Budapest Trip: Cultural Heritage Day

ปี 2017 นี้เป็นปีแรกหลังจากที่เรามาเรียนอยู่ที่เยอรมนี ที่ยังไม่ได้มีทริปยาวๆเป็นสิบวันประจำปีเลย จริงๆแล้วสำหรับช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้เราจองตั๋วเครื่องบินจะไปเที่ยวฝรั่งเศสตอนใต้ล่วงหน้ามาตั้งแต่ตอนต้นๆปีแล้ว ไปตั้ง 13 วันแน่ะ วางแผนหาข้อมูลเสร็จสรรพเรียบร้อยตั้งแต่สัปดาห์แรกหลังจากจอง 555 แต่ว่าไปๆมาๆแล้ว ประมาณช่วง 2 เดือนก่อนถึงเวลาไป เกิดขี้เกียจไปซะงั้น 5555 รู้สึกว่าอ่านหนังสือสอบติดกันมาตั้งเดือนกว่าแล้วก็อยากจะอยู่สบายๆหน่อย ไม่อยากไปเที่ยวตะลอนๆเปลี่ยนที่นอน ข้ามเมืองติดต่อกันสิบกว่าวัน แถมค่าใช้จ่ายในฝรั่งเศสตอนใต้ก็เยอะด้วย ถ้าจะเสียเงินเยอะๆไปทั้งทีก็ควรจะไปตอนกายพร้อม ใจพร้อมหน่อยดีกว่า เลยเททริปเลย (ยังดีที่ราคาตั๋วไปกลับแค่ 40 ยูโร หรือประมาณ 1500 บาท เลยทำใจทิ้งได้ไม่ยากเท่าไหร่) ไม่ไปละ แต่ว่าอยู่ดีๆก็มีอะไรบางอย่างมาดลใจให้จองตั๋วล่วงหน้าประมาณไม่กี่อาทิตย์ ไปเที่ยวเมือง Budapest ประเทศฮังการีแทน (บินจากสนามบิน Baden Airpark ที่อยู่ใกล้ๆเมือง Karlsruhe ที่เราอาศัยอยู่ ไปยังสนามบิน Ferenc Liszt เมือง Hungary) ได้ตั๋วไปกลับมาในราคา 46 ยูโร หรือประมาณ 1800 บาท ของสายการบิน Wizz Air ซึ่งก็โอเคอยู่ แต่ที่สำคัญคือ Budapest เป็นอีกเมืองๆหนึ่งที่เราอยากไปและเล็งไว้ว่าจะไปมาตั้งแต่มาอยู่เยอรมนีใหม่ๆแล้ว คราวนี้ก็มีโอกาสได้ไปจริงๆซักที

20170918_135620.jpg

วิวของใจกลางเมือง Budapest จากบนเนินเขาด้านหน้าปราสาท Buda

สำหรับทริป Budapest ครั้งนี้ก็ไม่ได้มีการเตรียมตัวอะไรมากมาย คิดซะว่าเป็นการไปเปลี่ยนบรรยากาศชิวๆ เดินเล่นชิวๆหลังจากสอบเสร็จมากกว่า ตอนแรกที่เราจองตั๋วเครื่องบินไป ตั้งใจจะไปค้าง 3 คืน แต่พอมาคิดอีกที เที่ยวบินขากลับที่จองไว้บินตั้งแต่เช้าตรู่แน่ะ ลองมาหาเที่ยวบินของวันถัดไป ปรากฏว่ามีเที่ยวนึงของสายการบิน Ryanair บินช่วงเที่ยงๆจาก Budapest ไปลงสนามบินเมือง Nuremberg ราคาแค่ 10 ยูโรเอง ถึงแม้จะต้องเสียเงินอีก 16 ยูโรเป็นค่ารถบัสจาก Nuremberg กลับมายัง Karlsruhe กับเสียเวลานั่งรถบัสเกือบ 6 ชั่วโมง แต่ก็แลกกับการได้นอนตื่นสาย กับได้เที่ยว Budapest เพิ่มอีกวันนึง แถมยังได้ไปเยี่ยมเพื่อนเราที่เมือง Nuremberg อีก ก็เลยจองไปเลย อีกอย่างหนึ่ง ไหนๆก็ยกเลิกทริปฝรั่งเศสตอนใต้ที่จริงๆแล้วควรจะมีค่าใช้จ่ายสูง มาเป็นทริป Budapest ที่ค่าใช้จ่ายน่าจะถูกมากอยู่แล้ว จะเสียเงินเพิ่มนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ส่วนในเรื่องของที่พัก ก็เหมือนทุกครั้ง ก็คือหาโฮสต์จาก Couchsurfing ซึ่งครั้งนี้โฮสต์ของเราก็เป็นวิศวกรชาวฮังกาเรียนชื่อ Miki

