Coldplay Live in Bangkok 2017

สำหรับโพสต์นี้ต้องขอ fast forward กลับมายังเหตุการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง ซึ่งก็คือเรื่องของรีวิวคอนเสิร์ต A Head Full of Dream Tour ของวง Coldplay ที่กรุงเทพที่เราเพิ่งไปดูมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ต้องรีบเขียน เดี๋ยวตกเทรนด์ 555 คงจะไม่ได้พูดถึงตัวคอนเสิร์ตมาก แต่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน กับหลังคอนเสิร์ตอะไรอย่างงี้เป็นหลักละกัน

maxresdefault

สำหรับวง Coldplay นี้ ก็เป็นศิลปินกลุ่มที่เราชอบที่สุดเลย จริงๆแล้วเพิ่งมาติดตามตอนอัลบั้ม Mylo Xyloto นี่เอง ตอนนั้นเป็นช่วงเบื่อๆ อยากลองหาเพลงใหม่ๆฟัง เลยไล่เปิดเพลงฟังตามชาร์ต Bilboard hot 100 แล้วก็มาเจอเพลง Paradise ซึ่งฟังครั้งแรกก็ยังเฉยๆ แต่พอบังเอิญได้ยินอีกสองสามครั้งก็เริ่มติดหู แล้วหลังจากนั้นก็ฟังซ้ำๆรัวๆ จนกลายเป็นหนึ่งในเพลงโปรดตลอดกาลไปเลย หลังจากนั้นเราก็เลยเริ่มไปหาฟังเพลงอื่นๆของวงนี้ เริ่มตั้งแต่อัลบั้มล่าสุด แล้วก็อัลบั้มเก่าๆ แล้วก็บังเอิญว่าเพลงส่วนใหญ่นั้นมันถูกจริตกับเรา ก็เลยติดตามมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย เหตุผลหนึ่งที่ชอบวงนี้เป็นพิเศษก็เพราะว่าส่วนตัวแล้วคิดว่าเพลงของวงนี้มักจะมีภาคดนตรีที่ไพเราะถึงระดับที่ต้องใช้คำว่างดงามมาก ยกตัวอย่างเช่นเพลง Paradise, Viva La Vida, Clocks, O ไรงี้ แล้วเพลงของวงนี้บางเพลงมันจะมีช่วงหนึ่งของเพลงที่จะปล่อยความเจ๋งของดนตรีมาแบบจัดเต็ม แบบฟังแล้วมันเพราะมันกินใจ จนถึงขนาดที่ว่ามันทำเรารู้สึกเหมือนกำลัง high จากการเสพย์ยายังไงยังงั้นอะ (ไม่เคยเสพย์หรอกนะ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเฉยๆ 555) อย่างเช่นท่อนท้ายๆของเพลง Everything’s Not Lost กับท่อนท้ายๆของเพลง Fix You นี่ ฟังซ้ำๆย้ำๆแล้วมันฟิน มันบาดใจ มันเจ็บปวด มันปลื้มปริ่ม ฟังแล้วน้ำตาจะไหล หรืออย่างดนตรีช่วงท้ายๆของเพลง Midnight ฟังแล้วก็ high เหมือนกัน อันนี้จะ high แบบหลอนๆ บางคนอาจจะไม่อินก็ได้ แต่ว่าเราฟังแล้วอิน 555

_86544300_09d649a9-efc7-4046-b26d-d6a0ab53538f

กลับมาที่เรื่องของคอนเสิร์ตดีกว่า สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ โชคดีมากที่จัดขึ้นตรงกับช่วงที่เรากลับไทยพอดี แล้วโชคดีที่เรารู้ข่าวล่วงหน้าและเคยมีประสบการณ์การจองบัตรคอนเสิร์ตใหญ่ๆจากคอนเสิร์ต Mariah Carey ในปีที่แล้วมาแล้วด้วย ครั้งนี้เลยเตรียมตัวรอจองตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เลยได้บัตรยืนในโซน B มาครอบครอง ครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งแรกเลยที่เราไปคอนเสิร์ตใหญ่ๆแบบไปยืนดู ที่เลือกบัตรยืนเพราะว่าบัตรนั่งมันอยู่ไกลมาก 20170407_170212และคิดว่าการที่เราได้ยืนมันอาจจะสนุกกว่าอะไรอย่างนี้ด้วย

