Schrecksee

สวัสดีปีใหม่พ.ศ.2560 ครับทุกคน ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็ขอเปิดศักราชใหม่นี้ด้วยเรื่องราวของทริปสุดสัปดาห์ใน Allgäu ที่ได้จัดไปในช่วงปลายปีที่แล้วละกันโนะ ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองของเราแล้วที่กลับมาเที่ยวที่ทางใต้ของประเทศเยอรมนีตรงแถบนี้ (อ่านโพสต์ของครั้งที่แล้วที่มาเที่ยว Allgäu ได้ในลิงค์นี้ https://petchpetals.wordpress.com/2016/10/18/road-trip-in-allgau/ ) สำหรับครั้งนี้ก็กลับมาพักกับ Marc-Philipp ที่เมือง Kempten อีกเหมือนเดิม (https://www.instagram.com/mpsupertramp/ โปรโมต Instagram ให้เพื่อนอีกรอบ กรักๆๆ) มาครั้งนี้ Marc บอกว่าอยากไปเดินป่าขึ้นเขาไปยังทะเลสาบ Schrecksee ซึ่งเป็นทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดในประเทศเยอรมนี เราก็โอเคยังไงก็ได้ ก็ตกลงตามนั้น วันศุกร์เราก็ออกเดินทางจาก Karlsruhe ไปยัง Kempten ด้วยการแชร์รถจาก Blablacar มีอยู่ช่วงนึงคนขับก็ถามว่าจะไปทำอะไรที่ Kempten ล่ะ เราก็บอกว่าจะไปเดินป่าที่ Schrecksee เค้าก็ทำท่าทึ่ง แล้วก็ฝากไว้ให้คิดว่า “หื้ม แต่เส้นทางนี้มันโหดอยู่นะ ยิ่งช่วงนี้หน้าหนาวอยู่ด้วย เอาจริงเหรอ… แต่ถ้ามั่นใจ ก็ไปเถอะ วิวข้างบนนั้นมันสวยแน่ๆ” ก็เป็นคำเตือนแรกจากคนแปลกหน้าว่าเส้นทางเดินป่านี้ไม่ได้ให้มาเล่นๆนะ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร 55 พอเค้ามาส่งที่ Kempten แล้วก็บอกลากัน

