France 5 Euro Trip: Nantes & ค่าใช้จ่าย

เราเดินทางมาถึงเมือง Nantes ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ตอนเวลาประมาณเที่ยง รถบัสจากเมือง Rennes วิ่งมาจอดที่สถานี Haluchère ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองและเราต้องซื้อตั๋วนั่งรถรางต่อเข้ามายังใจกลางเมืองในราคา 1.6 ยูโร (ราคาค่าโดยสารขนส่งมวลชนที่ประเทศฝรั่งเศสนี่จัดว่าถูกมากๆ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ขนาดที่เยอรมันที่ค่าครองชีพเฉลี่ยถูกกว่านิดหน่อย ค่าโดยสารขนส่งมวลชนยังแพงกว่าเลย ประเทศไทยไม่ต้องพูดถึง เทียบราคากันแล้ว ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยอาจจะถูกกว่า แต่ลองคิดว่าที่ฝรั่งเศส เราจ่ายเงิน 1.6 ยูโร สามารถนั่งไปได้สุดสาย ซึ่งราคานี้ ซื้อแซนวิชที่นั่นยังไมได้เลย แต่ที่ไทย ค่าโดยสาร BTS สูงสุด 57 กินข้าวได้มื้อนึงแล้ว)

โฮสต์จาก Couchsurfing ส่งข้อความมาบอกเราก่อนหน้านี้แล้วว่าวันนี้จะกลับบ้านช้า เราเลยไปเดินเที่ยวในเมืองก่อนเลย สำหรับเมือง Nantes นี้ก็เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ขึ้นมาอีกระดับละ ถึงแม้จะยังสามารถเดินเที่ยวแถวใจกลางเมืองที่ไม่ใหญ่มากได้ แต่ว่าก็ยังมี Landmark อื่นๆกระจัดกระจายออกไปในตัวเมือง แต่ว่าวันนั้นเรามีเวลาแค่ประมาณครึ่งวันก็เลยได้เดินดูแค่แถวๆใจกลางเมือง ไปดูรูปกันเลยดีกว่า เรียงลำดับตามสถานที่ที่เดินผ่าน

เริ่มที่บรรยากาศบริเวณย่านที่อยู่อาศัยด้านนอกใจกลางเมืองก่อน

20170611_135224.jpg

หอคอย LU ของโรงงานบิสกิตเก่าที่ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะและคอนเสิร์ตในปัจจุบัน

ถนน Cours Saint-Pierre กับวิวของ Château des ducs de Bretagne ซึ่งเป็นปราสาทเก่าแก่ประจำเมือง Nantes ที่ตั้งอยู่ข้างๆ

ที่ปลายสุดของ Cours Saint-Pierre จะเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ชื่อ Place Maréchal-Foch มีเสาใหญ่ๆตั้งอยู่ตรงกลางถนนๆ และมีรูปสลักรูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กษัตริย์คนสุดท้ายของฝรั่งเศสก่อนจะเกิดการปฏิวัติของประชาชนตั้งอยู่ด้านบน

ถัดเข้ามาทางทิศใจกลางเมือง ข้างๆ Cours Saint-Pierre จะมีมหาวิหาร Cathedral Of St. Peter and St. Paul ตั้งอยู่ ซึ่งข้างๆตัวมหาวิหารติดกับ Cour Saint-Pierre จะมีซากปรักหักพังของกำแพงเมืองและประตูเมืองเก่าหลงเหลืออยู่ให้เราเห็น มุมนี้เป็นมุมที่เราชอบที่สุดมุมหนึ่งในเมือง Nantes เลย

หลังจากเดินผ่านประตูเมืองเก่าเข้ามาแล้ว เราก็จะมาอยู่ตรงจัตุรัสด้านหน้าของมหาวิหาร และจะได้เห็นด้านหน้าของมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารได้อย่างเต็มตา

