Europe 2015 Trip: Delft, The Hague & Rotterdam

กลับมาที่ Europe Trip 2015 อีกครั้ง หลังจากอู้ไปเขียนเรื่องอื่นอยู่นาน 55

หลังจากแชร์รถออกจาก Amsterdam มากับคนขับจากเว็บ Blablacar แล้ว เค้าก็มาส่งเราที่สถานีรถไฟ Moerwijk แล้วเราก็นั่งรถไฟไปอีกหนึ่งสถานีไปที่เมือง Delft บนรถที่นั่งมาจาก Amsterdam นอกจากเรากับคนขับแล้วก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากอาร์เจนตินาอีกสองคน แล้วก็คนดัตช์อีกคนนึงที่นั่งมาด้วยกัน ระหว่างทางคนขับก็บอกว่าโชคดีที่ออกมาเร็ว เลยไม่เจอรถติดเลย ปกติช่วงเช้าๆกับเย็นๆในเนเธอร์แลนด์รถจะติดมากๆ เพราะว่าเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆที่ประชากรเยอะและมีเมืองขึ้นอยู่ติดๆๆกัน แต่ว่าถนนทางด่วนในประเทศยังมีอยู่น้อยมาก

DSCF4762

ที่สถานีรถไฟ Delft เรามาเจอโฮสต์ของเราที่รอรับอยู่ที่สถานี โฮสต์คนนี้ชื่อ Sarem เป็นนักเรียนปริญญาโทคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย TU Delft

สถานีรถไฟ Delft

สถานีรถไฟ Delft

ที่จอดจักรยานข้างสถานี

ที่จอดจักรยานข้างสถานี

จริงๆแล้วสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอยากมาเที่ยว Delft ก็เพราะตัวมหาลัย TU Delft นี่แหละ เพราะจริงๆแล้วตอนแรกที่หาข้อมูลเรียนต่อเมืองนอก เราหาข้อมูลประเทศเนเธอร์แลนด์ก่อนเลย เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่อยากไปมาก เพราะอยากขี่จักรยานตอนเช้าๆ ผ่านทุ่งทิวลิป ผ่านกังหันลมไปเรียนหนังสือ 555 แล้วก็รู้สึกว่าประเทศเนเธอร์แลนด์นี้ค่อนข้างจะหัวก้าวหน้า ใจกว้างมากกว่าคนยุโรปประเทศอื่นๆ (จากที่ได้อ่านได้ฟังมานะ) แล้วก็ค่อนข้างจะมีคนหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรมอยู่ในประเทศ แถมคนดัตช์ยังพูดภาษาอังกฤษกันคล่องเกือบทุกคน แล้วจากที่ได้เจอมา รู้สึกว่าคนดัตช์จะเป็นมิตรมากๆสุดๆ แล้วก็มีอารมณ์ขันมากด้วย แล้วที่สำคัญคือ หน้าตาดีด้วย 5555 ยังไม่พอ ประเทศเนเธอร์แลนด์ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลกอีกด้วย

ตัวเมือง Delft ริมแม่น้ำสายใหญ่

ตัวเมือง Delft ริมแม่น้ำสายใหญ่

ตึกในมหาลัย TU Delft

ตึกในมหาลัย TU Delft

นักเรียนขี่จักรยานกลับบ้าน

นักเรียนขี่จักรยานกลับบ้าน

กลับมาที่ Delft ต่อ 55 คือมหาวิทยาลัย TU Delft ที่เมืองนี้ก็เป็นมหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์เลย เราเคยส่งใบสมัครไปที่นี่ก่อนที่จะเริ่มหาข้อมูลของประเทศเยอรมัน แต่ว่าถูกปฏิเสธเพราะว่าวุฒิม.ปลายไม่เท่ากับที่นั่น แต่ก็ไม่แน่ใจว่าที่เนเธอร์แลนด์มี Studienkolleg เหมือนในเยอรมันรึเปล่าเพราะหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้หาข้อมูลประเทศนี้ต่อแล้ว แต่ว่าหลังจากนั้น Delft ก็กลายเป็นเมืองหนึ่งที่อยากจะไปเที่ยวซักครั้ง

