France 5 Euro Trip: Mont-Saint-Michel

เราทุกคนคงจะมี bucket lists เป็นของตัวเอง bucket lists ก็คือรายชื่อของสิ่งที่อยากทำมากๆสักครั้งในชีวิต อาจจะเป็นกิจกรรมที่อยากทำ อาจจะเป็นเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะทำให้สำเร็จ หรืออาจจะเป็นสถานที่ที่อยากจะไปเห็นกับตาสักครั้งในชีวิตก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องของสถานที่นั้น สถานที่ที่เราอยากไปเห็นกับตาตัวเองมากที่สุดตั้งแต่ยังจำความได้ ก็คือปราสาท Neuschwanstein ในประเทศเยอรมนี ที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราชอบประเทศเยอรมนีมากๆมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราเลือกที่จะมาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนีจนถึงทุกวันนี้เลย ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เราก็ได้ไปเยือนปราสาท Neuschwanstein แห่งนี้มา 2 ครั้งแล้ว 555 ก็เป็นอันว่าได้ติ๊กถูกลงไปใน bucket list ของเราละ ว่าปราสาทนี้เราได้ไปมาแล้ว ส่วนอีกที่นึงที่เราอยากไปมากๆ และอยู่ใน bucket list มาตั้งแต่จำความได้ ก็คือเมืองปารีส ซึ่งก็ได้ไปมาแล้วอีกเหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าจะติ๊กถูกลงไปในสองรายการนี้แล้ว ก็ยังมีสถานที่อีกหลายๆที่มากที่เราอยากไป แต่ถ้าจะพูดถึงสถานที่ที่เราอยากไปมากๆแบบอยากไปเห็นสักครั้งในชีวิตจนถึงขั้นยกขึ้นไปอยู่ใน bucket lists ของเราแล้วล่ะก็ คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก Mont-Saint-Michel นี่แหละ เรารู้จัก Mont-Saint-Michel ครั้งแรกก็ตอนที่ค่อนข้างโตแล้ว ไม่เหมือนกับปราสาท Neuschwanstein หรือเมืองปารีสที่เคยเห็นภาพ เคยได้ยินชื่อ เคยรู้จัก เคยใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก จำไม่ได้แล้วว่ารู้จัก Mont-Saint-Michel ได้ยังไง แต่ตอนแรกคือรู้จักเมือง Minas Tirith มาจาก The Lord of the Rings: The Return of the King คือตอนที่เห็นฉากของเมืองนั้นนั้นเต็มๆตาในหนังนั้น รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก แบบว่าว้าว!! เมืองสร้างขึ้นไปเป็นชั้นๆแบบขั้นบันไดแล้วก็มีวิหารอยู่ชั้นบนสุด มันช่างยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการจริงๆ แล้วต่อมาพอได้เห็นภาพของ Mont-Saint-Michel ก็รู้สึกถึงความคล้ายคลึงกันกับ Minas Tirith ในหนังอย่างมากๆ เลยทำให้ตั้งใจว่าต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้มาตั้งแต่ตอนนั้นเลย (จริงๆแล้วตัวหนังก็ใช้ Mont-Saint-Michel เป็นต้นแบบในการออกแบบ Minas Tirith ประกอบกับคำบรรยายของ J.R.R. Tolkien จากในหนังสือจริงๆด้วยแหละ)

minas_tirith_imax_by_lexgoomer-d66adiw

Minas Tirith

20170610_125951.jpg

Mont-Saint-Michel

lovethailand_content-1402987133.jpg

ภูเขาทอง สู้ได้มะ 55 ภาพจาก http://www.lovethailand.biz/travel/th/17-กรุงเทพมหานคร/925-วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร-และภูเขาทอง.html#!prettyPhoto

และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง โอกาสที่จะได้มาเห็น Mont-Saint-Michel ของจริงก็มาถึง ซึ่งก็คือเช้าวันนี้ในเมือง Rennes ที่ท้องฟ้าสดใส พระอาทิตย์ส่องแสง และอากาศดีสุดๆนั่นเอง! สำหรับการเดินทางจากเมือง Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ตอนแรกเรากะว่าคงต้องนั่งรถบัสที่ราคาเที่ยวละ 15 ยูโรไป แต่ว่าก่อนที่จะออกเดินทางทริปนี้ เราก็เข้าไปในเว็บ Blablacar แล้วก็ตั้งค่าให้เว็บส่งอีเมลล์มาบอกด้วยถ้าเกิดว่ามีใครมาลงข้อมูลในเว็บไว้ว่าจะขับรถจาก Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ในวันเดียวกันกับวันที่เราต้องการเดินทาง ซึ่งก็มีจริงๆ ตอนวันก่อนวันเดินทาง เว็บ Blablacar ส่งอีเมลล์มาบอกเราว่ามีสมาชิกคนหนึ่งลงข้อมูลไว้ว่าจะขับรถจาก Rennes ไปยัง Mont-Saint-Michel ตอนเช้า แล้วก็ขับกลับจาก Mont-Saint-Michel มายัง Rennes ในตอนบ่ายในวันที่เราต้องการเดินทาง ซึ่งก็โป๊ะเชะ ลงตัวสุดๆ เลยเข้าเว็บจองทั้งขาไปขากลับเลย ราคาขาไปขากลับรวมกันแค่ 14 ยูโร ได้ประหยัดค่าเดินทางไปครึ่งหนึ่ง

20170610_081619.jpg

ตรงจุดนัดพบในสถานีรถไฟ มีนักเปียโนชื่อดังฝีมือฉกาจคอยบรรเลงเพลงขับกล่อมผู้คนที่เดินผ่านไปมา

วันเดินทาง เราก็เจอกับคนขับและผู้โดยสารคนอื่นๆอีก 3 คนที่จุดนัดพบ ซึ่งก็คือด้านในสถานีรถไฟหลักของเมือง Rennes ตั้งแต่เช้า และเมื่อทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เราก็ออกเดินทางกัน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ คนขับของเราในวันนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เค้าก็คือไกด์ทัวร์ที่เดินทางไป Mont-Saint-Michel เพื่อไปนำกรุ๊ปทัวร์ชาวอิตาเลียนขึ้นไปชมวิหารที่อยู่บนยอดของ Mont-Saint-Michel นั่นเอ๊งงงง!!! ดีงามมาก แชร์รถไปสถานที่ที่อยากไปสักครั้งในชีวิตทั้งทีก็ไม่ใช่ว่าแชร์รถไปกับคนธรรมดานะจ๊ะ ไปกับไกด์ทัวร์ของสถานที่นั้นเลยทีเดียว แต่เค้าก็ไม่ได้เล่าหรือบรรยายอะไรเกี่ยวกับ Mont-Saint-Michel ที่เป็นเชิงลึกให้ฟังนะ 555 แค่เล่าให้ฟังว่าที่นั่นจะมีไกด์ทัวร์พาเราเดินเท้าเปล่าไปบนพื้นทรายรอบๆตัว Mont-Saint-Michel ไปชมวิวรอบๆ แล้วก็ทดลองยืนบนทรายดูดให้โดนดูดลงไปนิดนึง อะไรอย่างนี้ (ปกติตรงบริเวณหาดทรายรอบๆเกาะจะไปเดินเล่นมั่วๆเองไม่ได้ เพราะว่าหนึ่ง บางบริเวณเป็นทรายดูด สอง เห็นเป็นที่ว่างโล่งๆแบบนี้ แต่พอเวลาน้ำขึ้นมาทีนี่วิ่งหนีไม่ทันนะจ๊ะ แล้วสิ่งที่อันตรายที่สุดเลยก็คือกรณีที่เราไปติดตรงทรายดูดเข้าตอนที่น้ำทะเลกำลังจะขึ้นพอดี =[]=!! ถ้าเกิดว่าเราเกิดไปติดอยู่ตรงหาดแล้วกลับเข้าฝั่งไม่ได้เพราะน้ำทะเลกำลังขึ้น เค้าจะต้องส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับ ซึ่งเราต้องจ่ายค่าใช้จ่ายตรงนั้นเองทีหลังด้วย ซึ่งก็คงจะแพงมากๆเลยทีเดียว) แล้วก็บอกว่าเป็นทัวร์ที่น่าสนใจและวิวสวยมากๆ และราคาไม่แพงด้วย แต่เราก็ไม่ได้หาข้อมูลต่อนะ เพราะว่ายังไงก็มีเวลาไม่พออยู่แล้ว ตั้งใจว่าจะเดินสำรวจบนตัวเกาะอย่างเดียว

