การเรียนใน Studienkolleg (4) : Feststellungsprüfung

ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญ ก็คือเรื่องของการสอบ Feststellungsprüfung หรือ FP

578226df959a1b2b089cdac26b1e588aหลังจากที่เราสอบทั้งหมดทั้งมวลในเทอมสองเสร็จแล้ว ก็จะยังมีการเรียนการสอนต่อไปอีกซักพัก ในช่วงนี้เหล่าครูผู้สอนก็จะมาทบทวนเนื้อหาสำคัญๆจากทั้งสองเทอมสำหรับเตรียมตัวสอบ FP ให้ (แล้วก็ทยอยกันประกาศคะแนนสอบที่ผ่านมาด้วย) ระหว่างนั้นก็จะมีใบสมัครสอบ FP มาให้กรอก สำหรับการสอบ FP นั้น วิชาบังคับที่ทุกคนต้องสอบคือวิชาเลข และวิชาภาษาเยอรมัน ส่วนอีกวิชานึง เราสามารถเลือกได้ว่าจะสอบวิชาฟิสิกส์ หรือวิชาประจำชั้นเรียนของเรา อย่างเช่นในกรณีของเรา ห้องเราเรียนวิชา Informatics เราสามารถเลือกได้ว่าจะสอบ FP วิชาเลข, เยอรมัน, ฟิสิกส์ หรือเลข, เยอรมัน, Informatics ตอนนั้นเราเลือกสอบฟิสิกส์เพราะว่าเนื้อหาไม่เยอะแล้วก็ค่อนข้างง่าย แล้วก็เพราะว่าเรียน Informatics ไม่รู้เรื่องอย่างแรงและขี้เกียจอ่านด้วย เนื้อหาเยอะมากกกกกกก ในการสอบวิชา เลข, ฟิสิกส์/เคมี/Informatics บรรยากาศก็จะเหมือนตอนสอบครั้งก่อนๆหน้าในระหว่างเรียนที่คอลเลจ แต่ว่าจะมีโจทย์และเวลาเพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่า (3 ชั่วโมง) ส่วนวิชาภาษาเยอรมันก็ไม่ได้มีอะไรพิศดาร เพียงแค่จับเอาการสอบทั้ง 4 พาร์ทมารวมกันในการสอบครั้งเดียวแค่นั้น หลังจากสอบทุกอย่างเสร็จก็จะมีเวลาว่างให้ได้หายใจหายคออีกประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนจะประกาศผลสอบและแจกประกาศนียบัตร

การตัดเกรดจบของ Studienkolleg

สำหรับการตัดเกรดจบของคอลเลจ เกรดเฉลี่ยจากเทอมสอง และเกรดจากการสอบ FP ในแต่ละวิชาจะถูกนำมาเฉลี่ยกัน ได้ออกมาเป็นเกรดจบที่จะถูกนำไปใช้สมัครเข้ามหาลัย ส่วนวิชาที่เราไม่ได้สอบ FP และวิชาแล็บหรือ Praktikum จะใช้เกรดเฉลี่ยจากเทอมนั้นเลย

ยกตัวอย่างเช่น

  • นาย ก ได้เกรดจากการสอบวิชาเลขในเทอมสองเป็น 2 และ 3 เกรดเฉลี่ยวิชาเลขของนาย ก จะเป็น (2+3)/2 = 2.5 แล้วถ้านาย ก สอบ FP วิชาเลขออกมาได้เกรด 3 เกรดจบวิชาเลขที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนาย ก จะเป็น (2.5+3)/2 = 2.7
  • นางสาว ข ได้เกรดจากการสอบวิชา Informatics ในเทอมสองเป็น 3 และ 4 และได้เกรดจากการพรีเซนต์เป็น 2 เกรดเฉลี่ยวิชา Informatics ของนางสาว ข จะเป็น (3+4+2)/3 = 3 แล้วถ้านางสาว ข สอบ FP วิชา Informatics ออกมาได้เกรด 4 เกรดจบวิชา Informatics ที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนางสาว ข จะเป็น (3+4)/2 = 3.5 แต่สมมติว่าถ้านางสาว ข ตัดสินใจไม่สอบ FP วิชา Informatics แล้วไปสอบ FP วิชาฟิสิกส์แทน เกรดจบวิชา Informatics ที่อยู่ในประกาศนียบัตรของนางสาว ข จะเป็น 3

