Arriving in Amsterdam

การเดินทางข้ามคืนข้ามประเทศด้วยรถบัสเป็นอะไรที่ทรหดมาก ตอนแรกที่วางแผนแบบนี้เพราะว่าจะได้ประหยัดค่าที่พักไปหนึ่งคืน แถมยังเซฟเวลาเดินทางอีก ซึ่งจริงๆก็บรรลุจุดประสงค์ในข้อนั้นแต่ว่ามันเพลียมากๆ แทบไม่ได้นอนบนรถ วิวก็มองไม่เห็น

p1000601ตอนขึ้นรถมาจาก Kiel คนในรถน้อยมาก นั่งสบายๆสองที่นั่งติด แต่พอมาจอดรับคนเพิ่มที่ Hamburg เท่านั้นแหละ คนมาเต็ม ขนาดเป็นเที่ยวกลางคืนนะเนี่ย ที่นั่งก็ไม่ค่อยสบาย เราเป็นคนหลับยากอยู่แล้ว เจออย่างนี้ยิ่งนอนไม่หลับเลย จะเปิดเพลงฟังเพลงก็ดันอยู่ในไอโฟนที่โดนขโมยไปหมด เพลงในมือถือเก่าก็มีแต่เพลงเก่าแถมแบตก็เหลือน้อยแล้วอีก สรุปคืนนั้นก็หลับๆตื่นๆไปจนถึง Amsterdam นั่นแหละ

อ้อ ระหว่างทาง ช่วงที่กำลังผ่านเขตแดนประเทศ รถจอดแล้วมีตำรวจเดินขึ้นมาตรวจพาสปอร์ตกับบัตรประชาชนของผู้โดยสารด้วย แต่ไม่รู้เค้าสุ่มตรวจหรือว่าตรวจทุกคัน

รุ่งสางของวันต่อมา รถบัสของเราก็มาถึง Amsterdam อย่างสวัสดิภาพ รถมาจอดที่สถานีของ Eurolines ที่ Amstel ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองของ Amsterdam

DEN HAAG-CHIPKNIP-OV

DEN HAAG-CHIPKNIP-OV

หลังจากเราลงจากรถแล้วก็เดินเข้าไปในสถานีรถไฟที่อยู่ติดกับสำนักงาน Eurolines แล้วก็ซื้อตั๋วเดินทางเหมา (OV-chipkaart) แบบ 48 ชั่วโมงที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติซึ่งเป็นบัตรที่เราใช้เดินทางในเมือง Amsterdam ไปที่ไหนเมื่อไหร่และบ่อยแค่ไหนก็ได้ภายใน 48 ชั่วโมงนี้ พอจะขึ้นรถอะไรก็แล้วแต่ก็แค่แปะบัตรลงบนเครื่องตรวจบัตรบนรถนั้น หลังจากซื้อตั๋วเราก็ขึ้นรถไฟใต้ดินตรงไปยังสถานีรถไฟหลัก Amsterdam

p1000603หลังจากมาถึงสถานีรถไฟหลักของ Amsterdam แล้วเราก็เอากระเป๋าไปฝากที่ห้องล็อคเกอร์ในสถานี ตอนแรกใช้ไม่เป็นแต่มีคนแถวนั้นมาช่วยสอนให้ 555 เสร็จแล้วก็ไปซื้อแผนที่จาก Tourist Information Center ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟแล้วก็เดินเข้ามาในเมือง

สำหรับเมือง Amsterdam ตอนแรกเลยเราส่ง Couchrequest อันแรกไปหาผู้หญิงชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ใน Amsterdam ในบ้านเรือ! แต่ว่าเค้าตอบปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะช่วงที่เราอยู่ที่ Amsterdam เค้าจะมาเที่ยวที่ไทยพอดี! อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น จากนั้นเราก็ส่ง Couchrequest ไปหาผู้ชายชาวดัตช์คนนึงที่เคยมาเที่ยวไทย (เห็นมีรูปเที่ยวเกาะแถวภาคใต้อยู่ในโปรไฟล์) แต่เค้าบอกว่าช่วงนั้นเค้าไปสกีแคมป์ที่ออสเตรีย แต่แล้วโฮสต์คนที่สามที่เราส่ง request ไปก็ตอบตกลง

p1000614

Amsterdam Main Train Station สถานีรถไฟที่ใหญ่และสวยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

