การเรียนเทอมแรกในมหาลัยในเยอรมนี

IMG_5301กลับมาแล้ววว เมื่อวานเพิ่งสอบวิชาแรกในมหาลัยไป ซึ่งก็คือวิชา Höhere Mathematik 1 หรือคณิตศาสตร์ชั้นสูงนั่นเอง ระดับความยากเอาจริงๆแอบง่ายกว่าข้อสอบเลขใน Studienkolleg อีก 55 ที่สำคัญเลยคือรู้สึกว่าระยะเวลาที่มีให้ต่อจำนวนข้อมีเยอะกว่ามาก ข้อสอบใน Studienkolleg คือทำยังไงก็เสร็จไม่ทัน นอกจากจะเก่งเทพจริงๆ กรักๆๆ

เดี๋ยวโพสต์นี้ก็จะมาเล่าเรื่องของประสบการณ์การเรียนในเทอมแรกในมหาลัยที่ผ่านมาคร่าวๆละกันโนะ ก่อนจะไปเรียนได้ก็ต้องมีตารางสอนก่อน ซึ่งก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ในเว็บของกลุ่มคณะ (Fachschaft) หรือในหน้าเว็บทางการของคณะที่เราเรียนอยู่ สำหรับคณะ Mechatronics ของเรา ในเทอมแรกก็จะประกอบไปด้วยวิชา 5 วิชา ใน 5 วิชานี้ก็ต้องไปเรียนกับคณะ Mechanical Engineering อยู่ 3 วิชา ซึ่งก็มีวิชา Höhere Mathematik 1 หรือคณิตศาสตร์ชั้นสูง, วิชา Technische Mechanik 1 อารมณ์ประมาณฟิสิกส์กลศาสตร์ และวิชา Maschinenkonstruktionslehre 1 ซึ่งเรียนเกี่ยวกับการออกแบบเครื่องจักร ส่วนประกอบต่างๆของเครื่องจักรกล อะไรประมาณนั้น ส่วนอีก 2 วิชาก็จะเป็นวิชาที่ต้องไปเรียนกับคณะ Electrical Engineering ซึ่งก็มีวิชา Lineare elektrische Netze อารมณ์ประมาณคำนวณวงจรไฟฟ้า กับวิชา Digitaltechnik ที่เรียนเกี่ยวกับการทำงานของคอมพิวเตอร์อะไรประมาณนั้นมั้ง คือเอาจริงๆจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าที่เรียนไปมันเกี่ยวกับอะไร 555 (อัพเดตหลังจากผ่านมาปีกว่า ตอนนี้รู้แล้วนะ 55555 รายละเอียดอยู่ด้านล่าง)

สำหรับการเรียนในมหาลัยของแต่ละวิชาที่เปิดสอนนั้น ที่นี่เค้าก็จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ก็คือ

1.ส่วนของคาบเรียนเลคเชอร์ (Vorlesung) ที่เราไปเข้าเรียนแล้วมีอาจารย์มาสอนๆๆเนื้อหา

2.ส่วนของคาบแบบฝึกหัด (Übung) ที่เราไปเข้าเรียนแล้วมีผู้ช่วยอาจารย์มาทำโจทย์แบบฝึกหัดเรื่องที่เพิ่งเรียนในคาบเลคเชอร์ไปให้ดู

3.ส่วนของคาบติว (Tutorium) ที่เราไปเข้าเรียนเป็นกลุ่มย่อยๆแล้วมีนักเรียนรุ่นพี่ประจำกลุ่มติวมาทบทวนเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไปในคาบเลคเชอร์ให้ฟัง แล้วก็ให้เราฝึกทำโจทย์และถามคำถามกับรุ่นพี่ติวเตอร์ได้ คาบติวนี้เป็นคาบที่สำคัญมากๆๆๆๆๆ ในการเรียนมหาลัย เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะฟังอาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง 5555 รุ่นพี่ที่ติวจะมาสรุปให้ฟังว่าอะไรที่สำคัญและควรต้องรู้เพื่อเอาไปสอบ แล้วตอนที่เค้าสอนทำโจทย์เค้าก็จะอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่ายขึ้น อารมณ์เหมือนตอนอยู่ม.ปลายไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนอะไรอย่างงั้น

IMG_5806

กล้วยหอมจอมซนหน้าห้องสมุด ไม่รู้มาทำไรแถวนี้

สิ่งที่ปรากฏอยู่ในตารางสอนที่มีให้ดาวน์โหลดนั้นจะมีแค่คาบเรียนเลคเชอร์ และคาบแบบฝึกหัดเท่านั้น ตอนแรกเห็นตารางสอนว่างๆจะรู้สึกตายใจว่าโหเรียนสบายอะไรเบอร์นั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว พอเริ่มเรียนจะมีคาบติวหนึ่งคาบต่อหนึ่งวิชาเพิ่มเข้ามาอีก แล้วก็อาจจะมีคาบ Workshop มีคาบวิชาเลือกที่เราไปหาลงเพิ่มเองตามความสมัครใจ มีคาบต่างๆนาๆเพิ่มเข้ามาอีก แต่ว่าสุดท้ายแล้วเอาจริงๆก็ไม่ได้เต็มเอี้ยดอะไรขนาดนั้น มีเวลาว่างอยู่พอสมควรเลย รู้สึกว่าแฮปปี้อยู่ แล้วข้อสำคัญของการเรียนมหาลัยที่นี่ก็คือ แทบไม่มีการเช็คชื่อเลย ไปเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ แต่ต้องอ่านตามให้ทันก็พอ ณ จุดนี้ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองกันนิดนึง แต่ก็ถือว่าค่อนข้างมีอิสระในการเรียนเลย