ทีนี้ Thaiticket Major ก็จะเปิดจุดต่างๆให้เราสามารถไปรับบัตรคอนเสิร์ตได้ กี่จุดก็ไม่รู้จำไม่ได้ละ แต่ว่าเรากลับถึงไทยไม่กี่วันก่อนคอนเสิร์ต แล้วก็เข้ากรุงเทพตอนวันก่อนคอนเสิร์ตเลย ซึ่งวันนั้นเค้าจะเปิดให้เราไปรับบัตรคอนเสิร์ตได้แค่จุดเดียวคือที่ห้าง Show DC เราก็เลยต้องเดินทางไปรับบัตรที่นั่น (จริงๆรู้สึกว่ามันมีตัวเลือกให้ส่งบัตรไปที่บ้านทางไปรษณีย์ด้วยมั้งแต่ว่าเรากลัวส่งไปไม่ถึง 5555) แต่ปรากฏว่าพอไปถึง มีคนมารอรับกันห้างแตก ถามพนักงาน เค้าก็บอกว่าคนเยอะเกินโควตาบัตรแล้ว ให้ไปรับพรุ่งนี้ตอน 11 โมงที่สถานที่จัดคอนเสิร์ตแทน วันนั้นก็เลยเสียเที่ยวไป แต่ก็ถือซะว่ามาเดินเที่ยวห้างใหม่ พอวันต่อมาเราก็เลยต้องตื่นแต่เช้าแล้วก็เดินทางไปยังสนามราชมังคลากีฬาสถาน สำหรับการเดินทางครั้งนี้เราก็เลือกเดินทางโดยเรือโดยสารคลองแสนแสบ จากประตูน้ำ ไปลงสถานีรามคำแหง ค่าโดยสาร 30 บาท แล้วก็ลงเดินทะลุมหาวิทยาลัยรามคำแหงเข้าไป แต่ปรากฏว่ามันไม่มีทางเข้าสนามจากด้านในมหาลัย ต้องเดินอ้อมไปครึ่งสนามแหนะกว่าจะเจอทางเข้า – -” สรุปก็คือถ้าจะมากับเรือคลองแสนแสบ ก็ให้ลงสถานีมหาดไทย จะใกล้กับทางเข้าสนามมากกว่าโนะ

20170407_094827

วันนั้นสรุปว่าเราก็ไปถึงสนามราชมังคลาประมาณ 10 โมงกว่าๆ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นก็เริ่มมีแฟนคลับเดนตายมาเข้าแถวนั่งรอตรงหน้าทางเข้ากันละ เราก็เดินไปตรงจุดรับบัตร ซึ่งปรากฏว่าตรงนั้นก็มีคนมาต่อแถวรอรับเยอะมาก แล้วก็มีแถวเต็มไปหมด เลยเดินเข้าไปถามคนนึงที่ยืนต่อแถวอยู่ว่ารับบัตรยังไง ต่อแถวยังไงไรงี้ เค้าก็บอกว่าเค้าแบ่งแถวตามเลขที่บัตร เราก็เลยไปต่อแถวตามเลขที่บัตรของเรา ซึ่งก็เป็นแถวที่ยาวที่สุด ยาวกว่าแถวอื่นๆเป็นสิบเท่าเลย – -* แต่ต่อไปซักพัก ผู้หญิงชาวต่างชาติข้างหน้าเราก็บอกเราว่าเค้าได้ยินคนที่ยืนอยู่แถวนั้นที่มาจากประเทศเดียวกันกับเค้าคุยกันว่าต่อแถวไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องต่อแถวตามเลขบัตร แล้วเค้าก็ยกมือถือขึ้นมาโทรไปหาใครซักคนแล้วก็เดินออกจากแถวไป แล้วพอผ่านไปซักพักเค้าก็เดินกลับมาบอกเราว่าต่อแถวไหนก็ได้จริงๆ เมื่อกี๊เค้าไปต่อแถวอื่นมา ได้บัตรมาแล้ว เราเลยเดินออกจากแถวที่ตอนนั้นต่อกันอยู่เป็นร้อยคนไปยังอีกแถวนึง ที่ตอนนั้นมีคนต่ออยู่สามสี่คน 55555555 ผ่านไปประมาณ 5 นาทีก็ถึงคิว ก็เปิดอีเมลล์ยืนยันการซื้อบัตรคอนเสิร์ตจาก Thaiticket Major ในมือถือกับเอาบัตรประชาชนกับบัตรเครดิตให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วเค้าก็เดินไปหยิบบัตรมาให้ เสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องยืนตากแดดร้อนๆรอต่อแถวอีกเป็นร้อยคิว 5555