แต่นอกจากจะส่ง couchrequest แบบส่วนตัวแล้วเรายังทำ open request ทิ้งไว้ด้วย (ก็คือเหมือนกับไปพิมพ์ไว้ในกรุ๊ป Amsterdam ว่าเราจะไปวันนี้ๆ จะทำอะไรบ้าง ไรประมาณนั้น แล้วใครว่างและอยากโฮสต์เราก็จะส่งข้อความมาบอกเรา) แล้วก็มีคนส่งข้อความมาหาเราคนนึง เป็นคนฟินแลนด์ที่เคยไปเที่ยวไทยกับประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราบอกเค้าไปว่าเราได้โฮสต์แล้วแต่ว่าก็ขอเบอร์เค้าไว้เผื่อเค้าจะพาเราเที่ยว

หลังจากเดินออกจากสถานีรถไฟมาเราก็มาขึ้นรถรางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีไปยังบริเวณใกล้ๆบ้านของโฮสต์เรา เค้าไม่ได้ให้ที่อยู่มาแต่ว่าบอกมาว่าเค้าอยู่แถวย่านนี้ พอเรามาถึงก็ไปหาซื้อซิมมือถือ ถามคนแถวนั้นว่าที่ไหนมีซิมโทรศัพท์ขาย เค้าก็บอกทางมาให้ คนดัตช์พูดภาษาอังกฤษเก่ง เกือบทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้หมด แล้วยังมีอีกหลายคนที่พูดได้ถึง 3-4 ภาษาหรือมากกว่า สมกับเป็นประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องการทูต การค้าขาย คนดัตช์หลายคนบอกเราว่าเค้าต้องเรียนหลายๆภาษาเพราะว่าประเทศเค้าเป็นประเทศเล็ก มีคนพูดภาษาดัตช์ในโลกแค่ไม่กี่คน ถ้าไม่เรียนภาษาเพิ่มก็จะไปคุยกับคนอื่นลำบาก

หลังจากที่ซื้อซิมการ์ด เติมเงินอะไรเรียบร้อย เราก็โทรไปหาโฮสต์ที่ตกลงรับโฮสต์เราตามเบอร์ที่เค้าให้มา แต่ปรากฏว่า โทรไปเป็นสิบรอบแล้ว ไม่รับ!!!! แอบใจเสียนิดหน่อย แต่ก็เดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นก่อน คิดว่าเดี๋ยวซักพักค่อยโทรอีกที แล้วเราก็ตัดสินใจนั่งรถรางกลับไปสถานีรถไฟหลัก

P1000740.JPG

จักรยานแบบพิเศษ มีตะกร้าด้านหน้าให้เด็กน้อยนั่ง

พอกลับไปถึงสถานีรถไฟแล้วเราก็ลองโทรไปหาโฮสต์เราอีก แต่ว่าก็ยังไม่รับ ชักจะใจไม่ดี เลยลองโทรไปหาอีกเบอร์ที่โฮสต์คนฟินแลนด์ให้มา โชคดีที่เค้ารับ เราเลยเล่าว่าเราโทรหาโฮสต์ของเราไม่ติด เค้าบอกเราว่าตอนนี้เค้าโฮสต์ผู้หญิงชาวฝรั่งเศสอยู่คนนึงแต่ว่าเราไปพักกับเค้าได้ เดี๋ยวเค้าจะไปรับเราที่สถานีรถรางใกล้บ้านเค้าหลังเลิกงาน

p1000615

ที่ Amsterdam มีพิพิธภัณฑ์เยอะมากๆๆๆ มีตั้งแต่พิพิภัณฑ์ศิลปะ กระเป๋า รองเท้า sex ไปจนจนถึงพิพิธภัณฑ์การทรมานในยุคกลาง

โชคดีนะเนี่ยที่เราขอเบอร์โฮสต์คนนี้ไว้ สรุปว่าคืนนี้ก็มีที่นอนแล้วไม่ต้องกังวล เดินเที่ยวเมืองต่อได้อย่างสบายใจ ระหว่างนั้นเราก็ส่งข้อความไปบอกเพื่อนชาวดัตช์คนนึงที่เรานัดเจอวันนี้ว่ามาถึงแล้ว เพื่อนคนนี้ชื่อ Tim เคยมาพักกับเราที่ไทย

