มหาวิทยาลัยในเยอรมนีจะเริ่มเก็บค่าเทอม

20170526_172751.jpg

แจ้งข่าว หลังจากที่มีการถกเถียง และประท้วงกันมาอย่างยืดยาว ในที่สุดรัฐบาลของรัฐ Baden-Württemberg ก็ออกกฏหมายใหม่มาอย่างเป็นทางการแล้วว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งในรัฐ Baden-Württemberg จะต้องเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักเรียนต่างชาติที่มาเข้าเรียนตั้งแต่เทอมฤดูหนาวของปีค.ศ. 2017 นี้เป็นต้นไปเป็นจำนวนเทอมละ 1500 ยูโร (แต่นักเรียนต่างชาติที่เข้าเรียนก่อนหน้านั้นจะยังสามารถเรียนฟรีต่อไปได้จนจบการศึกษา) เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะมาเรียนต่อที่มหาลัยในรัฐ Baden-Württemberg ถ้าไม่อยากจ่ายค่าเทอม เทอมละ 1500 ยูโร ก็คงต้องมองหามหาลัยในรัฐอื่นๆไว้แทนแล้วนะครับ สำหรับรัฐอื่นๆนอกจาก Baden-Württemberg นักเรียนต่างชาติก็ยังสามารถเรียนฟรีได้ตามปกตินะครับ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเก็บค่าเทอมแต่อย่างใด

อ้างอิง: https://www.intl.kit.edu/istudent/9638.php

อัพเดต!!! ตอนนี้รัฐ Nordrhein-Westfalen ก็วางแผนจะออกกฏหมายเก็บค่าเทอมนักเรียนต่างชาติตามมาอีกรัฐแล้ว น่าจะเก็บเทอมละ 1500 ยูโรเหมือนกัน สำหรับรัฐนี้ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

อ้างอิง: http://www.rp-online.de/nrw/landespolitik/nrw-cdu-und-fdp-wollen-studiengebuehren-fuer-nicht-eu-auslaender-aid-1.6873891

Advertisements

กว่าจะได้มาเยอรมัน (4) : ยื่นคำร้องขอวีซ่า

DSCF3640

หลังจากที่ได้ใบตอบรับจากมหาลัย และมีเงินในบัญชี Blocked Account เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาของการยื่นเอกสารเพื่อขอวีซ่า เย่ๆๆ

จริงๆแล้วขั้นตอนขอวีซ่าเนี่ยไม่มีอะไรยากเลย ไม่ต้องไปกลัวเจ้าหน้าที่กัดหัวอะไรทั้งนั้น เพราะแค่เตรียมเอกสารให้ครบตามที่บอกไว้ในเว็บ ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว (ขั้นตอนเตรียมเอกสารนี่แหละที่ยุ่งยาก = =”) ส่วนเจ้าหน้าที่จะถามอะไรบ้าง ถ้าเราเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างเองมาตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตอบไม่ได้ เค้าก็ถามคำถามธรรมดาๆแหละ จะไปทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ ฯลฯ

เอกสาร/หลักฐานเพื่อประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า (ฉบับจริง พร้อมสำเนา 2 ชุด):

  1. หนังสือเดินทางฉบับจริงที่ยังมีอายุการใช้ พร้อมสำเนา 2 ชุด (เฉพาะหน้าที่มีข้อมูลส่วนบุคคล) ในบางกรณีอาจต้องใช้หนังสือเดินทางเล่มเก่า
  2. รูปถ่ายแบบไบโอเมตริก  2 ใบ (มีปัญหามากอันนี้ เพราะบอกร้านถ่ายรูปปากเปียกปากแฉะว่าเอารูปแบบไบโอเมตริกก็ยังถ่ายออกมาผิด ถ้าอยากให้ชัวร์ก็มาถ่ายที่สถานทูตเลยก็ได้ แต่ราคาแพงกว่า แนะนำว่าให้ถ่ายมาเยอะๆ สำหรับเผื่อไว้เอามาใช้ที่เยอรมันด้วย เพราะที่เยอรมัน ถ่าย 4 รูป หกร้อยกว่าบาท = =”)
  3. แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าประเภท  National Visa ที่กรอกข้อความครบถ้วน 2 ฉบับ
    ต้องตอบคำถามทุกข้อ โปรดแจ้งที่อยู่ อีเมล์และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ พร้อมลงลายเซ็นที่หน้า 4 ของคำร้องด้วย ( http://www.bangkok.diplo.de/contentblob/478290/Daten/4777010/LangzeitApplication.pdf )
  4. หนังสือตอบรับให้เข้าศึกษา/ใบตอบรับการจองที่เรียนล่วงหน้าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาของนักศึกษาต่างชาติ (Studienkollegs)
  5. หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาทุกระดับที่ผ่านมา(ประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร) และคำแปลภาษาเยอรมัน
  6. หลักฐานการเงิน
  7. หลักฐานแสดงความรู้ภาษาเยอรมันระดับB1

