Europe 2016 Trip: Reminisce in Munich

และแล้วก็ถึงเวลาของมหากาพย์แห่งความยิ่งใหญ่ของทริปปิดเทอมตุลาคม 2559 อภิมหาทริปความยาว 11 วัน 10 คืน ที่ทุกคนต่างรอคอย (ใคร? กรักๆๆๆ) อยากบอกว่าระดับความตื่นเต้นและความคาดหวังที่มีต่อทริปนี้ก่อนจะออกเดินทางมีมากพอๆกับตอนกำลังจะเริ่มต้นทริปปิดเทอมระหว่างเทอมหนึ่งกับเทอมสองตอนที่เรียนอยู่ Studienkolleg เลย (https://petchpetals.wordpress.com/2015/03/19/carnival-in-cologne/) แต่ทริปนั้นเราไปตั้ง 13 วันแน่ะ แถมยังไปหลายเมืองกว่า ระยะทางก็เยอะกว่าด้วย แต่ก็เหนื่อยมาก กลับมาถึงบ้านหลังจากเที่ยวแบบร่างพัง ทริปปี 59 ครั้งนี้เราไปแค่ไม่กี่เมือง ก็เลยแอบมีเวลาให้ซึมซับกับบรรยากาศของแต่ละเมืองมากกว่า แล้วก็มีเวลาให้เอ้อระเหยลอยชายมากกว่า ไม่ต้องคอยรีบๆๆเดินทางเปลี่ยนเมือง และที่สำคัญเลยก็คือ สำหรับทริปนี้เรามีงบเหลือเฟือเลย เพราะว่าปิดเทอมที่ผ่านมาไปรับจ็อบทำงานในร้านอาหารวันศุกร์เสาร์ หลังจากที่แบ่งเงินเก็บ 50-50 ครึ่งแรกเอาไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กับครึ่งหลังเก็บไว้สำหรับไปเที่ยวแล้ว เหลือเงินที่เก็บไว้สำหรับเที่ยวอยู่ 300 ยูโร แล้วนอกจากนี้เรายังปล่อยห้องเช่าตอนช่วงที่เราไปเที่ยวด้วย ก็ได้เงินค่าเช่ามาอีก 100 ยูโร ก็สรุปว่าสำหรับทริปนี้เรามีงบเตรียมไว้มากถึง 400 ยูโรแน่ะ เป็นครั้งแรกเลยที่ออกเที่ยวแบบมีงบเหลือเฟือและเป็นเงินเก็บของตัวเอง ก็เลยทำให้ตื่นเต้นเป็นพิเศษด้วยแหละ

throwing-money-away

สำหรับโปรแกรมเที่ยวของทริปนี้ก็ประกอบไปด้วย Munich 3 คืน – Vienna 5 คืน – Salzburg 2 คืน แล้วก็หนึ่งวันใน Berchtesgaden ซึ่งเป็นทริปย่อยที่ถูกแทรกเข้ามาที่หลังแบบไม่ได้วางแผนมาก่อน สำหรับการเตรียมตัวก่อนการเดินทางนี้ ก็เรียกได้ว่าแทบไม่ได้เตรียมอะไรไปก่อนเลยในเรื่องของการหาข้อมูล ประเด็นคือจริงๆแล้วความตั้งใจแรกเลยคืออยากจะไป Vienna เป็นพิเศษ แต่ว่าระยะทางจาก Karlsruhe ไป Vienna มันไกลมาก ไม่อยากนั่งรถยาวทีเดียว เลยลองเปิดแผนที่ดูแล้วก็ตกลงว่าจะแวะเที่ยวที่ Munich ตอนขาไป ส่วนตอนขากลับก็แวะเที่ยวที่ Salzburg จะได้ถือโอกาสเที่ยวหลายๆเมืองไปด้วยเลย

img_4569

Vienna

หลังจากได้รายชื่อเมืองแล้วก็มากำหนดจำนวนวันคร่าวๆ

Vienna อยากไปมากที่สุดแล้วก็ไม่เคยไปมาก่อนเลยจัดไปเลย 5 คืน

Munich ถึงจะเคยอยู่มาเดือนนึง แต่ก็ไม่ได้เที่ยวอะไรมาก แถมยังไม่ได้กลับไปตั้งสองปีละ แล้วตอนนี้ก็มีคนรู้จักอยู่ที่นั่นอีกหลายคนอีก เลยให้ไป 3 คืน

Salzburg จริงๆก็เคยไปแล้วเมื่อสี่ปีที่แล้ว แต่ไปกับทัวร์ เลยไม่มีเวลาเดินเที่ยวอะไรเท่าไหร่ แต่คิดว่าเมืองมันเล็กๆวันเดียวคงเที่ยวหมด ก็เลยให้แค่ 2 คืนที่เหลือไปละกัน (มีเวลาเที่ยวแค่ 10 คืนเท่านั้น เพราะสอบเสร็จ มีวันว่างหนึ่งวันให้เตรียมตัวเตรียมใจ เก็บข้าวเก็บของ แล้วพอกลับมาหลังจาก 10 คืนนี้ วันต่อมาก็เปิดเทอมเลย)

พอกำหนดจำนวนวันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เริ่มหาที่พักจาก Couchsurfing อีกครั้ง ซึ่งเราก็ทำ Open Couchrequest ไปสำหรับเมือง Vienna และเมือง Salzburg แล้วก็เขียน Personal Request ไปหาโฮสต์บางคนอีกด้วย ซึ่งการหาโฮสต์ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ยากมากๆ ไม่มีใครส่ง Offer มาเสนอโฮสต์เลย คนที่เขียนไปหาก็ไม่ว่าง บางคนก็ไม่ตอบเลย แต่หลังจากที่เขี่ยน Request ไปเป็นสิบอัน เราก็หาโฮสต์สำหรับจำนวนคืนทั้งหมดในทริปนี้มาจนได้! โฮสต์ 2 คนสำหรับ Vienna แล้วก็อีกคนนึงสำหรับ Salzburg เย่! ส่วนใน Munich เราเขียนไปหาเพื่อนที่เคยเรียนที่ Studienkolleg ด้วยกันที่ย้ายไปเรียนมหาลัยใน Munich แล้วเค้าบอกว่ามาพักกับเค้าได้ เราเลยไม่ต้องหาโฮสต์เพิ่ม ดีใจมากๆ เพราะขั้นตอนที่ยากที่สุดในการเตรียมตัวเที่ยวซึ่งก็คือการหาที่พักนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วอย่างประสบความสำเร็จ

img_5077

Salzburg

หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการเดินทาง ซึ่งก็เป็นขั้นตอนที่ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เพราะหลักๆเลยเรายืนพื้นอยู่ที่รถบัส ซึ่งราคาตั๋วก็มักจะไม่ขยับขึ้นๆลงๆเท่าไหร่อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องรีบจองรีบซื้อ รอไปก่อนไว้ใกล้ๆแล้วค่อยซื้อก็ได้ เพราะเผลอๆถ้าเส้นทางที่เราต้องการเดินทางมีโปรโมชั่นออกมาเราจะได้ซื้อราคาโปรได้เลย หรือสำหรับบางบริษัทเช่น Flixbus ถึงแม้เราจะซื้อตั๋วไปแล้ว แต่ถ้าเราจะเปลี่ยนรอบเดินทาง ก็สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลย (สำหรับบริษัท Flixbus เวลาเรายกเลิกตั๋ว เค้าจะคืนเงินมาให้เป็น Voucher ซึ่งเราสามารถใช้รหัส Voucher ไปใช้ซื้อตั๋วในครั้งหน้าได้) ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้าง flexible มากๆ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ flexible อย่างเรา

สรุปแล้วสำหรับทริปนี้

เส้นทาง Karlsruhe – Munich เดินทางโดย Postbus ราคา 4.5 ยูโร (ราคาโปร + มี Voucher ลด 10% ที่เคยได้มาและยังเก็บไว้อยู่)

เส้นทาง Munich – Vienna เดินทางโดย Flixbus ราคา 10 ยูโร (ราคาโปร จริงๆแล้วตอนแรกจองแบบราคาเต็มไปแล้ว คือราคา 19.90 ยูโร แต่พอมีโปรออกมาก็ไปยกเลิกตั๋วแล้วก็เอา Voucher ที่ได้ไปใช้ซื้อตั๋วโปร (ยังเหลือมูลค่าใน Voucher อยู่อีก 9.90 ยูโร Voucher สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานหนึ่งปีหลังจากที่ได้มา))

เส้นทาง Vienna – Salzburg (รถบัสมีแต่ราคา 25.50 ยูโร เลยรอใกล้ๆวันเดินทางแล้วหารถแชร์จาก Blablacar เอา ได้มาราคา 17 ยูโร)

เส้นทาง Salzburg – Karlsruhe (อันนี้ตอนแรกจองไว้สองเที่ยว คือ Salzburg – Munich, Munich – Karlsruhe ซึ่งแต่ละเส้นทางก็เป็นราคาโปรจากบริษัท Postbus เส้นละ 5 ยูโร แต่ปรากฏว่าพอจะออกเดินทางจริง เกิดเปลี่ยนแผน ทำให้ต้องทิ้งตั๋ว (จริงๆบริษัท Postbus ก็ยกเลิกตั๋วได้ ได้ Voucher คืนมาเหมือนกัน แต่เค้าจะหักค่าบริการ 5 ยูโร ทำให้ไม่ได้เงินคืนมาเลย เสียใจมาก TwT) แล้วก็หาใหม่ คราวนี้ก็เป็นสองเที่ยวเหมือนกัน เส้นทาง Salzburg – Munich จองของบริษัท Flixbus ได้ราคา 5 ยูโร ส่วนเส้นทาง Munich – Karlsruhe ได้เป็นบริษัทรถบัสจากประเทศออสเตรียที่เพิ่งเปิดใหม่ ชื่อ Helloe ได้ราคา 11 ยูโร (ราคาโปร) สำหรับเส้นทาง Munich – Karlsruhe จะต้องรอพักรถระหว่างทริปที่เมือง Stuttgart 1 ชั่วโมง แต่ว่าของบริษัทอื่นที่ไม่ต้องรอพักรถราคาแพงกว่านี้เยอะมากหมดเลย เลยตัดใจจองอันนี้แหละ