Amsterdam เป็นเมืองที่ตอนแรกไม่ได้อยู่ในแผนเลย พอไปถึงเลยไม่รู้จะไปไหน จะทำอะไรดี สิ่งเดียวที่อยากทำก็คือไปดูบ้าน Anne Frank หลังจากเดินเข้าไปในเมืองแล้วเลยรู้สึกเคว้งๆหน่อย เลยแวะเข้าร้านอาหารกินข้าวเช้าก่อน ระหว่างรออาหารก็ดูๆแผนที่ไปด้วยว่ามีอะไรให้เที่ยวบ้าง อาหารเช้าของเราวันนี้คือ English breakfast ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันต่างจาก American breakfast ยังไง แต่ว่ามันมีถั่วอบซึ่งแหยะมาก ทำใจกินแล้วแต่ก็กินไม่หมด

หลังจากกินข้าวเช้าเติมพลัง และทำเครื่องหมายจุดสำคัญๆในแผนที่ไว้แล้ว เราก็ออกเดินไปยังจุดหมายแรกก่อน ซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ Anne Frank ระหว่างทางก็เดินผ่านใจกลางเมืองที่มีซุ้มงานเทศกาลตั้งอยู่ ไม่รู้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลของยุโรปรึเปล่า เจอซุ้มงานวัดแบบนี้มาสามที่ละ ทั้งที่ Berlin, Potsdam แล้วก็มา Amsterdam อีก

ที่พิพิธภัณฑ์ Anne Frank คนต่อแถวยาวยังกะต่อแถวรอซื้อคริสปี้ครีมวันแรกที่ร้านเปิด แถวออกจากหน้าพิพิธภัณฑ์อ้อมยาวไปสองมุมตึก เห็นแล้วอึ้งไปเลย แต่ว่าก็รอต่อเพราะว่าจริงๆก็อยากมาดูที่นี่แค่อย่างเดียว ระหว่างที่ต่อแถวอยู่ Tim ก็ส่งข้อความมาบอกว่ากำลังขึ้นรถไฟไป Amsterdam แล้วให้เราไปเจอที่ลาน Dam Square เรากำลังจะตอบกลับ ปรากฏว่าแบตหมด!! ตอนนั้นตระหนกมาก ไม่รู้จะทำยังไงดี ลองขอยืมมือถือคนที่ต่อแถวอยู่เค้าก็ไม่ให้ บอกว่าแบตหมดแล้วเหมือนกัน แต่เราก็เข้าใจแหละถ้าเป็นเราก็คงไม่ไว้ใจหรอก อยู่ๆใครก็ไม่รู้มาขอยืมมือถือ แต่จะออกจากแถวก็ไม่อยากออกเพราะต่อมาตั้งนานแล้ว เราก็ยอมต่อไปจนถึงคิวซื้อตั๋ว หลังซื้อตั๋วเราก็ถามคนขายว่ามีตู้โทรศัพท์ที่ไหนบ้างรึเปล่า เค้าก็บอกว่าไม่มี เราเลยขึ้นไปเดินๆผ่านพิพิธภัณฑ์แบบเร่งๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ (แต่พิพิธภัณฑ์มันดีมากนะ แบบตู้หนังสือที่ซ่อนบันไดลับไว้ ห้องน้ำ ห้องนอนอะไรอย่างงี้ เคยอ่านในหนังสือ วันนี้ได้มาเห็นของจริงจากประวัติศาสตร์ มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เสียดาย ถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีกแน่นอน)

พอเสร็จจากบ้าน Anne Frank แล้วเราก็รีบวิ่งกลับไปที่สถานีรถไฟเพื่อไปชาร์จแบตมือถือ จริงๆก็ไม่มั่นใจว่าเค้าจะให้ชาร์จรึเปล่าแต่ก็ไม่รู้จะไปที่ไหนแล้ว ระหว่างทางเจอแมคโดนัลด์เลยแวะเข้าไปถามเค้าหน่อยว่าชาร์จแบตได้มั้ย พนักงานที่แคชเชียร์บอกอย่างไร้เยื่อใย “No!” เลยตรงดิ่งต่อไปที่สถานีรถไฟ ไปถึงก็ไปถามพนักงานว่าที่นี่ชาร์จแบตได้มั้ย เค้าบอกไม่ได้ ตายๆๆๆ ลองไปถามประชาสัมพันธ์ว่าตรงไหนมีตู้โทรศัพท์หรือตรงไหนชาร์จได้บ้าง คราวนี้เค้าบอกในสถานีรถไฟนี่แหละเห็นปลั๊กตรงไหนก็เข้าไปชาร์จเลย อ้าวยังไง? แต่ว่าสุดท้ายเราก็ไปนั่งเก้ๆกังๆเสียบปลั๊กชาร์จแบตตรงใกล้ๆประชาสัมพันธ์นั่นแหละ พอเปิดเครื่องติดก็ส่งข้อความไปบอกกับ Tim ว่าเดี๋ยวเจอกันบ่ายสอง ที่ Dam Square

