบในปารีสเลย ซึ่งเป็นอะไรที่เราชอบมากๆ 55 แต่ว่าพอเดินสำรวจในใจกลางเมือง ก็ต้องตกใจ เพราะว่าในใจกลางเมืองนั้นมีย่านที่เต็มไปด้วยห้องแถวกึ่งไม้กึ่งปูน แบบที่เห็นบ่อยๆในเยอรมันเยอะมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมาโผล่ไกลถึงในฝรั่งเศสไกลๆในเมืองนี้ด้วย ถนน Rue Saint-Georges เป็นถนนสายหนึ่งที่มีบ้านโบราณกึ่งไม้กึ่งปูนเรียงรายอยู่ตามข้างทาง

ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของใจกลางเมืองเป็นอีกโซนที่มีบ้านโบราณครึ่งไม้ครึ่งปูนตั้งเรียงรายกันอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะบริเวณ Place Saint-Anne และ Rue du Champ Jacquet

20170610_180311

วิหาร Basilique Notre-Dame-de-Bonne-Nouvelle de Rennes ด้านหลังจัตุรัส Place Sainte-Anne ที่กำลังมีการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่อยู่

หนึ่งในถนนที่ลากออกมาจากจัตุรัส Sainte-Anne จะมีอยู่เส้นหนึ่งที่มีชื่อว่า Rue Saint-Michel ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “La rue de la soif” หรือ “ถนนแห่งความหิวกระหาย” เพราะว่าเป็นถนนสายที่เต็มไปด้วยผับบาร์ และคาเฟ่ ชาวเมือง Rennes ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนนักศีกษาเป็นส่วนใหญ่มักจะมากินดื่มปาร์ตี้กันที่ถนนสายนี้ โดยเฉพาะตอนคืนวันพฤหัส ที่บริเวณะถนนสายนี้จะคึกคักมากเป็นพิเศษ

20170610_180814.jpg

Place des Lices ตอนเช้าวันเสาร์ที่จัตุรัสนี้จะมีตลาดนัดมาตั้ง ซึ่งเป็นตลาดนัดที่ใหญ่และขึ้นชื่อมากๆของเมือง Rennes แต่ตอนเช้าวันเสาร์เราไปเที่ยว Mont-Saint-Michel กว่าจะกลับมาถึงเค้าก็เก็บไปหมดแล้ว เลยอดเห็นเลย

และแล้ว หลังจากที่เดินเที่ยวมาทั้งวันจนขาลาก ประมาณหนึ่งทุ่มกว่าๆเราก็กลับมาถึงบ้านของ Anne อีกครั้ง หลังจากกลับมาบ้าน Louis พาเราเดินไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน แต่ปรากฏว่าร้านปิด เลยต้องเดินกลับมาบ้านให้ Anne ขับรถพาไป Carrefour ในห้างอีกครัง 5555 วันนี้ Anne กับ Louis จะทำเครปฝรั่งเศสให้เรากิน ที่ประเทศฝรั่งเศสแถบๆแคว้น Brittany นี้ เค้าจะแบ่งชื่อเรียกเครปเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือเครปสีขาวๆทำจากแป้งผสมไข่แบบที่เราคุ้นเคยกันดี มักจะใช้กินกับไส้ที่เป็นของหวาน เครปประเภทนี้มีชื่อเรียกว่า Crêpes ส่วนอีกประเภทที่มีชื่อเรียกว่า Galettes จะมีสีน้ำตาลๆดำๆ ทำมาจากธัญพืช และจะใช้กินกับไส้ที่เป็นของคาว สำหรับมื้อนั้น Louis เป็นคนทำ Crêpes ส่วน Anne เป็นคนทำ Galettes แล้วพออาหารเสร็จ Titoine ก็กลับมาถึงบ้านพอดี แล้วก็กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน

