Croatia Trip: Arriving in Croatia

เช้าวันแรกของการเดินทางไปยังประเทศโครเอเชีย เราออกเดินทางจาก Karlsruhe พร้อมกับกระเป๋าสะพายหลัง 1 ใบ และกระเป๋า Hand luggage คู่ใจอีก 1 ใบที่เพิ่งซื้อมาสำหรับทริปนี้โดยเฉพาะ 55 ในฐานะนักศึกษาของมหาลัยในเมือง Karlsruhe เราสามารถเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนในบริเวณใกล้ๆกับเมือง Karlsruhe ได้ฟรีก่อนเวลา 8 โมงเช้า ซึ่งก็รวมไปถึงการเดินทางไปยังสนามบิน Baden Airpark ด้วย โชคดีที่ไฟลท์บินนี้เป็นไฟลท์เช้า เราก็เลยใช้สิทธิ์นี้ได้ ประหยัดไปอีก

หลังจากผ่านไปประมาณ 45 นาทีกับการนั่งรถไฟและรถบัส เราก็เดินทางมาถึงสนามบิน แล้วก็เช็คอินอะไรที่เคาน์เตอร์ตามปกติ ครั้งนี้เราใช้บริการสายการบิน Ryanair สำหรับกระเป๋าทั้ง 2 ใบนั้นเราก็ตั้งใจว่าจะถือขึ้นเครื่อง จะได้ประหยัดเงินค่าโหลดกระเป๋า แต่พนักงานที่เคาน์เตอร์เช็คอินบอกเราว่าตอนนี้มีคนที่จะถือกระเป๋าขึ้นเครื่องเยอะเกิน เค้าจึงต้องโหลด Hand luggage บางใบลงใต้เครื่อง รวมถึงกระเป๋าของเราด้วย แต่ว่าเค้าจะไม่คิดค่าบริการ เราแค่ต้องยื่น Hand luggage ของเราให้พนักงานก่อนจะขึ้นเครื่องบิน เราก็โอเค เสร็จแล้วไปผ่าน security แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น! เมื่อเค้าตรวจเจอของเหลวในกระเป๋า Hand luggage ของเราซึ่งเป็นพวกสบู่และเครื่องอาบน้ำที่เราใส่ลงไปเพราะลืมไปว่าเค้าห้ามเอาของเหลวปริมาณมากกว่า 100 มิลลิลิตรขึ้นเครื่องบิน! แต่ว่า ณ จุดนั้นไม่รู้ว่าเบลอจากการนอนน้อยหรืออะไร เราเถียงพนักงานใหญ่เลยว่าไม่เป็นไร เอาไปด้วยได้ เพราะว่าเราไม่ได้จะถือ Hand luggage ขึ้นเครื่อง แต่จะเอาให้พนักงานโหลดลงใต้เครื่องก่อนจะขึ้นเครื่องบิน แล้วก็ไม่ยอมให้พนักงานโยนพวกสบู่ แชมพู กับ น้ำหอมของเราทิ้งด้วยนะ พนักงานก็พยายามบอกเราว่าแต่คุณนำกระเป๋าใบนี้เข้ามาในฐานะ Hand luggage เพราะฉะนั้นมันก็ต้องผ่าน security และก็ต้องทำตามกฏของ security คือต้องโยนพวกของเหลวทิ้งอยู่ดี ถ้าไม่อยากให้โยนทิ้งก็ต้องโหลดกระเป๋าที่เคาน์เตอร์เช็คอินและต้องจ่ายเงินค่าโหลดกระเป๋านะ แต่ไม่รู้ทำไมคือเราคิดอยู่อย่างเดียวว่ายังไงสุดท้ายก็ไม่ได้เอาขึ้นเครื่องอยู่แล้วหนิแล้วจะโยนทิ้งทำไม แล้วเราก็คิดว่าพวกพนักงานอะเข้าใจผิด คิดไปโน่น คือไม่เข้าใจว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน 55555 เหมือนฟันเฟืองในสมองมันติดสนิมหรืออะไรอยู่ ทำให้มันหมุนให้สมองคิดวิเคราะห์ตามปกติไม่ได้ สุดท้ายพนักงาน security ก็พาเราเดินกลับออกไปคุยกับพนักงานที่เคาน์เตอร์เช็คอินอีกที ซึ่งพนักงานที่เคาน์เตอร์เช็คอินก็บอกแบบที่พนักงาน security บอกแหละ แต่เหมือนกับตอนระหว่างที่เดินกลับไป สนิมมันหลุดพอดี แล้วสมองก็เพิ่งค่อยๆเริ่มทำงาน เลยเพิ่งเข้าใจตอนนั้นว่าอะไรเป็นอะไร สุดท้ายเราก็ต้องเป็นคนเอาพวกของเหลวทิ้งถังขยะเอง โอ๊ยยย เด๋อไปอีก แต่ก็เป็นบทเรียนว่าคราวหลังถ้าถือกระเป๋าขึ้นเครื่องต้องห้ามเอาของเหลวขึ้นไป ห้ามลืมเด็ดขาด!!! 5555

