France 5 Euro Trip: Make it happen!

หลังจากที่รอมานานหลายเดือน ตั้งแต่วันที่ได้จองตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นราคาเที่ยวละ 5 ยูโร ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง ทริปนี้เป็นทริปที่เราตั้งตารอคอยมากในแง่ที่ว่าในที่สุดก็จะได้เห็นประเทศฝรั่งเศสจากมุมอื่นๆบ้าง ไม่ใช่แค่ปารีส แล้วก็ในที่สุดก็จะได้ไปเที่ยว Mont-Saint-Michel อีกสถานที่หนึ่งที่เราอยากไปเที่ยวมากๆมาตั้งนานแล้วด้วย คืนก่อนวันเดินทางเราก็จัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ที่ซื้อมาใหม่ สำหรับทริปนี้เราก็จะสะพายกระเป๋าเป้ไปแค่ใบเดียว จะได้คล่องตัว ไม่ต้องลากกระเป๋าเดินทางไปมา แล้วก็ไม่ต้องมาคอยรอรับกระเป๋าเดินทางหลังจากลงเครื่องบินมาอีกด้วย แต่ตอนวันก่อนวันเดินทางนั้นก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อพนักงานของบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์งานมาเมื่อ 2 วันที่แล้วโทรมาหาแล้วบอกว่าเราได้งานนั้นแล้ว!!! แต่ประเด็นก็คือ เค้าบอกว่าเริ่มงานวันจันทร์เลยนะ ซึ่งวันจันทร์เป็นวันที่เราเดินทางกลับมาจากทริปนี้พอดี ตอนนั้นก็เปิดตั๋วเครื่องบินเช็คเลยว่าจะมาถึงกี่โมง โอเคมาถึง 11.40 เผื่อเวลาไปนิดนึงละกัน เราก็บอกเค้าไปว่าวันจันทร์ไปถึงที่ทำงานได้ตอนประมาณ 13-14 โมง ไปก่อนหน้านั้นไม่ได้ เค้าเลยบอกว่างั้นเจอกัน 13.30 ที่ที่ทำงาน แล้วก็วางสายไป หลังจากวางสายเสร็จเราก็กลับมาเช็คอีกทีว่าหลังจาก 11.40 นี่มีรอบรถไหนกลับจากสนามบินมายัง Karlsruhe บ้าง ปรากฏว่ามีแต่รถไฟความเร็วสูง!!! ที่ราคาเที่ยวละ 30 ยูโร T^T (ตอนแรกกะว่าขากลับจะจองรถบัสที่ราคาแค่เที่ยวละ 5.9 ยูโร แต่ว่ารอบเร็วสุดที่มี มีแต่รอบตอนเย็นๆ) แถมรถไฟรอบนั้นก็มาถึง Karlsruhe ตอน 13.25 เลยด้วย ไปถึงที่ทำงานไม่ทัน 13.30 แน่ เลยเขียนเมลล์บอกหัวหน้าไปว่าอาจจะไปสายนิดหน่อย แต่ไม่เกิน 14.00 แน่นอน แต่ประเด็นคือ จากเดิมที่ว่าจะนั่งรถบัสถูกๆกลับมา กลายเป็นว่าต้องนั่งรถไฟแพงๆแทน แต่ว่าไม่เป็นไร เพื่องาน เดี๋ยวทำงานแล้วก็ได้เงินมากกว่านี้เยอะแหละเนอะ 55

20170608_183541.jpg

 