mc_6.jpg

ภาพจาก http://www.stjo-chateaubriant.fr

ระหว่างที่นั่งรถไปนั่ง คนขับที่ชื่อ Jil ก็ชวนคุยนั่นนี่ แล้วก็เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังเยอะแยะมากมาย ประสาคนเป็นไกด์อะ มีเรื่องเล่าเยอะและพูดเก่งมาก จำไม่ได้ละว่าเล่าอะไรมาบ้าง 555 แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เรื่องกษัตริย์ เรื่องการล่าอาณานิคม เรื่องการทูตกับฝรั่งเศสอะไรอย่างงี้ แล้วเค้าก็บอกว่าถ้ามีโอกาสลองไปเที่ยวเมือง Brest ดู จะได้ไปดูสถานทูตไทยแห่งแรกในฝรั่งเศส

หลังจากที่นั่งรถกันมาประมาณชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดเราก็มาถึงบริเวณที่จอดรถของ Mont-Saint-Michel ที่อยู่ลึกเข้ามาบนฝั่งแผ่นดินใหญ่ จากตรงที่จอดรถจะมีรถบัสโดยสารฟรี ที่จะขับวนไปวนมาระหว่างตัว Mont-Saint-Michel กับลานจอดรถ โดยจะหยุดจอดที่ป้ายอีกป้ายตรงระหว่างปลายทางสองปลายทางนี้ด้วย ก็คือป้ายริมฝั่งทะเลฝั่งแผ่นดินใหญ่ หลังจากจอดรถกันแล้ว ผู้ร่วมเดินทางอีก 3 คนก็บอกลา Jil เพราะว่า 3 คนนั้นจะไม่นั่งกลับมากับ Jil แล้วเรากับ 3 คนนั้นก็มาขึ้นรถบัสไปยัง Mont-Saint-Michel ด้วยกัน แล้วก็แยกกันตรงนั้น และแล้วในที่สุด Mont-Saint-Michel ที่เราเฝ้าใฝ่ฝันถึงมาเป็นเวลานานหลายปีก็มาตั้งตระหง่านอยู่ตรงเบื้องหน้าเรานี้แล้ว ความรู้สึกตอนนั้นมันช่างตื้นตันใจ พูดไม่ออกเลย Mont-Saint-Michel ของจริงมันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่อยากเชื่อว่าคนในสมัยโบราณจะสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้