หลังจากผ่าน security มาได้อย่างแทบจะเอาหน้ามุดดินแล้ว เราก็ต้องไปผ่านตม. เพราะว่าจุดหมายปลายทางของเราคือประเทศโครเอเชียซึ่งไม่ได้อยู่ในเขต Schengen ซึ่งปกติแล้วถ้าจะไปเที่ยวประเทศโครเอเชีย ก็ต้องขอวีซ่าสำหรับประเทศโครเอเชียโดยเฉพาะ แต่ว่ามันก็มีข้อยกเว้น อย่างเช่น ถ้าเกิดว่าเรามีเชงเก้นวีซ่าแบบ multiple แล้ว เราสามารถเข้าออกประเทศโครเอเชียโดยใช้เชงเก้นวีซ่าอันนี้ได้ หรือถ้าเราเป็นประชาชนของประเทศในกลุ่มเชงเก้น เราก็สามารถเดินทางเข้าออกประเทศโครเอเชียได้โดยใช้แค่พาสปอร์ตเท่านั้น ไม่ต้องมีวีซ่า ส่วนสำหรับเรา เพราะว่าเรามี resident permit ของประเทศเยอรมันอยู่ ก็เลยเหมือนกับว่าตอนนี้เราเป็นพลเมืองของประเทศเยอรมัน ก็เลยเดินทางเข้าออกโครเอเชียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเพิ่มเติมเหมือนกัน

หลังจากผ่านตม.มา ก็ไม่มีปัญหาอะไรละ ก็แค่ขึ้นเครื่องเดินทางมายังเมือง Zadar ซึ่งก็ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาที หลังจากมาถึงสนามบิน Zadar เราก็เดินมาขึ้นรถ shuttle bus ที่จอดรออยู่ตรงหน้าทางเข้าสนามบินแล้ว สำหรับสนามบิน Zadar นี้ก็เป็นสนามบินที่เล็กมาก ในแต่ละวันจะมีเที่ยวบินบินเข้าบินออกแค่ไม่กี่เที่ยวเท่านั้น เค้าเลยทำเที่ยวรถ shuttle bus มาให้มีความถี่สอดคล้องกันกับเที่ยวบินเข้าออกของสนามบินเท่านั้น ซึ่งก็หมายความว่าเราจะอ้อยอิ่งนานๆอยู่ที่สนามบิน หรือว่าที่สถานีรถบัสอื่นๆที่เราจะนั่งมาสนามบินไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราพลาดเที่ยวรถบัสไปเที่ยวนึง นั่นหมายความว่าเราอาจจะต้องรอรถเที่ยวถัดไปอีกนานและอาจจะตกเครื่องได้เลย

shuttle bus จากสนามบิน Zadar จะขับไปจอด 2 จุด ก็คือ Zadar Central Bus Station กับ Old Town Station ราคาเที่ยวละ 25 Kuna เท่ากัน สำหรับครั้งนี้ เราต้องนั่งไปลงที่ Central Bus Station เพราะว่าตามแผน เราจะนั่งรถบัสไปยังเมือง Plitvice