ต่อมาพอวันออกเดินทาง เราก็ขี่จักรยานไปยังสถานีรถไฟ ระหว่างทางก็แวะซื้อพวกผักกับเครื่องทำต้มข่าไก่ที่ร้านเอเชียไปด้วย เพราะเราบอกโฮสต์ที่เมือง Rennes ไว้ว่าเดี๋ยวจะไปทำอาหารไทยให้กิน เสร็จแล้วก็มารอรถบัสที่ข้างๆสถานีรถไฟ มาถึงก่อนเวลารถออก 15 นาที แบบทำเวลาเยี่ยมเลย ดีงามมาก แต่ระหว่างที่กำลังยืนรออยู่ อยู่ๆก็รู้สึกตะหงิดๆขึ้นมา เอ๊ะ ลืมอะไรไปรึเปล่า พอนึกขึ้นได้ก็ลองค้นๆกระเป๋าดู นั่นไง! ลืมจริงๆด้วย! พาสปอร์ต!!!!!! ตายๆๆๆ มานึกได้เอาตอนนี้ไม่ต้องไปแล้วมั้ง ใจนึงก็นึกว่างั้นไม่ไปแล้วละกัน แต่อีกใจก็ไม่อยากจะปฏิเสธโฮสต์จาก Couchsurfing ทั้งสองคนตอนนาทีสุดท้าย (ด้วยเหตุผลที่ว่าลืมหยิบพาสปอร์ตมาจากบ้าน กรักๆๆๆ) แล้วก็เสียดายด้วยแหละ มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เลยรีบเดินกลับไปที่จักรยานก่อน ระหว่างนั้นก็เช็ครอบรถถัดไปที่เดินทางไป Strasbourg ปรากฏว่ายังมีอีกทางเลือกเหลืออยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นรถไฟความเร็วสูงอีกนั่นเอง! 5555555 ชั่งใจอยู่ประมาณไม่กี่วินาที แต่ก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ไหนๆจะเสียเงินแล้วก็เสียให้มันสุดๆไปเลยละกัน 5555 เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายจริงๆ เหตุผลที่ลืมพาสปอร์ตก็ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะว่าเมื่อคืนเราจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้ที่ซื้อมาใหม่ แต่ว่าเก็บพาสปอร์ตเอาไว้ในกระเป๋าเป้ใบเก่า แล้วไม่ได้หยิบมันออกมาใส่กระเป๋าเป้ใบใหม่นั่นเอง โอ๊ย น่าโมโหจริงๆ อยากจะเขกกะโหลกตัวเอง

20170608_173441

เดินเปลี่ยนขบวนรถไฟที่สถานีรถไฟ Strasbourg

หลังจากขี่จักรยานเที่ยวละ 15 นาทีกลับบ้านไปเอาพาสปอร์ตแล้วก็ขี่กลับมายังสถานีรถไฟอีก เราก็มาซื้อตั๋วที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ ลองเช็ครอบรถไฟอีกที อ้าวมันยังมีอีกรอบนี่นา ที่เป็นรถไฟแบบธรรมดา ที่จะไปถึงสนามบินช้ากว่ารอบของรถไฟความเร็วสูง แต่ว่าราคาถูกกว่า ราคาแค่ 20 ยูโร (รถไฟความเร็วสูงราคา 30 ยูโร ส่วนรถบัสราคา 5.9 ยูโร ซึ่งตั๋วของรถบัสนี้จ่ายไปแล้วด้วย แต่ไม่ได้นั่ง T^T ไม่มีเวลายกเลิก) แต่เพื่อความชัวร์ ก็เลือกรอบที่ไปถึงสนามบินก่อนดีกว่า ซึ่งก็คือรถไฟความเร็วสูงนั่นเอง