fernbus

Helloe บริษัทรถบัสทางไกลบริษัทใหม่จากประเทศออสเตรีย

และหลังจากที่เรารู้จุดหมายปลายทาง และจัดการเรื่องการเดินทางและที่พักเรียบร้อยหมดแล้ว เราก็พร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว! เรื่องอื่นไว้ค่อยไปว่ากันเฉพาะหน้าเอา 5555

วันออกเดินทางก็เป็นวันที่สองหลังจากสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ เดินทางออกจาก Karlsruhe พร้อมกับเป๋สะพายหลังหนึ่งใบ กระเป๋าเดินทางอีกหนึ่งใบ ถุงพลาสติกใส่ของสดสำหรับทำอาหารที่ยังใช้ไม่หมด เอาไว้ไปทำอาหารเอาข้างหน้าอีกหนึ่งใบ และหัวใจอีกหนึ่งดวงที่พองโต วันนั้นเราเดินทางมาถึงสถานีรถบัส Munich ZOB ตอนบ่ายๆ เพื่อนที่จะไปพักด้วยยังไม่เลิกเรียน เลยซื้อตั๋วรถไฟในเมืองแบบเหมา 3 วันแล้วก็ออกไปลากกระเป๋าเดินเตร็ดเตร่แถวใจกลางเมืองก่อน แต่ก่อนจะออกเดินทางก็ต้องเพิ่มพลังก่อนโดยการกินข้าวมื้อแรกของวัน 555 พอดีไปเจอร้าน Kaimug ที่เป็นร้านอาหารไทยอยู่ตรงชั้นบนของอาคารสถานีรถบัส เลยแวะเข้าไปกิน บอกป้าคนขายว่าเป็นคนไทย เค้าเลยลดราคาให้ แถมยังแถมปอเปี๊ยะทอดมาให้ฟรีอีก 4 ชิ้นด้วย คนไทยมีน้ำใจ ไม่ทิ้งกันจริงๆ /น้ำตาไหล เป็นจุดเริ่มต้นทริปที่น่าประทับใจสุดๆ อาหารก็อร่อย คนขายก็ใจดี ใครไป Munich อย่าลืมแวะนะ ร้าน Kaimug ชั้นบนสถานีรถบัส Munich ZOB ย้ำอีกรอบ 555

img_3772

จำไม่ได้ละว่าแกงอะไร จำได้แค่ว่าได้ปอเปี๊ยะทอดมาฟรี 4 ชั้น 5555

ในส่วนของใจกลางเมือง Munich นั้น ก็เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ได้กลับมาเห็นอีกครั้ง ก็มีความปลาบปลื้ม อิ่มเอิบใจ ราวกับว่าได้กลับมาแผ่นดินเกิดยังไงยังงั้น (แต่เอาจริงๆ เมือง Munich นี่จะถือว่าเป็นเมืองเกิดในประเทศเยอรมนีของเราเลยก็ได้นะ เพราะว่าครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาเที่ยวยุโรปก็บินมาลงที่สนามบิน Munich แถมตอนมาเยอรมันครั้งนี้ ยังมาเรียนภาษาที่ Munich ก่อนตั้งหนึ่งเดือนอีก) ขอสารภาพว่าเกือบจะลืมไปแล้วว่าตึกรามบ้านช่องในใจกลางเมืองเก่าของ Munich นั้นสวยงามและอลังการแค่ไหน และตึก Neues Rathaus ที่จัตุรัสใจกลางเมืองนั้นใหญ่โต และวิริศมาหราเพียงใด ระหว่างที่รอเพื่อนเลิกเรียนเราก็เดินลากกระเป๋าอยู่แถวๆใจกลางเมืองนั่นแหละ เสพย์บรรยากาศ รำลึกความหลังสมัยยังเป็นกะเหรี่ยงน้อยเพิ่งเดินทางมาเห็นโลกกว้าง รูปมา

img_3781

จัตุรัส Marienplatz กลางเมือง Munich อาคารทางซ้ายคือศาลากลางเมืองแห่งใหม่ Neues Rathaus