ทีนี้มาพูดถึงคาบติวบ้าง เหตุผลที่คาบติวไม่ได้มีอยู่ในตารางสอนก็เพราะว่าสำหรับแต่ละวิชาจะมีกลุ่มติวหลายๆกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะอยู่คนละเวลากัน หลังจากที่เราเริ่มเรียนคาบแรกและได้ข้อมูลอะไรจากอาจารย์ผู้สอนไปแล้วเราก็จะต้องไปลงทะเบียนจองคาบติวในเน็ตกันเองเพื่อเลือกคาบติวในช่วงเวลาที่เราต้องการ การเลือกเวลาคาบติวก็เป็นเรื่องใหญ่อยู่เพราะว่าต้องระวังไม่ให้ไปชนกับคาบเรียนและคาบติวของวิชาอื่น แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากได้คาบที่เริ่มเรียนเช้ามากหรือเลิกดึกมากด้วย บางทีลงไปแล้วปรากฏว่าไม่ได้เวลาที่เราเลือกไว้ ก็ต้องไปตามแลกคาบอะไรอีก แต่ส่วนใหญ่เค้ากำหนดเวลามาดีแล้วล่ะ ไม่ค่อยมีไปชนกับคาบวิชาอื่น

2016-02-22_144227

ตารางสอนแบบสมบูรณ์ ตรงที่มีสีเขียวคือคาบเลคเชอร์ สีชมพูคือคาบแบบฝึกหัด

ถัดจากตารางสอน สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำก็คือการลงทะเบียนเรียนวิชาแต่ละวิชาที่เราตั้งใจจะเรียนในเทอมนั้น ซึ่งคำว่าลงทะเบียนวิชาในที่นี้ เอาจริงๆอารมณ์เหมือนกับการไป “follow” เพจของวิชานั้นมากกว่า คือมันไม่ใช่การลงทะเบียนเพื่อให้มีชื่อของเราอยู่ในรายชื่อนักเรียนที่เรียนวิชานั้น แต่มันเป็นการไป “follow” เพจของวิชานั้น เพื่อที่เราจะได้สามารถเข้าถึงเอกสารต่างๆที่ต้องใช้ประกอบการเรียน ไม่ว่าจะเป็นชีทเรียน ชีทแบบฝึกหัดสำหรับคาบแบบฝึกหัด ชีทแบบฝึกหัดสำหรับคาบติว แผนการเรียน ข้อความต่างๆจากครูผู้สอน วิดีโอติวสำหรับเตรียมสอบ ฯลฯ อะไรประมาณนั้นมากกว่า ซึ่งที่มหาลัย KIT นี้ เค้าจะมีเว็บไซต์เว็บนึงที่เป็นศูนย์รวมของ “Page” ของแต่ละวิชาที่มีการจัดสอนในมหาลัยทุกๆวิชาเลย ชื่อว่า ilias พอนักเรียนของมหาลัย KIT ล็อกอินเข้าไปในเว็บ ilias แล้วก็จะสามารถไป follow เพจของวิชาต่างๆได้ บางเพจก็ต้องใส่รหัส (ที่ครูผู้สอนจะบอกในคาบแรกของการเรียนวิชานั้นๆ) บางเพจก็ไม่ต้อง พอ follow ได้แล้ว ลิงค์ของหน้าเพจวิชาต่างๆก็จะมาปรากฏอยู่บนหน้าแรกของ ilias ทำให้ครั้งต่อๆไปที่เราล็อกอินเข้ามา เราสามารถกดเข้าไปดูในเพจของวิชาต่างๆที่เราเรียนได้จากหน้าแรกเลย

หลังจากที่เราไปลงทะเบียนวิชาครบทุกวิชาที่เราต้องการเรียนแล้ว เราก็สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ชีท หนังสือ และแบบฝึกหัดทุกอย่างที่อยู่ในเพจของแต่ละวิชาได้ แล้วก็สามารถเช็คในปฏิทินได้ด้วยว่าวันนี้จะเรียนเรื่องอะไรๆๆ วันไหนไม่มีเรียน สามารถรับอีเมลล์แจ้งข่าวต่างๆจากอาจารย์ผ่านทาง ilias ได้ และในเพจของแต่ละวิชายังมีเว็บบอร์ดให้เราไปตั้งกระทู้ถามคำถามเกี่ยวเนื้อหาที่เรียน การบ้าน ฯลฯ ได้อีก แล้วจะมีอาจารย์ ไม่ก็เพื่อนๆหรือรุ่นพี่มาช่วยตอบให้ นอกจากนี้ ใน ilias ยังมีเพจของกลุ่มติวแต่ละกลุ่ม แต่ละวิชาอีก คือการลงทะเบียนเพื่อเลือกเวลาคาบติวจะทำผ่านอีกเว็บนึง แต่พอเรารู้แล้วว่าเราอยู่กลุ่มติวไหน เราก็ต้องมา follow เพจของกลุ่มติวนั้น ซึ่งบางทีติวเตอร์ก็จะอัพโหลดเฉลยลงเว็บให้ หรือไม่ถ้าติวเตอร์มีข่าวสารอะไร มาไม่ได้ หรือให้ใครมาสอนแทน เค้าก็จะสามารถแจ้งกับสมาชิกในกลุ่มติวทุกคนผ่านทางเว็บ ilias ได้