จะเห็นได้ว่าตรงหลักฐานข้อ 4, 5 กับ 7 เราเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนจะสมัครเรียนแล้ว ส่วนข้อ 6 ก็มีแล้ว เป็นใบเปิดบัญชี Blocked Account ที่ธนาคาร Deutsche Bank ข้อ 1 ก็มีอยู่แล้ว ส่วนข้อ 3 กรอกแป๊บเดียวก็เสร็จ มีแค่ข้อ 2 รูปถ่ายที่ต้องไปถ่ายมาให้ถูกต้อง หน้าต้องบานที่สุดในชีวิต มีเถิกเปิดเถิก ผมที่มันกระเซอะกระเซิง รวบไปให้หมด

***อันนี้เป็นเอกสารสำหรับขอวีซ่าไปศึกษาต่อกรณีที่มีใบตอบรับจากมหาลัยแล้ว และสอบผ่านภาษาระดับ B1 แล้วเท่านั้นนะ ถ้าจะขอวีซ่าเพื่อไปเรียนโรงเรียนภาษา ข้อกำหนดจะต่างกัน อาจจะต้องยื่นเอกสารอื่นๆเพิ่มด้วย เช่นเรียงความบอกแรงบันดาลใจและเหตุผลจำเป็นที่ต้องไปเรียนภาษาที่ประเทศเยอรมัน

***ตอนเราขอวีซ่า เรายื่นเอกสารเรื่องที่อยู่ที่จะไปอยู่ในเยอรมันไปด้วย จริงๆในเว็บสถานทูตไม่มีบอกไว้แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่ DAAD บอกว่าให้ใส่ไปด้วย ตอนนั้นเราจะไปเช่าห้องต่อจากเพื่อนที่เยอรมันเป็นเวลาหนึ่งเดือน เราก็ให้เค้าส่งอีเมลล์เอกสารมาให้เรา 3 อย่าง คือ 1.สัญญาเช่าห้องของเค้า 2.หน้า Passport ของเค้า 3.จดหมายที่เค้าเขียนบอกว่าเค้าจะให้เราเช่าห้องตั้งแต่วันนี้ถึงวันนี้พร้อมลงลายเซ็น

หลังจากเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอวีซ่าเสร็จเรียบร้อย เราก็โทรไปนัดวันยื่นเอกสาร (ตอนไปทำอย่างอื่นที่สถานทูตนี่ไปได้เลย แต่ถ้าจะไปยื่นเอกสารขอวีซ่าต้องโทรจอง) ปรากฏว่าคิวสำหรับขอวีซ่าศึกษาต่อนี่ยาวไปเป็นเดือน =[]=” เหงื่อตกเลยเพราะว่าอีกไม่นานมากก็จะถึงวันเดินทางแล้ว ไหนจะต้องรอผลวีซ่าหลังจากไปยื่นเอกสารแล้วอีก บางคนก็ต้องรอเป็นเดือนๆกว่าจะได้ แต่ทำไงได้ จะไปเร่งคิวเค้าไม่ได้ เราก็นัดวันไปทางโทรศัพท์ พอถึงวันนัดก็ไปยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่ก็หยิบไปดูๆ อันไหนเค้าไม่เอาก็หยิบออก (ตอนนั้นเราแนบ Statement ทางการเงินจากธนาคารของพ่อแม่ไปด้วย แต่ว่าเค้าหยิบออก) แล้วเค้าก็ถามคำถามเกี่ยวกับเหตุผลที่จะไปนิดหน่อย พวกคำถามทั่วๆไปไม่ได้เจาะลึกเรื่องส่วนตัวอะไรเลย แล้วก็เก็บเอกสารไป แล้วก็ส่งใบแจ้งวันรับวีซ่าให้เรา ซึ่งปรากฏว่าวีซ่าชนิดที่เราขอ หรือวีซ่าศึกษาต่อสำหรับคนที่มีใบตอบรับจากมหาลัยแล้วเนี่ย ใช้เวลาแค่ 3 สัปดาห์ก็ได้แล้ว! คือทางสถานทูตต้องส่งเอกสารของเราไปที่ตม.ที่เยอรมันก่อน แต่ว่าถ้าตม.ไม่บอกปฏิเสธภายใน 3 สัปดาห์ เค้าก็จะออกวีซ่าได้เลย หลังจากนั้นเราก็จ่ายค่าธรรมเนียม น่าจะ 60 ยูโรนะ แล้วก็จบพิธีการขอวีซ่า

สุดท้ายก็ถึงวันนัด โชคดีที่ระหว่างนั้นไม่มีใครโทรมาบอกว่าวีซ่าเราโดนปฎิเสธ 55 ตอนไปรับวีซ่าก็แค่ต้องปรินท์ใบจองตั๋วเครื่องบิน กับหลักฐานประกันสุขภาพและอุบัติเหตุสำหรับช่วงเวลา 90 วันไป ซึ่งประกันสุขภาพก็สามารถไปทำได้ง่ายๆทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ปรินท์ออกมา เอาใบนั้นไปยื่นได้เลย รายชื่อบริษัทประกันภัยในไทยที่เป็นที่ยอมรับของสถานทูตก็สามารถไปดูได้ในลิงค์นี้ http://www.bangkok.diplo.de/contentblob/528222/Daten/4653034/Krankenversicherung.pdf

IMG_3486

และแล้วในที่สุด เราก็ได้วีซ่าสำหรับศึกษาต่อในเยอรมันมาครอบครอง โฮะๆๆๆ /ป้องปากหัวเราะ