หลังจากรับบัตรคอนเสิร์ตเสร็จก็เดินไปหาอะไรกินที่ซุ้มขายอาหารตามสั่งที่อยู่ด้านในบริเวณสนามราชมังคลา ใกล้ๆกับตรงจุดรับบัตร แล้วก็ซื้อข้าวกล่องมา 3 กล่อง ไข่เจียว 2 หมูทอดกระเทียม 1 เอาไว้กินระหว่างต่อแถวรอเข้าคอนด้วย คือตอนนั้นก็ตัดสินใจแล้วว่าไหนๆก็ต้องมารับบัตรตั้งแต่เช้าแล้ว รับบัตรเสร็จก็ไปรอต่อแถวเข้าคอนเสิร์ตไปเลยละกัน เพราะว่ายังไงก็ไม่รู้จะไปไหนอยู่ดี อากาศก็ร้อน แดดก็แรงด้วย อย่างน้อยตรงจุดที่ให้ต่อแถวรอเข้าคอนเสิร์ตก็อยู่ในร่ม พอซื้อข้าวกล่องเสร็จเราก็นั่งกินตรงนั้นไป 2 กล่อง แล้วก็เดินไปนั่งรอในแถวหน้าทางเข้าคอน (จริงๆแล้วซื้อข้าวเสร็จก็น่าจะเอาไปนั่งกินตรงทางเข้าคอนเลย จะได้ยิ่งเป็นคิวต้นๆขึ้นไปอีก มาย้อนไปคิดแล้วก็แอบเสียดาย 555) แถวตรงทางเข้าเค้าก็จะแบ่งออกเป็นหลายๆแถว มีสองสามแถวที่เป็นแถวสำหรับคนที่ไม่มีสัมภาระ ส่วนเราสะพายกระเป๋าไปด้วยก็เลยต้องไปต่อแถวสำหรับคนที่มีสัมภาระ ระหว่างต่อแถวช่วงแรกๆก็ชวนคนจีนที่ต่ออยู่ข้างหน้าคุย พอดีเค้าเป็นคนชอบเที่ยวด้วยเลยคุยสนุก 55 ระหว่างนั้นคนก็เข้ามาต่อแถวต่อไปเรื่อยๆ บางทีคนในแถวก็ลุกเดินเข้าเดินออก บางทีก็มีคนที่มาใหม่เดินแทรกเข้าไปตรงต้นๆของแถวที่มีเพื่อนมานั่งจองไว้ให้ เรามานั่งต่อแถวตั้งแต่บ่ายโมง ประตูเข้าคอนจะเปิดตอน 5 โมงเย็น ก็รอไปน่ะ 4 ชั่วโมง นั่งๆยืนๆนอนๆรอ ยืนนานๆก็เมื่อย นั่งนานๆก็ปวดก้นเพราะพื้นเป็นคอนกรีตแข็งๆ อากาศก็ร้อน และที่สำคัญคือชื้นมาก เหงื่อออก เหนอะตัวมาก ถ้าเป็นภาษาใต้คงต้องบอกว่าเอือดมาก (เพื่อนที่เป็นคนใต้สอนมา 55) ถ้าต้องนั่งรอแบบนี้ในยุโรปยังพอว่านะ เพราะว่าอากาศมันไม่ร้อนแล้วก็ไม่ชื้น ยังสบายๆอยู่ แต่ที่ไทยนี่คือเอือดจริงๆ 55 แต่ก็ทนไปน่ะ เพื่อที่ครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้เห็นศิลปินที่ชอบใกล้ๆซักครั้ง