2017-04-28_100805.jpg

A คือสถานี Old Town B คือ Central Bus Station

หลังจากมาถึงสถานีรถบัสแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกเยอะกว่ารถบัสจะมา เราเลยไปเดินหาอะไรกินก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรพิศดารที่ไหน Mcdonald ที่สถานีรถบัสนั่นเองแหละ 555 แต่ว่า Mcdonald ที่นี่อร่อยนะ รู้สึกว่าอร่อยกว่าที่เยอรมันเยอะเลย กิน Mcdonald ที่เยอรมันแล้วคือเข้าใจอย่างถ่องแท้เลย ว่าที่เค้าเรียกกันว่า Junk food น่ะ มันคืออย่างนี้นี่เอง คือประโยชน์ก็น้อย แถมรสชาติยังแย่อีก ส่วนใหญ่คนจะมากินกันแค่ตอนหลังเที่ยวผับเสร็จ เพราะตอนนั้นร้านอื่นๆจะปิดหมดแล้ว เหลือแค่พวก Fast food ที่ยังเปิดอยู่

20170329_120739.jpg

หลังจากกินเสร็จแล้ว เราก็ลากกระเป๋าเดินทางออกมาเดินสำรวจบริเวณใกล้ๆกับสถานีรถบัสต่อ ซึ่งตรงนั้นก็จะเป็นบริเวณบ้านที่อยู่อาศัยของคนจริงๆ ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่อาจถูกปรุงแต่ง ก็รู้สึกฟินมากที่ได้มาเห็นบ้านเมืองของเค้าในมุมที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ จากแว้บแรกที่ได้เห็นสั้นๆในวันนั้นก็รู้สึกว่าสภาพบ้านเมืองของโครเอเชียนี่มีความแตกต่างจากยุโรปตะวันตกมากเลยนะ อย่างแรกเลยคือที่นี่บ้านหลายๆหลังจะสร้างจากหินสีขาวๆ น่าจะเป็นหินปูนนะ ซึ่งที่เยอรมันจะมีให้เห็นน้อยมาก แล้วก็ที่โครเอเชียบ้านหลายๆหลังจะมีความลวกๆ มีความไม่เน้นสวย มีความตามมีตามเกิด บ้านใครรวยก็สวย บ้านใครจนก็สภาพแย่หน่อย เหมือนอารมณ์บ้านเมืองที่ไทยอะ 55 มีความตากผ้าตรงหน้าต่าง ตากผ้าตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมด มีความตรอกซอกซอยเล็กๆที่รถขับเข้าไปได้ แต่ว่าสวนกันไม่ได้ ซึ่งบ้านเมืองที่ยุโรปตะวันตกจะมีความเป็นระเบียบเยอะกว่ามาก บ้านแทบทุกหลังจะถูกสร้างอย่างเป็นระเบียบและสวยงาม อาจจะถูกทาสีเป็นสีสันสวยงามเฉพาะตัว มีการบำรุงรักษาอย่างดี ถนนหนทางก็กว้างขวางเป็นระเบียบเรียบร้อย มีทางเท้าทุกเส้น เส้นไหนที่แคบๆก็ไม่ให้รถวิ่ง อะไรอย่างนี้ อีกอย่างที่สังเกตเห็นเต็มไปหมดเลยคือต้นปาล์ม ซึ่งที่เยอรมันจำไม่ได้เลยว่าเคยเห็นที่ไหนรึเปล่า

หลังจากเดินเล่นซักพัก พอใกล้ถึงเวลารถออกเราก็เดินกลับมาที่สถานีรถบัสอีกครั้ง จากสถานีว่างๆตอนที่เรามาถึง ตอนนี้กลายเป็นคราคร่ำไปด้วยเด็กๆวัยรุ่นมากมายเต็มมมมไปหมด ไม่รู้ว่ามีทัศนศึกษาหรือว่ากำลังเดินทางกลับบ้านกัน แต่ว่าแทบทุกคนที่เห็นในสถานีจะเป็นพวกเด็กๆวัยรุ่นเกือบหมดเลย