ระหว่างนั้นเราก็นั่งรอชาร์ตแบตจนใกล้ๆบ่ายสองก็เดินจากสถานีรถไฟกลับออกไปในเมือง ไปที่ Dam Square ซึ่งเป็นจัตุรัสกลางเมือง Amsterdam

ตรง Dam Square นี่มีกลิ่นตุๆเหม็นเขียวๆอบอวลไปหมดแต่ไม่รู้ว่ากลิ่นอะไร แล้วก็มีรถจักรยานจอดอยู่เต็มไปหมดด้วยเช่นกัน จักรยานเป็นร้อยคันจอดเรียงซ้อนๆกันไปทั่วอย่างกับว่าที่นี่เป็นลานทีทิ้งจักรยานอะ 55

เรายืนรออยู่แป๊บนึง Tim ก็มาถึง Tim บอกว่าเค้าเพิ่งเรียนเสร็จตอนเที่ยง แล้วนักเรียนที่เนเธอร์แลนด์สามารถใช้บัตรนักเรียนเดินทางไปที่ไหนในประเทศก็ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยในวันธรรมดาเค้าเลยมาหาเราได้ พอเจอกันก็ไปนั่งในแมคโดนัลด์ใกล้ๆก่อนเพื่อคุยกันว่าจะไปไหนยังไงดี

P1000647

งานเทศกาลที่ลานหน้าศาลากลางกรุง Amsterdam ตรงข้าม Dam square

เราตกลงกันว่าจะนั่งเรือทัวร์คลองรอบๆ Amsterdam เพราะว่า Tim มีส่วนลดสำหรับนักเรียน Tim พาเราเดินผ่านตัวเมืองไปยังบริเวณขึ้นเรือแต่ว่ายังไม่ถึงรอบทัวร์ถัดไปก็เลยไปเดินเล่นใกล้ๆกันก่อน ถัดไปอีกไม่ไกลก็เป็นพิพิธภัณฑ์ Rijks ซึ่งกำลังปิดปรับปรุงอยู่ แต่ว่าด้านหลังของพิพิธภัณฑ์มีอนุสาวรีย์ (ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี) ตัวอักษรขนาดใหญ่เรียงเป็นคำว่า I amsterdam อยู่ เราเลยไปถ่ายรูปตรงนั้นกัน แล้วก็เดินกลับมาขึ้นเรือที่ท่าเรือ

บนเรือทัวร์คลองมี Audio guide แจกให้คนละเครื่อง มีหลายภาษาให้เลือกมากๆ แม้แต่ภาษาไทยก็ยังมี 5555 แต่ว่าเสียงคนบรรยายเนิบนาบมากๆ แถมยังพูดแบ่งวรรคแบ่งตอนไม่น่าฟังเลย เราเลยเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษแทน ระหว่างนั้นเรือก็พาเราล่องตามแม่น้ำไปเรื่อยๆ วนรอบเมือง ในขณะที่ Audio guide ก็เล่าเรื่องประวัติของเมืองนี้ไปเรื่อยๆ

พอจบทัวร์นั้นเราก็เดินกลับเข้าไปในเมืองอีกครั้ง Tim พาเรามาแวะที่ร้านฟาสต์ฟู้ดร้านหนึ่งแล้วก็ซื้อขนมของว่างของเนเธอร์แลนด์ให้ลองชิม จากนั้นก็พาเราไปเดินดู De Wallen ซึ่งเป็นย่านโคมแดงของ Amsterdam ซึ่งมองผ่านๆก็เหมือนกับเมืองส่วนอื่นๆของ Amsterdam แต่ว่าจะมีป้ายไฟตกแต่งตรงนู้นตรงนี้ แล้วก็ในหน้าต่างบ้านแต่ละหลังจะมีผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยยืนอ้อยอยู่ ที่นี่จะมีผู้หญิงอยู่ทุกรูปแบบ ทุกเชื้อชาติ มีตั้งแต่สวยหุ่นดีปานนางฟ้า ไปยันแก่ดำอ้วนเผละขี้ไคลเป็นคราบก็มี แต่ว่าบนถนนเส้นนี้เค้าห้ามถ่ายรูป