20170610_100139

20170610_100027.jpg

สภาพพื้นทรายที่รายล้อม Mont-Saint-Michel

IMG_20170618_133620_122

ตอนที่เราไปถึง Mont-Saint-Michel เป็นช่วงที่น้ำลง ทำให้มองเห็นพื้นที่บริเวณรอบๆเป็นพื้นทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่มีร่องรอยทางน้ำคดเคี้ยวไปมาเป็นระยะๆ บริเวณตัว Mont-Saint-Michel นั้น ชั้นล่างสุดจะประกอบไปด้วยป้อมปราการที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ล้อมรอบตัวหมู่บ้าน และด้านในป้อมปราการก็จะเป็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่และทางเดินที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปมาขึ้นไปยังด้านบนยอดของเกาะที่มีวิหาร Chapelle Notre-Dame-sous-Terre ตั้งอยู่ บริเวณหมู่บ้านและป้อมปราการจะตั้งอยู่แค่ตรงฝั่งที่หันหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นเนินเขาว่างๆที่มีแค่ต้นไม้ขึ้นปกคลุม ตรงถนนในหมู่บ้านที่ทอดยาวขึ้นไปบนยอดเขานั้นก็จะมีจุดที่แตกแขนงออกไปเป็นถนนเส้นอื่นๆอีกสามสี่จุด แต่ว่าการที่จะเดินสำรวจตามถนนให้ครบทุกสายก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะขนาดเรามีเวลาแค่สามชั่วโมงนิดๆยังเดินสำรวจจนทั่วได้เลย (แต่ก็แอบรีบๆหน่อย) พวกบ้านหลังเล็กหลังน้อยต่างๆที่เราเห็นบนเกาะนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นห้องพักของโรมแรมหมดเลย ถ้าไม่งั้นก็เป็นพวกร้านค้า พิพิธภัณฑ์ อะไรอย่างงี้ ไม่น่าจะมีบ้านที่คนอาศัยอยู่จริงๆ (มั้ง) นอกจากนี้ บนป้อมปราการที่ตั้งล้อมรอบตัวหมู่บ้านอยู่นั้นก็มีทางเดินให้เราขึ้นไปเดินดูวิวตรงด้านบนของป้อมได้ แถมทางเดินนั้นก็ยังทอดยาวไปเชื่อมกับถนนสายอื่นๆของหมู่บ้าน และทอดยาวขึ้นไปจนถึงด้านบนที่เป็นมหาวิหารอีกด้วย เดี๋ยวไปดูรูปกันดีกว่า ว่าสภาพด้านในของ Mont-Saint-Michel นี้เป็นยังไงบ้าง

หลังจากเดินจากด้านบนของป้อมปราการ ผ่านบ้านเรือนหลังเล็กหลังน้อยไม่กี่หลังมาซักพัก เราก็มาถึงยังตัววิหารที่อยู่บนยอดของเกาะ เส้นทางนี้จะพลุกพล่านน้อยกว่าเส้นทางเดินปกติที่วนไปรอบเกาะและขนาบข้างไปด้วยร้านค้าต่างๆมาก เดินสบายๆ ถ่ายรูปสบายๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนติดเข้ามาในเฟรมเลย หลังจากมาถึงตัววิหารแล้วเราก็ต้องจ่ายค่าเข้าชมเป็นจำนวน 10 ยูโร แล้วก็สามารถเดินขึ้นไปดูด้านในวิหารได้ ซึ่งด้านในของวิหารนั้นก็ใหญ่มากๆ นอกจากส่วนที่เป็นโบสต์แล้วก็ยังมีห้องหับต่างๆมากมายเลย แต่ละห้องก็จะอับๆมืดๆทึมๆนิดหน่อย แต่สภาพภายในนี่เหมือนยกเอาห้องเรียนในปราสาทฮอกวอร์ตในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์มาเลย

20170610_102946

วิวจากลานด้านหน้าตัววิหาร

มาถึงมุมที่ชอบที่สุดบนเกาะนี้ มุมนี้กดชัตเตอร์รัวๆ เลือกรูปไม่ถูกเลย 555 ชอบทุกมุม รักพี่เสียดายน้อง

มาดูในโซนของหมู่บ้าน (ที่ส่วนใหญ่จะเป็นห้องพักของโรงแรม) กันบ้างเนอะ

บรรยากาศของถนนสายการค้า ที่นักท่องเที่ยวจะมาออกันเต็มไปหมด

หลังจากที่เราเดินกลับลงมาถึงประตูป้อมปราการทางเข้าหมู่บ้าน Mont-Saint-Michel แล้วเรายังเหลือเวลาอยู่อีกหน่อย เลยเดินขึ้นไปบนป้อมปราการอีกครั้ง แล้วก็เดินสำรวจไปตรงทิศทางตรงกันข้ามกับที่เดินตอนแรก

