Europe 2015 Trip: Paris ในสายฝน & กลับสู่ Karlsruhe

หลังจากเจอกับ David แล้ว เค้าก็พาเราไปที่ห้องของเค้าซึ่งอยู่แถวย่าน Monmartre ห้องของ David เล็กมาก ลองกะดูรวมๆแล้วน่าจะไม่ถึง 10 ตารางเมตร แต่ก็มีห้องน้ำในตัว มีอ่างอาบน้ำที่เล็กจนนอนแช่ไม่ได้ นั่งแช่ได้อย่างเดียว 55 แต่ห้องเล็กๆแบบนี้นี่ สามหมื่นบาทต่อเดือนนะจ๊ะ 555 มาตรฐานปารีส /ขอช๊อคแป๊บ หลังจากมาถึงเราก็ถอดรองเท้าออก โอ้โหหหห!!!! แทบอ้วก!! กลิ่นคราบเหงื่อคราบไคลที่หมักหมมจากการเดินอย่างหนักหน่วงติดต่อกันมาเป็นเวลาเกือบ 24 ชั่วโมงนี่ขจรขจายแทรกซึมไปทั่วทุกอณูอากาศ วิ่งเข้าห้องน้ำไปล้างเท้าแทบไม่ทัน

IMG_6882

ห้องของ David เปิดประตูเข้ามาทางซ้ายเป็นครัว???

IMG_6883

ทางขวาเป็นโซฟาที่กางออกเป็นเตียงได้

หลังจากล้างเท้าเสร็จแล้ว ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง เราก็นั่งคุยกับ David ซักพัก ตอนที่ David มาพักกับเราที่กรุงเทพเค้ายังเป็นนักเรียนปริญญาตรีคณะไบโอฟิสิกส์ อะไรประมาณนั้นอยู่ที่สวีเดนอยู่ ตอนนี้เค้ามาทำวิจัยพร้อมๆกับเรียนปริญญาโทที่ปารีสได้ประมาณครึ่งปีละ หลังจากคุยไปได้ซักพักก็คุยกันว่าจะกินไรกันดี เราก็บอกว่าเดี๋ยวทำอาหารไทยให้กิน แล้วเราก็ออกไปซื้อของทำกับข้าวที่ร้านซุปเปอร์มาเก็ตเอเชียแถวนั้นกัน แล้วก็กลับมาทำกับข้าวกิน อาหารมื้อนั้นก็คือ!! ต้มข่าไก่สำเร็จรูปแบบเปิดกระป๋องเทใส่หม้อต้ม ใส่ไก่ พอเดือดก็กินได้เลย ไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรเลย 55 แต่ก็ไม่อร่อย 5555 กับอีกอย่างคือไก่ผัดกับเห็ด หัวหอม และซอสกระเทียมอะไรซักอย่างของจีน ตอนแรกจะซื้อผงหมักสำหรับทอดกระเทียมมาทำไก่ทอดกระเทียม แต่ว่าซุปเปอร์ที่นี่ไม่มีขาย เลยซื้อซอสอันนี้มาแทน แต่ว่าอร่อยมาก แต่จำไม่ได้ละว่ามันคือซอสอะไร กลับมาหาที่เยอรมันก็ไม่เจอแล้ว T.T หลังจากกินเสร็จเราก็ไปอาบน้ำ แล้วก็มาดูหนังกัน David เปิดเรื่อง Pulp Fiction ให้ดู แต่ว่าตอนนั้นเราง่วงมาก ดูไปได้ไม่ถึงครึ่งเรื่องก็สัปหงก David เลยเอาที่นอนลมออกมาปั๊มลมให้เป็นที่นอนของเรา (ที่นอนแบบนี้เกิดมาเพิ่งเคยเห็นนะเนี่ย) แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน คืนนั้นเราก็นอนนนนนนนนน จนเต็มอิ่มชดเชยคืนที่ผ่านมา ที่นอนปั๊มลมนอนสบายมากกกกก เกิดมาเพิ่งเคยนอนเป็นครั้งแรก ตอนเราตื่น David ออกไปมหาลัยแล้ว เราก็กินอาหารเช้าในห้อง (ขนมปังฝรั่งเศสแบบแข็งจนตีหัวคนแตก ทาแยมกับช็อคโกแล็ต) แล้วก็ออกไปเที่ยวเมือง

