ขาเป๋ในเยอรมนี

หลังจากที่เท้าซ้ายพลิกเนื่องจากโดดลงจากจักรยานมาอย่างผิดจังหวะแล้ว ความเจ็บปวดรวดร้าวก็แผ่ซ่านขึ้นมาตามขาอย่างรวดเร็ว เจ็บเท้ามากๆ ตอนนั้นเกือบจะล้มละแต่ยังทรงตัวไว้ได้อยู่ พอก้มลงไปมองเท้าก็เห็นตรงบริเวณด้านหน้าของตาตุ่มค่อยๆบวมปูดออกมาอย่างรวดเร็วเลย T.T หันซ้ายหันขวา ไม่มีใครสังเกตเห็นอะไร เลยค่อยๆล๊อคจักรยานแล้วก็เขย่งๆไปนั่งตรงซอกตึก หยิบขวดน้ำเย็นๆออกมาแนบเท้าตรงที่บวมออกมา ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกเลยกลัวไปหมด กลัวจะเดินกลับไปโฮสเตลไม่ได้ กลัวจะเดินไม่ได้ไปอีกหลายวัน กลัวจะต้องเข้าเฝือก แล้วถ้าเดินไม่ได้ ถ้าต้องเข้าเฝือกแล้วจะทำยังไงต่อ จะไปอยู่ที่ไหนระหว่างระกลับไทย แล้วจะขึ้นเครื่องบินกลับได้มั้ย จะได้กลับรึเปล่า แล้วระหว่างนี้จะไปหาหมอที่ไหนยังไง อยู่ตัวคนเดียวด้วยอีก ใครจะมาดูแล ปวดหัวมาก มา Leipzig ทีไรนี่มีเรื่องทุกทีเลยเนอะ คราวที่แล้วก็เรื่องประกาศผลสอบ Studienkolleg ผิดพลาด คราวนี้ก็เรื่องเท้าพลิก 555 หลังจากนั่งประคบเท้าแล้วก็ตั้งสติซักพักแล้ว เราก็ค่อยๆพยุงตัวขึ้น ลองลงน้ำหนักที่เท้าซ้ายดู ปรากฏว่ายังรับได้อยู่ เลยเดินกะเผลกๆ กลับไปโฮสเตลที่อยู่ใกล้ๆ นี่ยังโชคดีนะที่มาเท้าพลิกตรงจุดคืนจักรยานพอดี ไม่งั้นก็ไม่รู้จะเอากลับไปคืนยังไง แล้วจะกลับไปโฮสเตลได้ยังไง

พอกลับมาถึงห้องที่โฮสเตล เพื่อนร่วมห้องคนเดิมก็เป็นเดือดเป็นร้อนมากกับเท้าของเรา เค้าเอาเจลอาบน้ำมาให้แล้วก็ยืนกรานให้เราทาเจลไว้ที่เท้าแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ (เจลอาบน้ำนี่นะ? =[]=!!!) แล้วเค้าก็พูดพล่ามบรรยายสรรพคุณของเจลอาบน้ำนี้ไม่หยุด พอเห็นเรายังไม่ทา เค้าก็คะยั้นคะยอให้เราทาให้ได้อีก ปวดหัวมาก คนยิ่งเครียดๆอยู่มาเจอแบบนี้อีก = =” เราออกไปถามเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ว่ามีน้ำแข็งหรืออะไรให้ประคบเย็นมั้ย โชคดีที่เค้ามีถุงเย็นอยู่เราเลยเอามาประคบเท้าไว้แล้วก็เข้านอน ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องก็ยังคงพูดพล่ามเกี่ยวกับสรรพคุณของเจลอาบน้ำและประสบการณ์ที่ใช้มากับตัวเองไม่หยุด แถมยังเปิดไฟอ่านหนังสือแล้วก็ส่งเสียงวิจารณ์เนื้อหางึมงัมๆอยู่เรื่อยๆไม่ยอมเข้านอนซักที