ในระหว่างที่นั่งรอ 4 ชั่วโมงนั้น เวลาก็ดูจะผ่านไปอย่างเชื่องช้ามาก แต่พอใกล้ๆ 5 โมงเย็นก็จะเริ่มมีความตื่นเต้น มีความ warm up เกิดขึ้น บางทีอยู่ดีๆก็จะมีเสียงโห่ร้องดังขึ้นมา แล้วทุกคนก็จะโห่ร้องตามๆกันทั้งๆที่ก็อาจจะไม่รู้ว่าโห่ร้องอะไรกัน บางทีพวกแฟนๆจากอินโดนีเซียก็จะร้องบูมประเทศกัน คือจะตบมือเป็นจังหวะแล้วก็ตะโกนว่า “อินโดนีเซีย” บางคนก็ยกธงโบก แล้วเค้าทำกันพร้อมเพรียงมากเลยนะ ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มแฟนคลับที่นัดแนะกันมาก่อนรึเปล่า ต้องขอบอกว่าตั้งแต่มาถึงสถานที่จัดงานจนถึงตอนนี้แทบไม่เห็นหรือได้ยินเสียงคนไทยเลย ทุกคนที่เจอคือชาวต่างชาติจากประเทศเอเชียหมด ฝรั่งผิวขาวก็แทบไม่เห็น ที่นั่งๆยืนๆอยู่ตรงต้นๆของแถวนี้ดูๆแล้วก็คงจะเป็นชาวต่างชาติกันเกือบหมด สังเกตจากเวลาบูมอินโดนีเซียทีไร คนแถวหน้าๆนี้ร้องดังกันระงมเลย มีรอบนึงที่แฟนคลับชาวจีนเค้าบูมประเทศตัวเองบ้าน ตะโกนว่า “China” แต่ก็โดนชาวอินโดนีเซียบูมต้าน กลบหมด 55 แล้วนอกจากนั้น อยู่ดีๆบางทีก็จะมีโดรนของทีมผู้จัดงานบินผ่านมาเก็บภาพแฟนๆที่มาเข้าแถวรอชม บินผ่านมารอบนึงคนก็จะเฮกันรอบนึง บางทีก็มีการร่วมกันตะโกนร้องเพลงดังๆ ก็เป็นบรรยากาศที่สนุกสนานครึกครื้นดี

