Belgium 589

กลับมาต่อเรื่องทริปยุโรปปิดเทอมที่ค้างไว้ให้จบอย่างรวดเร็วโนะ เพราะยังมีเรื่องอื่นที่จะเขียนอีกเยอะเลย แล้วก็ยังมีงานของคอลเลจที่ต้องทำส่งอีก T.T ตอนที่แล้วเราออกจากประเทศเนเธอร์แลนด์มาแล้ว ตอนนี้ก็เข้ามาสู่ครึ่งหลังของทริปนี้ละ ครึ่งหลังก็ทริปนี้ก็จะเริ่มต้นที่เมือง Brussels เมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งกลายเป็นเมืองโปรดแห่งใหม่ในยุโรปของเรา!

DSCF5138DSCF5059
DSCF5068

Brussels นอกจากจะเป็นเมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยมแล้ว ยังเป็นเมืองหลวงของยุโรป เป็นศูนย์รวมสำนักงานใหญ่ของสถาบันสำคัญต่างๆของ European Union เป็นจุดหลอมเหลวแห่งวัฒนธรรม Germanic ในยุโรปเหนือ และ Romance ในยุโรปใต้ เป็นประเทศหนึ่งในไม่กี่ประเทศในยุโรปที่ยังมีระบบกษัตริย์อยู่ และยังเป็นแหล่งกำเนิดของเฟรนช์ฟราย แหล่งกำเนิดของการ์ตูนเรื่อง The Adventures of Tintin และแหล่งผลิตเบียร์คุณภาพระดับโลกอีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่พล่ามมานี่ก็แค่จะบอกว่าเมืองหลวงของประเทศยุโรปเล็กๆประเทศนี้มีอะไรเจ๋งๆมากกว่าที่หลายๆคน (อย่างน้อยก็เราคนนึง) คิดไว้เยอะเลยนะ แถมนอกจากจะเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของยุโรปแล้ว Brussels ยังเป็นเมืองที่สวยงามมากๆ พวกตึกรามบ้านช่องต่างๆในตัวเมืองเก่านี่เป็นการผสมผสานกันระหว่างความละเอียดละออและความหรูหราราคาแพงของสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสกับความกะทัดรัดและรูปทรงของอาคารอันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบดัตช์อย่างลงตัวสุดๆ แต่นอกจากจะมีเมืองเก่าที่สวยงามมากแล้ว ในตัวเมือง Brussels ก็ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และตึกระฟ้าที่ใหญ่โตและทันสมัยมากๆอีกด้วย

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของประเทศเบลเยี่ยมก็คือ เบลเยี่ยมเป็นประเทศที่มีประชากรที่พูดภาษาต่างๆกันถึงสามภาษา ได้แก่ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเฟลมิช (หรือภาษาดัตช์แต่คนละสำเนียงกับภาษาดัตช์ที่คนพูดกันในประเทศเนเธอร์แลนด์) และภาษาเยอรมัน ซึ่งประชากรที่พูดภาษาเยอรมันนั้นก็มีอยู่แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น!! (แต่ก็ยังอุตส่าห์มารวมประเทศกับเค้าเนอะ) ส่วนประชากรที่เหลือนั้น ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์พูดภาษาเฟลมิชและอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศที่เรียกว่า Flanders และอีกประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์พูดภาษาฝรั่งเศสและอาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศที่เรียกว่า Wallonia ส่วนเมือง Brussels ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศค่อนไปในแคว้น Flanders นั้นเป็นพื้นที่แห่งเดียวในประเทศที่ใช้ทั้งสองภาษาเป็นภาษาทางการ

นอกจากจะพูดกันคนละภาษาแล้ว ประชากรในแคว้น Flanders และในแคว้น Wallonia ยังมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน และยังมีความขัดแย้งระหว่างประชากรที่ค่อนข้างรุนแรง โดยที่เรื่องมันเริ่มต้นมาจากในช่วงศตวรรษที่ 18-19 หลังก่อตั้งประเทศใหม่ๆ ตอนนั้นแคว้น Wallonia เป็นแคว้นที่ร่ำรวยและเศรษฐกิจดีมาก ในขณะที่ในแคว้น Flanders ทางตอนบนนั้น ประชากรส่วนใหญ่จะยากจนและทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และจะโดนกีดกันสิทธิต่างๆนานาจากชนชั้นกลางในแคว้น Wallonia และโดนบังคับให้ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก จะพูดภาษาเฟลมิชได้ก็ต่อเมื่ออยู่บ้านกับครอบครัวเท่านั้น ทำให้ชาวเฟลมิชในแคว้น Flanders เกิดความคับข้องใจและไม่พอใจชาววัลลูนในแคว้น Wallonia มาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

Antwerpen เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเบลเยี่ยม อยู่ในแคว้น Flanders