เสร็จแล้วเราก็มาเจอกับ Marc คืนนั้นก็ทำกับข้าวกินแล้วก็วางแผนเดินทางกัน Marc บอกว่าเดี๋ยวเพื่อนคนเดิมจากครั้งที่แล้วจะไปด้วย แล้วก็ถามเราว่าเตรียมชุดอะไรมาเดินป่ารึเปล่า ทีนี้คือเราเอามาแบบชุดเดินห้างเลย 55555 แบบเสื้อยืด สเวตเตอร์ แจ๊คเก็ต กางเกงยีนส์ ไรงี้ ยังดีหน่อยเอารองเท้าสำหรับเดินป่าโดยเฉพาะมาด้วย (จากประสบการณ์การเดินป่าด้วยตัวเอง ไม่เคยได้ไปเดินแบบสมบุกสมบันจริงๆมาก่อนเลย ปกติจะเดินตรงบริเวณที่ไม่ห่างไกลมาก แล้วก็เดินตามทางที่แบบไม่ได้เดินยาก ความชันไม่ได้เยอะมากตลอด เลยไม่เคยเตรียมตัวแบบจริงๆจังๆ) Marc บอกว่าแต่งไปอย่างนี้ไม่รอดแน่ๆ เค้าเลยเอาชุดเค้าให้ยืมใส่ 555 ก็ให้เสื้อยืดรัดรูปสำหรับเดินป่าที่เอาไว้ใส่ชั้นในสุด แล้วก็กางเกงชั้นในขายาวกันความร้อน กางเกงวิ่งขายาวยืดๆ หมวก ถุงมือ กับถุงเท้าสำหรับเดินป่ามา ไอกางเกงวิ่งกับถุงเท้านี่ช่วยได้เยอะมากๆเพราะกางเกงมันไม่ค่อยซึมซับน้ำ ถึงล้มลงไปในหิมะก็ไม่เปียก ปัดๆหิมะออกก็แห้งแล้ว ส่วนถุงเท้าสำหรับปีนเขาก็หนากับช่วยไม่ให้รองเท้ากัด ถ้าใส่ชุดที่เราเตรียมมาไปเดินนี่คงจะแย่มากจริงๆ แต่ยังไม่สปอยล์ก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยๆเล่าไปเรื่อยๆ 555 หลังจากให้ยืมชุดแล้วก็มาคุยกันเรื่องแผนการเดินทาง จาก Kempten เราสามารถนั่งรถไฟและรถบัสต่อกันไปได้จนถึงหมู่บ้าน Bad Hinderlang แบบไม่ต้องรอเปลี่ยนรถนาน แต่ว่าจาก Bad Hinderlang เนี่ย เราต้องรอรถบัสไปยังหมู่บ้าน Hinterstein ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่อยากจะเสียเวลาไปแม้แต่นิดเดียวเลย เพราะว่าช่วงนี้เป็นฤดูหนาว เวลากลางวันสั้นมาก แค่ห้าโมงเย็นพระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว แล้วแค่เดินขึ้นเขาลงเขาไปกลับทะเลสาบก็คงใช้เวลาไปประมาณ 5 ชั่วโมงแล้ว (จากข้อมูลเส้นทางเดินป่าในเน็ต) แต่ Marc บอกว่าจาก Bad Hinderlang ไปยังจุดที่เริ่มเดินขึ้นเขาเดี๋ยวเราจะลองพยายามโบกรถไปกัน นี่พอได้ยินคือหูผึ่ง เพราะไม่เคยโบกรถ (จนสำเร็จแบบมีคนรับ) มาก่อนเลย แต่ Marc เค้าเที่ยวมาเยอะ เค้าคงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็แอบตื่นเต้นนิดนึงว่าอะไรจะเป็นไปตามแผนป่าว หลังจากตกลงแผนกันเสร็จแล้ว Marc ก็ไปเตรียมอาหารกลางวันสำหรับพกไปกินระหว่างเดินป่าพรุ่งนี้ (แซนด์วิชไส้เนย ชีส กับแฮม คนละ 3 คู่ (ขนมปังแผ่นเยอรมันแผ่นนึงขนาดจะประมาณฝ่ามือ) กับกล้วยอีกคนละ 2 ลูก) แล้วก็เข้านอนกัน

img_7091

อาหารค่ำวันนั้น ต้มยำไก่

วันต่อมาเราก็ตื่นนอนกันแต่เช้าตรู่ แล้วก็กินอาหารเช้าแบบสไตล์เยอรมันแท้ๆ ซึ่งก็คือขนมปังปิ้งทาช็อคโกแล็ตนูเทลลา 555 แล้วก็ออกจากบ้านไปเจอเพื่อนของ Marc ที่ชื่อ Annina แล้วก็ออกเดินทางจาก Kempten กัน ซึ่งสำหรับวันนั้นเราเดินทางโดยใช้ตั๋วเหมารถไฟ Oberallgäu Ticket แบบหนึ่งวัน ซึ่งตั๋วนี้ก็เหมือนกับตั๋วเหมารถไฟแบบทั่วๆไปที่พอซื้อมาแล้วก็จะสามารถใช้นั่งรถไฟท้องถิ่นขบวนไหนก็ได้ในพื้นที่ที่ครอบคลุมอยู่ในตั๋วได้แบบไม่จำกัดรอบ ไม่จำกัดเวลา ซึ่งบริเวณ Oberallgäu นี้ก็ครอบคลุมเส้นทางจากเมือง Kempten ไปยังเมือง Hinterstein ซึ่งเป็นปลายทางที่เราต้องการจะเดินทางไปในวันนั้นพอดี จริงๆแล้วตอนแรก Marc ไม่รู้ว่ามีตั๋วเหมาสำหรับบริเวณ Oberallgäu โดยเฉพาะอยู่ด้วย เค้ารู้จักแค่ Bayern Ticket ซึ่งเป็นตั๋วเหมาสำหรับทั้งรัฐ Bayern เลย แต่เพราะตอนสมัยยังเรียนภาษาอยู่ที่ Munich เราเคยเดินทางไปเที่ยวทะเลสาบ Eibsee ด้วยตั๋ว Werdenfels Ticket มาก่อน (อ่านเรื่องทริปนี้ได้ในลิงค์นี้ https://petchpetals.wordpress.com/2014/10/12/garmisch-partenkirschen-eibsee/ ) เลยคิดว่ามันน่าจะมีตั๋วรถไฟเหมาสำหรับบริเวณเล็กๆแถวนี้เหมือนกันแหละน่า ก็เลยลองเสิร์ชกูเกิลว่า Allgäu Ticket ดู แล้วก็เจอจริงๆด้วย 555 เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าจะไปเที่ยวแบบไม่ไกลมากที่ไหนซักที่ในเยอรมัน ให้ลองเสิร์ชกูเกิลด้วยชื่อบริเวณแคว้นนั้น ตามด้วย Ticket ดูก่อน ถ้าโชคดีก็จะเจอตั๋วเหมาที่ครอบคลุมเส้นทางที่เราอยากไป ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อตั๋วรถไฟราคาเต็ม 5555