แล้วพอถึงเวลาห้าโมงเย็น security guard แต่ละคนก็มายืนประจำแต่ละแถว แล้วพอเค้าปล่อยให้คนเข้าไปได้ เหล่าผู้ชมก็พากันกรูกันเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต ด่านแรกที่แต่ละคนต้องผ่านก็คือยามประจำแถวที่จะตรวจดูว่าในกระเป๋าของเรานั้นมีสิ่งของที่ไม่ควรนำเข้าไปในคอนเสิร์ตรึเปล่า อย่างเช่นไม้ selfie stick หรือของมีคม อาวุธ อะไรอย่างนี้ หลังจากผ่านด่านแรก เค้าก็จะให้เข็มกลัดที่ระลึกกับ xyloband ซึ่งเป็นสายรัดข้อมือที่สามารถเรืองแสงได้มา เสร็จแล้วเราก็ต้องวิ่งไปต่อแถวตรงหน้าประตูทางเข้าของตัวอาคารที่จัดแสดง ซึ่งตรงนั้นก็จะมีคนตรวจกระเป๋าเราอีกรอบหนึ่ง ถ้าตรวจผ่าน เค้าก็จะรัดสายรัดข้อมือประจำคอนเสิร์ตที่ข้อมือเรา เสร็จแล้วเราก็ต้องรีบวิ่งๆๆ ลงไปตรงบริเวณที่ดูคอนเสิร์ตเพื่อให้ได้ยืนอยู่ในจุดที่อยู่ใกล้เวทีที่สุด หรือจะไม่วิ่งก็ได้แล้วแต่ศรัทธาเนอะ แต่ก็อุตส่าห์ยืนรอต่อแถวมาเป็น 4 ชั่วโมงแล้วอะเนอะ ส่วนตัวเรานี่ต้องบอกว่าฆ่าได้ฆ่า ใครตายช่างมัน 555 สรุปว่าวันนั้นก็ได้ยืนอยู่ในจุดที่ค่อนข้างน่าพอใจเลยนะ คือห่างจากตัวเวทีกลมๆตรงกลางแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น มองเห็นตัวศิลปินได้ชัดๆเต็มๆตาเลย ฟินมากๆ แต่ว่าหลังจากที่เราเข้ามาด้านในจนได้ที่ยืนแล้ว ความทรหดก็ยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะเรายังต้องรอจนกว่าคอนเสิร์ตจริงๆจะเริ่มอีกถึงเกือบ 3 ชั่วโมง โอยยย จะเป็นลม คือด้านในนั้นคนก็จะเบียดกันแน่นละ ไม่เหมือนตอนรอด้านนอกที่ยังชิวๆอยู่ จะลุกจะนั่งจะขยับตัวก็ยากเย็น เอือดก็เอือด แต่ก็ยังนั่งบ้างยืนบ้างได้แหละ โชคดีที่เราไม่ใช่คนที่ฉี่บ่อยเลยไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเข้าห้องน้ำ ในระหว่าง 3 ชั่วโมงนั้นก็นั่งๆยืนๆรอไป ถ่ายรูปสถานที่บ้างอะไรบ้าง โชคดีที่แดดไม่ค่อยร้อนแล้ว

พอถึงเวลา 2 ทุ่ม คอนเสิร์ตก็เริ่มต้นขึ้น คนก็กรี๊ดกร๊าดกันพอเป็นพิธี เริ่มแรกเลยก็จะเป็นการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อน บนจอก็มีข้อความขึ้นมาว่าขอให้ทุกคนยืนขึ้น คนที่นั่งอยู่ก็จะลุกขึ้น แล้วก็จะเกิดช่องว่างในหมู่คนดูขึ้นเล็กน้อย แล้วต่างคนต่างก็จะใช้จังหวะนั้นกรูกันเข้าไปเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นเพื่อจะได้เข้าใกล้เวทีเข้าไปอีก ใครที่ลุกช้าก็อาจจะโดนแซงไป หรืออาจจะมีความเสี่ยงที่จะโดนชนโดนเหยียบได้เลยทีเดียว น่ากลัวมากๆ 55 ทีนี้ช่วงต้นคอนเสิร์ตก็จะเป็นการแสดงของศิลปินหญิงชาวออสเตรเลียชื่อ Jess Kent ซึ่งจะมาแสดงเปิดให้กับวง Coldplay ก่อนเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ซึ่งผู้ชมก็อาจจะมีการกรีดร้องปรบมือบ้างพอเป็นพิธี แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะไม่มีใครรู้จักเพลงกันหรอก นักร้องก็อาจจะรู้สึกเด๋อๆบ้าง เพราะว่าคนร้องตามไม่ได้ ต้องร้องอยู่คนเดียว แล้วก็อาจจะยังมีประสบการณ์น้อยอยู่ จะพูดจะคุยอะไรกับผู้ชมก็ยังดูไม่เป็นธรรมชาติยังดูกระอักกระอ่วนอยู่ อันนี้ให้อภัยกันได้ แต่ถ้าพูดกันในเรื่องของผลงานนั้น แต่ละเพลงที่เค้าเอามาร้องนั้นส่วนตัวคิดว่าน่าเบื่อมาก เพลงป๊อบดาดๆ ทั้งเพลงมีเมโลดี้อยู่แค่สองสามตัว หาความไพเราะไม่เจอเลย ส่วนตัวคิดว่าในเมื่อเรามีโอกาสมาแสดงผลงานของเราในการเปิดคอนเสิร์ตให้ศิลปินระดับ Coldplay นี่แล้ว ก็ควรจะเลือกเล่นเพลงอะไรปังๆให้คนว้าว ให้คนจำได้รึเปล่า แต่ก็ไม่รู้นะ เพลงแนวนี้อาจถูกใจคนอื่นๆก็ได้ แต่ส่วนตัวขอผ่านละกัน