ขนมปังฝรั่งเศส

IMG_6886

เอาจริงๆอารมณ์ตอนนั้นมันไม่ค่อยมีอารมณ์เที่ยวละ ถึงจะเป็นปารีสก็เถอะ คิดว่าคงจะเป็นผลจากการอดหลับอดนอนในวันก่อนๆนั่นแหละ มันเพลียไปหมด มันรู้สึกว่าเที่ยวนานเกินไปแล้วนะ อยากกลับไปนั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆ นั่งเล่นคอม ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องออกไปไหน อยู่สบายๆเป็นหลักเป็นแหล่งที่ห้องใน Karlsruhe ทั้งวัน ไม่เข้าใจว่าพวกที่เค้าเที่ยวกันนานๆเป็นแรมเดือนแรมปีนี่ทนกันได้ยังไง (เริ่มที่ David คนแรกเลย ออกไปเที่ยวรอบโลกอยู่ปีนึงก่อนจะกลับไปเรียนต่อ) นี่ผ่านมาแค่สิบกว่าวันเราก็เอือมแล้ว วันนั้นเราก็ไปเดินเล่นแถวๆ Monmartre ที่อยู่แถวห้องของ David เพราะว่าครั้งที่แล้วที่เรามาปารีสเราไม่ได้มาเดินเที่ยวตรงนี้แบบละเอียดๆ แล้วสิ่งหนึ่งที่อยากทำก็คือมาตามรอยสถานที่จากในหนังเรื่อง Amélie ด้วย ซึ่งสถานที่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในย่าน Monmartre นี่แหละ แต่ว่าเอาจริงๆ พอไปเห็นแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอู้หูอู้หา รู้สึกฟินอะไร 555 เราเลยเดินขึ้นเขาไปยังโบสถ์ Sacre-coer ที่อยู่บนยอดเขา ซึ่งจากตรงนั้นเราสามารถมองออกไปเห็นวิวของเมืองปารีสได้แทบทั้งเมืองเลย อันนั้นแหละที่ฟินมาก ตอนเราอยู่ปารีสฝนตกปรอยๆเกือบทั้งวันเลย แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการเดินชมเมืองจืดจางลงไปแต่อย่างใด มีแต่จะทำให้ตัวเมืองยิ่งสวยขึ้นด้วยซ้ำ

IMG_6887

Moulin Rouge คาบาเรต์ที่มีชื่อเสียงมากในปารีส

IMG_6893

โบสถ์ La basilique du Sacre-coer

IMG_6890

วิวจากบนยอดเขา ด้านหน้าโบสถ์ Sacre-coer

จากโบสถ์ Sacre-coer เราก็เดินลงเขามายังสถานีรถไฟใต้ดินใกล้ๆ แล้วก็ขึ้นรถไฟไปลงแถวๆหอไอเฟล (ไหนๆมาปารีสอีกครั้งแล้วก็แวะมาหอไอเฟลซะหน่อย) ไปเดินข้ามสะพาน Pont de Bir-Hakeim ที่เป็นฉากในหนังเรื่อง Inception (สรุปมาปารีสครั้งนี้คือทริปตามรอยหนัง?) แล้วก็ย้อนกลับมาหอไอเฟล แล้วก็เดินเล่นต่อไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงเวลานัดกินข้าวเย็นกับ David เราก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีที่นัดกันไว้