20170611_143810

Place Saint-Pierre จัตุรัสด้านหน้ามหาวิหาร

20170611_142802.jpg

Cathedral Of St. Peter and St. Paul

เดินย้อนกลับออกไปเดินเที่ยวด้านในปราสาท Château des ducs de Bretagne ด้านในป้อมปราการของปราสาทจะเป็นลานโล่งๆ มีตึกสามสี่ตึกตั้งอยู่รอบๆ ตึกภายในอาณาเขตของปราสาทแต่ละตึกนั้นจะถูกสร้างขึ้นในคนละยุคหมดเลย ทำให้มีหน้าตาแตกต่างและไม่เข้าพวกกัน

20170611_150112

เราสามารถเดินดูตรงลานด้านในปราสาทและเดินขึ้นไปเดินวนรอบปราสาทตรงทางเดินบนป้อมปราการได้ฟรี แต่ถ้าจะเข้าไปดูด้านในตัวตึกซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์จะต้องเสียค่าเข้า

นอกจากนี้ตรงบริเวณสวนด้านล่างรอบๆปราสาทยังเป็นสวนสาธารณะที่สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจได้

เสร็จจากปราสาทแล้วเราก็เดินเข้าไปสำรวจในตัวใจกลางเมืองต่อ

อาคารเก่าๆหน้าตาแปลกๆก็มีนะ ส่วนใหญ่จะอยู่ตรงโซนผับบาร์ที่อยู่ระหว่างโบสถ์ Église Sainte-Croix กับปราสาท Château des ducs de Bretagne

ระหว่างนั้น โฮสต์ของเราที่ชื่อ Nemo (ชื่อจริงๆเค้าชื่อ Naomi แต่เค้าให้เรียกว่า Nemo 555) ก็โทรมาบอกว่ากำลังกลับบ้านแล้ว ไปหาที่บ้านได้เลย เลยแวะเดินผ่านปราสาทอีกรอบ ก่อนจะเดินไปบ้าน Nemo

20170611_185734.jpg

พอไปถึงบ้าน รูมเมทของ Nemo ที่พูดภาษาอังกฤษได้แบบงูๆปลาๆมาเปิดประตูให้ แล้วก็ออกไปธุระ แล้วซักพัก Nemo ก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกับเพื่อนอีกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ชื่ออะไรจำไม่ได้ละ เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย 555 แล้วอีกซักพักเพื่อนของ Nemo อีกคนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งก็ตามมา คนนี้ชื่อ Emily เสร็จแล้วก็คุยกันซักพัก แล้ว Nemo กับ Emily ก็พาเราเดินเข้าไปในเมือง ส่วนเพื่อนอีกคนนอนอยู่บ้านเพราะเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก 55555

พอเข้ามาในเมืองเสร็จเราก็ไปซื้อแซนด์วิชที่ร้าน Pita Pit ซึ่งเป็นเฟรนไชส์ฟาสฟู้ดจากประเทศแคนาดามานั่งกินตรงหน้าปราสาทกัน ซึ่งมันจะเป็นคล้ายๆแป้งโรตีม้วนห่อไส้ที่เราเลือกไส้ข้างในได้ว่าจะใส่อะไรบ้าง จะใส่เนื้ออะไร ใส่ผักอะไร ใส่ชีสอะไร แล้วก็ใส่ซอสอะไร รสชาติอร่อยมากกกก อยากให้ที่เยอรมันมีบ้าง

