ครั้งแรกใน Karlsruhe & Aufnahmeprüfung

หลังจากเรียนจบคอร์สเตรียมสอบหนึ่งเดือนใน Munich แล้วก็ถึงเวลาออกเดินสายสอบเข้า ตอนอยู่ไทยเราส่งเอกสารสมัครเรียนไปหกมหาลัย มีที่ตอบตกลงมาสามที่คือมหาลัยในเมือง Karlsruhe, Dresden และ Hannover ส่วนที่เหลือที่ไม่ตอบรับเพราะส่งไปช้าเกิน ปิดรับสมัครไปแล้ว (ตอนนั้นภาษายังไม่คล่อง แล้วเว็บแต่ละเว็บรายละเอียดเยอะมาก หาวันปิดรับสมัครไม่เจอ 55) ปกติแล้วถ้าเกรดเฉลี่ยรวมกับเกรดฟิสิกส์กับเลขไม่ต่ำกว่า 2.5 เค้าน่าจะรับหมดอะ เพราะยังไงก็ต้องไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมมหาลัย หรือ Studienkolleg แข่งขันกับคนอื่นอยู่แล้ว ข้อสอบเข้า Studienkolleg ภาษาเยอรมันเรียกว่า Aufnahmeprüfung ส่วนรายละเอียดการสมัครเรียน กับขั้นตอนต่างๆ งานเอกสารต่างๆนี่ก็ยุ่งยากมากๆ ไหนจะส่งไปรษณีย์ ไหนจะจ่ายค่านู่นค่านี่ ไหนจะต้องตั้งตารอกว่าแต่ละหน่วยงานจะติดต่อกลับมา กำหนดการแต่ละอย่างก็กระชั้นชิด กว่าจะผ่านมาได้ใจหายใจคว่ำ ถ้ามีเวลาเดี๋ยวจะมาเขียนเล่าอีกที

IMG_3486

เก็บตกจากโพสต์ที่แล้ว ให้อารมณ์จีนๆมะ

วันก่อนออกเดินทางจาก Munich เรานั่งรถบัสไปเที่ยวเมือง Dachau ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆอยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือของ Munich และอยู่ใกล้ย่านที่เราอยู่มาก ในเมือง Dachau มีค่ายกักกันชาวยิวสมัยสงครามโลกตั้งอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่จะเป็นป้ายให้อ่านมากกว่า พวกตึกเก่าๆ โดนทุบทิ้งไปเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ตึกเล็กๆที่เค้าใช้รมแก๊สพิษนักโทษ ตึกแถวห้องพักนักโทษสองตึก กับตึกกองอำนวยการที่ใช้เป็นที่จัดนิทรรศการเล่าเรื่องประวัติของค่ายอะไรอย่างงี้ ถ้ามีโอกาสจะลองไปค่าย Auschwitz ในโปแลนด์ดู น่าจะมีอะไรให้ดูมากกว่านี้

DSCF0841

ทางเข้า

ที่พักนักโทษสองตึกสุดท้ายที่ยังไม่โดนทุบทิ้ง

ที่นอนนักโทษ

ที่นอนนักโทษ

ตึกที่ใช้รมแก๊สกับเผาศพ

ตึกที่ใช้รมแก๊สกับเผาศพ

เตาเผาศพ

เตาเผาศพ

ห้องรมแก๊ส

ห้องรมแก๊ส

เด็กๆมาทัศนศึกษา

บริเวณรั้วค่ายกักกัน

บริเวณรั้วค่ายกักกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันรุ่งขึ้นเราก็ออกเดินทางแต่เช้าจาก Munich ไปยัง Karlsruhe ซึ่งเป็นเมืองแรกที่จัดสอบเข้า Studienkolleg อีกสองมหาลัยจะจัดสอบเข้าในอาทิตย์ต่อๆไป ครั้งนี้เราก็เดินทางโดยรถบัสเหมือนเดิม เจอรถติดอีก ไปถึงเลทไปเกือบชั่วโมง พอไปถึง โฮสต์จาก Couchsurfing ที่มารอรับอยู่แล้วก็พาเรานั่งรถรางไปห้องพักของเค้าซึ่งอยู่ในหอพักนักเรียนของมหาลัย โฮสต์คนนี้ชื่อ Piotr อ่านว่าไรไม่รู้ฟังไม่ออกเหมือนกัน 555 มาจากโปแลนด์ เป็นนักเรียนปริญญาโทวิศวะเครื่องกลที่ Karlsruhe Institute of Technology หรือตัวย่อ KIT ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาลัยที่เราอยากเข้า และเป็นหนึ่งในมหาลัยทางเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงที่สุดในเยอรมันเลย