ในที่สุด หลังจากที่รอคอยมาถึงเกือบหนึ่งปี ภาระต่างๆอันหนักอึ้งที่ต้องแบกไว้บนบ่าตั้งแต่เริ่มต้นตัดสินใจจะไปเรียนที่เยอรมันก็ถูกปลดปล่อยออกจากอก หนึ่งปีแห่งความพยายามทั้งหมดทั้งมวล หนึ่งปีแห่งการเดินทางข้ามผ่านจุดเปลี่ยนผันทั้งหมดของชีวิต ฝ่ากระแสเชี่ยวกรากของความไม่แน่นอนและความลังเลสงสัยต่างๆ ไปยังจุดหมายที่ก็มองไม่เห็นหน้าตา หนึ่งปีแห่งการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่รอเรียนภาษาจนสอบผ่านระดับ B1 รอผลตอบรับจากมหาลัย รอผลตอบรับจากธนาคาร ไปจนรอผลวีซ่า ในที่สุดความหวั่นใจเหล่านั้นก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว จากนี้ไปจะเป็นการก้าวต่อไปข้างหน้า ไปยังดินแดนแห่งใหม่ในอีกฟากหนึ่งของโลก ไปสู่การเริ่มต้นใหม่ ผู้คนใหม่ๆ วัฒธรรมและวิถีชีวิตแบบใหม่ ไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่ ในโลกของ Petch in Deutschland!

DSCF4359

กว่าจะได้มาเยอรมัน (2) : สมัครมหาลัย

DSCF0305a

เดี๋ยวบทนี้จะสรุปคร่าวๆเรื่องการรับสมัครนักเรียนต่างชาติเข้าป.ตรีของมหาลัยในเยอรมันให้ฟังละกัน

– ถ้าจบม.ปลายจากโรงเรียนไทยทั่วไป วุฒิม.ปลายของเราจะไม่เทียบเท่ากับ วุฒิม.ปลายของที่ยุโรป ทำให้เรายังไม่สามารถเข้าป.ตรีที่นั่นได้โดยตรง

– ถ้าจบม.ปลายจากโรงเรียนไทยทั่วไป แล้วอยากต่อป.ตรีที่นั่นเลย ต้องมีสองสิ่งนี้

  1. หลักฐานความสามารถทางภาษาเยอรมัน ซึ่งสามารถใช้อย่างใดอย่างหนึ่งจากรายชื่อในเว็บนี้ http://www.tum.de/en/studies/application-and-acceptance/german-language-skills/
  2. ต้องสอบข้อสอบเข้ามหาลัยผ่าน (ข้อสอบเข้าชื่อว่า Feststellungsprüfung)

– เราสามารถอยู่ดีๆไปขอสอบเข้าเลยก็ได้ แล้วถ้าผ่านก็ใช้ยื่นสมัครเข้ามหาลัยพร้อมใบหลักฐานภาษาได้เลย (แต่สมัครสอบ Feststellungsprüfung ยังไงไม่รู้อะต้องลองถามทางมหาลัยดู) แต่ถ้าสอบไม่ผ่าน สามารถสอบได้อีกแค่ครั้งเดียว และถ้ายังไม่ผ่านอีก จะหมดสิทธิ์เรียนคณะทางสายนั้นในประเทศเยอรมนีไปตลอดกาล!

– ถ้ายังไม่อยากสอบ Feststellungsprüfung เดี๋ยวนั้น ก็สามารถสมัครเข้าเรียนโรงเรียนปรับพื้นฐานที่ชื่อว่า Studienkolleg ได้ ซึ่งที่ Studienkolleg เราก็จะได้เตรียมตัวสำหรับทั้งการสอบ Feststellungsprüfung และการสอบภาษาเยอรมัน ในระยะเวลา 2 เทอม (1 ปี) แล้วหลังจากเรียนจบ ทางโรงเรียน Studienkolleg ก็จะจัดสอบ Feststellungsprüfung ให้ แล้วหลังจากนั้นเราก็สามารถนำผลสอบ Feststellungsprüfung ไปใช้สมัครเข้ามหาลัยต่อได้

– ถ้าเราอยู่ในกลุ่มที่ต้องเข้าเรียนที่ Studienkolleg ก่อน เวลาหาข้อมูลในเว็บของมหาลัย ก็พยายามค้น Keyword คำว่า Studienkolleg แล้วดูว่าเค้ามีกำหนดการ มีเอกสารสำหรับการรับสมัครและเกณฑ์รับสมัครขั้นต่ำอะไรยังไงบ้าง หรือจะเข้าไปดูในเว็บ http://www.studienkollegs.de/ เลยก็ได้ มีรวบรวมข้อมูล และลิงค์ของเว็บของ Studienkolleg ทั้งหมดในเยอรมันไว้แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น Studienkolleg จะมีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง แต่ละแห่งก็จะโคกับหลายๆมหาลัย ยกตัวอย่างเช่น Studienkolleg ที่ Karlsruhe จะโคกับมหาลัย KIT และ TU Stuttgart หมายความว่าถ้ามีนักเรียนต่างชาติอยู่สองคน คนแรกสมัครเรียนที่ KIT ส่วนอีกคนสมัครเรียนที่ TU Stuttgart ทั้งสองคนจะถูกส่งมาที่ Studienkolleg Karlsruhe เหมือนกัน แต่ก็มีบางมหาลัยที่ไม่ได้โคกับ Studienkolleg ที่ไหนเลย เช่นมหาลัย RWTH Aachen หมายความว่าถ้าเราสมัครเรียนป.ตรีที่ RWTH แล้วมีมาแค่วุฒิจบม.ปลายจากไทย มหาลัยก็จะตอบปฏิเสธมาลูกเดียว ถึงแม้ว่าเราตั้งใจว่าจะเข้าเรียนที่ Studienkolleg ก็ตาม (แต่ถ้าเป็นมหาลัยอื่นที่โคกับ Studienkolleg ทางมหาลัยพอเห็นว่าเรามีมาแค่วุฒิม.ปลายจากไทย เค้าก็จะส่งเอกสารสมัครเรียนของเราไปที่ Studienkolleg โดยอัตโนมัติ) ซึ่งก็ต้องอ่านรายละเอียดดีๆว่ามีมหาลัยไหนบ้างที่โคกับ Studienkolleg ที่นี้ๆ แล้วมหาลัยไหนบ้างทีไม่โคกับ Studienkolleg ที่ไหนเลย จะได้ประหยัดเอกสารสำหรับส่งไปสมัครเรียน