IMG_6901IMG_6907IMG_6906IMG_6904IMG_6905IMG_6908

เย็นวันนั้น David พาเรามากินข้าวเย็นที่ร้านอาหารสไตล์ปารีสแท้ๆ ราคาไม่แพงย่านชานเมือง ความพิเศษของการมาทานอาหารที่ภัตตาคารในปารีสก็คือ คนมักจะชอบนั่งด้านนอกตึกกัน วันที่เราไปอากาศหนาวแต่เค้าก็ยังเอาโต๊ะออกมาตั้งข้างนอก แล้วก็ตั้งเต๊นพลาสติกคลุมรอบๆบริเวณร้านอาหารเอาไม่ให้อากาศเย็นเข้ามา ความพิเศษอย่างที่สองคือ อาหารเย็นจะเริ่มเสิร์ฟตั้งแต่หนึ่งทุ่มเป็นต้นไปเท่านั้น ตอนนั้นเรากับ David มาถึงก่อน ก็เลยต้องสั่งเครื่องดื่มมาดื่มรอไปก่อน ตอนแรกนั่งกันตรงโต๊ะนอกตึก แต่ซักพักพอคนมากันเยอะขึ้นเค้าก็เริ่มสูบบุหรี่กัน เราเลยย้ายเข้าไปนั่งด้านในร้านกัน ซึ่งตรงนั้นห้ามสูบบุหรี่ และความพิเศษอย่างที่สามคือ เค้าจะไม่มีเมนูเป็นแผ่นๆหรือเป็นเล่มๆแบบที่ไทย (หรือแม้แต่ที่เยอรมัน) แต่พนักงานจะเขียนรายชื่ออาหาร ทั้งจานหลัก จานเรียกน้ำย่อย และของหวานที่มีเตรียมไว้สำหรับวันนั้นลงไปบนกระดานดำเอา แล้วเค้าก็จะทำเครื่องหมายเน้นไว้ว่าเมนูไหนเป็นเมนูแนะนำ หรือ Dish of the day (Le plat du jour) สำหรับวันนั้น แล้วพอใครจะสั่งอาหาร พนักงานก็จะหยิบกระดานดำแผ่นนั้นเดินไปยกให้ลูกค้าดู ลูกค้าก็เลือกเมนูที่มีเขียนอยู่ในกระดานแผ่นนั้นเอา มีเพื่อนเราเคยเล่าให้ฟังว่า ที่ฝรั่งเศส ร้านอาหารร้านไหนมีเมนูเป็นแผ่นๆหรือเป็นเล่มแบบถาวรเตรียมไว้ให้ลูกค้า แสดงว่าร้านนั้นไม่อร่อย ส่วนร้านที่อร่อย ในแต่ละวันจะทำอาหารเพียงไม่กี่ชนิดเตรียมไว้สำหรับเสิร์ฟเท่านั้น และลูกค้าก็มีสิทธิ์สั่งแค่เมนูที่เค้าเตรียมไว้เสิร์ฟในวันนั้นเท่านั้นด้วย

IMG_6923IMG_6922

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จเราก็กลับไปแถวห้องของ David แล้วก็ขึ้นไปเดินเล่นดูวิวบนยอดเขาใน Montmartre กัน แต่ว่าวิวตอนกลางคืนไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ตอนแรกนึกว่าจะมีไฟเยอะๆสวยงาม แต่ว่าของจริงแอบมืด วิวตอนกลางวันสวยกว่า เสร็จแล้วเราก็กลับห้องมาดู Pulp Fiction กันต่อจนจบแล้วก็เข้านอน

IMG_6914

สะพาน Alexandre III สะพานที่สวยที่สุดในปารีส ต้นแบบของสะพานมัฆวานรังสรรค์ในกรุงเทพ

IMG_6917 IMG_6921 IMG_6912IMG_6920

Les Invalides พิพิธภัณฑ์การทหารของฝรั่งเศส และที่ฝังศพของนโปเลียน

Les Invalides พิพิธภัณฑ์การทหารของฝรั่งเศส และที่ฝังศพของนโปเลียน

วันต่อมา David ปลุกเราตอนเช้าเพื่อบอกลาก่อนจะออกไปมหาลัย ส่วนเราก็หลับต่อ ไปตื่นอีกทีตอนสายๆ บ่ายวันนั้นเราต้องนั่งรถไฟจากปารีสไปยังเมือง Strasbourg ที่อยู่ที่ชายแดนฝรั่งเศส-เยอรมัน ตามแผนเลยคือจะอยู่ที่นั่นอีกสองคืน ก่อนจะนั่งรถบัสกลับไปยัง Karlsruhe ที่อยู่ห่างออกไปแค่สองชั่วโมง แต่ปรากฏว่าวันนั้นโฮสต์ใน Strasbourg ส่งข้อความมาบอกว่าน้ำไม่ไหล โฮสต์ไม่ได้แล้ว =,.= เราเลยจองรถบัสกลับจาก Strasbourg ไป Karlsruhe สำหรับวันนั้นเลย จริงๆก็ดีเหมือนกันเพราะว่าอยากกลับบ้านใจจะขาดแล้ว วันนั้นหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จเราก็นั่งรถไฟออกไปในเมืองจะได้ใช้ตั๋วให้หมดๆไป แล้วก็ไปเดินเล่นริมแม่น้ำ แต่ปรากฏว่าเดินไปเดินมา ดูนาฬิกา… ฉิ—ย!!!!! ดูเวลาผิด!!!! ตอนนั้นล่ะวิ่งไม่คิดชีวิต ขึ้นรถไฟใต้ดินทะลุข้ามเมืองกลับห้อง ลากกระเป๋าวิ่งมาขึ้นรถไฟใต้ดินอีกรอบไปสถานีรถไฟ วิ่งลากกระเป๋าขาขวิดไปที่ชานชาลา หายใจหายคอแทบไม่ทัน เหนื่อยสุดๆ แต่ในที่สุดก็มาถึงทันก่อนรถไฟจะออกประมาณไม่กี่นาที โอยย หัวใจจะวาย 55 นี่ถ้าพลาดตกรถไฟใต้ดินไปแค่สายเดียวนี่หมดไปเลยนะ ค่าตั๋วรถไฟหนึ่งพันบาทที่จองมา 555