img_7096

ออกเดินทางกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟไปจนถึงเมือง Sonthofen แล้วก็นั่งรถบัสต่อไปจนถึง Bad Hindelang จากตรงนั้นเราก็เดินไปตามถนนสายเล็กๆที่มุ่งไปยัง Hinterstein พอเห็นรถวิ่งมาเมื่อไหร่ก็หันกลับไปแล้วก็กำมือชูนิ้วโป้ง ยกขึ้นทำท่าโบกรถกัน สองสามคันแรกคือไม่รับ แต่แค่ซักประมาณคันที่ 4 ที่ขับผ่านมาก็จอดรับแล้ว รวมแล้วใช้เวลาตั้งแต่ลงรถบัสมาจนถึงโบกรถได้นี่แค่ไม่ถึง 15 นาทีเอง ดีใจ โบกรถสำเร็จครั้งแรกในชีวิต ถึงจะไม่ได้โบกคนเดียวก็เถอะ 555 รถที่จอดรับคันนี้คนขับเป็นชายชรา พวกเราบอกว่ากำลังจะไป Schrecksee เค้าก็ขับรถพาเรามาลงที่ Hinterstein ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถเค้าก็ฝากไว้ให้คิดว่าทางเดินไป Schrecksee น่ะมันอันตรายนะ ทั้งลื่น ทั้งชัน แถมด้านบนอากาศยังหนาวอีก แต่พวกเราก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจ

จาก Hinterstein จริงๆแล้วยังต้องเดินต่ออีกประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงจะไปถึงจุดที่เป็นทางเดินป่าขึ้นไปบนเขาจริงๆ ตอนนั้นมีรถขับผ่านมาพอดี เราก็เลยหันไปโบกรถกันอีกรอบ คราวนี้จอดตั้งแต่คันแรกเลย คราวนี้คนขับเป็นผู้หญิงวัยกลางคน มีหมาสีดำตัวใหญ่นั่งอยู่ตรงพื้นเบาะข้างๆคนขับอีกหนึ่งตัว พวกเราบอกว่ากำลังจะไป Schrecksee คราวนี้เค้าฝากไว้ให้คิดยาวเลย เค้าบอกว่าทางเดินป่าตรงนั้นมันยาวแถมอันตรายนะ จะไปจริงๆเหรอ มันชันนะ แถมทางเดินตรงแถวๆด้านบนเขายังมีน้ำแข็งปกคลุมอีก มันลื่นมากนะ แล้วตอนนี้มันเป็นฤดูหนาว ช่วงเวลากลางวันสั้น เกิดเดินช้า กลับไม่ทัน ฟ้ามืดก่อน จะทำไง อยู่ข้างบนเขาอาจจะไม่มีปัญหา แต่ตรงขาลงมาที่เป็นป่ามันจะมืดมากนะ แถมอากาศก็หนาวมาก ถ้าลงมาไม่ทันติดอยู่บนนั้นจะทำไง ฯลฯ ยาวอะ เค้าทำท่าเหมือนจะไม่รับเราแล้ว แต่พวกเราก็บอกไปว่าเราวางแผนอะไรๆมาแล้ว เตรียมแผนที่ เตรียมอาหาร เตรียมเครื่องมือเสื้อผ้าเดินเขาอะไรๆมาเต็มที่ แล้วยังดูพยากรณ์อากาศมาแล้วว่าวันนี้ท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง พระอาทิตย์จะตกดินตอนสี่โมงครึ่ง (ตอนนั้นเพิ่งเก้าโมงเช้า) แถมแต่ละคนยังมีประสบการณ์การเดินป่าอย่างโชกโชนมาหมดแล้วอีก (เหรอ?) ป้าคนขับก็ทำท่าลังเล แล้วก็บอกว่าป้าจะรับพวกเธอไป แต่ต้องสัญญาก่อนนะ ว่าถ้าเกิดรู้สึกว่ามันอันตราย หรือคิดว่าเดินไม่ไหวแล้ว ให้รีบหันหลังกลับเลย พวกเราก็สัญญากัน แล้วป้าคนขับก็ขับรถพาเรามาลงยังจุดเดินขึ้นเขา ซึ่งอยู่ด้านข้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก

จากจุดเริ่มต้นตรงข้างโรงไฟฟ้านั้น ตรงช่วงแรกของทางเดินป่าจะเป็นทางเดินคดเคี้ยวลัดเลาะเข้าไปในป่าขึ้นไปตามเนินเขา ตรงนั้นก็แอบชันอยู่ เดินเหนื่อยพอเหงื่อออก แต่ก็ไม่ได้เดินยากอะไรเมื่อเทียบกับทางที่เราเคยๆเดินมา

หลังจากเดินขึ้นไปได้ซักพัก Annina ก็ขอถอนตัว เพราะรู้สึกไม่สบาย และจะเดินทางกลับไปเอง พวกเธอไปต่อกันเองโดยไม่มีเราเถอะ เราและ Marc จึงต้องจำใจทิ้ง Annina ไว้กลางทาง แล้วเดินทางต่อไปโดยไม่มีเธอ (อารมณ์ยังกะหนังวัยรุ่นหลงป่า หนังผี Blair Witch Project อะไรประมาณนั้น) หลังจากที่ Annina ขอกลับไปก่อน เรากับ Marc ก็เดินตามทางเดินในป่านั้นไปอีกซักพัก แล้วก็ขึ้นไปเจออ่างเก็บน้ำเล็กๆริมเขื่อน มีกระท่อมไม้ตั้งอยู่ข้างๆ ตรงนั้นก็เริ่มมีหิมะปกคลุมอยู่บนพื้นละ จากจุดนั้นเราเดินทะลุป่าขึ้นไปอีกนิดเดียวป่าก็เริ่มบางลง แล้วเราก็ออกมาอยู่ตรงบริเวณที่ราบสูงที่ขนาบข้างไปด้วยภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ตั้งแต่เริ่มเดินมาจนถึงตรงนี้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ตรงบริเวณที่ราบนั้นก็เดินสบายๆเพราะว่าทางไม่ชัน แต่พอเดินไปจนถึงปลายอีกฝั่งของที่ราบก็จะเป็นภูเขาชันที่เราต้องเดินไต่ไปตามขอบขึ้นไปจนถึงยอดเขา ซึ่งตั้งแต่จุดนั้นแหละที่ความโหดบังเกิด เพราะว่าทางเดินที่เราต้องเดินนั้นค่อนข้างชันแถมยังเป็นทางเดินแคบๆริมเขาที่ด้านซ้ายจะเป็นเนินเขาลาดลงไป บางจุดทางเดินก็กว้างหน่อย บางจุดก็แคบมาก แถมหิมะที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณยังทำให้การเดินไต่ขึ้นไปยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะทำให้ทั้งลื่นทั้งก้าวยากขึ้น ตอนนั้นคือต้องหยุดพักเป็นช่วงๆละเพราะว่าทางชันและเดินลำบากจริงๆ

img_7203

ตรงที่ราบขาวๆขวาล่างนั้นคือที่ราบที่เราเดินผ่านมาเมื่อกี๊ ทางซ้ายล่างบนตัวภูเขาจะเห็นเส้นๆสีขาวเป็นทางคดเคี้ยว ทางนั้นก็คือทางที่เราเดินไต่เขาขึ้นมา