*Studienkolleg มีแบบสำหรับเรียนเพื่อเรียนต่อ Universität กับสำหรับเพื่อเรียนต่อ Fachhochschule (FH) ถ้าเรียน Studienkolleg สำหรับต่อ Uni จบแล้วสามารถใช้เกรดสมัครได้ทั้งมหาลัยแบบ Uni และ FH แต่ถ้าเรียนจบ Studienkolleg สำหรับ FH จะสามารถใช้เกรดสมัครเข้าได้แค่ FH เท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเรียน Studienkolleg ที่ไหนในเยอรมันก็ได้ พอจบแล้วสามารถใช้เกรดจบไปสมัครเข้ามหาลัยได้หมดทั้งประเทศเยอรมัน แต่มหาลัยที่เรายื่นสมัครไปตั้งแต่ก่อนเข้า Studienkolleg นั้นจะส่งเรามาสอบเข้ายัง Studienkolleg ที่โคกับมหาลัยนั้นๆเท่านั้น

– การสมัครเข้ามหาลัยสำหรับคนที่อยากเข้า Studienkolleg สำหรับบางมหาลัยก็มีขั้นตอนต่างจากการสมัครมหาลัยสำหรับคนที่ไม่ต้องเข้า Studienkolleg ต้องอ่านรายละเอียดดีๆ แต่ว่าปกติแล้วเอกสารสำหรับใช้สมัครเรียนจะเหมือนกันไม่ว่าจะตั้งใจจะเข้า Kolleg หรือไม่ก็ตาม

DSCF1206

เอกสารสำหรับใช้สมัครมหาวิทยาลัย (รวมถึง Studienkolleg) ยกตัวอย่างของที่ KIT นะ

  1. ใบจบที่ได้จากโรงเรียนม.ปลาย (ถ้าเป็นภาษาไทย ต้องเอาไปแปลเป็นภาษาเยอรมันด้วย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องแปล)
  2. ใบเกรดจากโรงเรียนม.ปลาย (ปกติแล้วขอเป็นภาษาอังกฤษมาได้ แต่ถ้ามีแต่ภาษาไทย ก็ต้องเอาไปแปลด้วย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องแปล)
  3. ใบจบม.ปลายที่ต้องไปขอมาจากเขตพื้นที่การศึกษา (เดี๋ยวอธิบายเพิ่ม)
  4. ใบหลักฐานความรู้ภาษาเยอรมัน (สำหรับที่ Studienkolleg หลายๆที่ เช่นที่ Karlsruhe ผ่านแค่ระดับ B1 ก็โอเคแล้ว แต่ว่าบางที่ เช่นที่ Berlin กับ Munich ต้องผ่านระดับ B2)
  5. C.V. หรือใบประวัติการศึกษา กิจกรรม รางวัลดีเด่นย่อๆของเรา 1-2 หน้า ภาษาอังกฤษหรือเยอรมัน
  6. ใบเกรด และ ใบจบ จากมหาวิทยาลัย (กรณีที่เคยเรียนมหาลัยมาแล้ว)

***ใบจบม.ปลายที่ต้องไปขอมาจากเขตพื้นที่การศึกษา

อันนี้จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องมีทุกคน แต่ว่าพนักงานที่ DAAD บอกมาว่าใบจบม.ปลายของเราไม่มีข้อความที่บอกว่าเราสามารถเข้าศึกษาในระดับมหาลัยได้แล้ว เราเลยต้องไปขอใบนี้มาด้วย การจะขอใบนี้ ก่อนอื่นต้องหาข้อมูลก่อนว่าโรงเรียนของเราอยู่ในเขตการศึกษาไหน แล้วก็ไปขอที่สำนักงานเขตการศึกษานั้น ไปบอกเค้าว่ามาขอใบจบสำหรับสมัครเรียนต่อเมืองนอก อะไรประมาณนั้น (ขอใบแบบเป็นภาษาอังกฤษนะ) แล้วก็เอาสำเนาบัตรประชาชนกับสำเนาใบเกรดม.ปลายของเราไปให้เค้าด้วย เค้าก็จะพิมพ์ๆ ปรินท์ให้ เสร็จเดี๋ยวนั้นเลย