*ขอแทรกนิดนึง หลังจากที่เราลงทะเบียนเข้ามาเป็นนักเรียนของมหาลัย KIT แล้วเนี่ย เราก็จะได้ E-mail account ของเราที่อยู่ในรูป *****@student.kit.edu มา ซึ่งข่าวสารต่างๆที่มีการแจ้งมาใน Ilias ก็จะถูกส่งเข้ามาใน E-mail account ตัวนี้ด้วย ซึ่งถ้าเราเพิ่ม account เมลล์ของ student.kit.edu นี้เข้าไปในมือถือ เราก็จะได้รับ Notification ทุกครั้งที่ได้เมลล์ เหมือนกับเวลาที่เราได้ Noti เวลาเราได้เมลล์จาก hotmail หรือ gmail อะไรแบบนั้นแหละ ทำให้เราสามารถอัพเดตข่าวสารจากมหาลัย และอาจารย์ผู้สอนได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากวิชาหลักของคณะแล้ว ในมหาลัยก็ยังมีวิชาเลือกต่างๆให้ลงเรียนตามความสมัครใจมากมาย ซึ่งพวกวิชาที่เป็นที่นิยมมากๆก็คงหนีไม่พ้นพวกภาษาต่างประเทศ และกีฬา ซึ่งลงให้ติดยากมากๆ ต้องมารีเฟรชหน้าเว็บรอตอนที่เค้าใกล้ๆจะเปิดให้ลงทะเบียน ไม่งั้นไม่ทัน เต็ม! การลงวิชาเลือกก็ต้องระวังไม่ให้มันไปชนกับเวลาเรียนคาบอื่นๆอีกไม่งั้นก็ต้องไปวิ่งขอแลกคาบ หรือไม่ก็อดเรียน

บรรยากาศในห้องเลคเชอร์

บรรยากาศในห้องเลคเชอร์

จบเรื่องการจัดการต่างๆในช่วงแรกๆหลังจากเปิดเทอมกันละ เดี๋ยวเราจะมาดูในรายละเอียดของแต่ละวิชาที่เราต้องเรียนในเทอมแรกกันว่าแต่ละวิชามันมีอะไรที่ต้องทำบ้าง และมีรายละเอียดอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง

Höhere Mathematik 1

คณิตศาสตร์ชั้นสูง หรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า Pure Math ปะ ก็อารมณ์ประมาณเลขม.ปลายแบบแอดวานซ์ๆ มีแคลคูลัส การพิสูจน์ ลำดับ อนุกรม จำนวนเชิงซ้อน ไรงี้ เนื้อหาจะเกือบเหมือนกับที่เรียนใน Studienkolleg เลย (อันนี้พูดถึง Studienkolleg Karlsruhe นะ ไม่รู้ว่าที่อื่นเรียนยังไงกันบ้าง) แต่จะอาจจะตัดเรื่องนั้นเรื่องนี้ออกแล้วก็มีเรื่องใหม่ๆมาเพิ่มนิดนึง สำหรับวิชา HM นี้ ในแต่ละอาทิตย์จะมีแบบฝึกหัดมาให้ 3 ชุด ชุดแรกเอาไว้สำหรับคาบแบบฝึกหัดให้ผู้ช่วยอาจารย์ทำให้ดู ชุดที่สองเอาไว้สำหรับคาบติว ให้เราทำแล้วติวเตอร์เฉลยวิธีทำตอนจบคาบ ส่วนชุดที่สามเอาไว้ให้เราไปทำเองที่บ้านแล้วส่งให้ติวเตอร์ตรวจในแต่ละสัปดาห์ แล้วติวเตอร์ก็จะคืนให้ในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งแบบฝึกหัดการบ้านที่ต้องส่งตรวจชุดนี้สามารถจับกลุ่มกับเพื่อนในกลุ่มติวกลุ่มเดียวกัน กลุ่มละไม่เกิน 3 คนทำส่งด้วยกันได้ ทั้งเทอมจะมีแบบฝึกหัดที่ต้องส่ง 12 ชุด แต่ละชุดจะมีคะแนนเต็ม 50 คะแนน ตลอดทั้งเทอมเราต้องทำคะแนนรวมให้ได้กี่คะแนนไม่รู้จำไม่ได้ละถึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาค แต่คะแนนสำหรับตัดเกรดนั้นจะเป็นคะแนนจากการสอบปลายภาคอย่างเดียวเท่านั้น