เสร็จแล้วก็มารอขึ้นรถไฟที่ชานชาลา ปรากฏว่าพอถึงเวลาแล้วรถไฟก็ยังไม่มา เอ๊ะอะไรยังไง แล้วเค้าก็ประกาศว่ารถไฟเที่ยวนี้จะมาสาย ขออภัยผู้โดยสาร ฯลฯ = =” ปรากฏว่ามาสายไปเกือบสิบนาที แต่ถึงจะแค่สิบนาทีนี่ก็ทำให้เราพลาดรถไฟเที่ยวที่ต้องไปเปลี่ยนสายเพื่อนั่งต่อไปยังสนามบินไปเลยอะจ้า ต้องรอรถไฟรอบถัดไปอีกหลายสิบนาที สรุปว่าก็ไปถึงสนามบินพร้อมกับเที่ยวรถไฟธรรมดาราคา 20 ยูโรเลยจ้า อยากจะกรีดร้องในความไม่ได้ดั่งใจของทุกสิ่งอย่าง แต่ก็ทำไรได้ล่ะ ก็พยายามรีบเท่าที่ทำได้แหละ เผื่อใจไว้ว่าถ้าเกิดว่าตกเครื่องจริงๆก็นั่งรถจากสนามบินกลับมาเดินเที่ยวเมือง Strasbourg แล้วก็กลับบ้านละกัน

หลังจากที่นั่งรถไฟเที่ยวที่สองต่อมาแล้ว เรายังต้องมาเปลี่ยนรถไฟอีกครั้งที่เมือง Strasbourg เพื่อที่จะนั่งรถไฟสายที่จะไปจอดที่สนามบินจริงๆ แต่สำหรับสายนั้น เราต้องเดินออกมาซื้อตั๋วรถไฟไปสนามบินที่หน้าสถานี ปรากฏว่ามาเจอเครื่องแรก มันขายแต่ตั๋วสำหรับรถไฟที่เดินทางไกลๆ อ้าว แล้วตั๋วรถไฟไปสนามบินนี่ต้องไปซื้อที่เครื่องไหนล่ะ? เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาแล้ว เราเลยเดินไปถามพนักงานตรง Information ว่าจะซื้อตั๋วรถไฟไปสนามบิน ต้องซื้อที่เครื่องไหน เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวจะพาเราไปซื้อให้ แล้วก็พาเราเดินไปที่เครื่อง แล้วก็กดๆๆอะไรให้หมดเลย โหย คือซึ้งในพระคุณมาก พอซื้อเสร็จแล้วก็มาดูจอทีวีที่บอกว่ารถไฟสายนี้ๆต้องขึ้นที่ชานชาลาไหน มองหาสายที่วิ่งไป Enzheim เสร็จแล้วก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในชานชาลา ประทับตราตั๋วรถไฟที่เครื่องประทับตรา (ตั๋วโดยสารขนส่งมวลชนที่หลายๆเมืองในยุโรป หลังจากซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วมาแล้ว จะยังเอาไปใช้เดินทางเลยไม่ได้ ต้องเอาไปประทับตราที่เครื่องประทับตราก่อน ซึ่งเครื่องประทับตราก็จะมีหน้าตาแตกต่างกันไปตามแต่ละเมือง แต่ส่วนใหญ่ก็จะตั้งอยู่ตรงชานชาลา กับข้างๆเครื่องขายตั๋ว และจะสังเกตเห็นได้ชัด หาไม่ยาก เครื่องประทับตรานี้จะประทับวันเวลาที่เราประทับตราตั๋วลงไปบนตั๋ว ถ้าเกิดว่าเราบังเอิญโดนเรียกตรวจตั๋วบนรถไฟ เค้าจะได้รู้ว่าเราเพิ่งเริ่มใช้ตั๋วตอนก่อนหน้านี้แป๊บเดียวเองนะ ไม่ได้เอาตั๋วเก่ามาโมเมใช้ใหม่) แล้วก็วิ่งไปรอรถไฟยังชานชาลา โชคดีที่รถไฟยังไม่มี มีเวลาเหลืออยู่อีก 2-3 นาที แล้วหลังจากนั้นก็นั่งรถไฟมายังสนามบิน แล้วก็ไปผ่านด่าน Security ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร (ไม่ต้องไปเคาน์เตอร์เช็คอินเพราะเราเช็คอินออนไลน์มาแล้ว แล้วก็ไม่ได้มีกระเป๋าที่ต้องโหลดลงเครื่อง) แล้วก็เดินไปยัง Gate รอขึ้นเครื่อง และแล้วในที่สุด หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนทั้งหลายทั้งแหล่ที่เกิดขึ้น เราก็ Make it happen! มาถึง Gate ทันเวลารอขึ้นเครื่องจนได้! โอ๊ยใจหายใจคว่ำ ดีใจสุดๆ อย่างน้อยก็ได้เที่ยว ไม่ต้องกลับบ้านมือเปล่าแล้วเย่ 555