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เราเตรียมตัวไปมากกว่าตอนทริปอื่นๆที่ผ่านมา ก็คือการเสิร์ช Google หา Events ในเมืองนั้นในช่วงเวลาที่เราจะไปเที่ยว เผื่อมีอะไรถูกใจจะได้เตรียมตัวไปเข้าร่วมเข้าชมได้เลย ซึ่งสำหรับทริป Budapest ครั้งนี้ ช่วงเวลาที่เราจะไปก็กำลังมีงานเทศกาล Cultural Heritage Days อยู่พอดี ซึ่งจะมีการปิดถนนตั้งซุ้มขายอาหารและแสดงกิจกรรมต่างๆไปทั่วทั้งเมืองเลย เดี๋ยวจะมาโพสต์รูปให้ดูกัน ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่เราเลือกมาได้ถูกเวลาจริงๆ 555

สำหรับการเตรียมตัว ก็คงหมดแค่นี้แหละ ไม่มีอะไรพิเศษละ มาเริ่มทริปกันเลยดีกว่า 555 สำหรับวันก่อนวันเดินทางออกจาก Karlsruhe นั้นก็มีเรื่องให้ช๊อคอยู่เรื่องหนึ่ง (อีกแล้ว) ก็คือ เที่ยวบินของเราบินเช้า ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ตอนวันก่อนเดินทางว่าไม่มีเที่ยวรถสาธารณะจาก Karlsruhe เที่ยวไหนที่ไปถึงสนามบิน Baden Airpark ทันเวลาออกบินของเราเลย แต่ก็ลองค้นๆอินเตอร์เน็ตดูก่อน จนเจอว่ามีบริษัทรถบัสบริษัทหนึ่งที่ตั้งมาเพื่อเดินทางเชื่อมระหว่างเมืองต่างๆกับสนามบินต่างๆโดยเฉพาะ ชื่อว่าบริษัท Flibco ซึ่งบริษัทนี้ก็มีเที่ยวรถที่วิ่งจากเมือง Karlsruhe ไปยังสนามบิน Airpark ในช่วงเวลาเช้าตรู่พอดี (เช้ายิ่งกว่า คือเครื่องบินออกแปดโมงเช้า แต่รถไปถึงตีห้า อะไรประมาณนี้) ในราคา 10 ยูโร (ซึ่งแพงกว่าการนั่งรถประจำทางประมาณ 3 ยูโร) เราก็เลยจองไป เป็นอันว่าโล่งละ มีรถไปละ