IMG_0598

Mündliche Prüfung (การสอบปากเปล่า)

ในช่วงเวลาระหว่างการสอบ FP กับการแจกประกาศนียบัตรนั้น อาจจะมีนักเรียนบางคนถูกเรียกมาสอบปากเปล่า แต่ว่าใครกันล่ะที่จะต้องมาสอบปากเปล่า? เหตุผลที่ทำให้ถูกเรียกมาสอบปากเปล่านั้นมีอยู่ 2 เหตุผลด้วยกัน นั่นก็คือ

  1. มีวิชาใดวิชาหนึ่งที่คิดเกรดจบออกมาแล้วได้แย่กว่า 4.0
  2. มีวิชาที่เกรดเฉลี่ยจากในเทอม และเกรดจาก FP ต่างกันมากกว่า 1.0

หลังจากสอบปากเปล่าเสร็จแล้ว เกรดจากการสอบปากเปล่าจะถูกนำไปรวมกับเกรดเฉลี่ยจากในเทอมและเกรดจาก FP แล้วหาค่าเฉลี่ยออกมา ได้เป็นเกรดจบอันใหม่

  • ถ้าหลังจากสอบ FP แล้วมีมากกว่าหนึ่งวิชาที่ได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 จะถือว่าสอบตก ต้องเรียนซ้ำใหม่ ไม่มีโอกาสสอบปากเปล่าด้วย
  • ถ้ามีวิชาใดวิชาหนึ่งที่ได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 พอสอบปากเปล่าเสร็จ เอาคะแนนไปเฉลี่ยรวมใหม่แล้วยังได้เกรดจบแย่กว่า 4.0 อีก ก็ต้องไปสอบซ่อมตอนหนึ่งเดือนหลังพิธีรับประกาศนียบัตร เสร็จแล้วคะแนนจากการสอบนี้ก็จะถูกนำไปแทนที่คะแนนจาก FP ครั้งแรก แล้วก็คิดเป็นคะแนนจบออกมาอีกทีนึง ถ้ายังแย่กว่า 4.0 อีกก็ต้องซ้ำชั้น

เรื่องนี้จะเป็นคอนเซ็ปต์ที่เราเองก็ยังงงๆ 555 เอาเป็นว่าพยายามสอบให้ได้เกรดดีกว่า 4.0 ทุกครั้งแล้วก็อย่าให้เกรดเฉลี่ยจากในเทอมกับเกรดจาก FP ต่างกันมากกว่า 1.0 ละกัน ไม่รู้ว่าอธิบายเข้าใจดีรึเปล่า ถ้างงตรงไหนก็ถามมาในคอมเม้นละกันโนะ

ส่วนกระบวนการสอบปากเปล่าก็ไม่มีอะไรมาก เราต้องนั่งอยู่ในห้องกับครูผู้สอน เค้าจะให้โจทย์มาแล้วให้เวลาเราคิดซักพัก แล้วก็อธิบายเค้าไป(เป็นภาษาเยอรมัน)ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง แล้วครูผู้สอนก็อาจจะถามนู่นนี่นั่น แต่ถ้าเป็นข้อสอบปากเปล่าวิชาภาษาเยอรมันก็จะเป็นเหมือนกับสอบพูดธรรมดา ก็คือแนะนำตัว แล้วก็บรรยายภาพ บรรยายกราฟ อะไรเทือกนั้น

เคล็ดลับการสอบปากเปล่าให้ประสบผลสำเร็จคือทำใจร่มๆ ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องกังวล… เดี๋ยวนะ

พิธีรับประกาศนียบัตร

หลังจากการสอบทั้งหมดผ่านพ้นไป หากสุดท้ายเราสอบผ่าน เราก็สามารถมารับประกาศนียบัตรหรือใบจบได้ ซึ่งในวันรับใบจบนั้นก็จะมีพิธีการอะไรนิดๆหน่อยๆ มีการกล่าวขอบคุณฝ่ายต่างๆ กล่าวอำลาพอเป็นพิธี แล้วก็จะมีการแสดงเล็กๆน้อยๆจากนักเรียนในคอลเลจ แล้วก็จะมีพิธีมอบรางวัลให้กับนักเรียนที่ได้คะแนนดีในแต่ละวิชาด้วย ซึ่งรางวัลที่มีเกียรติที่สุดในพิธีนี้ก็คือรางวัลสำหรับคนที่ได้เกรดเฉลี่ยรวมทุกวิชาสูงที่สุดในคอลเลจ รางวัลที่จะได้ก็อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี ปีของเรารางวัลเป็นทุนการศึกษาจำนวน 500 ยูโร (ตาลุกวาว อยากได้บ้าง) ซึ่งคนที่ได้ไปก็เป็นนักเรียนชายจากประเทศรัสเซียที่มาจากห้องเรานี่เอง!