Technische Mechanik 1

กลศาสตร์ ช่วงแรกๆก็จะแนวๆม.ปลายง่ายๆ เวคเตอร์ แรง สมดุลกล โมเมนต์ไรงี้มาหลอกให้ตายใจ แต่ซักพักจะเป็นเรื่องใหม่ๆ ความยากก็จะก้าวกระโดดฮวบฮาบ ถ้าตั้งตัวไม่ทันก็อาจจะช็อคเบาๆ เราจะไม่พูดถึงรายละเอียด ให้คุณมาค้นพบด้วยตัวเอง 555 สำหรับคาบติวของวิชา TM นี้ เป็นคาบติวที่ค่อนข้างจะ “เยอะ” รายละเอียดนู่นนี่เยอะแยะไปหมด เรื่องแรกเลยคือมีเช็คชื่อทุกคาบเลย เรื่องที่สองคือ ในคาบติวของวิชา TM นี้มีภารกิจที่พวกเราต้องทำถึง 3 อย่าง หนึ่งคือแบบฝึกหัดการบ้าน สองคือแบบฝึกหัดสำหรับฝึกใช้โปรแกรมคำนวณในคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า MAPLE สามคือสอบพูดปากเปล่า (Kolloquium) ซึ่งตลอดทั้งเทอมนั้น ในแต่ละสัปดาห์ก็จะมีแบบฝึกหัดการบ้านแบบเขียน กับแบบฝึกหัดการบ้านสำหรับโปรแกรม MAPLE สลับกันไปสัปดาห์ละอย่าง ซึ่งแบบฝึกหัดการบ้านนี้ก็ต้องส่งให้ติวเตอร์ตรวจเหมือนกับในวิชา HM สัปดาห์ไหนต้องส่งการบ้านแบบเขียน คาบติวครั้งนั้นจะมีการสอบปากเปล่าด้วย คือติวเตอร์จะสุ่มคนในคาบติวนั้นมาครึ่งนึงแล้วมาถามๆๆความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนการบ้านแบบเขียนก็จะเอาไปตรวจแล้วก็คืนให้ในสัปดาห์ถัดไป ส่วนสัปดาห์ไหนต้องส่งการบ้าน MAPLE ก็จะไม่มีการสุ่มสอบปากเปล่า แต่ว่าติวเตอร์จะสุ่มตรวจการบ้าน MAPLE ในคาบนั้นแทน ทีนี้ สำหรับแต่ละคน ในหนึ่งเทอมนี้จะโดนสุ่มสอบปากเปล่าทั้งหมด 4 ครั้ง และโดนสุ่มตรวจการบ้าน MAPLE ทั้งหมด 3 ครั้ง ในแต่ละครั้งที่เราโดนสุ่มตรวจ (หรือสอบพูด) นี้ ถ้าเกิดว่าเราไม่ผ่าน เราสามารถแก้ตัวในสัปดาห์ต่อไปได้อีกครั้ง ถ้ายังไม่ผ่านอีก จะถือว่าไม่ผ่านหนึ่งครั้ง ซึ่งในแต่ละภารกิจ เราสามารถไม่ผ่านได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่งั้นเราจะหมดสิทธิ์เข้าสอบ ส่วนการบ้านแบบเขียนนี้ต้องส่งทุกครั้งที่มีอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าตรวจไม่ผ่านก็มีโอกาสแก้แล้วส่งใหม่ได้อีกหนึ่งครั้งเหมือนกัน ในส่วนของการบ้านแบบเขียนนี้ ทั้งเทอมเราสามารถไม่ผ่านได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นเหมือนกัน แต่ก็มีการบ้านของบางสัปดาห์ที่เราต้องผ่านเท่านั้น ไม่งั้นจะหมดสิทธิ์เข้าสอบ (หมายถึงตรวจไม่ผ่านได้หนึ่งครั้ง แต่ว่าต้องไปแก้มาให้ผ่านในครั้งหน้า) และนี่ก็คือความเยอะของคาบติววิชา TM ในแต่ละคาบจะเริ่มต้นด้วยการเช็คชื่อ แล้วติวเตอร์ก็จะสรุปเนื้อหาที่เรียนไปในสัปดาห์นั้นให้ฟังอย่างรวบรัดมาก แล้วก็จะบอกรายชื่อคนที่ต้องสอบปากเปล่า (หรือต้องโดนตรวจการบ้าน MAPLE) ในคาบติวนั้น แล้วตลอดทั้งคาบนั้นก็จะเป็นการตรวจการบ้าน หรือการสอบปากเปล่า ไม่มีการฝึกทำโจทย์ใดๆ ใครไม่โดนสุ่มในอาทิตย์นั้นก็กลับได้เลย ก็หมายความว่าต้องมาแค่โดนเช็คชื่อกับฟังสรุปรวบรัด 5 นาทีเท่านั้น แต่ส่วนตัวเราคิดว่าการมีการบ้านและการสุ่มสอบอะไรงี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นการบังคับนักเรียนให้อ่านทวนทุกอาทิตย์ ไม่งั้นก็อาจจะไม่อ่าน ไปอัดเอาก่อนสอบ 555