DSCF4908 DSCF4918

หลังจากเจอ Sarem เค้าก็พาเราไปที่บ้านเค้า ซึ่งเป็นห้องแถวคูหานึงที่คนทุกชั้นในห้องแถวนั้นอาศัยอยู่ร่วมกัน และทุกคนก็เป็นนักเรียน หรือไม่ก็ทำงานที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมหมดเลย ในห้องแถวนั้น ชั้นล่างสุดจะเป็นห้องกินข้าวและห้องนั่งเล่นรวม ส่วนชั้นบนๆถัดไปจะเป็นห้องนอนของแต่ละคน ห้องของ Sarem อยู่ชั้นบนสุด ซึ่งมีระเบียงที่สามารถใช้ปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านได้ด้วย

DSCF4765

หลังจากพาดูบ้าน Sarem ก็กลับไปมหาลัย ส่วนเราก็เข้าไปเดินเที่ยวในบริเวณเมืองเก่าของ Delft

DSCF4771DSCF4773 DSCF4774DSCF4777เมือง Delft เป็นเมืองที่ดูผ่านๆแล้วหน้าตาคล้าย Amsterdam มาก เพราะว่าในเมืองเต็มไปด้วยลำคลองสายเล็กๆ และมีบ้านหน้าแคบสไตล์ดัตช์ตั้งเรียงรายอยู่ริมคลอง ต่างกันแค่ตรงที่ทุกอย่างใน Delft จะเป็นขนาดจิ๋ว เมืองจะมีขนาดเล็กกว่า ลำคลองแคบกว่า แล้วบ้านแต่ละหลังก็จะเตี้ยกว่า มีแค่สองสามชั้น

DSCF4774

Delft

จักรยาน ลำคลองสายน้อย และอาคารหน้าแคบสไตล์ดัชที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริมน้ำ อาหารบางหลังก็ตั้งโอนไปเอียงมา บางหลังก็เอนชะโงกออกมาตรงทางเดิน บางหลังก็ไปพิงกับบ้านข้างๆ เป็นเอกลักษณ์ของเมือง Amsterdam

Amsterdam

คืนนั้นเพื่อนร่วมห้องชาวดัตช์ของ Sarem ทำอาหารค่ำให้กิน เป็นแซนด์วิชกรีก สอดไส้ผัก ซอสกรีก และไส้กรอกย่าง หน้าตาคล้ายโดเนอร์ พอกินเสร็จ Sarem ก็พาเราไปเดินเที่ยวในเมือง

DSCF4793DSCF4788DSCF4789DSCF4791

Sarem เล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่บ้านในเนเธอร์แลนด์มีหน้าแคบมากก็เพราะว่าในสมัยก่อนเค้าเก็บภาษีจากความกว้างของหน้าบ้าน บ้านใครหน้ากว้างมากก็ต้องเสียภาษีแพงมาก แล้วก็บ้านส่วนใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ก็จะเปิดม่านอ้าซ่ากันแบบเดินตามถนนตรงย่านที่อยู่อาศัยนี่มองเข้าไปเห็นหมดว่าทำอะไรกันอยู่ข้างใน เพราะว่าคนดัตช์เค้าจะมีแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวแตกต่างจากคนประเทศอื่นๆ เค้าจะไม่แคร์ว่าต้องปิดม่านเพื่อให้รู้สึกเป็นส่วนตัว แต่ว่าคนดัตช์คนอื่นๆก็จะไม่มองเข้ามาเหมือนกัน แล้วทุกคนก็ทำแบบนี้กันมาจนชินจนคนไม่ได้รู้สึกอยากจะมองเข้าไปในหน้าต่างบ้านคนอื่นเป็นพิเศษ

DSCF4775DSCF4776

เบียร์เบลเยี่ยมในบาร์สไตล์อเมริกันในประเทศเนเธอร์แลนด์

เบียร์เบลเยี่ยมในบาร์สไตล์อเมริกันในประเทศเนเธอร์แลนด์

วันต่อมาเราก็นั่งรถไฟจาก Delft ไปเที่ยวเมือง The Hague ซึ่งอยู่ห่างออกไป 10 กิโลเมตร อยู่ใกล้กันมากจนแทบจะเป็นเมืองเดียวกันอยู่แล้ว เหตุผลที่อยากมาเมืองนี้ก็เพราะว่าได้ยินชื่อบ่อยมากในฐานะที่เป็นเมืองที่ตั้งศาลโลก (ที่เค้าตัดสินคดีเขาพระวิหารอะ) ก็เลยคิดว่าเมืองสำคัญระดับนี้ น่าจะมีอะไรให้ดูเยอะ แล้วอีกอย่างก็คือ เมืองนี้อยู่ติดทะเลด้วย อยากไปทะเล คิดถึงทะเล 555