หลังจากที่เดินเล่นได้แค่แป๊บเดียว ยังไม่ทันเมื่อย เพื่อนเราก็ส่งข้อความมาบอกว่าเรียนเสร็จแล้ว วันนี้เลิกเร็ว ก็เลยไปเจอกันที่สถานี U-Bahn Münchner Freiheit แล้วก็นั่งรถไปที่ห้องพักของเพื่อนกัน เพื่อนคนนี้ชื่อ Roman เป็นคนยูเครนที่เคยเรียนห้องเดียวกันกับเราที่ Studienkolleg แต่ตอนเรียนจบเค้าสมัครมหาลัยที่ Munich ตอนแรกเรียนคณะอื่น แต่ปีต่อมาย้ายมาเรียนคณะ Informatics ตอนนี้ก็เลยเหมือนกับเป็นนักเรียนใหม่อีกรอบ ได้ทำกิจกรรมรับน้องอีกรอบ เค้าบอกว่าคืนนี้จะมีกิจกรรม Pub Crawl ของนักเรียนปีหนึ่งกันเลยจะถือโอกาสพาเราไปด้วยซะเลย แอร๊ โชคดีหลายต่อ ได้มาเที่ยวอีกรอบ ได้ที่พักฟรี ได้เจอเพื่อน แถมยังได้เนียนไปเป็นนักเรียนใหม่ของมหาลัย TU Munich ไปเที่ยว Pub Crawl ร่วมกับเค้าอีก 5555

worldsend-d003-00182-r_full

ภาพจากเน็ต

ห้องพักของ Roman เป็นห้องในหอพักนักเรียน อยู่ใกล้ๆกับสวนสาธารณะ Olympiapark มีห้องนอนเป็นของตัวเอง แล้วก็แชร์ห้องครัวเล็กๆกับห้องน้ำกับรูมเมทอีกคน หลังจากเก็บของเสร็จแล้ว เราก็ทำกับข้าวกินกัน โดยใช้วัตถุดิบที่เราแบกมาจาก Karlsruhe 5555 ดีใจที่แบกมาและไม่โยนทิ้งไปซะก่อน พอกินกันเสร็จก็เริ่มออกเดินเที่ยว Roman ก็พาเราเดินไปที่ Olympiapark ซึ่งเป็นบริเวณที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดงานกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี ค.ศ. 1972 ในบริเวณ Olympiapark นั้นก็จะประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีเนินเขาให้ขึ้นไปชมวิวเมือง มีส่วนที่เป็นอัฒจันทร์ สนามกีฬา สระว่ายน้ำ แล้วก็ส่วนที่เป็นหมู่บ้านนักกีฬา ตอนแรกก็ขึ้นไปดูวิวที่ยอดของเนินเขาในบริเวณสวนก่อน แล้วก็เดินลงมา ผ่านส่วนที่เป็นพวกสนามกีฬา แล้วก็ต่อไปยังส่วนที่เป็นหมู่บ้านนักกีฬา ที่ทุกวันนี้เค้าใช้เป็นหอพักราคาถูกสำหรับนักเรียน ซึ่งบริเวณนี้เป็นบริเวณที่เราชอบมากๆ เพราะว่ามันจะอารมณ์เป็นประมาณห้องแถวเล็กๆ ติดๆกัน แต่ละยูนิตก็จะเป็นบ้านเล็กๆ มีห้องน้ำห้องครัวห้องนอน แต่ที่สำคัญก็คือ ยูนิตแต่ละยูนิตมีสองชั้นนะ ชั้นบนจะเป็นห้องนอน และยังไม่พอ ยังมีระเบียงเล็กๆบนชั้นสองอีก แถมแต่ละยูนิตยังมีไว้สำหรับอยู่แค่คนเดียวอีก คือเหมือนกับนักเรียนแต่ละคนมีบ้านเป็นของตัวเองยังไงยังงั้นเลย แถมตรงฝาผนังของห้องแถวในหมู่บ้านนักกีฬานี้ยังถูกทาสีให้เป็นลวดลายต่างๆ มีการพ่นกราฟีตีให้เป็นสีสัน ตรงหน้าต่างกระจกหน้าบ้านของบางยูนิตก็มีการตั้งโชว์สิ่งของที่แสดงออกถึงตัวตนของเจ้าของยูนิตนั้น แถมบริเวณใกล้ๆยังเป็น center เล็กๆที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารราคาไม่แพง ร้านบริการต่างๆ ทำให้บริเวณหมู่บ้านนักกีฬานี้ให้ความรู้สึกราวกับว่าเป็นเมืองจำลองขนาดเล็กๆจริงๆเลย เป็นสิ่งๆหนึ่งที่ส่วนตัวแล้วเราว่าน่าสนใจมากๆ ถ้ามาเที่ยว Munich แล้วอยากเห็นอะไรแปลกๆนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วๆไปแล้วก็ควรจะแวะมาดูหมู่บ้านนักกีฬา หรือ Olympiadorf นี่แหละ