วันต่อมา เป็นวันแรกที่ตื่นสายได้ 555 เพราะว่าวันนี้ไปขึ้นรถบัสไปเมือง Nantes ตอนประมาณ 11 โมง ตอนเรากำลังจะออกจากบ้านแล้ว มีแต่ Anne กับ Louis ที่ตื่นแล้ว เลยได้บอกลาแค่สองคนนี้ ก็จัดว่าเป็นประสบการณ์ Couchsurfing หนึ่งในครั้งที่ประทับใจที่สุดเลยในฐานะ Surfer เพราะว่านอกจากทุกคนจะเป็นมิตรมากแล้ว เรายังได้เห็นบรรยากาศการพูดคุย การกินข้าว การใช้ชีวิตกันในครอบครัวปกติของคนฝรั่งเศส ได้มีส่วนร่วมคุยกับเค้าเวลาเค้าคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องโรงเรียน เรื่องกีฬา เรื่องอดีต ฯลฯ กัน แล้ว Anne ก็พยายามพูดเป็นภาษาอังกฤษตลอด ไม่ให้เรานั่งงงอยู่คนเดียว (จริงๆ Louis ก็พูดอังกฤษได้ แต่ว่าไม่ค่อยคล่อง เวลาที่ Anne อยู่ด้วยเลยจะพูดฝรั่งเศสซะเป็นส่วนใหญ่) นอกจากนี้ Anne ก็ยังเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาให้ฟัง แล้วก็เรื่องชีวิตประจำวันที่ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องขับรถไปทำงานที่นอกเมือง ดูแลบ้าน ดูแลแมวที่บ้าน กับดูแลลูกชายวัยรุ่นสองคน อะไรอย่างนี้อีก แบบได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องราวความเป็นอยู่ของคุณแม่ชนชั้นกลางชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งแบบเบื้องลึกเบื้องหลังเลย เป็นครั้งแรกเลยที่ได้อยู่กับโฮสต์ Couchsurfing ที่เป็นครอบครัว เด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เค้าไปอาศัยอยู่กับครอบครัวโฮสต์นี่เค้าคงรู้สึกแบบนี้นี่เองสินะ

20170610_203657

Anne กับ Louis ที่อยู่นิ่งๆไม่ได้เลย ต้องปีนป่าย กระโดดหมุนตัว ตีลังกาตลอด เพราะเค้าเป็นนักกีฬา Freerunning

และแล้ววันเวลาของเราที่เมือง Rennes ก็จบลง ไม่อยากย้ายเมืองเลย อยากอยู่ต่อ 555 ความรู้สึกของเราที่มีต่อเมือง Rennes นี้เหมือนกับความรู้สึกที่เรามีต่อเมือง Karlsruhe ตอนที่มาถึงเป็นครั้งแรกเลย คือรู้สึกใช่ รู้สึกถูกชะตาแบบบอกไม่ถูก เมือง Rennes เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกแบบ มีตึกรามบ้านช่องที่หน้าตาเหมือนๆกับในปารีสเคลือบเป็นเปลือกนอก แต่ว่าจริงๆแล้ว เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีบรรยากาศผ่อนคลายกว่าเยอะมาก ตัวใจกลางเมืองจะมีโซนที่มีตึกใหญ่ๆสวยๆ มีบ้านสวยๆ มีความหรูหราโอ่อ่า แต่ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งหนึ่งของเมืองก็จะมีโซนที่เต็มไปด้วยบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้เก่าบ้างใหม่บ้างผสมๆกันไป เป็นย่านกินดื่มที่ให้บรรยากาศผ่อนคลายและสนุกและคึกคักมากๆ และนอกจากนี้ในใจกลางเมืองก็ยังมีโซนที่สงบๆ สำหรับไว้ไปดินเนอร์สุดหรูหรือเดินเล่นดูบ้านเมืองสวยๆไปตามตรอกซอยแคบๆกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะด้วย ยังไม่พอ ถัดจากใจกลางเมืองออกไปยังมีสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่และร่มรื่นมากๆ แถมยังมีน้ำตกอยู่ในสวนด้วยอีก จัดว่าเป็นเมืองที่ครบเครื่องในขนาดที่กำลังดีจริงๆ น่าอยู่มาก ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะได้มาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ก็ได้ ใครจะรู้ 555 แต่เอาเป็นว่าตอนนี้คงต้องบอกลากันไปก่อน แล้วเดี๋ยวไว้ไปติดตามเรื่องราวของ Mont-Saint-Michel กันต่อที่โพสต์หน้าเนอะ