IMG_8277.JPG

บริเวณ campus ของมหาลัย

หอพักนักเรียน หรือภาษาเยอรมันเรียกว่า Studentenwohnheim ของ KIT จะตั้งกระจายๆอยู่ทั่วไปในตัวเมือง จะมีประเภทห้องหลายแบบ ตั้งแต่แบบห้องในหอพักแชร์ห้องน้ำห้องครัว ไปจนถึงห้องแบบอพาร์ตเมนต์ส่วนตัวมีหลายห้องนอนแล้วแต่จะเลือก หอพักที่ Piotr อยู่เป็นห้องคล้ายๆ WG คือในหนึ่งห้องชุดจะมีสี่ห้องนอนซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของแต่ละคน แล้วก็มีห้องครัว ห้องนั่งเล่น กับห้องน้ำที่ใช้ร่วมกัน แต่ว่าโดยปกติแล้ว คนที่อาศัยใน Studentenwohnheim จะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กันมากเท่าคนที่อาศัยใน WG การขอเข้าพักใน Studentenwohnheim จะทำผ่านทางหน่วยงานที่ชื่อว่า Studenwerk ของมหาลัย ซึ่งต้องไปกรอกแบบฟอร์มขอห้องส่งให้เค้า แล้วก็ต้องรอคิวเพราะว่าห้องมีไม่พอ บางคนต้องรอยันจบเทอมกว่าจะได้ห้อง แต่ว่าโดยปกติแล้ว ห้องใน Studentenwohnheim จะราคาถูกมาก

IMG_3571

Studentenwohnheim ของ Piotr

IMG_3572IMG_3573

ช่วงต้นๆเดือนกันยายน เราเขียน Open Couchrequest สำหรับเมือง Karlsruhe ในเว็บ Couchsurfing ทิ้งไว้ (อ้างอิง https://petchpetals.wordpress.com/2013/11/10/cutting-my-travel-budget/) ตอนแรกก็ไม่ได้หวังอะไรมากหรอกว่าจะมีคนตอบมา แล้วก็ไม่ได้ส่ง Request ไปหาใครเป็นส่วนตัวเลยด้วย แต่ปรากฏว่ามีคนตอบข้อความเรามาตั้งสี่ห้าคนแน่ะ ซึ่ง Piotr เป็นคนแรกที่ตอบมาว่าเราไปพักอยู่กับเค้าได้ เราเลยตอบตกลงไปก่อน หลังจากนั้นก็มีคนอื่นๆที่ส่งข้อความมาหาเราอีก ถึงจะไม่ได้ไปพักด้วย แต่เราก็ไปกินข้าว ไปเดินเที่ยวเมือง เที่ยวมหาลัยกับเค้า ก็เป็นความประทับใจแรกของ Karlsruhe เลยที่มีคนตอบ Request ของเรามาเยอะแล้วก็มีแต่คนดีๆ ส่วนตัวเมืองก็น่าอยู่มาก นอกจากจะไปเจอกับ Couchsurfers คนอื่นกับไปเที่ยวเมืองแล้วเรายังไปเนียนอ่านหนังสือในห้องสมุดของมหาลัยอีก ซึ่งความพิเศษของห้องสมุดที่ KIT นี้คือมันเปิด 24 ชั่วโมงทุกวัน!!