แล้วท้ายที่สุด ก็จะเป็นเวลาของการแจกใบจบ ซึ่งนักเรียนแต่ละห้องสามารถไปรับได้จากครูประจำชั้นของห้องของตัวเอง บนใบจบนั้นก็จะมีเกรดจบของแต่ละวิชา รวมทั้งเกรดวิชาแล็บ และเกรดเฉลี่ยรวมทุกวิชาบอกไว้ ใบจบนี้เราสามารถเอาไปใช้สมัครมหาลัยร่วมกับเอกสารอื่นๆและใบเกรดจากโรงเรียนม.ปลายจากไทยของเราได้ หลังจากรับใบจบแล้วก็สิ้นสุดกันทีหนึ่งปีของการเป็นนักเรียนต่างด้าวใน Studienkolleg สิ้นสุดกันทีกับ Awkward moment ทุกครั้งที่มีคนถามว่าตอนนี้เรียนอะไรอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี 55 หลังจากทุกคนรับใบจบกันเสร็จแล้วแล้วก็ได้เวลาถ่ายรูปหมู่ตามอัธยาศัย 555 ใจหายแว๊บ จะไม่ได้เจอเพื่อนบางคนอีกต่อไปแล้วหรือนี่ /ดราม่าแป๊บ

IMG_0387

สมัครเข้ามหาลัย

หลังจากเรียนจบจากคอลเลจแล้ว ก็ได้เวลาของการสมัครเข้ามหาลัยอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนการสมัครมหาลัยในครั้งนี้ก็เหมือนกับตอนที่เราสมัครเข้ามหาลัยก่อนจะมาเข้าเรียน Studienkolleg เลย (https://petchpetals.wordpress.com/2015/03/24/กว่าจะได้วีซ่า-2-สมัครมห/) เพียงแต่ว่าครั้งนี้เราต้องเพิ่มใบจบจาก Studienkolleg ลงไปในกองเอกสารเท่านั้น หลังจากส่งเอกสารทางไปรษณีย์ไปยังทุกมหาลัยที่เราต้องการจะสมัครแล้ว ก็รอผลปกติจนกว่าเค้าจะตอบรับมา แต่ครั้งนี้จะโล่งขึ้นมาหน่อยนึงตรงที่ว่าเราอยู่ที่เยอรมันแล้ว จะส่งจดหมายจะจัดการอะไรก็ทำได้เร็วกว่าตอนอยู่ไทย มีเรื่องหนึ่งที่ต้องระวัง ก็คือ หลายๆมหาลัยจะต้องการเอกสารที่ลงสำเนาถูกต้องจากหน่วยงานราชการ (Beglaubigung) ตอนอยู่ที่ไทยเราเอาไปทำที่สถานทูต ตอนอยู่ที่เยอรมันเราสามารถเอาไปทำที่ Bürgerbüro ได้

ตราประทับยืนยันสำเนาถูกต้อง

สำหรับมหาลัย KIT ที่นี่สามารถส่งสำเนาของเอกสารแบบไม่ต้องทำ Beglaubigung ได้เลย หลังจากเรารับใบจบมาแล้ว เราก็แค่เอาไปรวมกับสำเนาเอกสารอื่นๆกับรูปถ่าย ใส่ซองจดหมาย แล้วก็เอาไปยื่นให้พนักงานที่ International Students Office ของมหาลัยกับมือได้เลย เค้าก็จะช่วยตรวจเช็คให้ด้วยว่าเรามีเอกสารครบรึเปล่า ขาดอะไรไปบ้าง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย สะดวกมากๆ เราสมัครแค่ที่นี่ไปที่เดียวเลยเพราะขี้เกียจเตรียมเอกสารเพิ่ม 555 แต่จริงๆก็ชอบเมืองนี้มากๆอยู่แล้วด้วยแหละ แล้วก็อยากเรียนต่อที่นี่อยู่แล้ว เพราะตอนนี้ก็คุ้นเคย แล้วก็มีเพื่อนอยู่ที่นี่แล้วด้วย