20170329_141135.jpg

พอรถบัสมาถึง เราก็เอาตั๋วออนไลน์ที่ปรินท์มาจากที่บ้านให้คนขับดู แล้วก็เอากระเป๋าเดินทางใส่ตรงช่องเก็บของใต้ท้องรถ แล้วก็ขึ้นรถโลด ออกเดินทาง หลังจากที่รถออกวิ่งไปซักพักก็มีพนักงานมาเดินตรวจตั๋วคนที่ขึ้นมาใหม่อีกรอบ ตอนนั้นบนรถก็มีผู้โดยสารอยู่แค่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่จะได้ที่นั่งว่างๆสองที่ติดกันหมด ตอนนั้นเรานั่งฝั่งขวาของรถ แต่ว่าแนะนำให้นั่งฝั่งซ้าย เพราะว่าวิวสวยกว่า คือวิวข้างทางระหว่างที่กำลังเดินทางจาก Zadar ไป Plitvice เนี่ยเป็นสิ่งแรกในทริปนี้เลยที่ทำให้เราแบบตะลึงสุดๆ เพราะว่ามันสวยงามแล้วก็แตกต่างจากวิวข้างทางในยุโรปที่เคยเห็นมามาก โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่ขับออกมาจาก Zadar ใหม่ๆเนี่ย เราจะขับผ่านทะเลส่วนที่ยื่นเข้ามาในแผ่นดิน ซึ่งน้ำจะเป็นสีฟ้าเข้มมากและสวยมาก และเราก็จะขับผ่านเทือกเขาขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งสวยงามมากๆเหมือนกัน แต่อารมณ์มันจะต่างกับวิวทิวทัศน์ในเยอรมัน เพราะว่าภูมิประเทศก็ไม่เหมือนกัน ที่โครเอเชียจากที่สังเกตมาจะมีโขดหินสีขาวๆกระจัดกระจายไปตามพื้นดินเยอะมาก เทือกเขาแถบที่อยู่ใกล้ชายฝั่งนี้ก็จะเป็นเทือกเขาหินปูนสีขาวๆไม่ค่อยมีต้นไม้ ดูแอบแห้งแล้ง แถมพืชพรรณก็ไม่เหมือนกันอีก เพราะว่าต้นไม้ข้างทางที่นี่เท่าที่เห็นมักจะเป็นพวกไม้พุ่มเตี้ยๆ หรือถ้าเป็นไม้ต้นใหญ่ก็จะขึ้นสะเปะสะปะไม่เป็นระเบียบ ถ้าเป็นที่เยอรมัน ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นทุ่งหญ้าสั้นๆเป็นระเบียบทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ถ้าเป็นป่าก็มักจะขึ้นเป็นผืนใหญ่ๆ หรือไม่ก็ขึ้นเป็นกลุ่มในอาณาบริเวณขนาดหนึ่ง ไม่ขึ้นสะเปะสะปะเหมือนที่นี่ ไม่รู้ว่ามันเกิดจากฝีมือมนุษย์หรือว่าเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนกัน

20170329_153129

และระหว่างที่กำลังนั่งดูวิวอยู่บนรถนั้น สิ่งหนึ่งที่จะสังเกตเห็นได้ และเราก็สังเกตเห็นตลอดทั้งทริปเลยก็คือ มันจะมีพวกบ้านร้าง หรือบ้านที่ผุๆพังๆโผล่มาให้เห็นเยอะมากๆ ก่อนจะมาเราเคยอ่านเจอมาว่าที่โครเอเชียจะมีซากปรักหักพังที่หลงเหลือมาจากสมัยสงครามแยกประเทศเยอะ บางที่พวกซากบ้านที่เราเห็นนี้อาจจะเป็นหนึ่งในซากปรักหักพังจากสงครามนั้นก็ได้นะ

ระหว่างทาง รถบัสแวะจอดพักหนึ่งจุดในเมือง Koranica ที่ภัตตาคารชื่อ Macola ประมาณ 15 นาที แล้วก็ขับต่อไปยัง Plitvice

ตอนใกล้ๆถึงคนขับก็เรียกทุกคนที่จะลงที่ Plitvice มาถามว่าจะลงตรงทางเข้าไหน เพราะว่าอุทยาน Plitvice มันมี 3 ทางเข้า ส่วนเราก็ลงรถตรงทางเข้าหมายเลข 1 แล้วจากตรงนั้นก็เดินลากกระเป๋าไปอีกประมาณ 10 นาที ก็มาถึงที่พักในค่ำคืนนั้น ที่ Guesthouse Academia Danica ซึ่งเป็นที่พักแรกที่เจอเลยหลังจากออกเดิน คือใกล้กับทางเข้าหมายเลข 1 มากทีเดียว พอถึงที่พักแล้วเราก็เช็คอิน แล้วพนักงานก็ถามว่าจะทานอาหารเช้ากับอาหารเย็นที่โรงแรมด้วยมั้ย ถ้าทานก็คิดเงินเพิ่ม เราก็ตอบตกลงเพราะขี้เกียจไปหากินจากที่อื่น