20170916_154651

หนึ่งในซุ้มของเทศกาล Cultural Heritage Days

วันต่อมาเราก็ตื่นแต่เช้าตรู่ ขี่จักรยานฝ่าอากาศหนาวเหน็บเป็นเวลา 20 นาที มายืนรอรถ Flibco ที่ป้ายรถบัสหน้าสถานีรถไฟตั้งแต่ตีสี่ ปรากฏว่าใกล้เวลาที่รถจะมาถึงแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของรถที่เราควรจะขึ้น หรือว่ารถของจริงจะหน้าตาไม่เหมือนกับในเว็บนะ ลองเดินๆดูรถบัสที่จอดอยู่แถวนั้นก็แล้ว ลองถามคนขับดูก็แล้ว แต่ก็มิได้นำพา ไม่มีใครรู้จัก Flibco เลย ยืนรอต่อไปจนเวลาล่วงเลยผ่านกำหนดเวลาที่รถควรจะออกเดินทางไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นจะมีวี่แววของรถบัสของ Flibco โทรไปบริษัทตามเบอร์บนตั๋วเพื่อจะเช็คว่ารถมาสายรึเปล่าก็ไม่มีใครรับ เอ๊ะหรือว่าเราจะโดนโกง? หรือว่าบริษัทนี้จะไม่มีอยู่จริง? เอ๊ะแต่คงไม่ใช่หรอกมั้งง หรือว่าใช่!? panic มาก ไม่อยากตกเครื่อง พอดีตอนนั้นตรงที่เรายืนรอรถบัสอยู่ มีรถประจำทางคันหนึ่งที่จะเดินทางไปยังเมือง Baden-Baden ที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบิน Baden Airpark มาก กำลังจะออกเดินทางพอดี ด้วยความ Panic คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยรีบวิ่งไปขึ้นก่อน คิดแค่ว่ารถ Flibco คงไม่มาแล้วมั้ง รีบๆเดินทางไปให้อยู่ใกล้กับสนามบินมากที่สุดเร็วๆก่อนจะดีกว่า แล้วค่อยไปหาทางเอา แต่เอาเข้าจริง พอไปถึงสถานีรถไฟ Baden-Baden แล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือกเยอะแยะหรอก ด้วยเวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาแล้วด้วย เลยตัดสินใจขึ้นแท๊กซี่ที่จอดอยู่หน้าสถานีรถไฟไปสนามบินซะเลย ไหนๆจะเสียเงินแล้วก็เสียให้สุด 5555 ปรากฏว่าค่าแท๊กซี่ระยะทาง 13 กิโลเมตร โดนไป 35 ยูโร หรือประมาณ 1400 บาท บวกกับค่ารถบัสที่จ่ายไปแล้ว 10 ยูโร ออกมาแพงกว่าค่าเครื่องบินไปกลับซะอีก T.T มาคิดดูอีกที ถ้ารถ Flibco มาสายจริงๆ จริงๆแล้วเราก็ไม่ต้องรีบนั่งรถประจำทางมา Baden-Baden เลยก็ได้ เพราะรถมาเมืองนี้มันมีมาเรื่อยๆอยู่แล้ว ยืนรออีกซักพักก่อนแล้วถ้าเวลาจวนตัวแล้วรถยังไม่มา ค่อยหารถรอบถัดไปนั่งมา Baden-Baden ก็ได้ เพราะยังไงจากตรงนั้นก็ไม่มีทางอื่นนอกจากนั่งรถแท๊กซี่ไปสนามบินอยู่แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ สรุปว่าก็มาถึงสนามบินทัน และมาถึงก่อนเครื่องออกหลายชั่วโมงเลยโนะ 555 ก็นั่งกินขนมปังอาหารเช้ารอไป

20170918_181249

วิวของปราสาท Buda และสะพาน Széchenyi Lánchíd จากริมฝั่งแม่น้ำ Danube

สำหรับการผ่านตม.และการนั่งเครื่องบินครั้งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆเราก็เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติของเมือง Budapest แล้วก็มากดตังจากตู้เอทีเอ็มมานิดนึงก่อน ก่อนจะมาซื้อตั๋วรถประจำทางที่เคาน์เตอร์ Tourist Information ตรงบริเวณทางเข้าสนามบินขาออก ซึ่งสำหรับเมือง Budapest นี้ จะมีตั๋วเหมาประเภท 24, 48, 72 ชั่วโมง แล้วก็จะมีแบบซื้อเหมาทีเดียว 10 ใบและได้ราคาถูกลง เราคิดๆดูแล้วเราคงจะเดินเยอะกว่านั่งรถ เลยซื้อแบบเหมา 10 ใบมาแทน (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.bkk.hu/en/tickets-and-passes/prices/ ) แล้วก็ไปขึ้นรถบัสเข้าเมืองที่จอดอยู่ตรงหน้าประตูสนามบินขาออกกัน

สำหรับการเดินทางเข้าเมืองโดยรถโดยสารสาธารณะ สามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกก็คือนั่งรถบัสสาย 100E ที่จะวิ่งรวดเดียวจากสนามบินเข้าไปยังใจกลางเมืองเลย แต่ต้องซื้อตั๋วประเภทพิเศษ ราคา 900 HUF (ประเทศฮังการีมีสกุลเงินเป็น Forint) ส่วนวิธีที่ 2 ก็คือนั่งรถบัสสาย 200E ไปจนสุดสายที่สถานี Kőbánya-Kispest แล้วก็นั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีนั้นเข้าไปยังใจกลางเมืองต่อ สำหรับวิธีนี้จะสามารถใช้ตั๋วโดยสารรถสาธารณะแบบทั่วไปได้ แต่ต้องใช้ 2 ใบ คือใบแรกสำหรับรถบัส ใบที่สองสำหรับรถไฟใต้ดิน การใช้ตั๋วโดยสารรถสาธารณะของประเทศนี้จะไม่เหมือนที่เยอรมนีที่ส่วนใหญ่แล้วตั๋วใบเดียวสามารถใช้นั่งรถโดยสารแบบไหนก็ได้ติดต่อกันได้เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมงแล้วแต่เมือง ที่เมือง Budapest นี้ (ไม่รู้เมืองอื่นๆในประเทศเป็นเหมือนกันรึเปล่า) ตั๋วโดยสารหนึ่งใบ สามารถใช้นั่งรถประจำทางคันหนึ่งๆได้นานเป็นเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าจะเปลี่ยนคันรถหรือประเภทรถ ก็ต้องเสียเงินซื้อตั๋วอีกใบ (ยกเว้นถ้านั่งรถไฟใต้ดิน สามารถเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟใต้ดินสายอื่นได้โดยไม่ต้องใช่ตั๋วใบใหม่)