หลังจากเดินออกจาก Olympiadorf มาแล้ว Roman ก็พาเราแวะไปดูลานแสดงรถยนต์ข้างๆพิพิธภัณฑ์ BMW อีกแป๊บนึง แล้วก็พาขี้นรถไฟไปยังจุดนัดพบนักเรียนที่มาเข้าร่วมกิจกรรม Pub Crawl ในคืนนั้นกัน คืนนั้นรุ่นพี่ที่มหาลัยก็พาเด็กๆปีหนี่งน้องใหม่ทั้งหลาย (และเด็กแอบเนียนปีหนึ่งอีกอย่างน้อยหนึ่งคน) ไปดื่มกันตามร้านอาหารในย่าน Maxvorstad ซึ่งเต็มไปด้วยร้านอาหารและผับบาร์มากมาย คืนนั้นคนมากันเยอะมากๆ เยอะกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะ คนเลยแน่นตลอด เราตามๆเค้าไปอยู่ร้านนึง แต่พอเค้าเปลี่ยนร้านกันเราก็ขอตัวกลับบ้านไปก่อนละเพราะคนเยอะเกิน แล้วก็รู้สึกเพลียด้วย แต่ว่าวันนั้นก็จบลงด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มแหละ ได้ดูได้ทำอะไรหลายๆอย่างมากๆในแค่วันเดียว จัดว่าเป็นการเริ่มต้นทริปที่ดีมากๆเลย คืนนั้นเราก็กลับบ้านนอน เก็บแรงไว้ออกเดินเที่ยวเมืองในวันต่อไป

bungalows-muenchner-olympiapark

Olympiadorf (ภาพจากเน็ต)

image

Olympiadorf (ภาพจากเน็ต)

วันถัดมา Roman ต้องออกไปมหาลัยตอนสายๆ เราออกไปพร้อมกับ Roman แล้วก็ออกไปเดินเที่ยวเมืองเอง ตอนเช้าอากาศไม่ดี ฝนตก เราเลยตัดสินใจไปเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Deutsches Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลย ตอนกำลังเดินไปพิพิธภัณฑ์เห็นขอทานเล่นดนตรีขอเงินอยู่ เลยควักเศษเงินออกมาให้ ตั้งใจว่าจะให้เหรียญเล็กๆไปแล้วเก็บเหรียญ 2 ยูโรไว้ แต่ขอทานตาไวมาก บอกว่าขอเหรียญนั้นสิๆ ชั้นต้องการกินข้าวนะ แหม่ขอกันตรงๆอย่างนี้เลยนะ แต่ก็ให้ไปแหละตามประสาคนขี้ใจอ่อน แหม่ยังไม่ทันทำไรเลย เริ่มวันมาก็เสียเงินไป 2 ยูโรซะละ 555

img_3862

Isartor

museumsinsel_munchen

Deutsches Museum (ภาพจากเน็ต)

เสร็จแล้วก็มาซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์กัน ราคาปกติ 8 ยูโร แต่สำหรับนักเรียน จ่ายแค่ 4 ยูโร ซื้อเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปชมด้านในได้เลย ในตัวพิพิธภัณฑ์นั้นก็มีขนาดใหญ่มาก แบ่งเป็นหลายชั้นหลายโซน ที่โซนตรงกลางก็จะเป็นห้องขนาดใหญ่มากที่มีโมเดลจำลองของเรือและเครื่องบินแบบต่างๆเต็มไปหมด เด็กๆมาดูคงจะชอบมาก แต่ต้องขอสารภาพว่าส่วนตัวแล้วเราเป็นคนที่ไม่ค่อยอินกับพิพิธภัณฑ์เท่าไหร่ แล้วตอนนั้นก็ยังรู้สึกเพลียๆจากเมื่อวานอยู่ด้วย เลยเดินไปหลับไป 55555 แต่การมาพิพิธภัณฑ์นี้มีข้อดีอย่าง คือได้มาเห็นของจริงของเรื่องบางอย่างที่เพิ่งเรียนไปในมหาลัย เช่นอุปกรณ์ดิจิตอลแบบง่ายต่างๆ โมเดลกลศาสตร์ต่างๆ ไรงี้ ก็เป็นสิ่งที่แอบทำให้รู้สึกตื่นเต้นเบาๆเหมือนกัน แต่มุมที่เราใช้เวลาอยู่เยอะที่สุดคงจะเป็นมุมของเล่นคณิตศาสตร์ พวกแก้ปัญหา รูบิค อะไรประมาณนั้นแหละ ไม่ค่อยมีสาระอะไรมากหรอก แต่ได้เล่นเกม สนุกดี 5555

IMG_3881.JPGมีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างที่เรากำลังเดินง่วงๆตากำลังจะปิดในพิพิธภัณฑ์อยู่ ตอนนั้นเดินผ่านเก้าอี้นวดสองตัว เลยว่าจะไปนั่งแอบหลับซะหน่อย ปรากฏว่าเดินเข้าไปใกล้ๆ เอ๊ะทำไมรู้สึกตะหงิดๆ อ้าว เก้าอี้นวดตัวนึงมันทำงานอยูนี่หว่า จริงๆต้องหยอดเหรียญ 2 ยูโร แล้วมันจะนวดให้ 10 นาที อันนี้มันยังเหลือเวลาอีกตั้ง 5 นาที สงสัยมีคนนั่งแล้วลุกออกไปก่อนแน่เลย เราก็เลยได้นั่งแอบหลับ แถมยังได้นวดฟรีๆอีก 5555 นี่คงจะเป็นผลบุญจากการบริจาคเงิน 2 ยูโรให้ขอทานเมื่อเช้าสินะ บุญติดจรวดจริงๆ 55555