หลังจากเดินไต่เขาขึ้นมาจนเริ่มใกล้จะถึงยอดเขาแล้ว ก็มีอุปสรรคใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งก็คือน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนทางเดินที่ทำให้ทางเดินลื่นมาก อย่างที่ป้าคนขับรถเตือนไว้เลย เหยียบลงไปบนน้ำแข็งตรงๆไม่ได้เลยลื่นไถลแน่ ต้องเหยียบไปบนหิมะ ไม่ก็ไปเดินตรงริมทางเดินที่เป็นเศษหินเศษกรวด ยังดีที่บริเวณนี้เค้าทำเสาเตี้ยๆไว้ให้จับเผื่อลื่นด้วย บริเวณทางเดินที่มีน้ำแข็งปกคลุมนี้จริงๆแล้วเกิดจากธารน้ำเล็กๆที่ไหลจากด้านบนเขาลงมา และไหลผ่านไปบนถนนที่แข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็งในฤดูหนาว ระหว่างทางเดินก็จะมีธารน้ำตกแข็งอย่างนี้ไหลขวาทางเดินเป็นระยะๆ ถึงจะไม่ได้มีเยอะมาก และก็ไม่ได้กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แต่ก็ทำให้การเดินฝ่าขึ้นไปค่อนข้างทุลักทุเลอยู่ ต้องระมัดระวังมากๆ

หลังจากผ่านด่านนี้ไป ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงบริเวณด้านบนของภูเขา ซึ่งตรงจุดนี้เราก็จะได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์แบบเต็มๆเป็นครั้งแรก เพราะว่าบริเวณที่เราเดินๆผ่านมานี้อยู่ฝั่งตรงข้ามของพระอาทิตย์ โดนภูเขาบังพระอาทิตย์หมดเลย ซึ่งการที่ได้เห็นพระอาทิตย์และได้สัมผัสถึงแสงของพระอาทิตย์อันร้อนแรงที่ด้านบนของภูเขานั้นเป็นอะไรที่ช่วยกระตุ้นให้มีแรงใจในการเดินต่อไปได้เป็นอย่างดี แต่ว่าหลังจากที่ขึ้นมาถึงด้านบนเขาแล้ว เส้นทางของเราก็ยังไม่จบลงแค่นั้น ยังต้องเดินขึ้นลงเนินเขาเล็กๆที่ปกคลุมไปด้วยหิมะไปอีกสองเนินกว่าจะถึงตัวทะเลสาบ

ทีนี้ นอกจากเนินเขาเล็กๆด้านหน้าที่ต้องเดินผ่านไปแล้ว ทางด้านซ้ายของเรายังเป็นเนินเขาขนาดใหญ่ที่ทอดพาไปยังยอดเขายอดหนึ่งที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล Marc เสนอว่าให้เดินขึ้นเนินใหญ่ทางด้านซ้ายนี้ก่อนแล้วค่อยเลี้ยวเดินอ้อมไปยังทะเลสาบดีกว่า จะได้เดินขึ้นทีเดียว เดินลงทีเดียว ไม่ต้องเดินขึ้นลงเนินเตี้ยด้านหน้าหลายรอบ แถมวิวของทะเลสาบจากบนเนินเขาลูกใหญ่นั้นคงจะดีกว่าจากด้านล่างแน่นอน เรากะดูจากสายตาแล้วก็คงจะไม่ได้ยากเย็นอะไร ก็เลยตกลง ก็เดินตามๆ Marc ไปเรื่อยๆ ตรงจุดนั้นมันไม่มีทางเดินทำเอาไว้ มีแต่หญ้าแห้งๆปนกับหิมะ ก็เลยต้องเดินตัวใครตัวมัน

img_7237

เดินตาม Marc ไปขึ้นเนินลูกใหญ่ทางซ้าย ดูๆแล้วก็ไม่ได้ใหญ่มากนะ ไหวอยู่ๆ

img_7241

เดินๆใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เอ๊ะ ทำไมมันใหญ่ขึ้น

img_7242

ลองปรับมุมมองอีกที ดะ… เดี๋ยวนะ… =[]=!!