20170916_112259.jpg

มาถึงแล้ว! แว้บแรกของเมือง Budapest ที่เห็น หลังจากที่นั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองมานานเกือบชั่วโมง

หลังจากที่นั่งรถไฟใต้ดินมาจนถึงสถานีที่ใกล้บ้านของโฮสต์ที่สุดแล้ว เราก็ลงเดินต่อไปยังบ้านของโฮสต์เพื่อเก็บข้าวของ แล้วก็ไม่รอช้า ออกเดินเที่ยวเมืองเลย ซึ่งจากบ้านของโฮสต์ สถานที่สำคัญที่ใกล้ที่สุดก็คือ Heroes’ Square ซึ่งเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ที่มีอนุสรณ์ของวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของประเทศฮังการีตั้งอยู่ แต่ว่าวันที่เรามาถึงนี้ ที่บริเวณ Heroes’ Square มีการตั้งอัฒจันทร์รอบๆตัวอนุสรณ์ตรงกลางของจัตุรัสและมีซุ้มขายอาหารตั้งอยู่ริมถนนรอบๆอีกที ซึ่งตรงบริเวณด้านในของอัฒจันทร์ก็มีเสียงเชียร์เสียงพากย์ดังอึกคึกครึกโครมออกมาตลอดเวลา ด้านในน่าจะมีการแข่งขันอะไรซักอย่างอยู่ แต่ว่าไม่สามารถมองเข้าไปเห็นได้ แต่ว่าบริเวณรอบๆอัฒจันทร์ก็มีคนเยอะมากๆ และตรงถนน Andrássy út ซึ่งเป็นถนนสายใหญ่ที่ทอดยาวจาก Heroes’ Square เข้าไปยังใจกลางเมืองก็ยังมีซุ้มขายของขายอาหาร และซุ้มกิจกรรมต่างๆตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนไปจนสุดสายตรงใจกลางเมืองเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Cultural Heritage Days นั่นเอง เค้าปิดถนนใหญ่ตั้งร้านให้คนเดินกันอย่างเอิกเกริกเลย โชคดีอีกอย่างที่วันนี้อากาศดี แดดส่อง ฝนไม่ตก ถนนทั้งสายเลยคราคร่ำไปด้วยผู้คน

อีกด้านหนึ่งของ Heroes’ Square ฝั่งตรงข้ามกับถนน Andrássy út จะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า Városliget หรือ City Park ซึ่งตรงใกล้ๆทางเข้า City Park นี้ จะมีสถานที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือปราสาทหลังงามรูปร่างหน้าตาราวกับยกเอามาจาก Disneyland มาตั้ง กับ Széchenyi Thermal Bath

