Europe 2015 Trip: Brussels Night / Paris Morning

เราจากเมือง Brussels มาอย่างอาลัยอาวรณ์ในค่ำคืนอันแสนเหน็บหนาวของเดือนกุมภาพันธ์ วันนั้นมีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย คือตอนแรกจองตั๋วรถบัสมาสำหรับออกจาก Brussels ตอนบ่ายสองเพื่อไปปารีส (พิมพ์ทับศัพท์ไปเลยละกันเพราะชื่อนี้คนไทยใช้บ่อยกันอยู่แล้ว) แต่ว่าจนถึงวันนั้นแล้วยังหาที่พักสำหรับคืนนั้นในปารีสไม่ได้เลย เลยตัดสินใจ นอนบนรถละกัน แล้วก็ไม่ไปขึ้นรถรอบที่จองไว้ อยู่เที่ยวใน Brussels ต่ออีกครึ่งวัน (เพราะรถรอบที่จองไว้ยังไงก็ราคาแค่ 1 ปอนด์อยู่แล้ว ส่วนรถที่จะจองใหม่ตอนนี้ก็ไม่แพงมาก แค่ 15 ปอนด์ แถมจองออนไลน์ก่อนขึ้นรถตอนไหนก็ได้ แน่นอนว่าครั้งนี้ก็เป็นรถของ Megabus เหมือนเดิม 555)

IMG_6657 IMG_6798 IMG_6799 IMG_6800

รถจาก Brussels ไปปารีสรอบค่ำของวันนั้นก็มีแค่รอบตีสองรอบเดียว เราก็เดินเที่ยวๆๆรอ จนประมาณเที่ยงคืนก็เข็นกระเป๋าเดินมาสถานีรถไฟ Central Station พอถึงแล้วก็เดินหาสัญญาณ Wifi ฟรี ที่ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟมีโรงแรม Novotel ตั้งอยู่ เราก็ไปยืนตรงแถวๆหน้าทางเข้าโรงแรม แล้วก็ทำเนียนยืนแอบใช้ไวไฟ 55 เข้าเว็บจองตั๋วรถบัส แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น!! นั่นก็คือ อยู่ดีๆบัตรเครดิตก็ใช้ไม่ได้!!! ใส่เลขบัตร รหัส วันเดือนปีอะไรก็แล้ว ก็จองไม่ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ใช้ได้ตลอด! แล้วยังไง อย่างงี้จะได้ขึ้นรถมั้ย แล้วต่อไปจะจองรถบัสยังไง แล้วดึกดื่นอย่างนี้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร จะไปนอนที่ไหน แล้วอากาศหนาวมือชาเท้าชาขนาดนี้จะทนเดินลากกระเป๋าเดินทางข้างนอกอย่างนี้อยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ ทางเลือกสุดท้ายก็คือเช็คอินเข้าโรงแรม Novotel ตรงหน้าเนี่ยแหละ แต่ถึงหนาวแต่ก็ยังงกอยู่ 555 สุดท้ายเราเลยลองพยายามส่งข้อความทั้งทาง Facebook กับทาง Whatsapp ไปหาเพื่อนๆทั้งที่ไทยกับที่เยอรมัน แต่เวลานั้นที่เยอรมันก็ดึกมากแล้ว ส่วนที่ไทยก็ยังเช้ามืดอยู่ ไม่รู้จะมีใครตอบมายังไงเมื่อไหร่ ปรากฏว่ามีเพื่อนคนไทยที่เยอรมันตอบมาคนนึง เราเลยเล่าสถานการณ์ให้ฟังแล้วก็ขอให้เค้าช่วยจองรถบัสให้แล้วก็ส่งตั๋วมาให้เราทาง E-mail ให้หน่อย แต่ปรากฏว่าเค้าไม่มีบัตรเครดิต! 5555 ก็เลยต้องรอความหวังต่อไป แล้วอีกซักพัก เพื่อนคนเยอรมันคนนึงก็ตอบกลับมา เราก็เล่าสถานการณ์ให้ฟังแล้วก็ขอให้เค้าช่วยอีกรอบ โชคดีที่เค้าช่วยเราได้ แล้วในที่สุดเราได้ตั๋วรถบัสมาอยู่ในกล่อง E-mail ของเราอย่างทันเวลาพอดี 555 เสร็จแล้วก็รีบเข้าไปหลบความหนาวในสถานีรถไฟ ตอนนั้นมือชาเท้าชาหมดละ ยืนนานเกิน ยังดีที่ยังขยับนิ้วกดปุ่มมือถือได้อยู่