ซักพักพอขึ้นเนินก็เดินๆขึ้นไปตามปกติ แต่ซักพักมันชันขึ้นๆเรื่อยๆ เริ่มจะไม่ปกติละ จากเดินชิวๆกลายเป็นต้องเดินจิกเท้า โน้มตัวไปข้างหน้า จากเดินจิกเท้าเฉยๆ กลายเป็นเดินจิกเท้าแล้วเอามือช่วยพยุงไปด้วย จนกว่าจะรู้ตัวอีก เราก็ต้องคอยเอามือดึงหญ้า เอาขาตะเกียกตะกายเพื่อให้สามารถดันตัวขึ้นไปตามเนินเขานั้นแล้ว ไต่ไปๆ บางทีก็ลื่น ไถลๆลงมาตามเนิน ต้องทั้งจิกเท้า ทั้งดึงหญ้าให้หยุดไถลสุดฤทธิ์ แถมยังต้องไต่กลับขึ้นไปอีก เหนื่อยมากๆ ใจจะขาด ยังไม่พอ ภายใต้เสื้อกันหนาวที่ใส่ทับมาหลายชั้นนั้นเหงื่อยังแตกพลั่กจากการออกแรงเยอะมาตลอดอีก ตอนนั้นรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นแพะภูเขากำลังไต่หน้าผาชันขึ้นไปหาอาหารกิน 555 มองขึ้นไปด้านบนก็อีกตั้งไกลกว่าจะถึงตรงที่มีทางเดินทำไว้ อยากจะหยุดปีน แต่พอมองลงไปข้างล่างเราก็ขึ้นมาตั้งไกลแล้ว อยู่สูงจากบริเวณพื้นราบมากๆจนไม่อยากจะไต่กลับลงไปแล้วอีก ตอนนั้นเพลงพี่เบิร์ดดังขึ้นในหัว “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” ติดอยู่ตรงกลางระหว่างเนินเขา มีแค่ฝ่ารองเท้าเดินเขาที่จิกพื้นอยู่ กับมือสองมือที่ดึงหญ้าเอาไว้อยู่เท่านั้นที่ยังฉุดเราไว้อยู่ไม่ให้ไถลตกลงไป

ส่วน Marc ที่ปีนเขามาเยอะจนชำนาญเค้าขึ้นไปถึงเส้นทางที่เค้าทำเอาไว้ให้ที่อยู่ตรงด้านบนแล้ว เค้าตะโกนมาบอกเราว่าพยายามเข้า ขึ้นมาอีกนิดเดียวก็เป็นทางเดินแล้ว เราหยุดเก็บแรงกับทำใจอยู่ซักพัก แล้วก็ตัดสินใจปีนขึ้นไปต่อ ณ จุดนั้นมีประโยคอยู่ประโยคหนึ่งที่โผล่เข้ามาแทนที่เนื้อเพลงของพี่เบิร์ด ประโยคๆนั้นก็คือคำพูดที่พระเอกเรื่อง Gattaca พูดกับพี่ชายตอนแข่งว่ายน้ำกันแล้วพี่ชายกำลังจะยอมแพ้ ว่ายกลับเข้าฝั่งว่า “You wanna know how I did it? This is how I did it Anton. I never saved anything for the swim back.” แล้วหลังจากที่รวบรวมกำลัง ไต่เขาขึ้นไปอย่างช้าๆแต่มั่นคง ในที่สุดเราก็มาถึงตรงทางเดินข้างบน ที่เราจะได้เดินไปตามแนวราบ ไม่ต้องออกแรงปีนเขาต้านแรงโน้มถ่วงอีกต่อไปซักที

img_7244

ถึงจะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องไม่ลืมถ่ายรูป 555 วิวจากจุดที่นั่งพักเหนื่อยอยู่หลังจากปีนขึ้นมาถึงด้านบนแล้ว เห็นเนินสองลูกเมื่อกี๊นี้เป็นเนินเล็กๆอยู่ตรงกลางของรูป