สภาพเท้าหนึ่งวันถัดไป

สภาพเท้าหนึ่งวันหลังเท้าพลิก บวมเป่ง

เช้าวันต่อมาหลังจากเราตื่นนอนแล้วก็ลองลงน้ำหนักตรงที่เท้าซ้ายดู ปรากฏว่าปวดยิ่งกว่าเมื่อวานอีก T-T เลยเขย่งๆเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็เขย่งกลับออกมาเก็บข้าวเก็บของอย่างเงียบเชียบ ระวังไม่ให้เพื่อนร่วมห้องจอมพล่ามตื่นนอน เสร็จแล้วก็ลองใส่รองเท้าแตะแล้วก็ลองยืนขึ้นดู ปรากฏว่าปวดน้อยลง ยังพอลงน้ำหนักได้ พอเดินได้อยู่ เลยลากกระเป๋าออกไปเช็คเอาท์ที่เคาน์เตอร์ พอเช็คเอาท์เสร็จก็ถามเจ้าหน้าที่ว่ามีคลินิกหมอกระดูกแถวนี้ที่ไหนบ้าง เค้าก็เอาปากกามาวงๆใส่ในแผนที่มาให้บอกว่าแถวๆนี้มีลองหาดู (ขอบคุณนะ 555 /ยิ้มทั้งน้ำตา) เราก็ค่อยๆเดินกะเผลกๆ ลากกระเป๋าออกไป เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ความเร็วมากกว่าเต่าคลานนิดนึง เวลาเดินก็ต้องระวังอีก ก้าวผิดนิดนึงมันจะเจ็บแปล๊บขึ้นมาเลย เดินอยู่ซักพักก็มาถึงบริเวณที่เค้าวงมาให้แล้วก็เจอตึกๆหนึ่งเป็นเหมือนคลินิกเอกชน เราก็เข้าไปที่เคาน์เตอร์ติดต่อ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บอกว่าหมอไม่อยู่ต้องนัดก่อนล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ = =” เลยถอดใจ เดินขาเป๋ต่อไปก่อนก็ได้วะ

โชคดีที่วันนั้นเราต้องเดินทางไปที่เบอร์ลิน และจะไปพักกับเพื่อนที่อยู่ที่นั่นพอดี เลยเดินกะเผลกๆลากกระเป๋าไปยังจุดจอดรถบัสแล้วก็ออกเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน พอไปถึงเพื่อนที่ชื่อ Ralph (ที่เคยโฮสต์เราเมื่อครั้งที่แล้วที่มาเบอร์ลิน) ก็ช่วยเช็คให้ว่ามีที่คลินิกที่ไหนเปิดให้เราไปหาหมอได้บ้าง แย่หน่อยที่คลินิกส่วนใหญ่จะปิดเร็วมาก ส่วนใหญ่จะปิดกันตั้งแต่เที่ยงๆบ่ายๆแล้ว แถมช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูร้อน คลินิกบางแห่งก็ปิดยาวให้หมอประจำคลินิกไปเที่ยวพักร้อนอีก ตอนนั้นเรามาถึงเบอร์ลินตอนเย็นวันศุกร์พอดี ทุกอย่างก็ปิดหมดแล้ว แล้วช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มีที่ไหนเปิด T.T แต่โชคดีที่พอ Ralph ลองโทรไปแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล Charité ในเบอร์ลินแล้ว เค้าบอกว่ามาได้เลยเมื่อไหร่ก็ได้ เราเลยตกลงว่าจะไปตอนเช้าวันต่อไปกัน

Charité โรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์อันดับต้นๆของประเทศเยอรมนี

เช้าวันเสาร์ Ralph ขับรถพาเรามาส่งที่ Charité ก่อนจะขับไปทำธุระต่อ ระหว่างนั้นเราก็เดินเข้าไปตรงแผนกผู้ป่วยนอก จะมีส่วนให้คนไข้นั่งรอ แล้วก็ห้องสำหรับลงทะเบียนและวัดความดัน เราก็เข้าไปในห้องทะเบียนก่อน แล้วเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ชายหน้าตาออกไปทางตุรกี ท่าทางกระฉับกระเฉง พูดจาดี ก็ขอพาสปอร์ตเรา ขอที่อยู่สำหรับส่งบิลค่าตรวจไปให้ แล้วก็ขอหลักฐานประกันสุขภาพด้วย การจะหาหมอที่นี่ ประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะว่าหาหมอแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายแพงมากๆ บางที่ถ้าไม่มีประกันสุขภาพเค้าก็ไม่ตรวจให้เลย อย่างที่ Charité นี่ พนักงานก็บอกว่าถ้าไม่มีประกันสุขภาพก็ต้องจ่ายมา 300 ยูโร (หมื่นกว่าบาท =[]=!!) เดี๋ยวไว้มีโอกาสจะมาเล่าเรื่องรายละเอียดของประกันสุขภาพ และการทำประกันสุขภาพในประเทศเยอรมนีสำหรับนักเรียนอีกทีโนะ