P1000698P1000704

หลังจากเดินไปได้ครึ่งถนน เราก็เดินออกมา แล้วก็เดินเล่นแถวนั้นกันอีกซักพักก่อนจะเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ ระหว่างนั้นโฮสต์ชาวฟินแลนด์ก็ส่งข้อความมาบอกชื่อสถานีรถรางใกล้บ้านเค้า พอกลับไปถึงสถานีรถไฟหลัก Tim ก็ขึ้นรถไฟกลับบ้าน ส่วนเราก็ไปเอากระเป๋าเดินทางที่ล็อคเกอร์ก่อนจะเดินย้อนกลับมาที่สถานีรถรางที่ด้านหน้าสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถรางไปยังสถานีใกล้บ้านโฮสต์

P1000724

แฟลตย่านชานเมือง Amsterdam ของ Jyrki

โฮสต์ชาวฟินแลนด์คนนี้ชื่อ Jyrki น่าจะอ่านว่าเจอกิ อะไรประมาณนั้นมั้งจำไม่ได้ละ 55 เป็นหนุ่มโรงงานใน Amsterdam หลังจากลงจากรถรางแล้วเราว่าจะโทรหาเค้า แต่เค้าเดินมาเจอเราพอดีก็เลยพาเดินไปที่บ้านเค้า Jyrki อาศัยอยู่ในแฟลตขนาดไม่ใหญ่มากแถบชานเมืองทางตะวันตกของ Amsterdam ในห้องของเค้ามีหนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำ กับห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ที่เค้าเอาผ้าผืนใหญ่มาขึงแบ่งครึ่งห้องไว้ ส่วนหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่น อีกส่วนเป็นห้องนอนของ Jyrki ตอนที่เราไปถึง สาวฝรั่งเศสอีกคนออกไปข้างนอกอยู่ เราเลยนั่งคุยกันกับ Jyrki ซักพัก เค้าเล่าเรื่องตอนที่เค้าไปเที่ยวเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ให้ฟัง  Jyrki ดูจะชอบใจวัฒธรรมแถบอาเซียนมาก เค้ามีแม้กระทั่งเพลงเขมรในโน้ตบุ๊ค!

หลังจากคุยกันไปได้ซักพัก สาวฝรั่งเศสก็กลับมา ชื่ออะไรจำไม่ได้ละ วันนี้เค้ายืมจักรยานของ Jyrki ไปขี่เที่ยวเมืองมา และยังสารภาพว่าแอบหลงทางนิดหน่อยด้วย หลังจากนั้นทุกคนก็อาบน้ำแต่งตัวเพราะ Jyrki บอกว่าเดี๋ยวจะพาไปหาเพื่อนเค้าที่อาศัยอยู่ในตัวเมือง Amsterdam พอเริ่มมืดทุกคนก็ออกเดินทาง Jyrki กับสาวฝรั่งเศสขี่จักรยานไป ส่วนเรานั่งรถรางไปเพราะว่ามีตั๋วเดินทางฟรี พอไปถึงสถานีปลายทางก็นั่งรอซักพัก สองคนนั้นก็มาถึง แล้ว Jyrki ก็พาเราเดินเข้าไปในซอยแคบๆที่ขนาบข้างไปด้วยตึกสวยๆสไตล์ดัตช์ในย่าน Jordaan

P1000630ย่าน Jordaan นี้เมื่อก่อนเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงาน แต่พอเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นย่านที่มีราคาแพงที่สุดใน Amsterdam ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้าและห้องแสดงงานศิลปะ เจ้าของของตึกบางตึกในย่านนี้ยังเป็นเจ้าของเก่าแก่จากตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นย่านราคาถูกอยู่ พอราคาที่ดินแพงขึ้นเค้าก็แบ่งตึกของเค้าให้คนอื่นมาอยู่แล้วก็เก็บค่าเช่า