Namur เมืองหลวงของแคว้น Wallonia

แต่ต่อมา ไปๆมาในศตวรรษที่ 20 กลับกลายเป็นแคว้น Flanders ที่มีเศรษฐกิจโตเอาๆ มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีอำนาจมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น จนทุกวันนี้ Flanders กลายเป็นแคว้นที่ร่ำรวยและต้องคอยให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่แคว้น Wallonia ที่ยากจน จากที่ภาษาเฟลมิชเคยเป็นภาษาที่ถูกห้ามไม่ให้ใช้ ทุกวันนี้กลับกลายเป็นว่าประชากรชาววัลลูนที่พูดได้เพียงแค่ภาษาฝรั่งเศสต้องขวนขวายไปหาเรียนภาษาดัตช์หรือเฟลมิชเพิ่มเติมเพื่อให้ได้มีโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้น

คำภาษาฝรั่งเศสบนป้ายบอกทางถูกขีดฆ่าทิ้ง เหลือไว้แค่คำภาษาเฟลมิช

ความขัดแย้งและความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างระหว่างประชากรในสองแคว้นนี้เอง ทำให้เกิดความไม่ลงตัวในการจัดตั้งรัฐบาลเบลเยี่ยมในปีพ.ศ. 2553 รัฐบาลที่สมาชิกครึ่งต่อครึ่งมาจากตัวแทนของประชาชนในทั้งสองแคว้นนี้ไม่สามารถตกลงกันในเรื่องแนวทางที่จะบริหารประเทศและนโยบายต่างๆได้ ทำให้ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ส่งผลให้ประเทศเบลเยี่ยมกลายเป็นประเทศที่ปราศจากการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุดในโลก ยาวนานถึง 589 วัน!

ประชาชนชาวเบลเยี่ยมออกมาแก้ผ้าเฉลิมฉลอง(แบบประชด) หลังจากที่ได้โค่นแชมป์เก่าอย่างประเทศอิรักลงจากตำแหน่งประเทศที่ไม่มีรัฐบาลบริหารงานนานที่สุดในโลก

ในระหว่างช่วงเวลา 589 วันที่ปลอดการบริหารงานจากรัฐบาลจากการเลือกตั้งนี้ (ในระหว่างนั้นมีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าคอยบริหารงานง่ายๆไปก่อน) เกิดการโต้เถียงกันระหว่างนักการเมืองและฝ่ายแกนนำต่างๆในประเทศมากมาย โดยที่ฝั่งของ Flanders นั้นต้องการที่จะยกเลิกระบอบกษัตริย์และแยกประเทศออกไปเป็นเอกราช ส่วนฝั่งของ Wallonia นั้นยังต้องการให้ประเทศอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวต่อไปอยู่ แต่ราวกับว่าบรรยากาศความขัดแย้งในประเทศยังคุกรุ่นไม่พอ นักการเมืองฝั่งขวาจัดในประเทศฝรั่งเศสยังออกมาพูดอีกว่า ถ้าเบลเยี่ยมจะแยกประเทศจริงๆ ประเทศฝรั่งเศสก็ยินดีจะรับ Wallonia เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส ในระหว่างนั้นประเทศต่างๆก็พากันจับตามองสถานะการณ์ในประเทศเบลเยี่ยมอย่างไม่วางตา โดยเฉพาะประเทศอย่างสหราชอาณาจักร กับสเปน ที่มีประชากรส่วนหนึ่งในประเทศของตัวเองที่ต้องการจะแยกประเทศออกไปเป็นเอกราชเหมือนกัน

กลุ่มผู้ชุมนุมชาวเฟลมิชที่สนับสนุนการแยกประเทศ

แต่ในที่สุด หลังจาก 589 วันผ่านไป ในที่สุด เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง และหนี้ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้สมาชิกในรัฐบาลหันกลับมาจับมือกันร่วมบริหารประเทศ แล้วในที่สุด ประเทศเบลเยี่ยมก็มีนายกรัฐมนตรีที่พูดภาษาฝรั่งเศสคนแรกในรอบ 30 ปี แต่ว่าอนาคตของประเทศเบลเยี่ยมจะเป็นอย่างไร? ความขัดแย้งระหว่างประชาชนจะถูกยุติลงได้หรือไม่? ความเชื่อมั่นในประเทศจะถูกเรียกกลับคืนมาได้แค่ไหน?… คุณคือผู้กำหนด!!! #ผิด

กลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนให้ทุกฝ่ายกลับมาสมานฉันท์กัน

อ้าวว่าจะเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวมาซะหน่อย กลายเป็นว่ามาพล่ามเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองซะยาวเลย 55555 แต่เราว่าเรื่องราวของประเทศนี้มันน่าสนใจจริงๆนะ จริงๆเรื่องของประวัติศาสตร์มันมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกเยอะแยะมากมายให้ไปหาอ่านกัน ถ้าลองไปพิมพ์ในกูเกิลว่า “Why does Belgium” แล้ว suggestion หนึ่งที่จะขึ้นมาแน่ๆก็คือ “Why does Belgium exist?” 555 เอาเป็นว่าเดี๋ยวจบตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าเรื่อง Brussels 1st Time แบบจริงๆ

IMG_6804 copy

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s