20170610_171305

France 5 Euro Trip: Aix-en-Provence

หลังจากที่ผ่านวันแรกของทริปอันแสนจะหนักหน่วงไปได้อย่างสะบักสะบอมแล้ว เช้าวันต่อมา เราก็ตื่นนอนขึ้นมาด้วยเสียงกรนของรูมเมท = =” ข้อดีก็คือตื่นเช้า ทำให้มีเวลาเดินเที่ยวเมืองนานขึ้นนะ /มองโลกในแง่ดี แต่ทีนี้ ตอนเรากำลังเก็บข้าวเก็บของเตรียมจะออกไปกินข้าวเช้าอยู่นั้น ตอนที่เปิดกระเป๋าตังมาดูก็พบว่าแบงค์ 20 ยูโร (เท่าที่จำได้คือเป็นธนบัตรใบเดียวที่เหลืออยู่ในกระเป๋าตังตอนเมื่อคืน) กลับหายไป! แต่หื้ม มันจะหายไปได้ยังไง หรือว่าจริงๆแล้วเราใช้ธนบัตรไปหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ เอ๊ะ แต่ก็ค่อนข้างแน่ใจว่ายังเหลือแบงค์ 20 อยู่ใบนึงนะ ลองบวกเงินที่ใช้ไปเมื่อวาน ยังไงมันก็ต้องเหลืออีก 20 ยูโร แสดงว่ามีคนขโมยไปเหรอ /เหลือบไปมองรูมเมทที่นอนกรนอยู่ แต่จะแน่ใจได้ยังไงว่ามีคนขโมย หรือว่ามันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว จะปลุกรูมเมทขึ้นมาถาม เดี๋ยวเรื่องจะยาวรึเปล่า หรือว่าความจริงแล้วอาจจะเป็นเราที่นอนละเมอลุกขึ้นมาหยิบแบงค์ 20 ไปทิ้งลงชักโครกก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บัตรต่างๆในกระเป๋าตัง กับข้าวของอื่นๆก็ยังคงอยู่ครบหมด ก็เลยช่างมันดีกว่า สรุปว่าแบงค์ 20 ยูโรใบนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆรึเปล่าก็ยังคงเป็นปริศนาธรรมให้เก็บไปขบคิดกันต่อไป

หลังจากที่เก็บข้าวของเสร็จแล้ว เราก็เดินไปกินข้าวที่ห้องอาหารของ Hostel ซึ่งก็ต้องมีเรื่องให้ช็อคอีกครั้ง เพราะว่าสภาพอาหารนี่มันช่าง Low-cost สุดๆ คือมีแต่ซีเรียลแบบพื้นๆสุดๆ นม น้ำส้ม ขนมปังกลิ่นแปลกๆ แฮม ชีส ผลไม้อีกนิดหน่อย แล้วก็ขนมกรุบกรอบซองเล็กๆอีกนิดหน่อย เป็นสภาพอาหารเช้าที่เห็นแล้วรู้สึกอนาถใจมาก แต่ก็พยายามกินๆๆเข้าไปให้เยอะที่สุด ให้ได้คุ้มกับค่าที่พักที่สุด 555

พอกินเสร็จแล้วเราก็มาเช็คเอาท์ แล้วก็บอกลา Youth Hostel ที่แสนจะคุ้มค่าคุ้มราคานี้ You get what you pay จริงๆ แต่ต่อมาก็จะเป็นเวลาแห่งการสำรวจเมืองแล้ว! เพราะว่าวันนั้นเราตื่นเช้า เราจึงมีเวลาเดินเที่ยวเมืองอีก 4-5 ชั่วโมงก่อนจะต้องขึ้นรถบัสไปสนามบิน สำหรับการเดินเที่ยวเมืองวันนั้นก็ไม่ได้มีแผนอะไร ลองอ่าน Wikitravel ผ่านๆก็ไม่เจอว่ามี Landmark อะไรที่ต้องไปดูเป็นพิเศษ ยกเว้นถนนเส้นใหญ่ที่มีชื่อว่า Cours Mirabeau นี่แหละ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็น Landmark สำคัญของเมือง อีกอย่าง เค้าบอกว่าใจกลางเมืองนี้มีขนาดเล็ก เดินแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว เลยแค่กะว่าจะเดินชิวๆดูตรอกซอกซอยไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะให้ภาพเล่าเรื่องละกันว่าเมือง Aix-en-Provence นี้เป็นยังไงบ้าง

2017-06-15_181123.jpg

ความคล้ายนี้…