IMG_6785

Brussels Central Station

พอกลับเข้ามาในสถานีรถไฟ เราก็ไปหารูที่เสียบปลั๊กชาร์จแบต แต่ไม่แน่ใจว่าที่นี่เค้าให้ใช้ได้รึเปล่า เลยทำเนียน เอากระเป๋าเดินทางวางบังไว้ แล้วก็ยืนเอาตัวบังอีกที 55 แต่อีกสักพัก ประมาณตีหนึ่ง สถานีรถไฟก็ปิด T.T ยามที่สถานีเดินมาบอกว่าสถานีจะปิดแล้ว ถ้าอยากหาที่นอนให้ขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้ายนี้ไปลงที่สถานี Brussels-South ได้ สถานีนั้นเปิดทั้งคืน ได้ยินอย่างนั้นแล้วรู้สึกสะเทือนใจ วันนี้กรูกลายเป็นคนไร้บ้านไปซะแล้ว? 555 จริงๆก็อยากจะไปอยู่หรอก แต่ว่าจุดขึ้นรถบัสมันอยู่แถวๆ Central Station ถ้าไปรอที่ Brussels-South ตอนจะกลับมาขึ้นรถบัสก็ไม่มีรถไฟพากลับมา Central Station แล้ว ต้องเดินฝ่าลมหนาวย้อนกลับมาอีกไกล แต่ถ้าจะอยู่ที่นี่ต่อก็ต้องยืนตากลมหนาวรอไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง (เผื่อเวลารถมาถึงเลทอีก) อยู่ดี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรออยู่แถวนี้เพราะไม่อยากเสียตังจ่ายค่ารถไฟ 55

บรรยากาศตรงจุดรอขึ้นรถ ประมาณนี้เลย

โมงยามแห่งความเหน็บหนาวอันสุดแสนจะทรมาน ชั้นหนาวสุดๆเลยพี่ชาย ขยับนิ้วมือไม่ได้ ตอนแรกไปยืนรอข้างนอกตรงใกล้ๆจุดขึ้นรถบัส แต่ว่าซักพักก็ทนไม่ไหว เพราะนอกจากอากาศจะหนาวแล้ว ลมยังพัดตีเอาๆ เลยจำใจลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปตามทางเดินพื้นกระเบื้องหินขรุขระๆ เข้าไปในตัวเมือง เผื่อว่าจะยังมีบาร์หรือร้านอะไรเปิดอยู่ให้เข้าไปนั่งหลบลมหนาวได้บ้าง ปรากฏว่าปิดหมดจ้า มีเปิดแต่ดิสโก้เทคให้เข้าไปเต้นกัน แต่จะเข้าไปเต้นทั้งกระเป๋าเดินทางก็ยังไงอยู่ เราเลยเดินไปเดินมาหาทำเลดีๆต่ออีกซักพัก แล้วในที่สุด!! สถานที่ๆช่วยชีวิตเราในคืนนั้นไว้ก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล ตลาดพระท่าพระจันทร์หรือ Galerie du Roi นี่เอง !!

Gelerie du Roi

อย่างที่เล่าไปว่า Galerie du Roi นี้มันเป็นเหมือนห้าง แต่ก็ยังเป็นกึ่งๆทางเดินในที่ร่มที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าต่างๆ ทำให้ไม่มีประตูปิดล๊อค มันเลยกลายเป็นเหมือนอุโมงค์ขนาดใหญ่ให้เราพอเข้าไปหลบลมหนาวได้บ้าง แล้วตามตู้โชว์หน้าร้านต่างๆก็ยังเปิดไฟอยู่ทำให้ไม่มืดเกินไป แล้วก็ยังมีพวกนักเที่ยวกลางคืนเดินผ่านไปผ่านมาเป็นระยะๆ แถมแถวๆนั้นก็มียามยืนเฝ้าอยู่ทำให้รู้สึกปลอดภัย เราก็นั่งรออยู่ตรงนั้น พอใกล้ถึงเวลารถมาก็ลากกระเป๋าเดินกลับไปตรงจุดขึ้นรถ โชคดีที่รถมาไม่เลทมาก สงสัยดึกแล้วรถไม่ติด แล้วในที่สุด ก็เป็นอีกครั้งที่รู้สึกขอบคุณพระเจ้าสุดๆที่ได้หลบหนีจากความหนาวอันแสนโหดร้ายกลับขึ้นมาอยู่บนรถบัสที่ถึงแม้จะแออัดแต่ก็อบอุ่นคันนี้อีกครั้ง มีเวลาอีกสี่ชั่วโมงกว่าให้ได้นอนพักอีกนิดหน่อย ก่อนที่จะไปถึงปลายทางที่ปารีส มหานครแห่งแสงไฟ ดินแดนแห่งวัฒธรรมอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และดีไซน์อันลึกล้ำ เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฝรั่งเศสที่เคยยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก และจุดหมายปลายทางที่ผู้คนจากทั่วทั้งโลกพากันมาเยี่ยมเยียนมากที่สุดเป็นอันดับสอง… รองจากกรุงเทพมหานคร 5555