บัตรประกันสุขภาพของบริษัทประกันต่างๆในเยอรมนี

หลังจากบอกชื่อบอกอะไรเสร็จ เค้าก็ให้เราเข้าไปในห้องข้างๆที่มีเจ้าหน้าที่คอยวัดความดัน วัดไข้อยู่ เสร็จแล้วก็ถามว่าเป็นอะไรมา เราก็บอกว่าเท้าพลิก เค้าก็ถามว่าจากระดับ 1 ถึง 10 ตอนนี้ปวดระดับไหน แต่ตอนนั้นคือถ้าอยู่เฉยๆไม่ไปโดนมันจะไม่ค่อยปวดแล้ว เราเลยบอกว่า 1 ไป เสร็จแล้วเค้าก็บอกให้เราไปนั่งรอตรงหน้าห้องตรวจเลขนี้ๆ ในแผนกผู้ป่วยนอกนี้มีผู้ป่วยอยู่ไม่กี่คนเอง มองๆดู นับรวมญาติๆแล้วไม่น่าจะเกิน 30 คน เป็นแผนกผู้ป่วยนอกที่ร้างมากๆเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลรัฐในไทย 555 รอไปถึงแป๊บๆๆไปอยู่หน้าห้องตรวจแล้ว มีคนไข้รอตรวจก่อนเราอยู่แค่คนเดียว พอเค้าออกมาหมอก็เรียกให้เข้าไปในห้อง ให้นั่งรอบนเตียง ระหว่างนั้นหมอก็ขีดๆเขียนๆ คุยโทรศัพท์เรื่องคนไข้เคสอื่นอยู่อีกซักพักหนึ่ง หมอที่อยู่ในห้องตรวจเป็นผู้ชายดูยังเด็กๆอยู่ เดาว่าหมอที่เห็นๆอยู่ที่นี่น่าจะเป็นนักเรียนแพทย์ที่กำลังเรียนเฉพาะทางอยู่ เพราะว่า Charité นี่ก็เป็นโรงเรียนแพทย์ด้วย และก็เป็นโรงเรียนแพทย์ที่มีชื่อเสียงอันดับโลกเลยด้วย (รู้สึกฟินจังได้มารักษาเท้าที่โรงพยาบาลอันดับต้นๆของโลก) พอคุยโทรศัพท์เสร็จหมอก็หันมาทางเราแล้วก็ถามๆว่าเป็นไรมา เราก็บอกว่าเท้าพลิก เค้าก็ถามว่าตอนนี้ปวดมากมั้ย เราก็บอกว่าไม่ปวด แล้วเค้าก็ถามเสียงแข็งๆว่าไม่ปวดแล้วมาโรงพยาบาลทำไม = =” เราก็บอกว่าถ้าไปโดนตรงนั้นก็ยังปวดอยู่ แล้วก็อยากมาเช็คให้รู้ว่ามีอะไรแตกหักรึเปล่า เค้าก็มาคลำๆตรงข้อเท้า แต่มันไม่ได้ปวดตรงข้อเท้า มันปวดตรงข้างๆเท้าตรงด้านหน้าตาตุ่ม เราก็ชี้ให้หมอดู เค้าก็คลำๆ เสร็จแล้วก็บอกให้เราไปรอ X-ray ข้างนอก เราก็กลับออกมานั่งรอข้างนอก ความรู้สึกตอนนั้นคือหมอแอบพูดจาห้วนๆแฮะ ดูเค้าเบื่อๆไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเลย แต่ช่างมันเถอะ ซักพักก็มีคนมาเรียกไปห้อง X-Ray ที่อยู่ข้างๆห้องตรวจเลย เสร็จแล้วก็ออกมานั่งรอที่เดิม ตอนนั้นมีคนไข้อีกคนนั่งอยู่ตรงข้ามเรา รอซักพักหมอชายคนเดิมก็เดินหน้านิ่งออกจากห้องมาพร้อมสมุดจดอะไรซักอย่าง เค้าดูสมุดจดแล้วอธิบายเรื่องอาการและวิธีปฏิบัติตัวให้คนไข้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเราฟัง เสร็จแล้วก็หันมาหาเราแล้วก็บอกว่า ส่วนเคสคุณ กระดูกตรงโคนนิ้วก้อยแตกออกมานิดหน่อย วันจันทร์ให้ไปคลินิกให้เค้าเข้าเฝือกให้ซะ แล้วก็เดินจากไป โดยที่เราก็ยังงงๆอึ้งๆอยู่เลย =,.= แต่สรุปคือก็ต้องใส่เฝือกสินะ T.T หลังหาหมอเสร็จเราก็กลับไปบ้าน Ralph แล้วก็เล่าให้ฟัง แล้วเค้าก็หาที่อยู่หมอกระดูกจากเน็ตมาให้เราไว้ให้ไปหาตอนวันจันทร์