– หลังจากหาข้อมูลเรื่องการสมัครเรียนของแต่ละมหาลัยเรียบร้อยแล้ว ก็ไปกรอกใบสมัครออนไลน์ในเว็บของแต่ละมหาลัย พอกรอกเสร็จแล้วก็ต้องปรินท์ใบสมัครออนไลน์ที่เรากรอกไปนั้นออกมาด้วย แล้วก็เซ็นชื่อ ลงวันที่ตรงช่องด้านล่าง เสร็จแล้วก็วางพักไว้ (พูดยังกะทำอาหาร) อย่างเราสมัครไป 5 มหาลัย ก็เข้าไปกรอกใบสมัครในเว็บมหาลัยทั้ง 5 เว็บ ปรินท์ใบสมัครออกมาทั้ง 5 ชุด แล้วก็ลงชื่อ วันที่ ที่ด้านล่างของทุกชุด แล้วก็วางพักไว้

– ระหว่างที่วางใบสมัครที่เซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วของทุกมหาลัยพักไว้อยู่ ก็ต้องเอาเอกสารสำหรับใช้สมัครมหาลัยที่เตรียมมาทั้งหมดมาถ่ายเอกสาร กรณีเรา 5 มหาลัยที่สมัครไปใช้เอกสารเหมือนกันหมด เราก็เอาเอกสารสำหรับสมัครมหาลัยทุกอย่างมาถ่ายเอกสาร แล้วก็จัดเป็นชุด 5 ชุด แต่ละชุดสำหรับหนึ่งมหาลัย ส่วนเอกสารตัวจริงก็เก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอมที่สุด (เพราะต้องเอาไปเยอรมันด้วยเพื่อเอาไปโชว์ให้มหาลัยดูทีหลังว่าเป็นของจริงนะ)

– หลังจากได้ชุดเอกสารออกมา 5 ชุดแล้ว เราก็เอาใบสมัครที่วางพักไว้มาแนบไว้ที่ด้านหน้าสุดของชุดเอกสารทั้ง 5 ชุด จะได้รู้ว่าชุดไหนเอาไว้ใช้สำหรับมหาลัยไหน (อย่าเบลอเอาใบสมัครไปแนบไว้ผิดชุดเอกสาร!! เช็คด้วยว่าสำหรับมหาลัยนี้ต้องใช้ชุดเอกสารไหน ในกรณีที่ชุดเอกสารสำหรับสมัครแต่ละมหาลัยไม่เหมือนกัน)

– หลังจากนั้นเราก็เอาชุดเอกสารทั้ง 5 ชุดนี้พร้อมกับชุดเอกสารตัวจริงไปที่สถานทูต นี่คือขั้นตอนที่สำคัญมาก!!! เพราะสถานทูตจะต้องประทับตรายืนยันว่า เอกสารที่ถูกถ่ายเอกสารมาทั้งหมด เป็นของจริง มีรายละเอียดเหมือนกับเอกสารตัวจริง ถ้าเราไม่มีตราประทับจากสถานทูตนี้ ก็ใช้เอกสารพวกนี้สมัครเรียนไม่ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้จริงๆแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงมาก จำไม่ได้ละเท่าไหร่ น่าจะประมาณหนึ่งพันบาทต่อชุดเอกสาร แต่ว่าถ้าเราบอกเค้าว่าเราจะใช้เอกสารเหล่านี้สำหรับการสมัครเรียนต่อ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียธรรมเนียม (รอดตัวไป = =”) ขั้นตอนนี้ทำวันเดียวได้ แต่ก็รอนานเหมือนกัน ตอนไปถึงสถานทูตก็บอกเค้าว่าจะมาประทับตรารับรองเอกสาร เค้าก็จะบอกเราให้ว่าให้ไปรอที่เคาน์เตอร์ไหน

– หลังจากที่เอกสารทั้ง 5 ชุดของเราได้รับการประทับตราเรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมจะส่งเอกสารเหล่านี้ไปยังมหาลัยเพื่อสมัครเรียนแล้ว!! หลังจากนั้นก็แค่ไปที่ที่ทำการไปรษณีย์ แล้วก็ส่งเอกสารทั้ง 5 ชุดไปยังมหาวิทยาลัยที่เราจะสมัคร (อย่าเบลอจ่าหน้าซองผิด!!! อย่าเบลอใส่ชุดเอกสารลงไปผิดซอง!!!) ซึ่งต้องดูในเว็บมหาลัยดีๆด้วยว่าที่อยู่ที่เราต้องส่งไปเนี่ยมันคือที่ไหน บางมหาลัยก็ให้เราใส่ซองจดหมายพร้อมสแตมป์สำหรับไว้ส่งกลับมาบอกผลลงไปด้วย

– หลังจากส่งจดหมายไปเรียบร้อยแล้วก็ทำได้แค่รอ… รอ ร้อ รอ รอจนกว่าเค้าจะส่งจดหมายกลับมาบอก ช่างเป็นการรอที่ทรมานใจมากๆ ทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งช่วงเวลาที่ต้องรอก็ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาลัย อย่างเช่นที่ KIT พอจดหมายไปถึง ภายในอาทิตย์เดียวเค้าก็โพสต์บอกสถานะในเว็บเลยว่าเค้ารับเรารึเปล่า ซึ่งเราสามารถไปโหลดใบตอบรับ กับใบข้อมูลรายละเอียดต่างๆในเว็บมา แล้วก็เตรียมตัวสอบ เตรียมตัวขอวีซ่าได้เลย ในขณะที่ที่ TU Stuttgart กว่าจะส่งจดหมายตอบกลับมาถึงที่บ้านก็นู่นนนนน เราอยู่เยอรมันละ 555 เพราะฉะนั้นก็ควรส่งเอกสารสมัครเรียนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!!