Paris ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่เพราะกล้องแบตหมด เอาภาพจากเน็ตไปก่อนนะ อิอิ

หยุด!! ถึงจะมาถึงปารีสแล้ว แต่ความทรหดของการเดินทางเที่ยวนี้นั้นยังไม่จบลงแค่นั้น =[]= เพราะว่าบนรถไม่สบายเอามากๆ หลับไม่ลงเบย สรุปคืนนั้นไม่ได้นอน *o* แถมตอนมาถึงปารีสตอนประมาณหกโมงครึ่ง พระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้น ไม่ต้องพูดถึงร้านค้งร้านค้า ปิดหมด ทุกอย่างยังเงียบสงัด ต้องกลับมาเผชิญกับฝันร้ายท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บอีกครั้ง T.T โชคดีที่เดินไปเจอห้างสรรพสินค้าห้างนึงที่เปิดประตูให้เดินเข้าไปได้ (แต่ร้านค้าข้างในยังไม่เปิด) เราเลยเดินเข้าไปนั่งในห้างนั้น รอจนกว่าฟ้าจะสว่าง

ประตูชัย Arc de triomphe

ที่ปารีสนี้เรามาพักกับเพื่อนชาวสวีเดนจาก Couchsurfing ที่เคยมาพักกับเราในกรุงเทพ ชื่อ David แต่ว่า David จะกลับเข้ามาในปารีสตอนเย็น ระหว่างนั้นเราเลยต้องหาอะไรทำระหว่างรอไปก่อน แล้วปัญหาเดิมก็กลับมาอีกครั้ง คือ เคยมาแล้วเลยไม่รู้จะทำอะไรดี 555 โชคดีที่ในห้างที่มานั่งรอมี Wifi ฟรี เราเลยเล่นเน็ตรอไปก่อนซักพัก ก่อนจะตัดสินใจออกเดินทาง

มหาวิหาร Notre Dame

จริงๆครั้งที่เป็นครั้งที่สองของเราในปารีส แล้ว ครั้งที่แล้วก็คือตอนปี 2013 ใน Europe Trip 2013 นั่นแหละแต่ว่าไม่ได้เขียนเล่าไว้ ขี้เกียจไปซะก่อน 55 ตอนนั้นก็ทรหดเหมือนกันเพราะว่าหาโฮสต์จาก Couchsurfing ไม่ได้ โฮสต์ทุกคนที่เขียนไปหาถ้าไม่ยุ่งอยู่ก็กำลังโฮสต์นักท่องเที่ยวคนอื่นอยู่แล้วหมด (แต่เราก็ผิดด้วยแหละที่ไม่ยอมหาโฮสต์มาตั้งแต่เนิ่นๆ มาหาเอาตอนไม่กี่วันก่อนไปถึง) ต้องไปตระเวณเดินหาร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อส่งข้อความไปหาโฮสต์ประมาณสี่ห้าคนในปารีส เพราะตอนนั้นมือถือโดนขโมย เครื่องที่มีอยู่ก็ใช้เข้าเน็ตไม่ได้ ร้านอินเตอร์เน็ตก็หายากมากสุดๆ เดินหาอยู่ครึ่งวันถึงไปเจอร้านของคนตุรกีเข้า พอพิมพ์ข้อความส่งไปแล้วก็ต้องรอเค้าตอบมาอีก บางคนก็ดีตอบเป็นข้อความส่ง SMS มาเบอร์มือถือที่เราให้ไว้ บางคนก็แค่พิมพ์ตอบมาในเว็บ Couchsurfing แต่ประเด็นคือ ทุกคนตอบมาปฏิเสธ -,.- แต่สุดท้ายก็โชคดี มีโฮสต์คนนึงที่เขียนไปหาให้เราไปพักกับเพื่อนเค้า ซึ่งมีห้องอยู่ในคอนโดใหญ่มากกกก อยู่ชานเมืองปารีส สุดท้ายทุกอย่างก็เลยผ่านไปด้วยดี นอกจากนั้นก็แค่เดินเที่ยวๆๆ ตามประสานักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่มีไรเป็นพิเศษ