20170608_183343

ขึ้นเครื่องบินแล้ว เย่ เครื่องลำเล็กมาก เล็กกว่าเครื่องบิน Ryanair อีก

แต่อย่าเพิ่งตายใจ! เพราะอุปสรรคของเรายังไม่หมดแค่นั้น เพราะพอหลังจากที่เรามาถึงสนามบิน Marseille Airport และเดินออกมาซื้อตั๋วเตรียมตัวขึ้นรถบัสไปยังเมือง Aix-en-Provence แล้วนั้น เราก็ลองต่อเน็ตกับ Wifi ของสนามบินดู และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต่อเน็ตเสร็จเรียบร้อยนั้น จะทำให้คุณต้องอึ้ง!!! เพราะ Notification จากแอพ Airbnb เด้งขึ้นมารัวๆ พร้อมกับตัวอย่างข้อความที่เห็นแค่คำว่า I am so sorry และเมื่อลองเปิดอ่านข้อความที่โฮสต์จาก Airbnb เพิ่งส่งมาหาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้นั้น ก็ได้ความว่า เค้าไม่สามารถโฮสต์เราในคืนนี้ได้แล้ว ด้วยเหตุผลว่า “A person have missed her bus, so there is no place for you” คือช็อคมาก เราก็พิมพ์ตอบไปว่าแต่เราไม่ได้มีแผนอื่นสำรองไว้นะ แต่เค้าก็บอกแค่ว่าขอโทษจริงๆ มันเป็นเรื่องด่วนจริงๆ แต่ว่าเค้าก็ส่งเงินค่าห้องที่เราจ่ายไปกลับมาให้เป็นเครดิตใน Airbnb นะ แต่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำไรดี ระหว่างนั้นก็กำลังนั่งรถบัสไปยังตัวเมือง บนรถก็มี Wifi อยู่ เลยลองส่ง Couch Request แบบนาทีสุดท้ายไปหาโฮสต์ของ Couchsurfing คนหนึ่งดู แต่ว่าตอนนั้นก็สามทุ่มเข้าไปแล้ว ไม่มีเวลามาหาโฮสต์ กับพิมพ์ Request แล้ว ลองหาที่พักอื่นใน Airbnb ก็มีแต่ที่ๆราคาแพง กับที่ๆอยู่ห่างตัวเมืองออกไปไกลอีก แต่ถ้าจะหาที่พักจาก Airbnb ก็ต้องรอเค้าตอบกลับมาก่อนอีก เราเลยเข้าไปดูเว็บ Booking.com กะว่าถ้าจำเป็นจริงๆก็คงต้องนอนโรงแรม ทีนี้ บังเอิญว่า Youth Hostel แห่งหนึ่งแห่งเดียวในเมือง Aix-en-Provence ที่มีชื่อว่า “Auberge de Jeunesse Aix en Provence” เนี่ยยังว่างอยู่! ซึ่งก็ราคาแค่ 25 ยูโรต่อคืนเท่านั้น (ห้องจาก Airbnb ที่โดนปฏิเสธไปราคา 20 ยูโรต่อคืน) ก็เลยคิดว่าถ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วก็จะไปพักที่นี่แหละ แล้วพอรถบัสมาจอดที่สถานีรถบัสที่เมือง Aix-en-Provence แล้ว เราก็เปิด Google Maps แล้วก็เดินไปยัง Youth Hostel แห่งนั้น ระหว่างนั้นก็ซื้อแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตสำหรับประเทศในกลุ่ม EURO ผ่านทางแอพเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ของเรามาใช้ด้วย (ที่เยอรมันนี้บริษัทที่เราซื้อซิมส์การ์ดโทรศัพท์มาจะมีแอพสำหรับเติมเงินและเลือกซื้อแพ็คเกจโทรศัพท์ต่างๆให้สามารถดาวน์โหลดมาใช้ในโทรศัพท์ได้ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ที่ไทยมีป่าว) จะได้ใช้เน็ตสะดวก ไม่ต้องเสียตังค่าโรมมิ่งเยอะ

ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ โฮสต์จาก Couchsurfing ที่เราเพิ่งส่ง Couch Request ไปหาเมื่อกี๊ตอนอยู่บนรถบัสก็ตอบกลับมาว่าโฮสต์ไม่ได้ ก็โอเคละ รีบๆเดินไป Youth Hostel นั้นละกัน ซึ่งที่ตั้งของ Hostel ก็แอบซับซ้อนและอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองเล็กน้อย แต่ว่าค่อยๆเดินเรื่อยๆไปซักพักก็มาถึง พอมาถึงเราก็เดินไปยังเคาน์เตอร์ ซึ่งมีพนักงานสองคนนั่งอยู่ แล้วเราก็บอกว่าต้องการห้องพักสำหรับคืนนี้ พนักงานสองคนนั้นคือพูดภาษาอังกฤษได้ตะกุกตะกักมาก แต่ว่าในที่สุดเราก็ Make it happen! อีกครั้ง และได้ที่ซุกนอนหัวในคืนนั้นในราคาที่พอรับได้มาจนได้ แถมยังมีอาหารเช้าให้กินฟรีอีก ก็ยังดี ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่

สำหรับห้องพักของเราในคืนนั้นก็เป็นห้องแบบนอนรวมกัน 4 คน มีเตียงสองชั้น 2 เตียง ตอนที่เราเข้าไป มีสัมภาระวางกองอยู่บนเตียงๆนึงอยู่แล้ว เราก็เลือกนอนเตียงตรงข้าม พอเข้าห้องเสร็จก็ออกมาหาของกิน เราก็ลงไปถามพนักงานที่เคาน์เตอร์เช็คอินว่าแถวนี้มีอะไรกินบ้าง พวกนางมองหน้ากัน แล้วพนักงานคนนึงก็ชี้มือไปที่โต๊ะๆนึงแล้วก็บอกว่า ดูในโบรชัวร์โฆษณาเอาเลย เอออย่างนี้ก็ได้เนอะ เราก็เลยไปหยิบๆเอาโบร์ชัวร์โฆษณาร้านอาหารที่วางๆอยู่บนโต๊ะนั้นมาแล้วก็ออกไปนั่งดูข้างนอก ปรากฏว่าร้านทุกร้านอยู่ไกลออกไปอย่างน้อยสองกิโลหมดเลย ซึ่งตอนนั้นก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว เปลี่ยวก็เปลี่ยว คงจะไม่เดินไปเดินกลับสองกิโลสามกิโลคนเดียวหรอกเนอะ แต่เราจำได้ว่าระหว่างทางที่เดินมาที่พัก เห็นมีพวกรถเทรลเลอร์ที่ทำเป็นร้านขายพวกเคบับกับแฮมเบอร์เกอร์จอดอยู่ริมถนนอยู่ เลยลองเดินกลับไปดู แล้วก็เจอร้านนึงตั้งอยู่ตรงหน้าสระว่ายน้ำที่ชื่อ Plein Ciel ที่อยู่ห่างจากที่พักออกไปประมาณ 500 เมตร อาหารรสชาติใช้ได้ เมนูแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย กับโค้กกระป๋อง ราคา 6.9 ยูโร ถือว่าแพงอยู่แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกิน พอเรากินเสร็จเค้าก็เก็บร้านพอดีเลย โชคดีนะเนี่ย ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะอดกินก็ได้นะ 555