สำหรับตัวปราสาทนี้ มีชื่อว่า Vajdahunyad Castle แว๊บแรกที่เราเห็นป้อมประตูประสาทสีทึมๆและหอคอยที่ก่อด้วยหินกับหน้าต่างบางแคบๆนี้นึกถึงพวกปราสาท Dracula อะไรอย่างนี้ก่อนเลย แต่พอเดินผ่านเข้าไปด้านในแล้ว ตึกแต่ละตึกที่เห็นจะเป็นคนละสไตล์เลย เหมือนกับในสวนสนุกที่สร้างตึกแบบหลายๆแบบมาตั้งปนๆกัน นี่ถ้ามีคนใส่ชุดตัวการ์ตูนเดินไปเดินมานะคงเข้าใจผิด นึกว่าเพิ่งเดินผ่านประตูทางเข้า Dreamworld มา 555 แต่จริงๆแล้วจุดประสงค์ของการสร้างปราสาทนี้ก็คือเพื่อต้องการนำเสนอสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของอาณาจักรฮังการีในอดีต ที่แตกต่างกันไปตามยุคต่างๆ และตามภูมิภาคต่างๆ มาอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันนั่นเอง คือเมื่อก่อนอาณาจักรฮังการีจะมีขนาดใหญ่กว่าอาณาเขตของประเทศฮังการีในปัจจุบันมาก และภูมิภาค Transylvania ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตำนาน Count Dracula ในอดีตก็เคยอยู่ในอาณาเขตของอาณาจักรฮังการีด้วย (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศโรมาเนีย) ทำให้ปราสาท Vajdahunyad นี้มีบางส่วนที่ให้อารมณ์ปราสาทของ Dracula อะไรประมาณนี้อยู่

ส่วน Széchenyi Thermal Bath ก็เป็นโรงอาบน้ำและซาวน่าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเมือง Budapest ซึ่งสำหรับประเทศฮังการีนี้ เค้าขึ้นชื่อในเรื่องบ่อน้ำแร่ และเค้ามีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวตุรกี ก็คือคนที่นี้จะชอบอาบน้ำแร่ในสระน้ำสาธารณะกันมาก แถมในปัจจุบันก็ยังมีการจัด Pool Party ขนาดใหญ่อยู่เรื่อยๆอีกด้วย ทำให้ที่เมือง Budapest นี้มีโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ ทั้ง in-door และ out-door อยู่เต็มไปหมด เป็นที่รู้กันว่าถ้าใครมาเที่ยวเมือง Budapest ต้องมาอาบน้ำที่สระน้ำแห่งใดแห่งหนึ่งอย่างน้อยซักแห่ง ไม่งั้นจะเหมือนกับว่ามาไม่ถึง Budapest… ซึ่งสำหรับทริปนี้เราไม่ได้ไปอาบที่ไหนเลย ก็คือถือว่ายังมาไม่ถึงโนะ 555 เดี๋ยวไว้มาอีกรอบค่อยอาบละกัน รอบนี้ติดไว้ก่อน 5555

20170916_150020.jpg

Széchenyi Thermal Bath

แต่เพราะว่าวันนี้เป็น Cultural Heritage Days ใน City Park จึงมีนิทรรศกาลพิเศษอื่นๆอีกด้วย อย่างแรกก็คือตามถนนต่างๆในบริเวณสวนจะมีอาวุทยุทโธปกรณ์และรถถังรถทหารต่างๆของทหารที่นี่มาตั้งโชว์อยู่เต็มไปหมด แล้วก็จะมีทหารในชุดเครื่องแบบมาคอยยืนประจำจุดต่างๆ แล้วก็มีเด็กๆมาปีนรถบ้าง เล่นๆจับๆอาวุธนั่นนี่บ้าง โดยมีทหารคอยชี้แนะอยู่ใกล้ๆ อารมณ์เหมือนงานวันเด็กที่ไทยเลย 555 แล้วนอกจากนี้ ตรงส่วนหนึ่งของ City Park ก็ยังมีบริเวณที่เค้าตั้งเต็นท์หน้าตาโบราณๆ มีชาวบ้าน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หญิงชาย แต่งตัวแบบยุคโบราณ ทำกิจกรรมต่างๆแบบยุคโบราณ อย่างเช่นฝึกทหารแบบยุคโบราณ อะไรประมาณนี้กันอีกด้วย โห นี่เพิ่งมาถึง Budapest แค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ก็ได้เห็นอะไรเยอะแยะมากมายแบบคุ้มค่าตั๋วแบบบินกลับบ้านตอนนี้ได้เลยแล้วนะเนี่ย 555

เสร็จแล้วเราก็เดินกลับออกมาจากสวนมายัง Heros’ Square แล้วก็เดินมาแวะที่ซุ้มขายอาหารซุ้มนึงแล้วก็ลองสั่งซุป Gulasch หรือสตูว์เนื้อต้มปรุงรสด้วยปาปริก้า ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติของประเทศฮังการีมากินดู ซึ่งสำหรับซุปร้านข้างทางชามนี้ก็มีราคา 1490 HUF หรือประมาณ 180 บาท ซึ่งจริงๆก็ถูกกว่าค่าอาหารที่เยอรมันอยู่นะ ถ้ากินที่เยอรมันชามนี้เกิน 200 บาทไปเยอะแน่ แต่สำหรับรสชาติก็ไม่ได้ว้าวมาก ไม่รู้เพราะว่ารสชาติมันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว หรือว่าเพราะร้านนี้ทำไม่ได้อร่อยมาก แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้มากินอาหารต้นตำหรับที่ประเทศต้นตำหรับแล้วแหละ 555