หลังจากที่ Jess Kent เล่นจบ ก็จะเป็นครึ่งชั่วโมงโค้งสุดท้ายแห่งการรอคอย ก่อนที่วง Coldplay จะออกมาเล่นคอนเสิร์ตจริงๆ ซึ่งคนดูต่างก็ go crazy ไปตามๆกัน ซึ่งสำหรับคอนเสิร์ต Coldplay นี้ ก็เปลี่ยนทัศนะคติของเราที่มีต่อการไปดูคอนเสิร์ตไปเลย ทำให้เรารู้เลยว่าคอนเสิร์ตจะสนุกไม่สนุกเนี่ย Production และพลังงานของตัวศิลปินมีผลมากมากกกกกก ซึ่งสำหรับคอนเสิร์ต A Head Full of Dream นี้ เต็ม 10 ให้คะแนน 100 ไปเลย เพราะว่า Production ในเรื่องของแสงสี ในเรื่องของพร็อพประกอบการแสดงนั้นจัดหนักจัดเต็มมากๆ การจัดแสงไฟรอบๆเวทีกับกราฟฟิคต่างๆที่ฉายบนจอภาพคือสวยมากๆ เห็นแล้ว high เลย 555555 ส่วนในเรื่องพร็อพ ที่เจ๋งๆเลยก็คงจะเป็นพลุ ที่ทยอยๆจุดมาเรื่อยๆตลอดทั้งคอนเสิร์ต แล้วก็กระดาษรูปผีเสื้อตัวเล็กๆหลายล้านตัวที่เค้าโปรยปรายลงมายังคนดู เวลากระดาษรูปผีเสื้อมันค่อยๆลอยละลิ่วลงมาเนี่ย ปีกมันขยับไปขยับมาราวกับว่ามันเป็นผีเสื้อจริงๆเลย แล้วก็พร็อพลูกบอลพลาสติกขนาดใหญ่หลายลูกที่เค้าปล่อยลงมาท่ามกลางคนดูบัตรยืนให้ผู้ชมตีเล่นกัน แล้วพร็อพอีกอย่างนึงที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจมากๆก็คือสายรัดข้อมือ Xyloband ที่เค้าแจกให้ตั้งแต่ตอนแรกนี่แหละ สายรัดข้อมือนี้ ในระหว่างที่คอนเสิร์ตกำลังเล่นไปมันก็จะส่องแสงแล้วก็เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆตามเพลงที่วงกำลังเล่นอยู่ อย่างตอนที่เล่นเพลง Yellow มันก็จะส่องแสงสีเหลือง คนดูบัตรยืนถ้ามัวแต่มองไปทางเวทีอาจจะเห็นไม่ชัด แต่ถ้าหันกลับมามองไปยังคนดูบนอัฒจันทน์เมื่อไหร่ จะเห็นแสงไฟดวงเล็กๆนับพันนับหมื่นดวงส่องสว่างไปทั่วทั้งอัฒจันทร์ เป็นภาพที่สวยงามตราตรึงใจมากๆ