20170610_122533.jpg

ระหว่างที่กำลังเดินบนป้อมปราการอยู่ก็เห็นกลุ่มคนที่กำลังเดินทัวร์เท้าเปล่าเดินกันเป็นขบวนอยู่ข้างล่างด้วย

20170610_124031

แผนที่ถนนใน Mont-Saint-Michel เส้นที่อยู่รอบนอกสุดคือทางเดินบนป้อมปราการ เส้นที่อยู่ถัดเข้ามาคือถนนสายร้านค้าที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนเส้นอื่นๆจะมีคนน้อยกว่า บางเส้นก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนที่นี้

20170610_125753

ขากลับนักท่องเที่ยวเยอะขึ้นมาก

เวลาล่วงเลยมาจนถึงประมาณบ่ายโมง เราเดินย้อนกลับจาก Mont-Saint-Michel มาตามถนนจนมาถึงจุดที่รถบัสฟรีมาจอดส่งผู้โดนสายเมื่อตอนเช้า แล้วก็ขึ้นรถ นั่งย้อนกลับเข้ามายังฝั่งแผ่นดินใหญ่ จากจุดนั้นรถจะวิ่งไปจอดสองป้าย ป้ายแรกจะอยู่ตรงใกล้ๆริมฝั่ง ส่วนป้ายถัดไปจะอยู่ตรงลานจอดรถที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ เรานั่งรถมาลงป้ายแรกก่อน เพื่อจะได้เดินมาถ่ายรูป Mont-Saint-Michel จากมุมไกลๆก่อนแป๊บนึง ก่อนจะต้องบอกลากันในวันนี้

เสร็จแล้วเราก็กลับมาขึ้นรถบัสไปลงที่ลานจอดรถ แล้วก็ไปเจอกับ Jil ที่รถของเค้า ขากลับเที่ยวนี้มีเราเดินทางกลับกับเค้าแค่คนเดียว ก็เลยคุยยาว Jil บอกว่าจริงๆแล้วอีกที่ที่น่าไปเที่ยวมากๆเลยในบริเวณก็คือ Saint-Malo ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่มีป้อมปราการสร้างไว้ล้อมรอบ เค้าบอกว่าเนี่ยเธอน่าจะไปเที่ยวที่นั่นต่อหลังจากเที่ยว Mont-Saint-Michel เสร็จนะ อ้าวพูดเหมือนจะขับพาไปอย่างงั้นอะ ก็นี่กำลังนั่งรถกลับเมือง Rennes ไปกับเค้าแล้วจะให้ไปยังไงล่ะ 55555