สภาพเท้าสามวันหลังเท้าพลิก เริ่มมีสีคล้ำ

สภาพเท้าสามวันหลังเท้าพลิก เริ่มมีสีคล้ำ

ตอนวันจันทร์เราก็ออกจากบ้านแต่เช้าแล้วก็เดินทางไปยังคลินิกที่ Ralph ให้ที่อยู่มาซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของ Ralph มาก พอไปถึงก็ไปลงทะเบียนอะไรๆตามปกติ แล้วก็แสดงหลักฐานประกันสุขภาพ เสร็จแล้วก็นั่งรอคิว ตอนนั้นมีคนไข้คนอื่นอยู่ประมาณสี่ห้าคิว แต่ว่ารอไม่นานเราก็ได้เข้าไปในห้องตรวจ หมอที่ประจำอยู่ตอนนั้นเป็นหมอผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูเป็นมิตร เค้าพูดอังกฤษกับเราตลอดถึงแม้จะไม่ได้คล่องมาก เราก็เล่าให้ฟังว่าขาพลิกมา ไปหาหมอที่ Charité มาแล้ว แล้วเค้าบอกว่าโคนกระดูนิ้วก้อยเท้าแตก วันจันทร์ให้ไปหาหมอที่คลินิกให้เค้าเข้าเฝือกให้ เสร็จแล้วหมอที่คลินิกก็ถามว่ามีภาพ X-ray มามั้ย เราก็บอกว่าไม่มี หมอที่ Charité ไม่ได้บอกอะไรแล้วก็ไม่ได้ให้อะไรมาเลย คุณหมอหญิงก็บอกว่าไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะปล่อยให้มาโดยไม่รักษาอะไรให้เลย แล้วก็บอกเราว่าเค้าต้องเห็นภาพ X-ray ถึงจะตัดสินใจได้ว่าควรจะรักษายังไง แต่เค้าจะไม่ X-ray ให้เราใหม่เพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพ แล้วเค้าก็เขียนจดหมายขอภาพ X-ray ให้เราไปขอภาพ X-ray จาก Charité มาให้เค้าตอนเช้าวันพรุ่งนี้ แล้วก็เขียนใบสั่งรองเท้าแบบพิเศษข้างซ้าย ให้เราไปหาซื้อมาใส่ เสร็จแล้วก็ปล่อ่ยเรากลับบ้าน เราก็เอาใบสั่งจากหมอมาซื้อร้องเท้าที่ร้านที่อยู่ใกล้ๆ แล้วก็ใส่เดินตั้งแต่ตอนนั้นเลย มันเป็นรองเท้าที่พอใส่แล้วตรงส้นเท้าจะอยู่ต่ำกว่าฝ่าเท้า ทำให้สามารถเดินได้อย่างปกติ ไม่ขากะเผลกแล้ว (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม) แต่ตอนก้าวเท้า ตรงปลายเท้าก็จะเด้งมาดีดพื้นดังแป๊กๆๆไปตลอด คนหันมามองตลอด = =”