83527313.jpg

ห้องนอน อารมณ์ประมาณนี้ แต่ของเราอ่านล้างหน้าจะไปอยู่ในห้องน้ำ

พอกินเสร็จเราก็เดินกลับไปที่ที่พัก ตอนนั้นอีกคนที่พักอยู่กับเราก็ยังไม่กลับมา เราก็เลยไปอาบน้ำ จะได้ใช้บริการให้คุ้มกับค่าห้องพักที่ต้องเสียไปซะหน่อย ซึ่งฝักบัวของห้องอาบน้ำนั้นก็เป็นฝักบัวแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตเลย เพราะว่าเป็นฝักบัวแบบที่พอเรากดปุ่มแล้วน้ำก็จะไหล แล้วซักพักน้ำก็จะหยุด ต้องกดใหม่ เหมือนกับก๊อกน้ำอ่างล้างหน้าตามปั๊มน้ำมันอะ แต่อันนี้เป็นฝักบัวแทน 55555 ก็แปลกดี แต่ว่าความแรงของน้ำกับอุณหภูมิของน้ำนี่จัดว่าดีมากๆเลย อาบสบายมาก

หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เตรียมตัวเข้านอน แล้วพอดึกๆ คนที่นอนแชร์ห้องกับเราก็กลับห้องมา เป็นคนฝรั่งเศสเชื้อสายตูนีเซียที่พูดอังกฤษไม่ได้เลย คุยกันนิดเดียว เราพยายามพูดฝรั่งเศสงูๆปลาๆใส่ไป เค้ากลับมาแบบเมาได้ที่เลย แถมคืนนั้นยังเดินเข้าๆออกๆ ปิดประตูเปิดประตูทั้งคืน รำคาญมาก ไฟก็ไม่ปิด นอนไม่หลับ เอือมระอามาก แต่ว่าพอผ่านไปซักพักเราก็ผล็อยไปหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าสำหรับทริปนี้ก็เป็นทริปที่เริ่มต้นได้ไม่ดีเลย สำหรับวันแรกก็มีปัญหานั้นปัญหานี้เข้ามาตั้งแต่ก่อนจะเริ่มทริปยันเข้านอนเลย แถมยังเสียเงินไปกับอะไรหลายๆอย่างแบบที่ไม่น่าจะเสียไปเยอะมากเลยอีก รู้สึกเพลียมาก แต่ว่ายังไงก็ยังเป็นแค่วันแรก เดี๋ยววันต่อไปก็จะเริ่มออกเที่ยว ปลอบใจตัวเองว่ายังไงอย่างน้อยเมืองที่เรากำลังจะไปเที่ยวก็สวยมาก ถึงจะปัญหาเยอะ แต่ก็ให้คิดซะว่ายังได้มาเห็นบ้านเมืองแปลกๆใหม่ๆสวยๆละกัน แล้วอีกอย่าง ก็ยังเหลือที่พักอีกตั้ง 3 คืน กับโฮสต์อีก 2 คน ยังไงก็หวังว่าโฮสต์ 2 คนนี้คงจะเป็นโฮสต์ที่ดีนะ เอาเป็นวันสำหรับโพสต์นี้ก็ขอจบเรื่องราวยุ่งๆทั้งหมดในวันแรกของทริปลงแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยววันต่อไปจะเริ่มออกเที่ยวแล้ว เมืองแต่ละเมืองจะสวยแค่ไหน และในวันต่อๆไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีกมั้ย เอาไว้มาติดตามกันต่อในตอนต่อไปโนะ

20170609_065825.jpg

วิวจากหน้าต่างห้องพักตอนเช้าวันถัดไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s