20170916_151910.jpg

หลังจากกินเสร็จแล้วเราก็เดินดูซุ้มขายของ ซุ้มกิจกรรมต่างๆตามข้างถนน Andrássy út ไปเรื่อยๆ ก็ได้เห็นอาหารประจำชาติและของหวานประจำชาติฮังการีหลายๆอย่าง สังเกตว่าร้านขายอาหารที่นี่จะตั้งแกงหลายๆอันไว้ตักขาย อารมณ์เหมือนร้านขายข้าวแกงที่ไทยเลย แต่ว่าแกงที่นี่หลายๆอย่างจะมีสีออกแดงๆจัดจ้าน เพราะว่าคนที่นี้เค้าชอบผสมพริกหยวก หรือ Paprika ลงไปในอาหารของเค้ากัน

ตลอดข้างทางก็จะมีตึกสวยๆของเมือง Budapest เรียงรายอยู่ ถ้าพูดถึงความสวยของตึกรามบ้านช่อง ที่ Budapest นี่ก็ไม่แพ้เมืองยุโรปสวยๆเมืองอื่นเลย แต่ตึกหลายๆตึกจะดูขาดการบำรุงรักษา ตามประสาประเทศยุโรปตะวันออก

หลังจากที่เดินไปซักพัก เราก็มาถึงเวทีใหญ่ตรงสี่แยกใหญ่แห่งหนึ่งในใจกลางเมือง ตอนนั้นบนเวทีใหญ่ไม่ได้มีการแสดงอะไร เราเลยเดินต่อเข้าไปในถนนสายเล็กที่ทอดเข้าไปในตัวใจกลางเมือง ซึ่งก็ยังมีซุ้มต่างๆของงานเทศกาลตั้งอยู่เรื่อยๆ จุดหมายของการเดินครั้งนี้ของเราก็คือเดินไปให้ถึงบริเวณริมแม่น้ำ Danube ที่ทอดตัดผ่านใจกลางเมือง Budapest และแบ่งตัวเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งที่เรากำลังเดินเที่ยวอยู่คือ Pest ส่วนอีกฝั่งหนึ่งตรงข้ามแม่น้ำคือ Buda

20170916_161601

ระหว่างทางที่เดินนั้น นอกจากซุ้มขายของและขายอาหารต่างๆแล้ว เราก็ยังเดินผ่านเวทีประกวดร้องเพลงเล็กๆที่มีคนมุงดูกันอย่างแน่นขนัด และนักร้องแต่ละคนนี่ก็พลังเสียงสะท้านสะเทือนโสตประสาทจนกระดูกค้อนทั่งโกลนแทบจะกระเด็นหลุดออกมาจากรูหู 555 แล้วก็ยังเดินผ่านแถวที่ยาวขดไปขดมาของชาวเมืองที่ดูราวกับว่ากำลังจะรอขอลายเซ็นนักเขียนชื่อดังซักคนอยู่ เพราะว่าลองมองฝ่าฝูงชนเข้าไปแล้วพอจะเห็นว่ามีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ตรงหัวแถว นอกจากนี้เรายังเดินผ่านเวทีเล็กๆด้านหน้าโรงโอเปรา ที่มีนักแสดงมาเล่นละครร้องเพลงโอเปราให้รับชมกันสดๆแบบฟรีๆด้วย ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน บริเวณใจกลางเมืองนี้ก็จะคราคร่ำไปด้วยผู้คน แบบว่าเยอะมากจริงๆ เป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน ครึกครื้น ผู้คนมีความสุข ผ่อนคลายมากๆ นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการจากการมาเที่ยวหลังสอบครั้งนี้ 55