รองเท้าที่หมอให้ไปซื้อมาใส่

รองเท้าที่หมอให้ไปซื้อมาใส่

พอเสร็จจากหมอผู้หญิงแล้ว ก็ยังเพิ่งจะสายๆ ยังมีเวลาอยู่ เราเลยนั่งรถไป Charité ต่อเลย ไปถึงก็เข้าไปประชาสัมพันธ์ ถามว่าแผนก X-ray อยู่ไหน เค้าก็อธิบายทางยาววววเป็นฉากๆ ฟังไม่รู้เรื่อง แถมยังจำไม่ได้ 555 ต้องออกมาเดินหาแผนที่เอาเองอยู่ดี แต่สุดท้ายก็หาทางจนไปถึงแผนก X-ray จนได้ พอไปถึงเราก็ยื่นจดหมายขอภาพ X-ray จากหมอผู้หญิงให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วเค้าก็ให้เรานั่งรอพักนึง แล้วก็ไปเอาแผ่นซีดีที่บันทึกภาพ X-ray ของเราไว้อยู่ออกมาให้ (โอ้โห เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่าเดี๋ยวนี้เค้าใช้เป็นซีดี ไม่ใช้ฟิล์มกันแล้ว)

วันต่อมาเราก็กลับไปหาหมอผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง วันนี้แอบไปสาย มีคนไข้รออยู่เยอะกว่าเมื่อวาน แต่พอไปถึง หมอเค้าก็ลัดคิวให้เราเข้าไปก่อนเลย พอเข้าไปเสร็จเค้าก็เปิดภาพ X-ray ดู แล้วก็บอกเราว่ากระดูกแตกนิดเดียว เดี๋ยวมันก็กลับเข้าไปติดที่เดิมได้เอง ระหว่างนี้ก็ให้ใส่รองเท้าที่เค้าให้ไปก็พอแล้ว แล้วก็อย่าเดินเยอะ อย่าทำกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนักที่เท้านั้นเยอะ แล้วก็เขียนใบเสร็จค่ารักษามาให้ เป็นอันจบพิธี สุดท้ายก็ไม่ต้องใส่เฝือก ยังซ่าได้อยู่ เย่! 5555

IMG_1037 IMG_1036

สรุปแล้วปัญหาเรื่องเท้าพลิกก็ถูกจัดการไปได้อย่างน่าพึงพอใจ ถึงแม้จะต้องใส่รองเท้าอันใหญ่เทอะทะที่แสนจะดึงดูดความสนใจจากผู้คนไปตลอดทั้งทริปที่เหลือ แถมเวลาเดินก็ยังส่งเสียงดังแป๊กๆ แต่ก็ยังดีกว่าต้องใส่เฝือกถือไม้ค้ำเดิน ส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายเราต้องออกเองไปก่อน แต่ถ้าส่งใบเสร็จต่างๆไปที่บริษัทประกัน เค้าก็จะโอนเงินกลับมาเข้าบัญชีเราให้ (ขั้นตอนเหมือนในโพสต์นี้ https://petchpetals.wordpress.com/2014/12/07/หาหมอครั้งแรกในเยอรมัน/) ทั้งนี้ นี่คือขั้นตอนของคนที่ทำประกันสุขภาพกับบริษัทเอกชน ถ้าเป็นประกันสุขภาพของรัฐ เราจะไม่ต้องจ่ายเงินเลย ทางบริษัทประกันจะทำบัตรประกันสุขภาพให้เรา เวลาเราไปหาหมอก็แค่แสดงใบนี้ เท่านั้นก็จะไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลอะไรเลย ก็จบลงแล้วสำหรับเรื่องวุ่นๆหลังเท้าพลิก เดี๋ยวตอนหน้าไว้จะมาเล่าว่านอกจากจะเดินสายหาหมอแล้ว ไปเบอร์ลินครั้งที่สามนี้ เราไปทำอะไรมาบ้าง

IMG_0862

Advertisements

2 thoughts on “ขาเป๋ในเยอรมนี

  1. ขอให้หายไว ๆ นะคะ ต่อไปขอให้เจอแต่โชคดี เดินทางปลอดภัยค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s