หลังจากที่สมัครมหาลัยเสร็จ (หมดเขตสมัครวันที่ 15 กรกฎาคม) เราก็จะมีเวลาว่างยาวววว ไปจนเปิดเทอมเดือนตุลานู่น ก็เป็นช่วงเวลาให้ทำกิจกรรมต่างๆได้ตามอัธยาศัยอีก จะทำงาน จะไปเที่ยว หรือจะกลับบ้านก็ได้ ส่วนระยะเวลาจนกว่ามหาลัยจะประกาศผลก็ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาลัย อย่างที่ KIT ก็จะประกาศผลทางเว็บหลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน หลังจากประกาศผลแล้วก็ต้องมาดูอีกว่าเราต้องไปลงทะเบียนเรียนเมื่อไหร่ แล้วก็ต้องเอาใบตอบรับจากมหาลัยไปต่ออายุวีซ่าอีก ทำให้ช่วงปิดเทอมหลังจบ Studienkolleg นั้นเป็นช่วงที่ไม่เหมาะกับการกลับบ้านเพราะอาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่สำหรับเราค่อนข้างลงตัวแล้ว เพราะว่าสมัครแค่ที่ KIT ไปที่เดียว ผลสอบก็ออกทางเน็ตไม่ต้องอยู่บ้านคอยรอจดหมาย แถมวันลงทะเบียนก็รู้แน่ชัดแล้วว่าเป็นช่วงปลายกันยา ทำให้เราตัดสินใจกลับบ้าน (ตอนนี้ก็กำลังนั่งพิมพ์อยู่ที่ไทย 55) และนี่ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใน Studienkolleg Karlsruhe ไปจนถึงตอนสมัครเรียนมหาลัย

11112847_10203076323663750_3157078819293393737_n

สังคมใน Studienkolleg

ก่อนจะจบในส่วนของ Studienkolleg ไปขอพูดเรื่องสังคมที่นี่นิดนึงเพราะอาจจะมีคนสนใจ ปัญหาของการเรียนในคอลเลจก็คือนักเรียนทุกคนเป็นนักเรียนต่างชาติ มาจากคนละประเทศ คนที่มาจากประเทศเดียวกันก็จะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน ทำให้แม้แต่ในห้องเรียนเดียวกันก็ยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ ถ้าอยากจะผู้มิตร อยากจะเข้ากลุ่มกับคนอื่นก็ต้องพยายาม+ทำใจหน่อย เพราะเวลาอยู่ในกลุ่มเพื่อนเค้าก็มักจะพูดภาษาแม่ของเค้ากัน แต่ก็มีเหมือนกันที่คนหลายๆประเทศมาจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน เรียน ทำกิจกรรมอะไรด้วยกัน หลังจากเปิดเทอม พอผ่านไปเรื่อยๆ สมาชิกในห้องก็จะเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้น แต่ว่าก็จะไม่ได้สนิทกันมากเหมือนเพื่อนในโรงเรียนม.ปลายอะไรงี้ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็จะแตกต่างกันไป ครูบางคนก็ใจดีมาก ให้นักเรียนเรียกชื่อต้นเค้าได้เลย (ที่เยอรมัน คนที่ไม่สนิทกันจะเรียกกันด้วยนามสกุล) ครูบางคนก็นัดเด็กๆไปเตะบอลกันหลังเลิกเรียน ครูบางคนก็ตลก บางคนก็เคร่งขรึม ครูที่อีโก้จัด นักเรียนเกลียดเยอะๆก็มี 555 แต่เราไม่ได้เรียนกับเค้าเลยไม่มีอะไรมาเล่า แต่ว่าครูทุกคนก็เต็มที่กับการสอน แล้วก็เตรียมการสอน วางแผนการสอนมาอย่างดี