20170916_165242.jpg

ตรงบริเวณนี้มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกินข้าวด้วย

หลังจากเดินทะลุตัวเมืองมาซักพัก เราก็เดินมาถึงริมแม่น้ำ Danube ตรงบริเวณสะพาน Széchenyi Lánchíd ซึ่งจากบริเวณตีนสะพานนี้ เราจะสามารถมองเห็นสถานที่สำคัญของเมือง Budapest ที่อยู่ตรงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำได้ 2 แห่ง แห่งแรกก็คือปราสาท Buda ที่มีขนาดใหญ่โตและตั้งอยู่บนยอดเนินเขาทางซ้ายของสะพาน และแห่งที่สองก็คือป้อมชาวประมง หรือ Fisherman’s Bastion ที่มีสถาปัตยกรรมอันแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ ที่ตั้งอยู่ทางด้านขวาของสะพาน ถ้าเราเดินข้ามสะพานไปเรื่อยๆ โดยเดินอยู่ทางฝั่งขวา พอผ่านไปซักพัก เราก็จะเห็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศฮังการีอยู่บนฝั่งแม่น้ำฝั่งที่เราเพิ่งเดินออกมา ซึ่งสิ่งก่อสร้างแห่งนี้ก็คืออาคารรัฐสภาของประเทศฮังการีที่มีหน้าตาที่โดดเด่นสะดุดทุกสายตานั่นเอง

20170916_172012.jpg

20170916_173522.jpg

หลังจากที่ข้ามมาถึงอีกฝั่งของแม่น้ำ มาถึงฝั่งที่มีชื่อว่า Buda แล้ว เราก็เดินขึ้นเนินผ่านตัวเมืองไปเรื่อยๆ ไปยังป้อมชาวประมง ซึ่งคนก็กำลังเยอะได้ที่เลย 555 ตรงป้อมชาวประมงนี้จะมีโบสถ์ขนาดใหญ่ที่มีหลังคากระเบื้องสีสันสวยงามตั้งอยู่ โบสถ์นี้มีชื่อว่าโบสถ์ Matthias ที่เก็บค่าเข้าชมคนละ 1500 HUF (ประมาณ 185 บาท) แถมถ้าจะขึ้นไปดูวิวบนยอดหอคอย ยังต้องจ่ายค่าขึ้นอีก 1500 HUF เราเลยไม่ขึ้น 5555 แต่ตรงด้านที่หันเข้าหาแม่น้ำของป้อมชาวประมงจะมีส่วนชั้นสองที่เราสามารถเดินขึ้นไปดูวิวได้ ซึ่งเสียค่าขึ้นแค่ 400 HUF หรือประมาณ 50 บาทเท่านั้น (ตรงบริเวณนั้นจะมีจุดขายตั๋วสำหรับขึ้นไปชมวิวและเข้าชมโบสถ์อยู่) เราเลยขึ้นไปดูอันนี้แทน แต่ต้องขอบอกว่าวิวแทบไม่ได้ต่างจากชั้นล่างเลย แค่มีคนน้อยกว่าแค่นั้น ไม่แนะนำให้ขึ้น แต่ว่าที่เราจะแนะนำก็คือ ให้เดินไปทางฝั่งปลายทิศเหนือของป้อมชาวประมง เราจะเจอป้อมกลมๆหลังคาแหลมๆหน้าตาสวยงามที่ด้านบนจะเป็นบาร์ ตรงนั้นเค้าจะเก็บค่าขึ้น 280 HUF หรือประมาณ 30 กว่าบาท แต่วิวจะดีที่สุด เพราะว่าจะสามารถมองเห็นอาคารรัฐสภาได้แบบเต็มๆตาแบบไม่มีอะไรมาบังตัวอาคารเลย ถ้าเราไปดูจากจุดอื่นๆของป้อมชาวประมง จะมีส่วนยอดแหลมของหลังคาของหอคอยของโบสถ์แห่งหนึ่งโผล่ขึ้นมาบังส่วนหนึ่งของวิวอาคารรัฐสภาเสมอ มีแค่ตรงบาร์นี้เท่านั้นที่ไม่มีหลังคาโบสถ์นี้โผล่มาบัง

หลังจากชมวิวจากบนป้อมชาวประมงอย่างเต็มอิ่มแล้ว เราก็เดินลงเนินเขากลับมายังตีนสะพาน Széchenyi Lánchíd อีกครั้ง แล้วก็นั่งรถบัสกลับบ้านโฮสต์ วันนี้กลับเร็ว นอนเร็ว เพราะว่าเพลียมาก เก็บแรงไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวมาต่อวันต่อๆไปในโพสต์หน้ากันโนะ

20170916_151124.jpg

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s