IMG_8255

ห้องสมุดของมหาลัย

แล้วก็ถึงวันสอบ Aufnahmeprüfung มีเด็กนักเรียนมากันเยอะแยะมากมายทั้งหัวดำหัวทอง สอบสองวิชาคือเลขกับเยอรมัน แต่คะแนนที่เอามาคัดคนเป็นคะแนนเลขอย่างเดียว ส่วนคะแนนเยอรมันแค่ทำให้ได้มากกว่า 60 เปอร์เซนต์ก็พอแล้ว ไม่ได้เอามาใช้คัด ถ้าเคยสอบผ่านภาษาระดับ Große oder Kleine Deutsche Sprachdiplom des Goethe-Instituts หรือเคยสอบ TestDaF ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 4 ทั้ง 4 พาร์ทมาแล้วจะได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องสอบเยอรมัน สอบแค่เลขอย่างเดียว ซึ่งตัวข้อสอบก็ไม่ได้ยากอะไร ความรู้ระดับม.ปลายไม่ได้ตลบแตลงอะไรเลย ถ้ายังไม่ลืมและไม่สะเพร่าก็ไม่น่าจะมีปัญหา ตอนสอบที่ Karlsruhe เค้าจะให้กระดาษขนาด A4 สองแผ่นมา แล้วให้เราเขียนแสดงวิธีทำทุกข้อลงไป อันนี้เป็นสิ่งที่เราแอบกังวล เพราะว่าไม่แน่ใจว่าที่เยอรมันเค้าใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เหมือนที่เราเรียนกันในไทยมารึเปล่า แล้วก็เขียนบรรยายไม่เป็นด้วย เลยไม่ได้เขียนบรรยายอะไรเลย แล้วจากที่เค้าบอกในเว็บว่าให้เวลา 45 นาที มาตอนสอบเค้าเปลี่ยนเป็นแค่ 30 นาที จริงๆมันก็ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะข้อสอบก็ไม่ได้เยอะ แต่ว่าเรานั่งทำแบบใจเย็นไปหน่อย แล้วกลับมาเช็คอีกที ปรากฏว่าลืมทำไปข้อย่อยนึง!!!! เลยมาปั่นตอนวินาทีสุดท้าย แต่ก็ไม่เสร็จ แอร๊ยยยย ใจหายแว้บเลย

มาถึงเรื่องของข้อสอบเยอรมัน ที่ Studentkolleg Karlsruhe จะใช้ข้อสอบเยอรมันของ OnDaF ซึ่งเป็นข้อสอบที่ใช้วัดระดับความรู้ภาษาเยอรมันของคนทั่วไป ใครที่อยากจะลองวัดทักษะภาษาเยอรมันของตัวเองก็สมัครทางเน็ตแล้วไปสอบที่ศูนย์สอบใกล้บ้านได้เลย ในกรุงเทพก็ที่สถาบัน Goethe ตรงสาธรซอยหนึ่งนี่แหละ ข้อสอบเป็นข้อสอบออนไลน์ ตอนสอบเราก็เข้าไปนั่งในห้องคอมของมหาลัย แล้วก็ทำข้อสอบกันหน้าคอมในเว็บของ OnDaF ทำเสร็จคะแนนก็ออกมาเดี๋ยวนั้นเลยให้ได้ใจหายใจคว่ำกันพอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับ รอผลสอบเข้าประกาศทางเว็บในอีกสองวัน

หลังจากสี่วันใน Karlsruhe และการสอบ Aufnahmeprüfung ครั้งแรกในชีวิตผ่านไป ก็ถึงเวลาต้องเดินทางไกลแสนไกลต่อไปยังเมือง Leipzig ในเยอรมันฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งของ Studienkolleg แห่งต่อไปที่เราต้องไปสอบเข้า เวลาสี่วันถึงจะเป็นเวลาสั้นๆแต่ก็ทำให้เราประทับใจกับหลายๆสิ่งใน Karlsruhe สิ่งแรกเลยคือตัวเมืองที่เล็กกะทัดรัด จะไปไหนมาไหนทำธุระอะไรก็สะดวก เดินทางแป๊บเดียวถึง คือหลังจากอยู่เมืองใหญ่ๆอย่าง Munich มาเดือนนึงแล้วนี่ทำให้สังเกตได้ไม่ยากเลยว่าชีวิตใน Karlsruhe มันคล่องแคล่วว่องไวกว่ามาก แค่มีจักรยาน พริบตาเดียวก็ไปถึงไหนๆแล้ว ไม่ต้องมารอต่อรถไฟรถเมล์เป็นครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องเสียค่ารถโดยสารแพงๆเที่ยวละเกือบร้อยบาทด้วย นอกจากนั้นตัวเมืองยังสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่จ้อกแจ้กจอแจ มีทั้งตึกเก่าแก่ๆสวยงาม และตึกสมัยใหม่อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว แล้วยังมีปราสาทหลังใหญ่โต สวยงามอลังการตั้งอยู่ใจกลางเมืองอีก หลังปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะใหญ่โตมโหฬาร มีทะเลสาบให้นั่งดูเป็ด ดูพระอาทิตย์ตกดิน ถัดจากสวนไปก็เป็นป่ากว้างใหญ่ยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา รอบๆเมืองก็เป็นป่าเป็นเขากว้างใหญ่ไพศาล ยังไม่พอ! ถัดไปอีกไม่กี่สิบกิโลเมตรก็เป็นชายแดนประเทศฝรั่งเศสแล้ว!! แล้วถัดออกไปอีกหน่อยก็เป็นป่าดำ Black forest ผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมัน!! คือความรู้สึกตอนนั้นคือชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยและพักผ่อนหย่อนใจสุดๆ ไม่รู้ว่าผลสอบจะออกมาเป็นยังไง แต่ก็หวังว่าจะได้กลับไปเมืองนี้อีกครั้งในฐานะผู้อยู่อาศัยนะ 55