ในช่วงเทอมสองจะมีวันทัศนะศึกษารวมหนึ่งวัน ซึ่งในวันนี้นักเรียนจากทั้งคอลเลจจะเดินทางไปทำกิจกรรมอะไรบางอย่างร่วมกัน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วก็จะเป็นการไปปีนป่ายต้นไม้ที่ Waldseilpark Karlsruhe แบบในรูป (เพราะว่าไม่เคยมีใครเสนอไอเดียอื่นเลย) ในวันทัศนศึกษาทุกคนก็จะมาเจอกันที่คอลเลจแล้วก็เดินทางไปยัง Waldseilpark ด้วยกัน ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆก็ออกเอง แต่ว่าเค้าจะมีส่วนลดให้ วันนั้นเราไม่ได้ไป เพราะตื่นสาย 5555 เสียดายมาก แต่ก็ไม่ต้องเสียตังนะ /โหมดขี้งกทำงาน

Waldseilpark Karlsruhe

ก็จบลงไปแล้วกับประสบการณ์หนึ่งปีใน Studienkolleg Karlsruhe หวังว่าคงจะพอได้อรรถรส พอเห็นภาพกันบ้างว่าการเรียนที่นี่เป็นยังไง ไม่รู้เหมือนกันว่าที่คอลเลจที่อื่นมีอะไรเหมือนหรือแตกต่างจากที่นี่ยังไงบ้าง ถ้าเกิดว่ามีนักเรียนจากคอลเลจอื่นผ่านมาอ่านเจอก็มาเล่าในคอมเมนต์ได้โนะ ปิดฉากลงไปกับชีวิตนักเรียนคอลเลจ เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องการเดินทางข้ามประเทศเยอรมนี เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่เมือง Stockholm ประเทศสวีเดนกลับไทยของเรา ขอบอกเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ได้มีเสียเลือดเสียเนื้อกันบ้าง 555 แต่จะเกิดอะไรขึ้นนั้น อย่าลืมรอติดตามชม!!!!!

IMG_1671

Advertisements

4 thoughts on “การเรียนใน Studienkolleg (4) : Feststellungsprüfung

  1. อัตราส่วนคนสอบผ่านเข้า studienkolleg ได้เยอะไม๊ครับ แล้วอัตราส่วนคนสอบผ่านข้อสอบ FH ได้ มีกี่% ครับ

    • อันนี้ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ แล้วแต่ละมหาลัยก็คงจะไม่เหมือนกันด้วย แต่คิดว่าน่าจะอีเมลล์ไปถามที่ International Office ของมหาลัยได้ครับ อ้อแล้วเค้าจะรับจำนวนนักเรียนเท่ากับจำนวนที่ว่างที่มีครับ ไม่ได้มีเกณฑ์คะแนนผ่านไม่ผ่าน ยกเว้นวิชาภาษาเยอรมันที่ต้องสอบให้ผ่าน (แต่ไม่ได้เอาคะแนนมาใช้คัดเข้า) ถ้าปีไหนมีคนแห่มาสมัครกันมากๆ อัตราส่วนคนสอบเข้าได้ก็จะน้อย

  2. NC หรือ numerus clausus คืออะไรหรอคะ หาข้อมูลดูแล้วยัง งงๆ อยู่เลย
    หลังจากจบ Studienkoellg แล้ว มีการสอบวัดความถนัดเข้ามหาวิทยาลัย เหมือนในประเทศไทยไหมคะ
    หรือใช้แค่ FP กับเกรดยื่น แล้วพี่พอจะทราบไหมคะว่าคณะ Architektur ของ Karlsruhe ต้องสอบอะไรเพิ่มเติมไหมนอกจาก FP ขอบคุณมากๆค่ะ บทความพี่เป็นประโยชน์มากเลย

    • สำหรับคณะ Architektur อาจจะต้องส่งพอร์ตผลงานด้วย แต่อย่างคณะวิศวะ สอบแค่ FP ครับ แต่พี่ก็ไม่แน่ใจ ลองอ่านรายละเอียดในหน้าที่บอกเกณฑ์การรับของแต่ละคณะๆในเว็บของมหาลัยที่เราอยากเข้าจะชัวร์กว่าครับ

      คณะไหนที่บอกว่ามี NC ก็หมายความว่ามีที่นั่งจำกัด จะจัดอันดับผู้สมัครแล้วรับอันดับที่ดีที่สุดแค่เท่าที่จะรับได้ครับ ถ้าคณะไหนไม่มี NC แปลว่าใครสมัครก็รับหมดครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s