หลังจากเพลิดเพลินกับพิพิธภัณฑ์ Deustches Museum กันอย่างเต็มอิ่มแล้ว เราก็กลับเข้ามาในใจกลางเมืองอีกครั้ง วันนี้มีนัดกินข้าวกลางวันกับรุ่นน้องคนนึง ซึ่งความพิเศษก็คือ นอกจากน้องคนนี้จะเรียนโรงเรียนม.ปลายโรงเรียนเดียวกันกับเราแล้ว น้องคนนี้ยังเป็นน้องที่อ่านบล็อกของเรามาจนได้มาเรียน Studienkolleg อยู่ที่เยอรมันอีกด้วย และตอนนี้ก็กำลังเรียน Studienkolleg อยู่ที่เมือง Munich รู้สึกดีใจมากที่บล็อกของตัวเองเป็นประโยชน์กับคนอ่าน และรู้สึกดีใจมากที่ได้มากินข้าวกับรุ่นน้องที่อ่านบล็อกของเราในวันนี้ รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นโอป้าเกาหลี มา Meet&Greet กับแฟนคลับก็มิปาน (ส่องกระจกแป๊บ) 55555 ก็มากินข้าวกันแล้วก็คุยนู่นนี่นั่นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตในเยอรมนีกันไป ส่วนอาหารมื้อนั้นก็จัดเต็ม เพราะเงินเก็บจากการทำงานก็มีแล้ว ไม่ต้องมากระเบียดกระเสียรคอยกินแต่ Mcdonald วันละมื้อละ จัดไปเลย ขาหมูเยอรมัน กร๊ากกๆๆๆ กินกันจนพุงกาง ความสุขใดจะเท่ากับการกินของอร่อยไม่มี เสร็จแล้วก็ถ่าย Selfie กันพอเป็นพิธี ก่อนจะแยกย้าย จบอีเวนท์ Meet&Greet ในวันนี้ กรักๆๆๆๆ หลังจากแยกย้ายกันแล้วเราก็ยังเดินเล่นชมเมืองอยู่ในบริเวณเมืองต่ออีกซักพักรอ Roman เรียนเสร็จ แต่ว่าวันนี้อากาศแย่มาก ฝนก็ตกปรอยๆ ถ่ายรูปไม่สวยเลย

img_3897

หิวมั้ยจ๊ะ?

img_3920

จัตุรัส Max-Joseph-platz ตึกทางขวาคือโรงละคร Bayerisches Nationaltheater

img_3937

จัตุรัส Odeanplatz ตรงกลางจะเป็นอนุสาวรีย์ Feldherrnhalle ทางขวาคือโบสถ์ Theatine ที่ปิดซ่อมด้านนอกอยู่ แต่รู้สึกว่าจะยังเดินเข้าไปดูด้านในได้ แต่ว่าเราไม่ได้เข้าไป

img_3926

Munich Residenz วังที่กษัตริย์ของบาวาเรียเคยใช้เป็นที่พำนัก

หลังจากเดินเล่นอยู่ในใจกลางเมืองไปซักพัก Roman ก็ส่งข้อความมาบอกว่าเรียนเสร็จแล้ว ก็เลยมาเจอกันที่ใจกลางเมือง แล้ว Roman ก็พาเราไปห้องสมุดรัสเซียแห่งหนึ่งแถวใกล้ๆ Isartor เพื่อเอาหนังสือที่ยืมมาไปคืน แล้วก็พาเราเดินชมเมืองริมแม่น้ำต่อไปอีกซักพัก ตอนนั้นขาคือแบบเดี้ยงมาก เดินแทบไม่ไหวจะตายเอา ก็นะ คนเพิ่งอยู่แต่บ้านนั่งๆนอนๆอ่านหนังสือสอบมาเกือบเดือน อยู่ดีๆต้องมาเดินติดต่อกันทั้งวัน ขามันปรับตัวไม่ทัน 555 แต่ก็พยายามค่อยๆเดินไป ก็เดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ Roman ก็เล่าให้ฟังว่าอะไรเป็นอะไร จนเดินวนมาถึงสถานี U-Bahn แล้วก็นั่งรถกลับบ้านกัน คืนนั้น Roman ออกไปดื่มกับเพื่อน ส่วนเรานอนขาเดี้ยงอยู่บ้าน เตรียมใจเตรียมร่างกายให้พร้อมรับการเดินติดต่อกันหลายชั่วโมงที่กำลังจะมาถึงอีกครั้งในวันถัดไป วันถัดไปจะเป็นวันเสาร์ซึ่ง Roman ไม่มีเรียน เค้าบอกว่าเดี๋ยววันพรุ่งนี้นอนยาวเก็บแรงตื่นสายๆกัน แล้วเดี๋ยวจะพาเราไปเที่ยวพระราชวัง Nymphenburg

img_4027

Maximillianeum ใหญ่โตอลังการมากๆ สวยมากๆ ที่บนยอดของอาคารมีรูปปั้นผู้หญิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาวาเรีย เหมือนกับที่เทพีเสรีภาพเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกา

วันต่อมาเราก็ตื่นสายกันอย่างที่วางแผนไว้ (ต้องวางแผนด้วยเหรอ?) ตื่นกันเกือบเที่ยงนู่น 555 ตอนแรกว่าจะทำกับข้าวกินกัน แต่ว่าตื่นสายขนาดนี้แล้วก็ออกไปกินข้างนอกเถอะ Roman ก็พาเรามาหาอะไรแถวบ้านกิน มื้อนั้นก็จัดเต็มไปอีกมื้อ สเต๊กไก่งวงจัดไป พอกินกันเต็มอิ่มแล้วก็นั่งรถไปยังพระราชวัง Nymphenburg ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Munich กันต่อ วันนั้นก็เป็นอีกวันที่อากาศแย่ และฝนตกปรอยๆแบบน่ารำคาญ ก็เลยไม่ได้ทำอะไรมาก เดินดูพระราชวังด้านนอก แล้วก็เดินเข้าไปในสวนนิดหน่อย แล้วก็ไปที่อื่นต่อกัน

img_4105img_4101img_4115

เสร็จจากพระราชวัง Nymphenburg เราก็นั่งรถไฟมาลงที่ Königsplatz กัน แล้ว Roman ก็พาเราเดินเที่ยวแถวนั้น แถมยังพาเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารเรียนของมหาวิทยาลัย TU Munich ที่อยู่ตรงนั้นอีก ซึ่งจากตรงนั้นก็สามารถมองเห็นวิวของเมือง Munich ได้ แต่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ 555 แต่นอกจากนั้นก็ยังมีร้านกาแฟราคาเบาๆอยู่ด้วย มีนักเรียนมหาลัยมานั่งดื่มกันเต็มไปหมด

หลังจากลงมาจากดาดฟ้าของมหาลัยแล้ว เรากับ Roman ก็แยกย้ายกัน แล้วเราก็เดินจากบริเวณนั้นกลับเข้าไปในใจกลางเมืองต่อ แล้วก็ขึ้นไปบนชั้นบนสุดของห้าง GALERIA Kaufhof ที่อยู่ตรง Karlsplatz ซึ่งเป็น Food Court จากตรงนั้นจะสามารถมองเห็นวิวของตัวเมืองเก่าของ Munich ได้ ซึ่งวิวสวยกว่าจากบนดาดฟ้ามหาลัยเยอะเลย อาหารก็ไม่น่าจะแพงมากเพราะเป็น Food Court (ตอนนั้นไม่ได้กิน) ถ้าใครอยากกินข้าวพร้อมกับดื่มด่ำกับวิวสวยๆของเมือง Munich ไปด้วยก็ขอแนะนำที่นี่แหละ

img_4175

วิวจาก Food Court ที่ชั้นบนสุดของห้าง GALERIA Kaufhof

จริงๆแล้วหลังจากที่รู้ว่าจะมา Munich มีสิ่งหนึ่งที่เราอยากทำเป็นพิเศษ ก็คือการไปเยี่ยมเยียนห้องพักห้องแรกของเราในเยอรมนี ที่เราเคยอาศัยอยู่ตอนเรียนภาษา ซึ่งหลังจากเราลงมาจากห้าง GALERIA Kaufhof ก็เป็นโอกาสอันดีงามที่จะแวะไป เพราะกำลังไม่มีอะไรทำพอดี แต่ระหว่างนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีคนรู้จักอีกสองคนที่ตอนนี้ก็อาศัยอยู่ใน Munich นี่นา เลยลองส่งข้อความไป ไปๆมาๆก็สรุปว่าหลังจากแวะไปดูห้องพักเสร็จแล้วก็จะไปเจอกับเพื่อนคนแรก เสร็จแล้วก็จะไปปาร์ตี้กับเพื่อนอีกคนนึงต่อ แหม่จากที่ไม่รู้จะทำอะไรกลายเป็นโปรแกรมแน่นขึ้นมาเลยซะอย่างงั้นอะ