***การได้รับการตอบรับจาก Studienkolleg หมายความว่าเรายังต้องไปสอบเข้า Studienkolleg ที่เยอรมันก่อน ถ้าเราสมัครไปหลายที่และได้รับการตอบตกลงจาก Studienkolleg หลายๆที่ เราสามารถไปสอบเข้า Studienkolleg ได้หมดทุกที่แล้วค่อยไปเลือกทีหลังก็ได้ว่าอยากเรียนที่ไหน ถ้าเราสอบไม่ติดซักที่ ก็ต้องรอสมัครมหาลัยใหม่ตอนเทอมการศึกษาหน้าแล้วไปสอบเข้าอีกครัั้ง ถ้ายังไม่ติดเลยอีก ก็จะหมดสิทธิ์เรียนคณะทางสายนั้นในประเทศเยอรมนีไปตลอดกาล!

dscf05081

Uni-Assist

Uni-Assist (http://www.uni-assist.de/ ) คือหน่วยงานที่ช่วยมหาวิทยาลัยจัดการตรวจเอกสารที่ถูกส่งมาจากผู้สมัคร ก่อนที่มหาลัยจะเป็นคนตัดสินใจอีกทีว่าจะรับหรือไม่รับ บางมหาลัยจะกำหนดให้เราส่งเอกสารสำหรับสมัครเรียนไปที่มหาลัยโดยตรง แต่ก็มีอยู่หลายมหาลัยที่ให้สมัครเรียนผ่านทาง Uni-assist และส่งเอกสารไปที่ Uni-assist อย่างตอนเราสมัครก็มีมหาลัย TU Dresden กับอีกที่ น่าจะเป็น TU Hannover ที่กำหนดให้เราสมัครเรียนผ่าน Uni-assist (ในเว็บของมหาลัยตรงส่วนที่ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครเรียนจะมีบอกไว้ว่าให้สมัครเรียนทางไหน ส่งเอกสารไปที่ไหน)

ทีนี้ ถ้าเราต้องสมัครเรียนผ่านทาง Uni-assist วิธีการก็ไม่ได้ยากอะไร ก็แค่เข้าไปในเว็บ Uni-assist แล้วก็ลงทะเบียน ตั้ง Username/Password แล้วก็เข้าตรง Online Portals for Applicants แล้วก็ไปเลือกมหาลัย เลือกคณะ กรอกใบสมัครตามขั้นตอนในเว็บนั้นเลย พอกรอกเสร็จก็ปรินท์ออกมา เซ็นชื่อ แล้วก็เอาไปรวมกับเอกสารอื่นๆ เอาไปประทับตราที่สถานทูต แล้วก็ส่งไปที่ Uni-assist ขั้นตอนเหมือนการสมัครเรียนกับมหาลัยโดยตรง แต่ว่าถ้าสมัครผ่าน Uni-assist ต้องเสียค่าบริการด้วย ถ้าสมัครคณะเดียวก็ 75 ยูโร ถ้าสมัครหลายๆคณะก็ คณะต่อๆไปจะคณะละ 15 ยูโร ส่วนการชำระเงินก็ทำได้โดยการโอนเงิน ซึ่งก็มีขั้นตอนบอกในเว็บอย่างละเอียด

20170512_193623

และหลังจากที่เราได้ใบตอบรับจากมหาลัยแล้ว ก็จะเป็นเวลาของการขอวีซ่าแล้ว แต่ก่อนจะขอวีซ่านั้น มีเอกสารอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆที่คนที่ต้องการไปเรียนต่อที่เยอรมันต้องเตรียมไว้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอวีซ่า เอกสารนั้นก็คือเอกสารรับรองการเปิดบัญชี Blocked Account ที่ธนาคารในเยอรมัน เดี๋ยวเรามาดูในโพสต์หน้ากัน ว่าการเปิดบัญชี Blocked Account นี้มีขั้นตอนยังไงบ้าง

กว่าจะได้มาเยอรมัน (1) : หาข้อมูลมหาลัย

IMG_2997

พอดีวันนี้อยู่ดีๆก็เกิดอารมณ์อยากจะเขียนเล่าว่ากว่าจะได้หอบผ้าหอบผ่อนข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนที่แดนอินทรีเหล็กแห่งนี้นี่ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง ตื่นเต้นจัง ถ้าเป็นหนังก็คงเปรียบเป็น X-Men First Class 5555 จะไม่เขียนไปในแนวแนะนำข้อมูลอะไรพวกนี้ละเอียดนะเพราะว่ามันกว้างมากกกกก และข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ แล้วก็น่าจะมีคนอื่นเขียนไว้พอสมควรแล้วในเน็ต (ยกตัวอย่างเช่นกระทู้ “ไปเรียนต่อที่เยอรมันยังไง ไม่ให้เกินงบปีละ สามแสน” http://pantip.com/topic/30057430) แต่จะเขียนไปทางแนวเล่าเรื่องมากกว่า ว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง เผื่อบางคนอาจจะเอาไปใช้เป็นแนวทางได้