ส่วนตัว Chris Martin นักร้องนำของวงก็พลังงานล้นเหลือสุดๆ ทั้งวิ่ง ทั้งกระโดด หมุนตัว ลงไปนอนดิ้น พี่แกทำหมด การ entertain คนดู การพูดคุยกับคนดูก็ดูดีดูจริงใจ มีช่วงนึงตอนที่เค้าพูดเกริ่นก่อนจะร้องเพลง Everglow เค้าพูดว่าขอร้องเพลงนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอะไรอย่างนี้ด้วย แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เค้ากำลังคุยกับคนดูอยู่ (ตอนนั้นเค้านั่งอยู่ตรงเวทีกลมๆตรงกลางที่อยู่ใกล้เรา) มีคนแถวๆใกล้ๆเราตะโกนไปว่าอินโดนีเซีย ซักพักเค้าก็พูดว่าผมรู้ว่าพวกคุณหลายๆคนเดินทางมาไกลเพื่อที่จะมาดูพวกเรา พวกคุณบางคนเดินทางมาจากอินโดนีเซีย ฯลฯ เท่านั้นแหละ แฟนคลับอินโดเฮกันทั้งสนามเลย แฟนคลับประเทศนี้เค้าจัดเต็มจริงๆ 555 คือไม่รู้อะ มันดูแล้วรู้สึกได้อะว่ามันไม่เฟค เพราะว่าการแสดง ถ้ามันเฟค มันดูออกนะน้อง 5555 สรุปก็คือสนุกมากๆ ซาบซึ้ง ปลาบปลื้มมากๆ ดูไปก็ยกมือทาบอกด้วยความตื้นตันใจไป คุ้มค่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไป และคุ้มค่าทุกนาทีที่เฝ้านั่งรอยืนรอเพื่อให้ได้อยู่ติดเวทีจริงๆ แม้คอนเสิร์ตจะจบลงแล้ว แต่ความประทับใจมันยังติดตรึงใจอยู่ต่อมาอีกนานเลย ประทับใจมากๆ

และหลังจากที่คอนเสิร์ตดำเนินไปจนถึงช่วงท้ายๆ วง Coldplay ก็ย้ายไปเล่นที่เวทีเล็กๆที่อยู่ลึกเข้าไปทางฝั่งอัฒจันทน์อีก ตอนนั้นดูจากบรรยากาศตรงนั้นก็พอจะเดาได้ว่าคอนเสิร์ตนี้กำลังใกล้จะมาถึงจุดจบเข้าไปทุกทีแล้วล่ะ ซึ่งถ้าจะรอดูจนจบคอน แล้วค่อยเดินทางกลับบ้านพร้อมๆกับคนทั้งสนามราชมังคลานั้น รอแท๊กซี่ รอมอเตอร์ไซค์ทั้งคืนอาจจะยังไม่ถึงบ้าน เราเลยชิงออกมาก่อน ซึ่งการจะเอาตัวเราออกมาจากบริเวณเกือบใจกลางของสนามผู้ชมบัตรยืนนั้นก็เป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ เพราะว่าคนเบียดกันแน่นยิ่งกว่าอนุภาคในใจกลางของหลุมดำ การจะฝ่าวงล้อมของฝูงชนที่แออัดขนาดนั้นออกไปนั้น เป็นอะไรที่ต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาล โชคดีที่ระหว่างที่เรากำลังพยายามแทรกคนออกไปอยู่ มีคนนึงที่เราพยายามขอทางเดินออกไปเหมือนจะนึกได้ว่าควรจะรีบออกไปเหมือนกัน เค้าเลยพาคนข้างๆหันหลังแล้วก็พยายามเดินแทรกคนออกไป ทีนี้ก็เป็นไปตามแผนของเราเลย คือเราก็ปล่อยให้คนข้างหน้าทำหน้าที่แหวกคนไป เราก็แค่พยายามเกาะติดมาทางด้านหลังแค่นั้น 5555 เพียงเท่านี้เราก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงหาทางแหวกคนอีกต่อไป ขอบคุณคุณพี่คนนั้นด้วยนะครับ 555555 และแล้วหลังจากแหวกว่ายออกมาจากหมู่มวลมหาประชาชนได้แล้ว ในที่สุดเราก็พาตัวเองออกมายังด้านหน้าทางเข้าบริเวณราชมังคลากีฬาสถานได้ ใจหนึ่งก็แอบเสียดายที่จะพลาดการแสดงไม่กี่เพลงสุดท้ายของ Coldplay ไป แต่ว่าเอาจริงๆ สำหรับค่ำคืนนี้ก็รู้สึกว่าที่เราได้มามันก็คุ้มค่าบัตรไปเยอะแล้วแหละ