พระราชวังกลางเมือง

ปราสาทกลางเมือง

DSCF0891DSCF1578

Studienkolleg Karlsruhe

Studienkolleg Karlsruhe

รถไฟเที่ยวปราสาท

รถไฟเที่ยวปราสาท

คนที่นี่ปั่นจักรยานกันเยอะมาก

คนที่นี่ปั่นจักรยานกันเยอะมาก

จักรยานแบบนี้ก็มีอยู่เยอะมาก

จักรยานแบบนี้ก็มีอยู่เยอะมาก

มีรถรางวิ่งรอบเมือง

มีรถรางวิ่งรอบเมือง

IMG_4375

รถรางสำหรับเด็ก

DSCF1593IMG_4324IMG_3631

Advertisements

7 thoughts on “ครั้งแรกใน Karlsruhe & Aufnahmeprüfung

  1. อ่านทุกตอนเลย ขอบคุณมากนะคะที่เขียนเล่าแบ่งปันประสบการณ์ มีประโยชน์มากๆเพราะกำลังคิดจะส่งลูกไปเรียน ป ตรี ที่เยอรมัน เขียนต่อนะคะ รออยู่

    • ขอบคุณมากครับ วันนี้อัพไปหนึ่งตอน หลังจากนี้อาจจะไม่ค่อยว่าง ถ้าว่างเมื่อไหร่จะมาเขียนต่อครับ ขอให้คุณลูกโชคดีกับการเตรียมตัวมาเรียนที่เยอรมันนะครับ ^^

  2. Aufnahmeprüfung is the test for apply in Studienkolleg right? and every Aufnahmeprüfung are only Math and German test right? I am not good at Mathematic do I have to take a course “Fit Fürs Studienkolleg”? (you can answer in Thai I used English becuase I am using my school computer and it has no Thai keyborad 55555)

    • Aufnahmeprüfung เป็นข้อสอบเข้า Studienkolleg ครับ ส่วนวิชาที่ต้องสอบขึ้นอยู่กับว่าจะเรียนคอร์สไหนครับ ถ้าเรียนคอร์สสำหรับเตรียมเข้าคณะวิศวะก็มีวิชาภาษาเยอรมันกับเลข ถ้าเป็นคอร์สอื่นก็ลองเข้าไปเช็คในเว็บของคอลเลจที่เราอยากเข้าได้ครับว่าต้องสอบวิชาอะไรบ้าง

      ส่วนคอร์ส Fit fürs Studienkolleg สอนแค่วิชาภาษาเยอรมันครับ ไม่ได้สอนเลข แต่ว่าข้อสอบเลขเทียบกับที่ไทยแล้วง่ายกว่าเยอะครับ ลองเข้าไปดูในเว็บของแต่ละคอลเลจ จะมีตัวอย่างข้อสอบเข้าให้ดูอยู่ จะได้ลองฝึกทำและจะได้รู้ว่าความยากง่ายของข้อสอบเข้าของแต่ละคอลเลจอยู่ประมาณระดับไหน

  3. Is the math test hard? like grade 12 math test in Thailand? I want to take G or S course but there are not so much Studienkollegs in German teach G or S course so I want to try T course if the mathamatic is not too hard because i always failed the math test in Thailand 55555

    • ง่ายกว่าที่ไทยเยอะครับ แต่ถ้าของที่ Munich กับ Karlsruhe จะยากกว่าที่อื่นๆแต่ก็ง่ายกว่าข้อสอบเข้ามหาลัยของไทยอยู่ดีครับ ลองไปดูตัวอย่างข้อสอบในเว็บของแต่คอลเลจได้เลยครับ ข้อสอบจริงก็ประมาณนั้นแหละ

      พี่ว่าเรียนคอลเลจให้ตรงกับคณะที่อยากเข้าที่มหาลัยดีกว่านะครับ เพราะถ้าเกิดว่าคณะนี้ต้องการคะแนนวิชาหนึ่งซึ่งมันไม่เรียนใน T course อาจจะสมัครเข้าคณะนั้นไม่ได้นะครับ. แต่ตรงนี้พี่ก็ไม่แน่ใจ. ลองหาข้อมูลดูดีๆครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s