แต่อุปสรรคยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น เพราะทางเดินที่ว่านั้น ตอนปกติแล้วน่าจะกว้างซักประมาณฟุตนึงได้ แต่ตอนที่เราไป มันมีหิมะปกคลุมอยู่จนมองแทบไม่ออกว่ามีทางเดินอยู่ คือเดินๆอยู่นี่ไม่รู้เลยว่าอยู่บนทางเดินอยู่รึเปล่า แล้วยังไงล่ะ แล้วมันก็ลื่นน่ะสิ เพราะตรงเนินเขาที่เราเดินอยู่นั้นมันก็ยังชันอยู่เหมือนเดิม เราแค่เดินไปในทางขวาง ไม่ได้ปีนขึ้นไปข้างบนแล้ว แต่ถ้าก้าวพลาดออกจากทางเดินหรือจิกเท้าไม่แรงพอเมื่อไหร่ ก็ไถลลื่นลงไปด้านล่าง ต้องปีนกลับขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม สรุปว่าก็ยังต้องตะเกียกตะกายเหมือนเดิม แต่ว่าเหนื่อยน้อยลงนิดนึง

แต่ว่าวิวจากด้านบนนั้นมันก็ดีจริงๆนะ ยิ่งพอเดินอ้อมมุมเขามาจนเห็นวิวของทะเลสาบที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะสีขาวสะอาดเต็มๆตาแล้วนี่ ต้องบอกว่าคุ้มค่ากับการดั้นด้นทนเหนื่อยไต่เขาขึ้นมาจนถึงจุดนี้เลยจริงๆ (แต่คราวหน้าไม่เอาแล้วนะ 5555555)

หลังจากเดินตามขวางไปตามเนินเขาบนทางเดิน (ที่มองไม่เห็น) ไปซักพักแล้ว เราก็มาถึงจุดที่เห็นทะเลสาบได้ส่งเต็มๆตา แล้วเราก็นั่งพักกันตรงนั้นแล้วก็หยิบเอาแซนด์วิชที่ทำเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมากินกัน แล้วก็ถ่ายรูปพอเป็นพิธี เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง แล้วก็รีบเดินทางกลับกันก่อนที่ฟ้าจะมืด

ตอนขากลับจากทะเลสาบเราเดินไปตามทางที่ทอดขึ้นลงเนินเล็กๆสองเนินนั้นซึ่งเดินง่ายกว่าและเหนื่อยน้อยกว่ามากๆๆๆๆ ถึงจะไม่ได้เห็นวิวมุมกว้างจากที่สูง แต่ก็ได้เห็นวิวของภูเขาในมุมอื่นๆที่สวยไม่แพ้กันเลย ระหว่างทางก็เจอคู่ชายหญิงคู่นึงเดินสวนมา เป็นนักท่องเที่ยวคนอื่นแค่สองคนเท่านั้นที่พวกเราเจอในวันนี้ แล้วเราก็เดินลงเขากลับไปตามทางเดิม ขาลงก็แบบสบายๆ มีช่วงที่ต้องเดินผ่านทางน้ำแข็งลื่นๆที่ต้องก้าวระวังๆ กับช่วงที่เป็นเนินชันๆที่ต้องจิกเท้าแรงหน่อย ไม่ให้กลิ้งตก แต่เมื่อเทียบกับขาขึ้น ถือว่าสบายกว่า เมื่อยน้อยกว่ามากๆ

หลังจากเดินลงเขากันมาประมาณสองชั่วโมง ในที่สุดเราก็กลับลงมาถึงตรงโรงไฟฟ้าเล็กๆตรงตีนเขาอีกครั้ง ตอนนั้นมีรถวิ่งผ่านมาพอดี เราก็โบกรถกัน แล้วเค้าก็จอดรับ คราวนี้คนขับเป็นเด็กวัยรุ่นน่าจะอายุพอๆกันกับเรา ตรงเบาะหลังเค้าใส่ต้นสนขนาดใหญ่เอาไว้ สงสัยกำลังจะขนไปบ้านไปทำเป็นต้นคริสมาสต์ เรากับ Marc เลยต้องนั่งเบียดกันตรงเบาะข้างคนขับ คนขับพาพวกเราไปส่งตรงป้ายรถเมล์ของหมู่บ้าน Hinterstein ซึ่งพอหลังจากเราลงรถกันแล้ว อีกประมาณแค่ 5 นาทีรถเมล์ก็มาถึงพอดี แถมยังวิ่งยาวไปจนถึงเมือง Sonthofen เลยอีกด้วย พอถึง Sonthofen เราก็รีบวิ่งไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆสถานีรถไฟไปซื้อของมาเตรียมทำกับข้าวสำหรับคืนนั้น แล้วก็วิ่งกลับไปสถานีรถไฟไปถึงทันขึ้นรถไฟขบวนที่จะไป Kempten พอดี แถมยังพอมีเวลาแอบถ่ายรูปท้องฟ้าสีแดงฉานก่อนพระอาทิตย์จะตกตอนระหว่างไปสถานีรถไฟอีก สรุปแล้วคือวันนี้นี่เราใช้เวลาไปกันแบบคุ้มค่าทุกนาทีจริงๆ ยิ่งเฉพาะตอนขากลับนี่อะไรๆมันเป๊ะๆๆลงตัวไปหมด ถึงจะเหนื่อยจนปวดไปทั้งตัวไปสองสามวัน แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับวิวที่ได้มาและประสบการณ์ที่น่าจดจำแบบนี้ คืนนั้นหลังจากกลับมาถึงบ้านกันแล้วเราก็ทำอาหารกินกัน แล้ววันต่อมาเราก็เดินทางกลับ Karlsruhe ไปแต่เช้าด้วยรถบัส แล้วก็ไปเปลี่ยนไปขึ้นรถจาก Blablacar ที่เมือง Ulm ซึ่งอยู่ระหว่างทาง