ตรงหน้าทางเข้านั้นเหล่าวินมอเตอร์ไซต์ก็พากันเชื้อเชิญให้เราเข้าไปใช้บริการ ตอนนั้นจะนั่งไปสถานี Airport Link รามคำแหง คนแรกบอก 150 บาท พอบอกไม่ไปเค้าบอก 100 บาท เราก็เดินออกไปด้านนอกประตูทางเข้า เจออีกวินนึง พี่วินคนแรกตอนแรกไม่บอกราคา บอกแค่ให้ขึ้นนั่งมาก่อนเลย พอถามย้ำเค้าก็บอก 150 บาท 555 เลยเดินต่อมา คนถัดไปบอก 80 บาทไปมั้ย เราก็ยังลังเล เดินต่อมาอีก จนมาเจอคนที่จอดอยู่ท้ายแถว เค้าบอก 60 บาท เลยตกลงไปคนนี้แหละ พอไปถึงก็ให้ทิปเค้าไปอีก 10 บาท เพราะว่าตอนนั้นมีแค่แบงค์ 50 กับ แบงค์ 20 พอดี และจากสถานีรามคำแหง เราก็นั่งรถไฟฟ้าเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ พอวันต่อมามาอ่านในเน็ตถึงได้รู้แหละ ว่าหลังจบคอนเสิร์ตนั้น ตรงบริเวณหน้าคอนมันโกลาหลมาก คนกลับบ้านไม่ได้ ต่างคนต่างแย่งกันเรียกแท๊กซี่ เรียกมอเตอร์ไซค์ ที่ต่างก็พากันเรียกราคาสูงๆอีก ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่เราเตรียมตัวและรีบออกจากคอนเสิร์ตมาก่อน

20170407_221022

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของการเดินทางไปดูคอนเสิร์ต A Head Full of Dream ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ยังไงถ้ามีโอกาสอีก หลังจากนี้ก็จะพยายามหาทางไปดูคอนเสิร์ตของ Coldplay อีกแน่นอน แต่คราวหน้าขอเป็นที่ยุโรปแล้วนะ เพราะว่าทนการจัดการ อากาศร้อน กับความเอือดของเมืองไทยไม่ไหวจริงๆ 55555 เดี๋ยวโพสต์หน้าเราจะกลับไปพูดถึงเรื่องเที่ยวกันต่อ ส่วนโพสต์นี้ก็ขอทิ้งท้ายไปด้วยวิดีโอจาก Youtube ที่อัดบรรยากาศจากคอนเสิร์ต A Head Full of Dream ทั้งคอนเสิร์ตมาไว้แล้ว เผื่อใครสนใจอยากจะเห็นว่ามันเป็นยังไง ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ไปอยู่ในบรรยากาศคอนเสิร์ตจริง แต่คิดว่าความสนุกที่ได้จากวิดีโอก็คงไม่แพ้กันแน่นอน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s