oU4jkTB5gb4o8fpZhQXyAfzj

เมือง Saint Malo ภาาพจาก https://www.thinglink.com/scene/842669215910461442

ระหว่างทาง Jil แวะจอดรถแล้วก็ชี้มือเข้าไปตรงข้างทางให้เราดูทางเดินแคบๆที่ขนาบไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมายและมีข้าวของต่างๆมากมายวางอยู่เต็มไปหมด และตรงปลายทางเดินนั้นก็มีป้ายหลุมศพรูปไม้กางเขนป้ายหนึ่งตั้งอยู่ Jil บอกเราว่า หลุมศพนี้เป็นหลุมศพของนักบุญ Saint-Lénard แห่งเคว้น Brittany แล้วก็เล่าตำนานของ Lénard ให้ฟังว่าสมัยก่อน Lénard เป็นคนที่เกเรมาก ชอบแกล้งคนที่ขี่เกวียนผ่านไปมาโดยการเอาหินก้อนใหญ่ๆมาวางขวางทางเยอะๆให้เกวียนขับผ่านไม่ได้แล้วก็จะไปซ่อนตัว แล้วพอ Lénard เห็นคนที่ขับเกวียนผ่านมาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่ขับเกวียนผ่านไปไม่ได้เมื่อไหร่ก็จะส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมา มีอยู่วันหนึ่ง Lénard กำลังเดินเล่นอยู่ในป่า แล้วก็โน้มแอปเปิลลูกหนึ่งจากต้นแอปเปิลมากิน แต่แอปเปิลลูกนั้นมีรสขมมาก เขาเลยเดินต่อไป เวลาผ่านไป Lénard กลับมาเจอต้นแอปเปิลต้นนั้นอีกครั้ง แล้วก็เห็นว่าลูกแอปเปิลที่เขากัดเข้าไปนั้นมีสีสวยขึ้น เลยลองโน้มลงมากัดอีกครั้ง คราวนี้แอปเปิลลูกนั้นที่สุกแล้วกลับมีรสชาติหวานกรอบอร่อย Lénard ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ขนาดแอปเปิลที่ขมๆ มันยังหวานขึ้นได้ แล้วทำไมเราจะกลับตัวกลับใจกลายเป็นคนดีบ้างไม่ได้ล่ะ พอคิดได้ดังนั้น Lénard จึงสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้จะเลิกทำตัวเกเร และจะทำแต่ความดีและช่วยเหลือผู้คน แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีชาวนาคนหนึ่งกำลังขับเกวียนผ่านมาพอดี แต่ตัวเกวียนกลับไปติดหล่มดินโคลนเข้า Lénard เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อที่จะช่วยเข็นเกวียนให้หลุดออกมาจากหล่มนั้น แต่ชาวนาคนนั้นซึ่งเคยโดน Lénard แกล้งบ่อยๆจำ Lénard ได้ ด้วยแรงแค้นจึงพูดออกมาเสียงดังว่า “Lénard เจ้าคนจิตใจวิปริต วันนี้เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับข้าไว้!!” แล้วก็หยิบท่อนไม้ออกมาฟาดหัว Lénard อย่างแรงจนสิ้นใจตาย โดยที่ยังไม่เคยได้ทำความดีซักครั้งหนึ่งเลย แต่ก่อนตาย Lénard อธิบายให้ชาวนาเข้าใจถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ชาวนาจึงเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปมาก แล้วก็ขุดหลุมฝัง Lénard แล้วก็เอาหินก้อนใหญ่มาวางทับไว้

เวลาผ่านไป ข่าวลือต่างแพร่สะพัดว่า Lénard กลับตัวกลับใจเป็นคนดี และได้กลายเป็นนักบุญก่อนตาย และนอกจากนี้หลุมศพของ Lénard ก็ยังแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆนาๆอีกด้วย ใครที่อยากจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บอะไร ถ้าไปขอพรที่หลุมศพของ Lénard แล้วจะหายเป็นปลิดทิ้งทุกคน คนก็เลยแห่กันไปสักการะหลุมศพของ Lénard แต่มีคนซ่อมถนนคนหนึ่งที่ไม่เชื่อในอภินิหารของ Lénard ได้ผ่านมาตรงหน้าหลุมศพของ Lénard พอดี จึงพูดท้าทายออกไปว่า “Saint Lénard , Si tu as des pouvoirs, Fais le voir, Fais moi tortillard!” (นักบุญ Lénard ถ้าท่านมีพลังจริงๆก็แสดงมันออกมาสิ ทำให้ร่างกายของข้าบิดเบี้ยวเลย) แล้วคืนวันถัดว่า คนซ่อมถนนคนนั้นก็ต้องทรมานจากโรคเกาต์และไม่สามารถเดินได้ เขาจึงขอขมาต่อ Lénard ที่ได้ล่วงเกิน และสาบานว่าถ้าเขาหายจากความทรมานนี้ เขาจะสร้างสุสานเป็นกิจจะลักษณะให้กับ Lénard แทนที่หลุมศพเดิมที่เป็นแค่ก้อนหินธรรมดาๆวางอยู่เท่านั้น ต่อมาไม่นาน คนซ่อมถนนก็หายจากโรคเกาต์ แล้วเขาก็ช่วยบริจาคเงินเพื่อสร้างสุสานให้แก่ Lénard ซึ่งกลายมาเป็นหินรูปไม้กางเขนที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ปล. Lénard เป็นนักบุญที่รู้จักกันแค่ในแคว้น Brittany เท่านั้น เป็นเรื่องเล่าตำนานของแคว้น และไม่ได้มีการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญอย่างเป็นทางการจากพระสันตปาปา