หลังจากที่เช็คอินและนั่งๆนอนๆพักผ่อนกายให้หายเหนื่อยเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่นดูบรรยากาศหมู่บ้านรอบๆโรงแรมนี้ ที่มีชื่อว่า Rastovaca ซึ่งในบริเวณนี้ก็จะเป็นที่ราบลูกฟูกเตี้ยๆ มีบ้านเล็กๆสวยๆตั้งอยู่ตามริมถนนแคบๆที่มีอยู่สายเดียวที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ และรอบๆก็จะเป็นภูเขา ทุ่งหญ้าและป่าไม้ ธรรมชาติสุดๆ บรรยากาศเงียบและสงบมาก ได้ยินเสียงนกร้อง เสียงใบไม้ไหว โลกสวย ผ่อนคลายสุดๆ เสียดายอย่างเดียวตอนนั้นเพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ยังไม่ค่อยผลิดอกออกใบเลย เลยยังดูแห้งแล้งไปนิด

บ้านต่างๆที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างถนนก็จะมีป้ายที่เขียนไว้ว่า Room หรือ Apartment แปะไว้ทุกหลังเลย หลายๆหลังก็จะมีคำว่า Sobe ที่แปลว่า Bed & Breakfast ด้วย ตอนนี้เรามาตอนหน้าที่คนไม่ค่อยมาเที่ยวกัน แต่อยากจะรู้จริงๆว่าถ้ามาตอน high season เนี่ย คนจะเยอะแค่ไหนกัน จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาค้างคืนนี่จะเพียงพอกับจำนวนบ้านพักที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ตามถนนหมดนี่เลยรึเปล่า ไหนจะยังมีที่พักในหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่ไกลออกไปอีก

ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ เราก็เดินผ่านบ้านหลังนึงที่มีหมาน้อยนั่งอยู่หน้าบ้าน ตอนเราเดินผ่านไป มันก็ชันตัวขึ้นแล้วก็มองเรา ตอนแรกก็นึกว่าคงไม่มีอะไร แต่พอเดินต่อไปซักพัก หมาตัวนั้นก็วิ่งตามมาหาเราแล้วก็มาเดินด้วย น่ารักมากกก วิ่งวนไปมา ทำท่ากระตือรือร้นใหญ่เลย แต่ถ้าเราเป็นเจ้าของนี่เราคงจะหนักใจมากอะ ถ้าจะอยู่ดีๆก็วิ่งไปเดินเล่นกับคนแปลกหน้าได้ขนาดนี้ 5555 แต่เราก็ไม่รู้จะทำไง จะบอกให้มันกลับไปมันก็ฟังไม่ออก หันไปมองที่บ้านหลังนั้น ก็ไม่เห็นมีคนอยู่ เลยเนียนๆไปเดินเล่นกับหมาก่อนแป๊บนึงละกัน 555 สรุปว่าเย็นวันนั้นเลยได้เพื่อนมาเดินเล่นด้วยกันหนึ่งตัว แล้วพอได้เวลาที่น่าจะกลับไปที่ที่พักแล้วเราก็เดินย้อนกลับมา ตอนนั้นก็ยังกังวลอยู่แหละว่าจะเอายังไงกับหมาตัวนี้ดี มันจะตามไปถึงที่พักเลยมั้ย แต่ว่าตอนที่เราเดินกลับมาถึงบ้านของหมาตัวนั้นอีกครั้ง ตอนนั้นมีผู้หญิงคนนึงกำลังยืนเก็บผ้าที่่ตากไว้อยู่ข้างบ้าน อาจจะเป็นเจ้าของก็ได้ แต่ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปถามตรงๆ เลยแกล้งร้องเพลงเสียงดังๆเพื่อเรียกร้องความสนใจ 5555 แล้วเค้าก็หันมา และเค้าก็เป็นเจ้าของหมาจริงๆ เพราะพอเค้าหันมา เค้าก็เรียกชื่อหมาว่า “โรซี่” แล้วหมาตัวนั้นก็หันไปมองแล้วก็วิ่งกลับไป โอยยย โชคดีนะเนี่ย เกือบจะได้เป็นโจรขโมยหมาซะแล้ว 5555