DSCF4801

แถวๆสถานีรถไฟ The Hague มีตึกระฟ้าอยู่กระจุกหนึ่ง

DSCF4805

มโนว่าเดินอยู่ใน New York City

ที่นี่มี China town ด้วย

ที่นี่มี China town ด้วย

แต่ China town ก็หน้าตาธรรมดา เหมือนเมืองส่วนอื่นๆ

แต่ China town ก็หน้าตาธรรมดา เหมือนเมืองส่วนอื่นๆ

โบสถ์ Grote Kerk

โบสถ์ Grote Kerk

โบสถ์ดัตช์นี่หน้าตาเหมือนกันหมดเลย

โบสถ์ดัตช์นี่หน้าตาเหมือนกันหมดเลย

ศาลากลางเก่า

ศาลากลางหลังเก่า

ตลาดนัด มีตึกระฟ้าเป็นฉากหลัง

ตลาดนัด มีตึกระฟ้าเป็นฉากหลัง

อดีตวังของราชวงศ์ดัตช์ ตอนนี้ย้ายไปอยู่วังอื่นกัน

อดีตวังของราชวงศ์ดัตช์ ตอนนี้ย้ายไปอยู่วังอื่นกัน

ส่วนหนึ่งของวัง

ส่วนหนึ่งของวัง

Binnenhof อาคารรัฐสภา ไฮไลต์ของเมือง The Hague ซึ่งแอบไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไร่ 55 (รูปจากเน็ต)

Binnenhof อาคารรัฐสภา ไฮไลต์ของเมือง The Hague ซึ่งแอบไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ 55 (รูปจากเน็ต)

ด้านในของ Binnenhof (รูปจากเน็ต)

ด้านในของ Binnenhof (รูปจากเน็ต)

และหลังจากเดินผ่านตัวเมือง The Hague มาเป็นระยะทางไกลแสนไกล เราก็มาถึงศาลโลก ที่ๆอุตส่าห์ถ่อมาถึงนี่เพื่อมาดูโดยเฉพาะ ซึ่งก็เป็นตึกโบราณที่สวยงามสง่าและใหญ่โตมากๆ อลังการสุดๆ แต่ว่าถ่ายรูปออกมาไม่สวยเพราะย้อนแสง 55 น่าเสียดาย จริงๆที่นี่มีไกด์ทัวร์พาเข้าไปดูด้วย แต่ว่าเราไม่ได้เข้าไปเพราะจะรีบไปทะเลต่อ

International Court of Justice (ภาพจากเน็ต)

จากศาลโลก เดินต่อมาอีกสามกิโลก็ไปถึงทะเล เหนื่อยใจจะขาด หิวด้วย แต่พอได้มาเห็นทะเลแล้วก็ฟิน ถึงอากาศจะหนาว และลมแรงมาก แต่ก็ได้เห็นหาดทรายขาวกว้างใหญ่ ได้เห็นทะเลกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ได้เห็นภาพและได้ยินเสียงของคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่พัดเข้ามากระทบฝั่ง /จินตนาการว่ากำลังอยู่แถวบางแสน ทะเลที่นี่ไม่สวยงามวิจิตรตระการตา และน้ำทะเลก็ไม่ได้เป็นสีฟ้าครามเหมือนทะเลทางภาคใต้ของไทย แต่ว่าหาดทรายที่นี่ก็ขาวสะอาดมาก บริเวณหาดทรายของประเทศเนเธอร์แลนด์จะเป็นเนินลาดขึ้นไป ฝั่งทะเลจะอยู่สูงกว่าฝั่งพื้นดินที่อยู่ด้านล่างของเนินนั้น เพราะว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ตามชายฝั่งทะเลของเกือบทั้งประเทศจึงมีเครื่องดูดทรายจากใต้ทะเลขึ้นมาถมที่ชายหาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้น้ำทะเลซัดเอาชายหาดออกไปหมด ไม่งั้นเกือบทั้งประเทศคงจะต้องจมอยู่ใต้น้ำทะเล