DSCF0975

จะเริ่มต้นที่เหตุผลที่เลือกมาเรียนที่เยอรมันละกัน เหตุผลสำคัญสุดเลยคือ… เพราะมันเรียนฟรี 555 ส่วนเหตุผลถัดๆมาก็คือ เพราะเยอรมันก็มีชื่อเสียงเรื่องวิศวกรรม เทคโนโลยี อะไรพวกนี้อยู่แล้ว แถมยังเป็นประเทศผู้นำ EU เศรษฐกิจก็ดี คนตกงานน้อย ประเทศก็อยู่กลางๆทวีปไปเที่ยวประเทศอื่นๆในยุโรปง่าย แล้วจริงๆแล้วก็ชอบประเทศเยอรมนีมาตั้งนานมากๆแล้วด้วย และภาษาเยอรมันก็เป็นภาษาหนึ่งที่เราคิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์ได้มาก

DSCF1059

หลังจากตัดสินใจเลือกประเทศได้แล้ว ก็มาดูในข้อมูลพื้นฐานกว้างๆของประเทศเยอรมันและการเรียนที่เยอรมันกัน ถ้าอยู่กรุงเทพ ก็สามารถจะไปขอคำปรึกษาที่สำนักงาน DAAD ได้เลย (http://www.daad.or.th/th/) ตอนที่เราตัดสินใจว่าอยากมาเรียนที่เยอรมัน เราก็มาถามเรื่องขั้นตอนการสมัครเรียน เรื่องรายละเอียดมหาลัย อะไรพวกนั้นที่นี่เหมือนกัน แต่ว่าก็ต้องระวังนิดนึง เจ้าหน้าที่บางคนก็โหดมาก ถ้าไปแบบไม่มีข้อมูลอะไรมาก่อนเลยอาจจะโดนเหวี่ยงกลับมาได้ นอกจากนั้นก็ยังสามารถหาข้อมูลอื่นๆในอินเตอร์เน็ตได้ทั่วไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาษาอังกฤษ อย่างเช่นในเว็บ https://www.study-in.de/en/ หรือ http://www.studying-in-germany.org/

IMG_4478

ต่อไปก็ต้องมาดูว่าจะไปเรียนคณะอะไร ที่มหาลัยไหน ซึ่งก็จะมีเว็บที่รวบรวมรายละเอียดของคณะทั้งหมดทุกวิชาทุกมหาลัยในเยอรมันไว้อยู่ที่เว็บ https://www.daad.de/deutschland/studienangebote/en/ เราสามารถเข้าไปในนั้น เลือกตรง “All study programmes in Germany” แล้วก็ไปเสิร์ชหาข้อมูลได้ อย่างสำหรับเราก็เสิร์ชชื่อคณะ Mechanical Engineering กับ Mechatronics แล้วก็เข้าไปดูในลิสต์ว่ามีที่ไหนเปิดสอนบ้าง รายละเอียดเป็นยังไงบ้าง อะไรประมาณนั้น และนอกจากนี้ ในหน้าเว็บนั้นก็ยังมีหัวข้อ “Ranking of German universities” ซึ่งจะมีลิงค์ที่พาเราไปยังหน้าของเว็บไซต์ที่เราสามารถเช็คการจัดลำดับมหาวิทยาลัยในเยอรมนี แยกหมวดหมู่ไปตามแต่ละคณะได้ แต่การจัดลำดับที่ว่านี้จะไม่ได้จัดมาเป็นอันดับ 1,2,3,… อย่างนี้ แต่จะเป็นการบอกเฉยๆว่า ในหัวข้อการประเมินต่างๆนั้น มหาวิทยาลัยนี้อยู่ในระดับบน ระดับกลาง หรือระดับล่าง

DSCF2331

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนิดนึง คือระดับการศึกษาตอนช่วงมหาลัยของที่เยอรมันจะแบ่งเป็นสองชนิดใหญ่ๆ ชนิดแรกก็คือ University (Universität) ซึ่งก็จะเน้นในเรื่องทฤษฎี การวิจัย อะไรทำนองนั้น สามารถเรียนต่อไปได้ถึงปริญญาเอก ไปเป็นนักวิจัยได้ ส่วนชนิดที่สองคือ University of Applied Sciences (Fachhochschule) ซึ่งจะเน้นในเรื่องปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี จะอยู่ในระดับต่ำกว่า University และถ้าอยากจะเรียนต่อไปเรื่อยๆถึงปริญญาเอกก็จะต้องไปเรียนเพิ่มเติม อยู่ดีๆจะเรียนต่อเลยไม่ได้ อะไรประมาณนั้น ถ้าใครชอบทฤษฎีหรืออยากจะทำวิจัยต่อก็ควรไป University ส่วนใครที่ชอบการปฏิบัติก็ควรไป University of Applied Sciences แต่ถ้าใครชอบคบเผื่อเลือกก็ควรจะไป University เพราะว่าระดับมันสูงกว่า ถ้าเกิดอยากจะต่อโทต่อเอกทีหลังจะได้ไม่มีปัญหา