ถนนในมหาลัยในฤดูใบไม้ร่วง

ถนนในมหาลัยในฤดูใบไม้ร่วง

Maschinenkonstruktionslehre 1

วิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับการเขียนแบบเครื่องจักรกล ซึ่งไม่ได้มีแต่เรื่องการวาด แต่ทฤษฎีจัดเต็มมาก บอกตรงๆว่าฟังไม่รู้เรื่องเลย ศัพท์เทคนิคมาเต็ม ถ้าเป็นวิชาคำนวณมองๆตามที่ครูจดยังพอตามทัน แต่เป็นวิชาบรรยายแบบนี้ เอ๋อแดก! ก็ต้องไปตามอ่านเองมากหน่อย พวกทฤษฎีก็จะเป็นเรื่องของ ระบบเครื่องกล สปริงชนิดต่างๆ และฟังก์ชันของมัน การคำนวณเกี่ยวกับสปริง แล้วก็อะไรอีกมากมายเกี่ยวกับเครื่องกลที่ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่ายังไง วิชานี้จะต่างจากวิชาอื่นๆที่เราเรียนในเทอมแรกตรงที่จะไม่มีสอบในเทอมนี้ แต่จะไปสอบในปลายเทอมหน้าแทน เนื้อหาที่ออกสอบก็จะรวมทั้งสองเทอมเลย แต่ว่าตอนสิ้นเทอมแรกเค้าจะมีข้อสอบออนไลน์ให้เราเข้าไปทำส่งเองที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสมากเพราะทำไปเปิดหนังสือไป เปิดกูเกิลดูเอาได้ แถมยังทำไป เซฟไว้ แล้วกลับมาทำต่อทีหลังก็ได้ แต่มีเวลาให้ทำแค่หนึ่งอาทิตย์ นอกจากนี้สำหรับวิชา MKL นี้ก็จะมี Workshop 3 ครั้งในหนึ่งเทอม ซึ่ง Workshop ก็จะแบ่งเป็นกลุ่มเรียนย่อยๆ 3 กลุ่ม ในกลุ่มเรียนย่อยก็จะแบ่งเป็นกลุ่ม Workshop กลุ่มละ 5 คนอีก ในชั่วโมง Workshop เราก็จะได้รื้อแล้วก็ประกอบมอเตอร์ แล้วก็วาดรูปหรือทำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไป แล้วก็มีการสอบปากเปล่าด้วย แต่ว่าจะไม่จริงจังเท่ากับการสอบปากเปล่าในคาบติว TM ตอบได้บ้างไม่ได้บ้างก็หยวนๆกันไปได้ นอกจาก Workshop แล้วก็จะมีคาบแบบฝึกหัด ซึ่งจะไปเน้นในเรื่องการวาดแบบ แต่ว่าจะไม่มีคาบติว

Lineare elektrische Netze

คำนวณวงจรไฟฟ้า เป็นวิชาหลักของทางสาย Electrical Engineering เริ่มต้นมาด้วยไฟฟ้ากระแสตรง คำนวณความต้านทาน ฯลฯ แบบม.ปลายง่ายๆให้ตายใจอีกเช่นเคย แล้วความยากก็กระโดดฮวบฮาบแบบอ้าปากค้าง สำหรับรายละเอียดในเรื่องที่เรียนก็คงต้องให้คุณมาค้นพบด้วยตัวเองอีกเช่นเคย 55 ไม่รู้จะแปลเป็นไทยยังไงด้วย 555 สำหรับวิชานี้ก็มีคาบแบบฝึกหัด มีคาบติว มีแบบฝึกหัดสำหรับคาบแบบฝึกหัด แล้วก็แบบฝึกหัดสำหรับคาบติว แต่ไม่มีการบ้านเหมือนวิชา HM กับ TM ในคาบติวก็แค่ไปฟังสรุปจากติวเตอร์ แล้วก็ทำแบบฝึกหัด แล้วก็เฉลยแค่นั้น แต่ว่าในเทอมนี้จะมีการบ้านพิเศษ 2 อย่าง คือ การบ้านคำนวณสำหรับโปรแกรม Matlab และการบ้านวิเคราะห์วงจรไฟฟ้าสำหรับโปรแกรม SPICE ซึ่งคะแนนของการบ้านสองตัวนี้รวมกันจะคิดเป็น 6 เปอร์เซนต์จากคะแนนสำหรับตัดเกรด อีก 94 เปอร์เซนต์จะเป็นคะแนนสอบปลายภาค ใครจะไม่ทำการบ้านส่งก็ได้ แต่ก็จะไม่ได้คะแนน 6 เปอร์เซนต์นี้