IMG_6933

Hôtel de Ville ศาลากลางของกรุงปารีส

IMG_6934IMG_6935

หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรละ รถไฟความเร็วสูง TGV วิ่งด้วยความเร็วสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้ามประเทศฝรั่งเศสมาจนถึงชายแดนที่เมือง Strasbourg พอมาถึงเราก็เดินลากกระเป๋าลงจากรถไปยังหน้าสถานีรถไฟ แต่พอไปถึงแล้วก็เห็นใครบางคนยืนอยู่ตรงทางเข้า เอ๊ะ นั่นใครอะ หน้าคุ้นๆรึเปล่าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เดินเข้าไปใกล้ๆ อ้อ ปรากฏว่าเป็นโฮสต์ที่ Strasbourg ที่เพิ่งส่งข้อความมาบอกยกเลิกโฮสต์ไปเมื่อเช้า เค้าบอกว่ากะจะมาพาเราเดินเที่ยวก่อน เราบอกว่าเปลี่ยนใจไม่ค้างที่ Strasbourg แล้ว เดี๋ยวจะขึ้นรถบัสกลับเลย เค้าเลยพาเราเดินจากสถานีรถไฟ ผ่านใจกลางเมือง ดูนั่นดูนี่นิดหน่อย แล้วก็มาส่งที่ลานจอดรถบัส เสร็จแล้วเราก็ขึ้นรถบัสกลับมา Karlsruhe คราวนี้ใช้บริการรถบัสของ ADAC Postbus ซึ่งเป็นบริษัทรถบัสที่เราชอบที่สุดเลย เพราะบรรยากาศบนรถสบายและเป็นระเบียบมาก แถมเข็มขัดนิรภัยก็เป็นแบบพาดมาจากทั้งไหล่และเอว ไม่เหมือนบริษัทอื่นๆที่พาดข้ามเบาะแค่ตรงช่วงเอวเท่านั้น

Strasbourg เมืองที่ผสมผสานเอาวัฒนธรรมของเยอรมันและฝรั่งเศสมารวมกัน คราวนี้แค่เดินทางผ่านเฉยๆ เดี๋ยวเอาไว้กลับมาเที่ยวคราวหน้า

และแล้วในที่สุด หลังจากเที่ยวมานานกว่า 13 วัน เราก็กลับมาสู่อ้อมอกของเมือง Karlsruhe อันแสนสงบสุขและเป็นมิตรอีกครั้ง แต่ว่าตอนนั้นยังเข้าห้องไม่ได้เพราะต้องรอคนที่มาเช่าห้องออกอีกสองวัน =.= ระหว่างนั้นก็ไปนอนห้องเพื่อนก่อน สรุปว่าทริปนี้ก็เป็นทริปยาวๆอีกทริปที่น่าจดจำ ได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นอะไรใหม่ๆและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของยุโรปอีกเยอะเลย และที่สำคัญก็คือได้ผ่านประสบการณ์หฤโหดที่พอมองกลับไปแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตคนเราช่างมีขึ้นมีลง มีสีสันจริงๆ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้น แต่เราก็แก้ปัญหาและผ่านมันมาได้ทุกครั้ง ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่มากมายอะไรแต่ก็ทำให้หัวใจของเราได้เต้นตุ๊มๆต่อมๆ ให้เลือดได้สูบฉีด ให้ชีวิตมีเรื่องตื่นเต้นบ้าง 55 หลังจากจบทริปนี้ก็ได้เวลาเตรียมตัวสำหรับเทอมฤดูร้อนที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วัน (ซึ่งปัจจุบัน ณ ตอนที่นั่งพิมพ์อยู่นี่ก็ผ่านมาจนสอบกลางภาคไปแล้ว) เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องทริปสั้นๆไปเดินป่าในสวิตเซอร์แลนด์ช่วงวันหยุดอีสเตอร์ กับ โพสต์รูปอาหารกลางวันจากโรงอาหารของมหาลัย เดี๋ยวมาดูกันว่าที่นี่เค้ามีอะไรให้นักเรียนกินบ้าง

IMG_6898

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s