แล้วประมาณทุ่มนึง เราก็กลับมาถึงที่พักอีกครั้ง พระอาทิตย์ก็เพิ่งจะตกดินพอดี พอมาถึงเราก็บอกพนักงานว่าจะทานอาหารเย็นแล้ว แล้วก็เข้าไปนั่งรอในห้องอาหาร ตอนนั้นเราเป็นคนเดียวที่อยู่ในห้องอาหารนั้นเลย แต่อีกซักพักก็มีกรุ๊ปคนจีนประมาณ 5-6 คนเดินเข้ามาแล้วก็กินอาหารเย็นกัน สำหรับอาหารเย็นในวันนั้นเค้าจะมีให้เลือกอยู่ 4-5 เมนู จำละเอียดๆไม่ได้ละว่ามีเมนูอะไรบ้าง แต่จะเป็นพวกเนื้อชนิดต่างๆ เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อวัว กับมังสวิรัติ อะไรประมาณนี้แหละ เราก็เลือกเป็นปลาไป ตอนเสิร์ฟเค้าก็จะเริ่มจากซุปผักก่อน ซึ่งก็อร่อยมากๆ แต่รสชาติเหมือนต้มน้ำใส่ก้อนคนอร์แล้วก็ใส่เส้นพาสตากับหั่นผักที่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตใส่ลงไป แบบใครๆก็ทำได้อะนึกออกปะ รสชาติคนอร์แบบเนี้ยเราจำได้เลยเพราะเคยใช้มาแล้ว 555 และต่อมาก็จะเป็นอาหารจานหลัก ซึ่งก็คือสเต็กปลากับผักต้มกับมันฝรั่งต้ม ซึ่งรสชาติแอบธรรมดามาก จืดๆ ผักก็จืดอยู่แล้ว มันฝรั่งก็จืด ปลาก็ยังจะจืดอีก ซอสอะไรก็ไม่มีราดมาให้ วัตถุดิบทุกอย่างก็หาได้จากร้านซุปเปอร์มาเก็ต ถ้าบอกว่าเป็นอาหารโรงอาหารก็อาจจะเชื่อนะเนี่ย 55555 สำหรับสองจานที่เสิร์ฟมานี้คือไม่รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษเลย แบบอย่างนี้ทำกินเองก็ทำได้อะ รู้สึกไม่คุ้มกับการจ่ายค่าอาหารแพงๆ มื้อนี้ราคา 600 บาทแน่ะ = =” มีของหวานปิดท้ายที่โอเคหน่อย เป็นเค้กช็อคโกแล็ตอุ่นๆโรยเกล็ดมะพร้าว สรุปว่าในเรื่องของอาหารเย็นก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าถ้าเป็นเมนูอื่นจะรสชาติยังไง แต่สำหรับเมนูนี้ ไม่ผ่าน ไม่คุ้มราคา ยังไงถ้าใครจะไปเที่ยวหรือพักที่นี่ก็ลองหาร้านอื่นๆกินดีกว่า

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ก็ได้เวลาของการเข้านอนในค่ำคืนแรกของทริปโครเอเชียครั้งนี้ของเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยประทับใจกับอาหารเท่าไหร่ แต่ต้องขอชมที่พักในเรื่องของห้องพักว่าสะอาดและน่าอยู่น่านอนมากๆ ห้องน้ำก็สะอาดสะอ้าน มีสบู่อะไรไว้ให้พร้อม มีทีวี ตู้เย็น ทุกอย่างที่ห้องพักในโรงแรมปกติควรจะมีอะ คืนนั้นก็เข้านอนอย่างสบายกายสบายใจ เป็นการเริ่มต้นทริปที่แม้จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นที่สนามบิน แต่ว่าต่อมาหลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก แต่ว่าวันนี้เอาจริงๆก็ยังแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย เดินทางซะส่วนใหญ่ ต้องบอกว่าของจริงๆอะ มันจะเริ่มต้นตอนวันพรุ่งนี้ต่างหาก 555 เพราะฉะนั้นสำหรับตอนหน้าและตอนถัดๆไปจะมีอะไรให้ดูให้ชมให้เล่าอีกมากขึ้นแน่ๆ สำหรับวันแรกของทริป ขอจบลงตรงนี้ก่อน เดี๋ยวไว้มาเล่าเรื่องของอุทยานแห่งชาติ Plitvice และการเดินทางไปยังเมือง Split ในโพสต์ต่อไปกันโนะ

20170330_102313.jpg

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s