Workshop Elektrotechnik und Informationstechnik

เป็น Workshop ที่นักเรียนคณะ Mechatronics และคณะ Electrical Engineering ต้องทำ ในกลุ่ม Workshop จะมีสมาชิก 3 คน ในเทอมนี้จะมี Workshop ที่ต้องส่ง 2 ครั้ง ซึ่งต้องเอาความรู้จากวิชา Lineare elektrische Netze มาใช้ งาน Workshop ก็จะเป็นอารมณ์ประมาณต่อแผงวงจรแล้วก็วัดค่านู่นนี่ วาดกราฟ คำนวณ วิเคราะห์ แปลผล ตอบคำถามนั่นนี่ อะไรประมาณนั้น เป็นงานที่สูบพลังมากๆ เพราะว่าต้องใช้ทั้งสมองและฝีมือ ต้องแปลโจทย์ แก้ปัญหาอะไรด้วยตัวเอง ต้องต่อวงจรเอง ใช้โปรแกรม วัดผลอะไรเอง แถมยังต้องเขียนรายงานเองอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ปวดหัวมากสำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างเรา ยังดีที่มีคนเยอรมันในกลุ่มด้วยอีกคนนึง เค้าเลยช่วยแก้งานของเราก่อนรวมเล่มให้ได้ เมื่อไหร่มี Workshop ETIT จะเป็นช่วงเวลาแห่งการโดดเรียนและอดหลับอดนอน แต่ว่า Workshop นี้ ไม่ได้ประเมินผลออกมาเป็นคะแนน มีแค่ผ่าน กับไม่ผ่านเท่านั้น

กำลังเริ่มต่อวงจร

กำลังเริ่มต่อวงจร

Digitaltechnik

เป็นวิชาหลักของทางสาย Computer Science เรียนเกี่ยวกับข้อมูล การจัดการข้อมูลในรูปแบบของดิจิตัล การเปลี่ยนข้อมูลเป็นรหัส และถอดรหัส เปลี่ยนข้อมูลเป็นสัญญาณดิจิตัล และการสร้างแผงวงจรสำหรับสัญญาณข้อมูลแบบต่างๆ แล้วก็มีเรียนคณิตศาสตร์เรื่องที่เป็นพื้นฐานของการเรียนหัวข้อพวกนี้ เช่น เซต ความสัมพันธ์ ทฤษฎีกราฟ อะไรอย่างงี้ เอาจริงๆเป็นวิชาที่ค่อนข้างอธิบายให้เข้าใจยากอะว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร ตอนเริ่มเรียนตอนแรกคือเอ๋อเลย ฟังไม่รู้เรื่อง ตามไม่ทัน ตายสนิท แต่พอได้ลองอ่านเอง และค่อยๆทำความเข้าใจแล้ว กลับกลายเป็นวิชาที่สนุกมากๆเลย ทำข้อสอบแล้วได้อารมณ์เหมือนกับกำลังเล่นเกมไขปริศนา เข้ารหัส ถอดรหัสอยู่ อะไรอย่างงั้น เป็นวิชาที่จนถึงปัจจุบันนี้เราได้เกรดดีที่สุดเลย โอ้โห ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองตอนเริ่มเรียนวิชานี้ว่าวิชานี้จะกลายเป็นวิชาที่เราได้เกรดดีที่สุดนั้น ต่อให้อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ 555555 สำหรับวิชา Digitaltechnik นี้ก็เหมือนกับวิชา LEN คือมีแค่แบบฝึกหัดสำหรับคาบแบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดสำหรับคาบติว ไม่มีการบ้าน แต่ก็คาบติวจะมีอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ไม่ได้มีทุกอาทิตย์เหมือนวิชาอื่นๆ

MINT-Kolleg

นอกจากคาบเรียนปกติ และวิชาเลือกแล้ว ที่มหาลัย KIT ยังมี MINT-Kolleg ซึ่งเป็นอารมณ์ประมาณคอร์สเรียนพิเศษเพิ่มเติมมาอีก ซึ่งใครจะลงก็ได้ ไม่เสียเงินเพิ่ม มีวิชาให้ลงทุกวิชาที่เปิดสอนในมหาลัยเลย มีทั้งคอร์สเรียนควบคู่ไปกับการเรียนมหาลัย และคอร์สเรียนล่วงหน้า เตรียมตัวสำหรับเทอมหน้า อารมณ์เหมือนเรียนพิเศษเลย สำหรับคอร์สของ MINT-Kolleg ก็จะมีเพจของแต่ละวิชาของตัวเองใน ilias ให้ผู้เรียนไป follow เพื่อเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนเหมือนกัน

IMG_5515

บรรยากาศมหาลัยตอนหมอกลงจัดๆ

การสอบ

หลังจากเรียนเสร็จแล้วก็จะถึงเวลาของการสอบ แต่ช่วงเวลาของการสอบที่มหาลัย KIT นี้ (และอีกหลายๆมหาลัยในเยอรมนี) ไม่เหมือนที่ไทยที่แบบเรียนเสร็จแล้วสอบเลย ที่นี้เค้าจะจัดสอบในระหว่างช่วงปิดเทอม! ซึ่งก็หมายความว่า ในระหว่างปิดเทอมนั้น แทนที่เราจะมีเวลาว่างได้เที่ยวอย่างสบายใจ เราอาจจะต้องมาอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ สรุปว่าในเวลาปิดเทอมสองเดือนนั้น เราได้หยุดแบบไม่ต้องเตรียมตัวสอบจริงๆแค่ 1-2 อาทิตย์เท่านั้น แต่สำหรับเรา แบบนี้ก็โอเคนะ จะได้ขี้เกียจช่วงระหว่างเรียนได้ มาขยันอ่านเอาตอนช่วงปิดเทอมมีเวลาให้โฟกัสกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบเพิ่มตอนช่วงปิดเทอม