พอซาบซึ้งกับความหลังครั้งยังเป็นเด็กใหม่ใสๆในเยอรมันเสร็จเรียบร้อย เราก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับเข้าไปในตัวเมืองอีกครั้งเพื่อไปพบกับเพื่อนคนแรก ซึ่งก็เป็นเพื่อนคนเยอรมันที่เคยมาพักกับเราในกรุงเทพ ชื่อ Maurice ซึ่ง Maurice กับ Marc-Philipp จากโพสต์นี้ https://petchpetals.wordpress.com/2016/10/18/road-trip-in-allgau/ จริงๆแล้วเป็นเพื่อนกัน และมาพักกับเราพร้อมกันด้วย 555 แต่ตอนนี้ต่างคนต่างก็แยกย้ายไปเรียนกันอยู่ต่างเมือง ก็เป็นความรู้สึกดีที่ได้เจอกับทั้งสองคนอีกครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน คืนนั้น Maurice นัดกับเพื่อนคนเยอรมันคนอื่นไว้อีกสองคน พอทุกคนพร้อมหน้ากันแล้ว ก็ออกเดินไปยังผับแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Schwabinger Podium ซึ่งความพิเศษของผับแห่งนี้ก็คือ จะมีดนตรีสดมาเล่นแทบทุกคืน ซึ่งดนตรีก็จะมีทั้งแนวร็อคและแนวแจ๊ส วันที่เราไปกันนั้นเป็นคืนของวงดนตรีสไตล์ Hard Rock ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แถมยังต้องเสียค่าเข้าอีก 8 ยูโร กับยังต้องซื้อเครื่องดื่มอีก แต่ว่าคนอื่นๆอยากเข้ากันก็เลยตามๆกันไป คิดซะว่า 8 ยูโรนี้จ่ายไปเพื่อเป็นค่าใช้เวลาร่วมกับเพื่อนละกัน แต่ว่าเอาจริงๆบรรยากาศในผับนั้นคือดีมากๆเลย เพราะมีแต่ผู้ชมที่แบบอินกับดนตรีจริงๆ แล้ววงดนตรีก็เล่นดีมาก รู้สึกได้ถึงพลังที่ต่างฝ่ายต่างส่งให้กันและกัน เสียแค่อย่างเดียวเป็นแนวดนตรีที่เราไม่ชอบ ถ้าเกิดว่าได้มาวันที่เค้าเล่นแจ๊สกันคงจะสนุกมากๆ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้มาเจอกับเพื่อนเก่า ได้มาพบปะผู้คน ได้มาได้ยินได้ฟังได้เห็นอะไรใหม่ๆก็คุ้มแล้วแหละ

img_4215

พอได้เวลานัดเจอกับเพื่อนอีกคนเราก็ขอตัวแยกจาก Maurice ออกไป แล้วคืนนั้นเราก็ไปปาร์ตี้กันต่อในเมือง ซึ่งเพื่อนอีกคนคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อดีตโฮสต์คนแรกของเราในเมือง Karlsruhe หลังจากที่เราย้ายออกจาก Munich แล้วเดินทางมาถึง Karlsruhe ครั้งแรกนั่นเอง 555 ได้รำลึกความหลังอีกเด้งหนึ่ง มา Munich คราวนี้คุ้มจริงๆ คืนนั้นก็จัดว่าเป็นคืนส่งท้ายใน Munich ของเราที่น่าจดจำ หลังจากปาร์ตี้กันไปซักพักเราก็กลับมานอนบ้าน แล้ววันต่อมาก็เก็บข้าวเก็บของเตรียมออกเดินทางไปยัง Vienna ต่อ สรุปแล้วการกลับมา Munich ครั้งแรกใน 2 ปีที่ผ่านมาครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก นอกจากจะได้เที่ยวชมเมืองแล้วยังได้มีช่วงเวลาที่ดี ได้พบเจอกับเพื่อนเก่า ได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ทำ แถมยังได้รำลึกความหลังอีกหลายอย่างที่เกือบลืมไปแล้วด้วยอีก ซึ่งเอาจริงๆแล้วเราว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีคุณค่าและน่าจดจำเนี่ย มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเดินทางไปที่ไหนหรือได้เห็นอะไรมากเท่าไหร่หรอก แต่มันคือผู้คนที่เราได้พบเจอและได้แบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์ให้แก่กันและกันระหว่างทางมากกว่า การกลับมา Munich ครั้งนี้คงจะเป็นการเดินทางที่น่าจดจำไม่ได้เลยถ้าปราศจากผู้คนต่างๆเหล่านี้ที่เราได้พบเจอ ครั้งนี้เราโชคดีที่มีคนที่รู้จักอยู่ใน Munich หลายคน แต่ว่าจากวันต่อไปนี่สิ ที่จะต้องโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวจริงๆแล้ว แต่ไม่ว่าจะยังไง การเดินทางครั้งนี้ก็คงจะต้องมีอะไรที่น่าจดจำรอเราอยู่แน่นอน แต่ว่ามันจะเป็นอะไรนั้น เดี๋ยวเอาไว้มาติดตามกันต่อในตอนต่อไปโนะ 55 สำหรับตอนนี้ก็คงต้องปิดท้ายเรื่องราวใน Munich อันแสนยืดยาวลงก่อน แล้วไว้มาติดตามเรื่องราวใน Vienna ของเราต่อในตอนหน้ากัน

img_4507

Vienna

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s