IMG_6832

เป็ดสองตัวกับพิพิธภัณฑ์ Louvre

IMG_6826

ห้องแถวสไตล์ฝรั่งเศส

กลับมาที่ปี 2015 หลังจากตัดสินใจออกเดิน เราก็เดินเข้าไปสถานีรถไฟใต้ดิน (หรือ Metro ในภาษาฝรั่งเศส) แล้วก็ไปซื้อตั๋วชุด Carnet ที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ (ขายตั๋วนะไม่ใช่ขายตัว เมื่อกี๊พิมพ์ผิดแต่แก้ทัน 5555) ปกติมันจะมีตั๋ว Single Ticket ราคา 1.80 ยูโร ก็คือซื้อมาแล้วใช้เดินทางได้รอบเดียวไปไหนก็ได้ในเขตปารีส แต่ถ้าเราเลือกซื้อเป็น Carnet เราก็จะได้ตั๋ว Single Ticket มาทีเดียวสิบใบในราคาแค่ 13.70 ยูโรเท่านั้น เท่ากับว่าประหยัดค่าเดินทางไปได้รอบละ 0.43 ยูโร ก็ถูกลงมานิดนึง

IMG_6864

Latin Quartier ย่านถนนคนเดินในปารีส

IMG_6838

มหาวิหาร Notre Dame

พอซื้อตั๋วเสร็จเราก็นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานีรถไฟ Gare du Nord ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของ David เพื่อเอากระเป๋าเดินทางของเราไปฝากในตู้ล็อคเกอร์ (ปกติสถานีรถไฟใหญ่ๆจะมีตู้ล็อคเกอร์ให้ฝากกระเป๋าได้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 5.50 ยูโร ไปจนถึง 9.50 ยูโร ตามขนาดของกระเป๋า) สถานีใหญ่มากกกก งงมาก เดินอยู่ครึ่งชั่วโมงกว่าจะหาห้องฝากของเจอ พอฝากกระเป๋าเสร็จ เราก็ออกมาหาอะไรกินแถวหน้าสถานีรถไฟ หิวมากๆตอนนั้น ที่หน้าสถานีรถไฟมีร้านเบอร์เกอร์ร้านนึงน่ากินดี ราคาพอรับได้ เลยเดินเข้าไปสั่งเบอร์เกอร์ แต่ปรากฏว่ายังเช้าอยู่ ไม่ขายเบอร์เกอร์ ขายแต่ครัวซองต์!!!! เออครัวซองต์ก็ได้วะเอามารองท้องก่อน เราเลยสั่งครัวซองต์หนึ่งชิ้นกับช็อคโกแล็ตร้อนไป ทั้งหมดนี้สนนราคาอยู่ที่ 2 ยูโร หรือประมาณ 70 บาท คือถูกมากๆๆๆๆๆ เมื่อเทียบกับมาตรฐานปารีส ตอนปี 2013 เราไปกินอาหารเช้าในร้านคาเฟ่ร้านนึง สั่งครัวซองต์หนึ่งชิ้น กาแฟหนึ่งแก้ว แล้วก็น้ำส้มขวดเล็กๆอีกหนึ่งขวด หมดไป 7 ยูโร หรือเกือบสามร้อยบาท ==” แต่ครัวซองต์ที่นี่อร่อยจริงๆนะ มาแล้วต้องไม่พลาดครัวซองต์ต้นตำหรับจากปารีส

IMG_6866

สถานีรถไฟ Gare du Nord

IMG_6825

อาหารเช้า ครัวซองต์กับช็อคโกแล็ตร้อน

พอกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาเดินดูเมือง เดินๆๆๆ อย่างเดียวเพราะอยากประหยัดค่าเดินทาง เก็บตั๋วไว้ใช้ทีหลัง แต่ว่าก็เพลียมากๆเพราะเราไม่ได้นอนมาจะวันนึงแล้ว พอดีเดินไปเจอโบสถ์ใหญ่ๆโบสถ์นึง เราเลยเดินเข้าไปนั่งกุมมือทำท่าสวดมนต์ เอนหัวลงไปพิงพนักเก้าอี้ข้างหน้า แล้วก็แอบหลับ 555

ตึกๆนี้ ดูด้านหน้าก็ปกติดี

ตึกๆนี้ ดูด้านหน้าก็ปกติดี

แต่พอดูด้านข้าง...