20170610_141710.jpg

พิกัดคือ 48.292468, -1.571948

นอกจากเรื่องของ Lénard แล้ว Jil ยังเล่าเรื่องวัฒนธรรมกับประเพณีต่างๆของแคว้น Brittany ให้ฟังเยอะแยะมากมาย เค้าเล่าว่าแคว้น Brittany นี่เมื่อก่อนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส มีวัฒนธรรม มีภาษาเป็นของตัวเอง มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมากับชาว Celtic และชาว Welsh ในสหราชอาณาจัก พอมาอยู่ภายใต้ฝรั่งเศสแล้วก็โดนพยายามกลืนชาติ โดนบังคับไม่ให้ใช้ภาษาดั้งเดิม อะไรอย่างงี้ ทุกวันนี้คนที่พูดภาษา Breton ได้เลยมีน้อยมาก แต่ทุกวันนี้ก็มีการเปิดสอนภาษา Breton และมีการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒธรรมของ Brittany กันมากขึ้น

Breton+Parade-+Paris

Breton Parade ในกรุงปารีส ภาพจาก http://alanindyfed.blogspot.de/2011/05/case-for-brittany_18.html

และแล้วการเดินทางไปยัง Mont-Saint-Michel ก็จบลง สำหรับทริปสั้นๆครึ่งวันนี้ นอกจากจะได้ไปเยือนสถานที่ที่อยากไปให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต และได้ถ่ายรูปมาแบบนับไม่ถ้วนแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับแคว้น Brittany นี้มาอีกเยอะแยะมากมายเลย เรียกได้ว่า 14 ยูโรที่จ่ายไปนี่ นอกจากจะเป็นค่ารถแล้ว ยังเหมือนกับเป็นค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอีกด้วยนะเนี่ย คุ้มสุดๆ 5555 ประทับใจมากๆ เป็นทริปจาก Blablacar ที่สุดยอดมากๆ หลังจากที่ขับรถเข้ามาถึงตัวเมือง Rennes กันแล้ว Jil ก็มาส่งเราที่หน้าทางเข้าสวน Parc du Thabor ที่เค้าแนะนำว่าควรเข้าไปเดินเที่ยว แล้วเราก็บอกลากัน ก่อนที่เราจะออกเดินเที่ยวเมือง Rennes ในบ่ายวันนั้นต่อ

สำหรับเรื่องราวและภาพต่างๆจากเมือง Rennes เราก็ลงไว้ในโพสต์นี้แล้วโนะ https://petchpetals.wordpress.com/2017/06/17/france-5-euro-trip-rennes/ ก็เป็นว่าทริปฝรั่งเศส 4 คืนของเรานี้ก็ได้เดินทางมาถึงคืนสุดท้ายแล้ว สำหรับจุดหมายต่อไป เราจะเดินทางโดยรถบัสไปที่เมือง Nantes ซึ่งก็จะไปพักกับโฮสต์จาก Couchsurfing อีกคนหนึ่ง สำหรับจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ จะเป็นยังไงบ้างนั้น เดี๋ยวมาติดตามต่อในโพสต์ต่อไปกันโนะ

20170611_140646.jpg

Place Maréchal-Foch ในเมือง Nantes

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s