การเข้าสอบที่นี่ ไม่ใช่ว่าพอถึงวันสอบก็เดินเข้าห้องสอบเลยได้ เราต้องลงทะเบียนสอบก่อน ซึ่งแต่ละวิชาก็จะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงใกล้ๆสอบ สมมติว่าเทอมนั้นเราเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งมาแล้วรู้สึกว่ายังไม่พร้อมสอบ ก็ไม่จำเป็นต้องสอบ ไว้ไปสอบเทอมหน้าก็ได้ ก็ค่อยไปลงทะเบียนสอบวิชานั้นตอนเทอมหน้าเอา หรือว่าสมมติว่าลงทะเบียนสอบไปแล้ว เปลี่ยนใจไม่สอบละ ก็ไปยกเลิกที่ลงทะเบียนนั้นได้ สำหรับบางวิชาอย่าง HM หรือ TM ที่มีเงื่อนไขว่าต้องส่งการบ้านให้ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ นู่นนี่นั่น เพื่อที่จะมีสิทธิ์เข้าสอบได้นั้น เราต้องลงทะเบียนสอบสองครั้ง ครั้งแรกลงทะเบียนสำหรับเช็คพวกการบ้านว่าผ่านมั้ย มีสิทธิ์สอบมั้ย ถ้าผ่านแล้วค่อยไปลงทะเบียนสอบอีกทีได้ นี่ (ชี้มือเข้าหาตัวเอง) พลาดมาแล้ว ลงทะเบียนวิชา HM ไปครั้งเดียว คือลงทะเบียนเช็คการบ้าน ไม่ได้ลงทะเบียนสอบ ปรากฏว่าพอเค้าประกาศเลขที่นั่งสอบและห้องสอบ เข้าไปดูไม่เจอชื่อตัวเองจ้าา โชคดีที่อาจารย์ผู้สอนเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มอีกครั้งตอนวันก่อนสอบ ไม่งั้นคงต้องไปรอสอบเทอมหน้า

Orientierungsprüfung

อย่างที่บอกไปแล้วว่าการสอบนั้นไม่จำเป็นต้องทำหลังจากเรียนจบทันที สามารถรอก่อนแล้วไปสอบตอนเทอมหน้าๆก็ได้ หรือจะรอเรียนจบทุกวิชาสามปีแล้วค่อยสอบรวดเดียวทุกวิชาเลยก็ยังได้ 5555 และหากสอบไม่ผ่านก็ยังมีโอกาสสอบแก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าในแต่ละคณะจะมีข้อสอบที่เค้าเรียกว่า Orientierungsprüfung ซึ่งเป็นข้อสอบวิชาที่เค้าบังคับให้ต้องสอบครั้งแรกภายในเทอมที่ 2 และบังคับให้ต้องสอบผ่านภายในเทอมที่ 4 ไม่งั้นจะไม่ได้เรียนต่อ แต่ละคณะก็จะมี Orientierungsprüfung ต่างๆกันไป เช่นคณะ Mechanical Engineering วิชาในเทอมแรกที่เป็นข้อสอบ Orientierungsprüfung ก็จะมีวิชา Höhere Mathematik 1 และวิชา Technische Mechanik 1 ส่วนคณะ Electrical Engineering ในเทอมแรกก็จะมีวิชา Lineare elektrische Netze และ Digitaltechnik ส่วนของคณะ Mechatronics ก็จะเป็นวิชา Höhere Mathematik 1, Technische Mechanik 1 กับ Lineare elektrische Netze

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ในระหว่างเทอมนั้นก็จะมีกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจอะไรเล็กๆน้อยๆไปตลอด ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกปาร์ตี้ของแต่ละคณะอะไรนี่แหละ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ จัดที่ตึกในมหาลัย มีคอนเสิร์ตเล็กๆ แสงสี แอลกอฮอล์ งานปิ้งงานย่างขายหน้าปาร์ตี้ แล้วก็จะมีคาเฟ่ตรงใจกลางมหาลัยที่มีเครื่องดื่มถูกๆขาย เบียร์ขวดละหนึ่งยูโรไรงี้ ก็จะเป็นจุดนัดพบของนักเรียนในมหาลัย แต่พวกงานใหญ่ๆระดับระหว่างมหาลัย งานกีฬาใหญ่ๆจริงๆจังๆไรงี้ จะไม่มี

บรรยากาศปาร์ตี้ในตึกเรียนของคณะคณิตศาสตร์

บรรยากาศปาร์ตี้ในตึกเรียนของคณะคณิตศาสตร์

ก็จบไปละเรื่องของการเรียนในเทอมแรกที่ผ่านมานี้ ก็เป็นเรื่องราวดีๆ เดี๋ยวตอนหน้าเราจะกลับไปยังเรื่องเที่ยวอีกครั้ง 555 เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องทริปหยุดปีใหม่ใน Berlin และ Prague, ทริปแจ๊กพ็อตสุดสัปดาห์ใน Paris และทริปเดินเขาบนยอดเขาที่สูงที่สุดในป่าดำ Black Forest ในตอนหน้าๆกัน