DSCF2719

หลังจากตัดสินใจจะไปเยอรมันแล้ว เราก็สมัครเรียนภาษาคอร์สเร่งรัดที่สถาบัน Goethe เริ่มเรียนตั้งแต่เริ่มต้น สวัสดี คุณชื่ออะไร สบายดีมั้ย ฯลฯ นู่นเลย ตอนคอร์สแรกๆนี่บันเทิงมาก มีทำกิจกงกิจกรรม เดินคุยกับคนอื่นรอบห้อง รู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอนุบาลเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้ง ตอนมาเรียน Goethe ก็ได้เจอเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลากหลายประเภทมาก บางคนก็เป็นครู บางคนก็เป็นแอร์ บางคนก็เป็นแม่บ้าน บางคนก็เป็นนักเรียน เหมือนได้เปิดโลกกว้างเลย เพราะว่าเมื่อก่อนอยู่แต่กับเพื่อนชั้นเดียวกัน เป็นนักเรียนเหมือนกัน เรียนคณะเดียวกัน เพื่อนก็มีไลฟ์สไตล์อารมณ์เดียวๆกัน พอได้มาเจอกับคนจากต่างสายอาชีพ ต่างทางเดินในสังคมแล้วทำให้เราได้เรียนรู้อะไรจากคนอื่นมากขึ้นอีกเยอะเลย ได้รู้ว่าโลกใบนี้มันก็ไม่ได้มีแค่มุมมองที่เรารู้จัก ที่เราคุ้นเคย มันยังมีหลายแง่หลายมุม ยังมีอีกหลายสิ่งทั้งดีและไม่ดีที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน ถือว่าเป็นอีกบทเรียนที่ดีมากๆที่ได้จากสถาบัน Goethe นอกจากความรู้ภาษาเยอรมัน

10906432_10205859298829507_3643774430169098469_n

ในระหว่างช่วงที่กำลังเรียนภาษาเยอรมันที่ Goethe อยู่ เราก็ไปหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยต่างๆที่เปิดสอนคณะที่เราอยากเรียนจากแหล่งเว็บต่างๆ จากคนนั้นคนนี้ จากการถามในพันทิพย์ แล้วก็จากเพื่อนคนเยอรมันที่รู้จักจาก Couchsurfing ทั้งที่เรียนวิศวะและไม่ได้เรียนวิศวะไปด้วย แล้วก็ลิสต์รายชื่อมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจออกมาได้สี่ห้าชื่อ ซึ่งมหาวิทยาลัย KIT หรือ Karlsruhe Institute of Technology ก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากนั้นเราก็เข้าไปอ่านรายละเอียดของคณะนั้นๆ และรายละเอียดเรื่องการสมัครเรียนในเว็บของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้เป็นขั้นตอนที่หนักหนาสาหัสมาก เพราะว่าเราต้องไปเสาะหาเอาในเว็บเอาเองว่าพวกข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการสมัครเรียนมันอยู่ตรงส่วนไหน มีข้อมูลอะไรที่ต้องรู้บ้าง (เช่น เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการสมัครเรียน, เกณฑ์ขั้นต่ำที่เค้าจะรับคนเข้าเรียน, วิธีการสมัครเรียน, ช่วงเวลาเปิดรับสมัคร ฯลฯ) แล้วก็ไม่ใช่ดูแค่เว็บเดียว แต่ต้องเข้าไปดูในเว็บของทุกมหาลัยที่เราสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่โครงสร้างเว็บมันก็ไม่เหมือนกัน ก็ต้องมางมหาข้อมูลของแต่ละมหาลัยจากในเว็บอีก บางทีข้อมูลบางอย่างก็มีแต่ภาษาเยอรมัน เราก็ต้องมาเข้า Google translate แปลเอาเองอีก แล้วก็ต้องดูดีๆด้วยว่ามีข้อยกเว้นอะไร หรือมีกระบวนการพิเศษอะไรสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะรึเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ที่มหาลัย TU Darmstadt จะเปิดรับสมัครเรียนสำหรับนักเรียนจากยุโรปถึงวันที่ 15 กรกฎาคม แต่สำหรับนักเรียนต่างชาติจะเปิดรับสมัครถึงแค่วันที่ 15 เมษายนเท่านั้น (อันนี้เราพลาดมาแล้ว ตกใจมาก นึกว่าที่อื่นก็เป็นแบบนี้หมด ปรากฎว่าเป็นแค่ไม่กี่มหาลัย โชคดีไป) หรือบางมหาลัยก็ให้นักเรียนจากยุโรปสมัครผ่านเว็บมหาลัยโดยตรงเลยได้ แต่ว่านักเรียนต่างชาติต้องสมัครผ่านเว็บของ uni-assist (เดี๋ยวมาต่อบทหน้าว่ามันคืออะไร)

สำหรับโพสต์นี้ก็ขอพูดถึงแค่เรื่องการหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยก่อน แต่ถ้าใครมีคณะที่อยากเรียน และมีมหาลัยในใจแน่วแน่แล้ว เดี๋ยวเราไปต่อเรื่องขั้นตอนการสมัครเรียนในโพสต์ต่อไปกันเลยโนะ

20170515_164036