พอกินจนหมดแล้วเราก็ไปนั่งดื่มกันต่ออีก 2 บาร์แล้วก็เม้ามอยไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน Nemo กับ Emily เป็นคนที่คุยสนุกแล้วก็ตลกมาก นั่งคุยกันอารมณ์เหมือนคุยกับเพื่อนอยู่จริงๆเลย ถึงแม้ว่าโฮสต์คนแรกของทริปครั้งนี้จะยกเลิกตอนวินาทีสุดท้าย แต่ว่าอย่างน้อยหลังจากนั้นเราก็ได้เจอแต่คนดีๆตลอดทั้งทริป ทั้งโฮสต์ ทั้งคนขับรถ ก็ถือว่ารวมๆแล้วประสบการณ์ของทริปครั้งนี้ก็จัดว่าดีมากอยู่นะ สำหรับเมือง Nantes นี้เพราะว่ามีเวลาน้อย เราเลยได้สัมผัสกับแค่เปลือกๆของเมืองนี้เท่านั้น จริงๆแล้วสภาพโดยรวมของเมือง Nantes ก็คล้ายๆกับเมือง Rennes มีตึกรามบ้านช่องที่หน้าตาคล้ายๆกัน แต่ว่า Nantes จะเป็นเมืองใหญ่ ที่มีความวุ่นวายมากกว่า มีรถราวิ่งไปมาผ่านใจกลางตัวเมืองอะไรอย่างนี้ แล้วก็จะมีสถานที่สำคัญต่างๆกระจัดกระจายออกไปในตัวเมือง ไม่ได้มากระจุกรวมกันอยู่ในใจกลางเมือง Landmark อีกอย่างที่มีชื่อเสียงมากๆของเมือง Nantes ก็คือหุ่นยนต์ช้างที่สามารถขยับตัวได้ เดินได้ พ่นน้ำได้ และยังมีขนาดที่ใหญ่มากๆแบบสามารถจุคนบนหลังได้หลายคนเลย เหมือนในรูปประกอบ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเมือง Nantes ที่ Nemo และ Emily เล่าให้ฟังก็คือเทศกาลงานศิลปะของเมือง Nantes ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาและสิงหาคมทุกๆปี ซึ่งในช่วงเวลานี้ ทั่วทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยงานศิลปะขนาดเล็กใหญ่มากมาย และบรรยากาศของตัวเมืองจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะมาเที่ยวประเทศฝรั่งเศสและสนใจในงานศิลปะล่ะก็ ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมมากๆที่จะมาเที่ยวเมือง Rennes

les_machines_de_lile._nantes_le_grand_elephantc_j_do_billaud_fin_juillet_2018.jpg

เช้าวันต่อมา เป็นวันที่เราต้องออกเดินทางไปสนามบินแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางกลับไปยัง Karlsruhe เราปลุก Nemo ขึ้นมาบอกลา ก่อนจะเดินทางไปยังสนามบิน Nantes ด้วยวิธีที่ Nemo เขียนบอกไว้ให้ การเดินทางจากตัวเมืองไปยังสนามบิน Nantes สามารถทำได้สองแบบ แบบแรกคือการนั่งรถบัส Transfer ระหว่างสนามบินกับตัวเมืองเลย ซึ่งจะใช้เวลาแค่ 20 นาที แต่จะต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วเป็นจำนวน 9 ยูโร ส่วนแบบที่สอง คือการนั่งรถรางธรรมดาสาม 3 ไปลงที่สถานี Neustrie แล้วนั่งรถบัสสาย 48 ต่อไปยังสถานี Nantes Atlantique ซึ่งก็คือสถานีสนามบิน วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 27 นาที แต่ต้องซื้อตั๋วเดินทางแบบธรรมดาที่ราคาแค่ 1.6 ยูโรต่อเที่ยวแค่นั้น ประหยัดไปได้เยอะเลย