แล้วในที่สุดเราก็กลับมาถึง Karlsruhe อันแสนสงบสุขโดยสวัสดิภาพ ทริปนี้ก็ถือว่าเป็นทริปเดินป่าเข้าหาธรรมชาติเล็กๆก่อนจะส่งท้ายปี 2016 นี้ หลังจากกลับมา Karlsruhe แล้ววันต่อมาเราก็แว้บไปเที่ยวเมือง Strasbourg เมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ในฝั่งประเทศฝรั่งเศสที่อยู่ไม่ไกลจากเมือง Karlsruhe มาแบบไปเที่ยงดึกกลับ แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็โดนตามไปทำงานที่ร้านอาหารช่วงวันหยุดคริสมาสต์ 4 วันติดกันรัวๆ 555 ขายังไม่ทันหายปวดก็ต้องไปยืนตรากตรำทำงานหนักอีกแล้ว (แต่พอได้เงินก็หายบ่น 555555) แต่ว่าก็คุ้มมากๆ เพราะว่านอกจากจะได้ค่าจ้างมา 200 ยูโรถ้วนแล้ว ช่วงคริสมาสต์ที่ร้านเค้ายังทำเป็นบุฟเฟต์ ซึ่งมีอาหารทั้งของคาวของหวาน ออร์เดิร์ฟ ของว่าง ผลไม้ ฯลฯ มากมายหลากหลายมากๆ ซึ่งเราสามารถรีบๆเดินตักกินได้ช่วงก่อนเริ่มงาน แถมตอนเลิกงานยังเอาของที่เหลือกลับไปกินได้ด้วย ซึ่งมันมีบุฟเฟต์ 3 วัน เราก็ตักของเหลือเอาใส่ถุงทั้ง 3 วันเลยจ้า 5555 ด้วยความงก แต่เอามาก็กินไม่หมดหรอกต้องเอาไปแบ่งเพื่อน แถมช่วงสิ้นปีเราจะไปนับ countdown ที่เบอร์ลินด้วย ก็เป็นครั้งที่ 6 ในเบอร์ลินของเราแล้ว และเป็นครั้งที่ 2 ที่มา countdown ที่นี่ แต่นอกนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษนอกจากปาร์ตี้ทุกคืน 5555 ก็คงไม่มีอะไรมาเล่ามาก เดี๋ยวไว้ตอนหน้าจะเอาภาพสวยๆจากเมือง Strasbourg มาลง ส่วนสำหรับตอนนี้คงต้องลาไปก่อนพร้อมๆกับขออวยพรให้ผู้อ่านทุกคนมีความสุขในปีใหม่ ปี 2560 ที่เพิ่งมาถึงนี้มากๆด้วยนะครับ (จริงๆโพสต์นี้ว่าจะเขียนส่งท้ายปีที่ผ่านมา แต่เขียนไม่เสร็จ ขี้เกียจซะก่อน 5555) แล้วก็ขอขอบคุณอีกครั้งที่ติดตามอ่านกันมา แล้วไว้มาเจอกันใหม่ในตอนหน้าครับผม

img_7701

Strasbourg

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s