ทางเดินจากตัวเมืองไปยังชายหาด เป็นเนินลาดขึ้นไป

ทางเดินจากตัวเมืองไปยังชายหาด เป็นเนินลาดขึ้นไป

รูปปั้นริมชายหาด เป็นรูปภรรยาของชาวประมงทอดตามองออกไปยังทะเล

รูปปั้นรูปภรรยาของชาวประมงทอดตามองออกไปยังท้องทะเล

DSCF4878DSCF4889IMG_6567DSCF4899หลังจากกลับมาจาก The Hague เราก็ไปหา Sarem ที่คณะ ซึ่งที่ด้านหลังคณะจะมีผับเล็กๆของนักเรียนที่เปิดทุกวันพฤหัสและมีเบียร์ราคาถูกขาย (ขวดละ 1 ยูโร) คนล้นหลามมากๆ คนยืนเต็มไปหมดจนแทบเดินไม่ได้ เจอนักเรียนไทยสองคนด้วย เป็นนักเรียนปริญญาโทคณะถาปัดที่นี่เหมือนกัน

DSCF4923

แล้ววันต่อมาเราก็บอกลา Sarem แล้วก็เดินทางออกจาก Delft ไปยัง Rotterdam ซึ่งอยู่ห่างออกไป 16.5 กิโลเมตร เป็นอีกเมืองที่อยู่ใกล้ Delft จนแทบจะเป็นเมืองเดียวกัน Rotterdam เป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดหลังจากที่โดนระเบิดทำลายราบเป็นหน้ากลองไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกวันนี้ Rotterdam เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (ที่หลายคนบอกว่าอัปลักษณ์มาก) เป็นเมืองใหญ่ที่คนจากเมืองรอบๆ รวมทั้งจาก Delft จะเดินทางมาช่วงเสาร์อาทิตย์เพื่อมาสังสรรค์ปาร์ตี้กัน เพื่อนร่วมห้องคนนึงของ Sarem ก็ทำงานที่ Rotterdam ทุกวันเค้าต้องเดินทางไปกลับเช้าเย็นจาก Delft แต่ว่าถ้านั่งรถไฟก็ใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น

DSCF4933 DSCF4936 DSCF4938DSCF4952

ศาลากลางของเมือง Rotterdam

ศาลากลางของเมือง Rotterdam

Cube House ตึกทรงลูกเต๋าที่มีชื่อเสียงของ Rotterdam

Cube House ตึกทรงลูกเต๋าที่มีชื่อเสียงของ Rotterdam

Rotterdam กับ Amsterdam เป็นสองเมืองหลักในเนเธอร์แลนด์ที่ไม่กินเส้นกันมาตั้งแต่สี่ร้อยปีมาแล้ว เพราะว่าแต่ละเมืองต่างก็พยายามผลักดันตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ในขณะที่ Amsterdam ได้เปรียบตรงที่เคยเป็นเมืองสำคัญที่เจริญมาก่อน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปรองลงมาจาก London และ Paris ทางออกทะเลของเมือง Rotterdam ที่อยู่ใกล้ประเทศอังกฤษกว่ามากก็ดึงความสนใจจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสมาไม่น้อย ทุกวันนี้ Rotterdam กลายไปเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีท่าเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ในขณะที่ Amsterdam กลายไปเป็นเมืองหลวงที่มีจุดเด่นทางวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยว แต่ความไม่ชอบหน้าแต่ละฝ่ายของทั้งสองเมืองนี้ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในใจของชาวเมือง รอวันปะทุขึ้นมาทุกเมื่อ… ที่มีแข่งบอลระหว่างสองเมืองนี้  555