20170612_074118

และแล้ว ทริป 5 วันในฝรั่งเศสครั้งนี้ก็เดินทางมาถึงจุดจบจนได้ ก็เป็นอีกทริปที่ได้เจอคนดีๆมากมายที่ทำให้ทริปนี้กลายเป็นทริปที่ประทับใจมากและเป็นหนึ่งในจุดหมายที่อยากจะกลับไปอีกครั้ง และที่สำคัญก็คือเป็นทริปที่เราได้ไปเยือนสถานที่ที่อยากไปซักครั้งมานานมากแล้วซึ่งก็คือ Mont-Saint-Michel อีกด้วย >< ก่อนจะเดินทางกลับไปถึงเมือง Karlsruhe เรามีเวลาว่างระหว่างรอต่อรถไฟที่เมือง Strabourg อยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เลยถือโอกาสเดินเที่ยวเมืองไปด้วย เลยเดี๋ยวโพสต์รูปของย่าน Petit France ของเมือง Strasbourg เป็นของแถมเลยละกัน 555 หลังจากนี้ทริปต่อไปที่จองไว้แล้วก็จะเป็นทริปไปหมู่บ้าน Lauterbrunnen ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์แบบไปเช้าเย็นกลับ ถ้าระหว่างนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น โพสต์ต่อไปที่จะเขียนก็น่าจะเป็นโพสต์รวมรูปจากทริปนี้ สำหรับตอนนี้ขอปิดทริปไปด้วยสรุปค่าใช้จ่ายประจำทริป กับรูปจากเมือง Strasbourg ก่อน แล้วมาติดตามกันต่อในโพสต์หน้าโนะ

สรุปค่าใช้จ่ายประจำทริป

วันที่หนึ่ง

  • รถไฟความเร็วสูง ICE จาก Karlsruhe ไป Strabourg – 30.10 ยูโร
  • รถไฟจากสถานีรถไฟหลัก Strasbourg ไปสนามบิน Strasbourg – 2.60 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Strasbourg ไปสนามบิน Marseille Provence  – 5 ยูโร
  • ตั๋วรถบัสไปกลับระหว่างสนามบิน Marseille Provence กับเมือง Aix-en-Provence – 13.80 ยูโร
  • ที่พักใน Aix-en-Provence 1 คืน + อาหารเช้า – 25.30 ยูโร
  • อาหารเย็น เมนูชีสเบอร์เกอร์ร้านข้างทาง – 6.90 ยูโร

วันที่สอง

  • อาหารกลางวัน เคบับร้านในตัวเมือง – 3.90 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Marseille Provence ไปสนามบิน Rennes – 5 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร

วันที่สาม

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • อาหารเช้า แซนด์วิชกับครัวซองต์อย่างละชิ้น – 4.75 ยูโร
  • เที่ยวรถไปกลับระหว่าง Rennes กับ Mont-Saint-Michel จาก Blablacar – 14 ยูโร
  • ค่าเข้าชมวิหารบน Mont-Saint-Michel – 10 ยูโร
  • อาหารกลางวัน เมนูแฮมเบอร์เกอร์ร้านในตัวเมือง – 6.80 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • ซื้อมันฝรั่ง นม กับขนมปังเบเกอรี่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต – 5.15ยูโร

วันที่สี่

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.50 ยูโร
  • รถบัสจาก Rennes ไป Nantes – 5 ยูโร
  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.60 ยูโร
  • อาหารกลางวัน Mcdonald – 4.80 ยูโร
  • อาหารเย็น Pita Pit – 7.40 ยูโร
  • เบียร์แก้วเล็ก 2 แก้ว – 5.80 ยูโร

วันที่ห้า

  • ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชน ระยะเวลา 1 ชั่วโมง – 1.60 ยูโร
  • เครื่องบินจากสนามบิน Nantes ไปสนามบิน Strasbourg – 5 ยูโร
  • รถไฟจากสนามบิน Strasbourg เข้าเมือง – 2.60 ยูโร
  • ห้องน้ำสาธารณะ – 0.80 ยูโร
  • รถไฟความเร็วสูง ICE จาก Strabourg ไป Karlsruhe – 30 Euro

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด = 203.9 Euro = 7717.30 บาท

นี่ถ้าไม่มีเรื่องให้ต้องเปลี่ยนจากรถบัสไปนั่งรถไประหว่าง Kalrsruhe กับ Strasbourg จะประหยัดลงไปได้อีก 48.3 ยูโร หรือประมาณ 1800 บาทเลยนะเนี่ย

20170612_113422

สถานีรถไฟหลักของเมือง Strasbourg ที่หน้าตาเหมือนจานบิน

20170612_120500.jpg

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s