เพื่อนของ Jyrki เป็นผู้ชายชาวสวีเดนที่มาทำงานใน Amsterdam เค้าเช่าห้องชั้นสองอยู่ในตึกแห่งหนึ่งใน Jordaan เจ้าของตึกเป็นหญิงชราชาวดัตช์ที่เลี้ยงแมวไว้หนึ่งตัว หน้าตาน่ารักน่าชังมาก นอกจากเรากับ Jyrki กับสาวฝรั่งเศสแล้ว ก็ยังมีเพื่อนชาวฟินแลนด์อีกคนของ Jyrki มาร่วมวงด้วย ทุกคนคุยกันเรื่องนู่นนี่นั่นเยอะแยะมากมาย แต่เรารู้สึกเพลียจากการอดนอนในรถบัสเมื่อคืนมากๆ เลยเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ พอตื่นมาอีกทีทุกคนก็คุยกันว่าจะออกไปนั่งคุยนั่งดื่มกันต่อในเมือง แต่เรายังง่วงอยู่มากเลยขอนอนต่ออยู่ที่นี่

คืนนั้นประมาณตีหนึ่งกว่าๆ เพื่อนของ Jyrki สองคนก็กลับมา คนสวีเดนบอกเราว่า Jyrki ขี่จักรยานกลับไปกับสาวฝรั่งเศสแล้ว เดี๋ยวเค้าจะขี่จักรยานพาเราไปส่งที่บ้าน Jyrki ให้ แล้วเค้าก็พาเรานั่งซ้อนจักรยานปั่นข้ามเมืองข้ามคลองไปกลางดึก บรรยากาศตอนนั้นดีมากๆ ถึงแม้ว่า Amsterdam จะเป็นเมืองที่คึกคักคราคร่ำไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวในตอนกลางวัน แต่ว่าตอนกลางคืนกลับเงียบสงบมาก เรานั่งซ้อนจักรยานปั่นข้ามคลอง ขึ้นลงเนิน ผ่านบ้านเมือง ผ่านตึกสวยๆ มีไฟสีส้มประดับประดา ในขณะที่ลมเย็นๆ (จัดๆ) ก็พัดผ่านหน้าไป การซ้อนจักรยานในกลางดึกครั้งนั้นทำให้เราประทับใจ Amsterdam มากๆ จากที่เดิมเป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ในแผนด้วยซ้ำกลายเป็นเมืองหลวงที่ชอบที่สุดในยุโรปเลย

หลังจากซ้อนจักรยานมาได้ซักพัก เราก็มาถึงบ้านของ Jyrki พอขึ้นไปถึงบนห้อง Jyrki ก็ทำอาหารเอเชียอะไรบางอย่างให้เรากิน ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี หน้าตาคล้ายๆผัดไทย แต่ว่าเค้าใส่ผัก ใส่นู่นใส่นี่เยอะแยะลงไปหมด 555 ระหว่างที่กินไปเราก็นั่งคุยนั่งฟังเพลงกันไปเรื่อยๆ แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน

ช่วงบ่ายวันนั้นระหว่างที่เรากำลังอยู่ที่บ้าน Jyrki โฮสต์คนที่ตอบรับเราตอนแรกส่งข้อความมาบอกเราว่าขอโทษจริงๆ วันนี้เค้าไปแข่งบอลที่ Rotterdam มา เค้าลืมไปว่าให้เบอร์เราไว้ นึกว่าเราจะติดต่อทางอีเมลล์ ถ้าเรายังไม่มีที่พักก็ยังไปพักกับเค้าได้ แต่เราบอกเค้าไปว่าเรามีโฮสต์สำหรับคืนนี้แล้ว แต่ก็ตกลงว่าเดี๋ยวคืนวันต่อไปเราจะไปพักกับเค้า ซึ่งก็ประจวบเหมาะพอดี เพราะ Jyrki บอกเราว่าวันพรุ่งนี้เค้าโฮสต์ไม่ได้พอดี โฮสต์คนที่ตอบรับเราตอนแรกนี้ชื่อ Cas เป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Amsterdam อายุเท่ากับเรา Cas บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เค้าจะไปเตะบอลในตัวเมือง เสร็จประมาณเที่ยง ให้เราไปหาในตัวเมือง แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้หลังเตะบอลเสร็จเค้าจะส่งข้อความมาบอกอีกทีว่าให้ไปเจอที่ไหน สรุปว่าวันแรกใน Amsterdam ถึงแม้จะเริ่มต้นอย่างขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็จบลงด้วยดีเลย รู้สึกว่าแต่ละวันๆในทริปนี้มันยิ่งสนุกมากขึ้นเรื่อยๆเลย

 

p1000643

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s