แต่พอดูด้านข้าง…

หลังจากหลับไปตื่นนึงก็สดชื่นขึ้น พร้อมเดินทางต่อ วันนั้นเราก็เดินๆดูเมืองไปเรื่อยๆ ไม่มีไรมาก เจอโบสถ์ไหนที่เงียบๆหน่อยก็แวะเข้าไปแอบหลับอีก ตอนระหว่างเดินอยู่มีผู้ชายคนนึงหน้าตาแอบน่ากลัวเดินมาเสนอจะพาเดินดูเมือง เราก็ถามไปถามมา ถามว่าจะมาเก็บตังทีหลังรึเปล่า ปรากฏเค้าบอกว่าเดี๋ยวคิดถูกๆ เลยเซย์โน บายจ้า เดินเองได้ จนใกล้ถึงเวลานัดเจอกับ David เราก็นั่งรถไฟกลับไปสถานี Gare du Nord ไปเอากระเป๋า แล้วก็เดินไปที่จุดนัดพบ แล้วในที่สุด David ก็มาถึง ในที่สุด ความทรหดของการเดินทางเที่ยวนี้ก็สิ้นสุดลงจริงๆซักที ในที่สุดก็จะได้มีห้องอุ่นๆให้พัก มีเตียงให้นอน มีน้ำให้อาบ มีเพื่อนให้คุย ไม่ต้องร่อนเร่ไปมาเป็นคนไร้บ้านอย่างนี้ (แต่ก็ตื่นเต้นดีนะ 555) เดี๋ยวกลับมาต่อในตอนหน้ากับโค้งสุดท้ายของการเดินทางข้ามยุโรปในครั้งนี้ของเรา และการเดินทางกลับมาถึง Karlsruhe โดยสวัสดิภาพ

IMG_6895

Advertisements

3 thoughts on “Europe 2015 Trip: Brussels Night / Paris Morning

  1. อ่านแล้วรู้สึกถึงความทรหดของเจ้าของกระทู้จริงๆคะ แต่ก็มีมุมน่ารักๆ ที่ไปแอบหลับในโบสถ์ เป็นเรื่องที่เจ๋งมากจริงๆ เป็นการประหยัดที่คุ้มค่า ถ้าไปเที่ยวแต่เช่าที่พักอยู่คงต้องแพงมากจริงๆ สนุกดีคะ น่าทำตามมากเลย แต่นี่เป็นผู้หญิง และยังไม่มีเพื่อน ฮ่าๆๆรอไปก่อนเนอะ 🙂 ติดตามอ่านตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะได้วีซ่า .. ตอนนี้เราก็กำลังรอสถานทูตโทรนัดไปรับวีซ่า อ่านแรกๆที่เจ้าของกระทู้เขียน อ่านไปยิ้มไป เป็นความรู้สึกแบบเดียวกันหมือนเจอคนที่เขาเป็นแบบเรา รู้สึกเหมือนเราตอนนั้น ดีคะชอบ จะติดตามไปเรื่อยๆน้าา

    • ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะครับ จริงๆถ้ามีเงินเยอะๆก็อยากไปเที่ยวแบบสบายๆเหมือนกันครับ แต่ตอนนี้เบี้ยน้อยหอยน้อยก็ต้องปากกัดตีนถีบไปก่อน 555 แต่ก็สนุกไปอีกแบบครับ เป็นประสบการณ์ชีวิตดี เหมือนอยู่ในหนังที่เราไม่รู้ตอนจบ เรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหาครับ พูดงูๆปลาๆ+ภาษามือก็รอดแล้วครับ 55 ขอให้ได้วีซ่าเร็วๆแล้วมาเที่ยวให้สนุกนะครับ ^^

  2. ชอบเรื่องราวมากเลยคะ เป็นชีวิตที่สนุก และผจญภัยดี
    มันเจ๋งมากเลยที่เจ้าของโพสต์มีมุมน่ารักๆ ไปแอบหลับในโบสธ์ด้วย ^^ อยากมีการเดินทางแบบนี้บ้างจัง
    แต่คงต้องเก่งภาษามากพอสมควรก่อน ฮาๆๆ รวมทั้งต้องหาเพื่อนไปด้วยสักคน เพราะคนเดียวไม่น่ารอด
    ติดตามตั้งแต่เริ่มต้นยื่นขอวีซ่าเลยคะ ดีจังอ่านแล้วยิ้มเลยเหมือนเจอคนที่เจอสถานะการณ์แบบเดียวกัน ผ่านมาแบบเดียวกัน แล้วก็คิดรู้สึกแบบเดียวกัน ฮ่าๆๆ จะติดตามไปเรื่อยๆนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s