IMG_7422

Advertisements

10 thoughts on “การเรียนเทอมแรกในมหาลัยในเยอรมนี

  1. จริงหรือเปล่าครับที่การเรียนวิศวะที่เยอรมันโหด ถ้ามีวิชาไหนตก2ครั้งถูกให้ออกโดยไม่มีสิทธิเรียนวิศวะในเยอรมันอีก แล้วพวก university of applied science หรือ Fachhochschule ( FH ) เป็นตามเงื่อนไขนี้ไหมครับ

    • ขอโทษนะครับที่ตอบช้า พอดีช่วงนี้มีการบ้านเยอะ โหดมั้ยก็ยากอยู่ครับ ภาษาก็เป็นปัญหาสำคัญ ต้องอ่านเองเยอะ ฝึกทำโจทย์เองเยอะๆๆๆ ถ้ามีวิชาไหนตกสองครั้ง อาจจะสามารถสอบได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าผ่านก็จะได้แค่เกรด 4 ซึ่งเป็นเกรดที่แย่ที่สุด แต่ถ้ายังตกอีกก็จะถูกให้ออกโดยไม่มีสิทธิเรียนคณะที่ต้องเรียนวิชานั้นในเยอรมันได้อีกครับ ของ Fachhochschule ก็เงื่อนไขเดียวกันครับ

    • แก้ไขครับ พอดีไปเจอคนเยอรมันคนนึงมา เค้าบอกว่าเค้าสอบวิชานึง 5 ครั้งถึงจะผ่าน แสดงว่าคงสอบได้เรื่อยๆครับ แต่ว่าตั้งแต่ครั้งที่ 3 จะเป็นการสอบปากเปล่า ถามตอบ ซึ่งถ้าผ่านก็จะได้แค่เกรด 4 ครับ

  2. มีประโยชน์มากครับ กำลังจะดูๆ B.Sc. Maschinenbau ที่นี่อยู่ ไม่ทราบว่าพวกความรู้ฟิสิกส์ เลข เคมีตอนม.ปลายนี่พอมั้ยครับสำหรับการเรียนในมหาลัยเทอมแรกครับ หรือต้องอ่านเพิ่มด้วย พวกความพร้อมด้านวิชาการนี่เตรียมตัวยังไงดีครับ

    • น้องจบม.ปลายที่ไทยรึเปล่าครับ ถ้าใช่ก็ต้องเข้าเรียน Studienkolleg ก่อนเข้ามหาลัยนะครับ ซึ่งความรู้จาก Studienkolleg ก็ช่วยในการเรียนในมหาลัยได้เยอะครับ แต่ยังไงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษก็ได้ครับ ตอนเทอมแรกมีบางเรื่องที่ยังคล้ายๆเลขกับฟิสิกส์ม.ปลาย แต่สำหรับพวกความรู้ใหม่ๆ ถ้าแค่หมั่นทบทวนกับเรียนตามในมหาลัยให้ทัน กับฝึกทำโจทย์ก่อนสอบก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ ส่วนเคมีพี่ก็ไม่ทราบครับเพราะคณะของพี่ไม่มีเรียนเคมี

      • ใช่ครับ ผมสงสัยอีกอย่างครับ เวลาเริ่มเรียนนี้จะเจอพวกศัพท์เทคนิคเยอะใช่มั้ยครับ มีวิธีรับมือเรื่องพวกนี้ยังไงบ้างอ่ะครับ

      • ได้ยินบ่อยๆจะจำได้เองครับ 555 หรือไม่ก็อ่านหนังสือบทที่เรียนล่วงหน้าไปก่อน จะได้รู้ล่วงหน้าว่าคำๆนี้แปลว่าอะไรบ้าง

  3. พวกชีทๆที่เค้าให้โหลดก่อนเข้าเรียนนี่ เค้ามีแปลศัพท์ให้มั้ยครับ หรือว่าเราต้องมาแปลเอาเอง พวกนักเรียนนี่มีตั้ง study group กันมั้ยครับหรือว่าตัวใครตัวมัน แล้วเวลาสอบนี่ ผมอ่านใน Modulhandbuch เค้าสอบกันรวดเดียวสามสี่ชม.เลยเหรอครับ ไม่ตายเหรอ 55

    • ไม่มีครับ ก็เป็นชีทเรียนเป็นภาษาเยอรมันปกติ เรียนที่ไทยอาจจะมีอังกฤษปนมาบ้าง แต่ที่นี่เยอรมันล้วน เรื่อง study group ไม่มีแบบเป็นทางการครับ ถ้าจะจับกลุ่มกันเรียนก็คงจะจับกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันไรงี้มากกว่า ส่วนเรื่องสอบก็ไม่ได้นานขนาดนั้นนะครับที่เจอ ปกติก็วิชาละสองชั่่วโมง

  4. Pingback: ทำงานพิเศษในเยอรมนี (2) – Petch in Deutschland

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s