Prediksi-Ajax-Amsterdam-vs-Feyenoord-18-Agustus-2013-Liga-Belanda

จาก Rotterdam เราต้องนั่งรถบัสของ Megabus เพื่อไปเมือง Brussels ในประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งวันนั้นอากาศก็ย่ำแย่มากๆ ฝนตกปรอยๆทั้งวัน อากาศก็มืดครึ้ม แถมยังหนาวสุดขั้ว และที่แย่ที่สุดก็คือ รถบัสมาเลทไปชั่วโมงกว่า!! ต้องทนยืนหนาวอยู่ใต้ตึกที่จอดรถบัสอยู่นานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ที่ให้นั่งรอก็ไม่มี ตึกอะไรแถวนั้นให้เข้าไปรอด้านในก็ไม่มี ของกินก็ไม่มีเลย อากาศก็หนาวมากๆ สุดๆ มือชาเท้าชา ยืนนิ่งๆไม่ได้เลย ลมก็พัดเอาๆ ยิ่งหนาวสะท้านขึ้นไปอีก หิวก็หิว เดินไปหาของกินที่อื่นก็ไม่ได้ไม่รู้รถจะมาเมื่อไหร่ มีคนรอรถกับเราอยู่ประมาณสิบคน พอรถมาถึงนี่เฮกันหมดเลย เรานี่แทบจะรอขึ้นไปอยู่บนรถไม่ไหว

DSCF4951 DSCF4949

ริมแม่น้ำ Nieuwe Maas เป็นส่วนหนึ่งที่แตกออกมาจากแม่น้ำ Rhein

ริมแม่น้ำ Nieuwe Maas เป็นส่วนหนึ่งที่แตกออกมาจากแม่น้ำ Rhein

สะพาน Erasmus อันมีชื่อเสียงกำลังเปิดให้เรือแล่นผ่าน

สะพาน Erasmus อันมีชื่อเสียงของเมือง Rotterdam กำลังถูกยกขึ้นเพื่อเปิดทางให้เรือแล่นผ่าน

ริมแม่น้ำมีธงชาตินานาประเทศโบกสะบัดอยู่

ริมแม่น้ำมีธงชาตินานาประเทศโบกสะบัดอยู่

อุ๊ยประเทศอะไรก็ไม่รู้

อุ๊ยธงประเทศอะไรก็ไม่รู้คุ้นๆ

DSCF4986

แต่ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นมานั่งอยู่ในรถ Megabus อันอบอุ่น ถึงแม้ว่าจะต้องเคลียร์ช่องว่างในช่องเก็บสัมภาระแล้วก็ยกกระเป๋าขึ้นไปวางด้วยตัวเอง ถึงแม้จะต้องรอคนขับเขียนบันทึกรหัสจองตั๋วของทุกคนด้วยมือของตัวเองลงในสมุดจด ถึงแม้ว่าที่นั่งจะแคบแสนแคบ แทบจะขยับตัวไม่ได้ ถึงแม้ว่ารถจะติดแทบจะไม่ขยับอยู่ชั่วโมงกว่า ถึงแม้ว่าผู้โดยสารชาวอิตาลีรอบข้างจะคุยกันข้ามหัวไปตลอดทาง และถึงแม้ว่าคนข้างหลังจะยกเท้าขึ้นมาพาดบนที่วางแขนของเบาะเรา แต่ว่าอย่างน้อย เราก็ยังได้มีที่ให้ซุกหัว กำบังเราจากอากาศอันเลวร้ายภายนอก และพาเราไปยังจุดหมายที่ห่างออกไปกว่า 140 กิโลเมตรด้วยราคาเพียง 50 บาท ในชีวิตคนๆหนึ่ง เราจะขออะไรไปมากกว่านี้ได้อีก?? รถบัสเราออกจากเมือง Rotterdam ไปติดแง่กอยู่ในจราจรอยู่ชั่วโมงกว่า (คือติดแบบนึกว่ากลับมาอยู่ในกรุงเทพอีกครั้ง เป็นอย่างที่คนขับ Blablacar พูดไว้จริงๆด้วย) ข้ามชายแดนไปยังประเทศเบลเยี่ยม ไปจอดรับผู้โดยสารหนึ่งครั้งในเมือง Antwerpen แล้วในที่สุดก็มาถึงเมือง Brussels ตอนประมาณสามทุ่ม (เลทไปสองชั่วโมง)DSCF4974

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s