Pickpocketed in Berlin

เช้าวันแรกในกรุงเบอร์ลิน เราตื่นนอนแต่เช้า ถ้าเทียบกับเวลาที่นั่นแล้วก็เป็นวันที่เราตื่นเช้าที่สุดในรอบหลายเดือนเลย เช้าวันนั้นหิมะที่ตกมาตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่หยุดตก ลุกเดินมาดูที่หน้าต่างเห็นแต่กองหิมะสีขาวโพลนเต็มไปหมด Ask ยังนอนหลับอยู่บนฟูก เราเลยเดินเข้าครัวกะจะไปอาบน้ำ เข้าไปแล้วก็ลองเปิดน้ำในตู้ฝักบัวดู น้ำไหลแรงใช้ได้แล้วก็ไม่ได้เย็นจนเกินไป แต่ว่าน้ำไม่ยอมไหลระบายลงท่อ ไม่รู้ว่าท่อตันรึเปล่าแต่เราไม่อยากปลุก Ask มาก็เลยแค่แปรงฟันล้างหน้า กะว่าเดี๋ยว Ask คงมาแก้ปัญหาเอง

หลังจากออกจากตึกมาพร้อมกับกระเป๋าสะพายหลังแล้วเราก็เดินไปร้านสะดวกซื้อที่เดินผ่านเมื่อคืน คนขายเป็นชาวตุรกีอายุน่าจะประมาณยี่สิบกว่าๆ ท่าทางเป็นมิตรและพูดอังกฤษได้ เค้าอธิบายเรื่องซิมการ์ดให้เราฟังแล้วก็ช่วยใส่ซิมส์ให้เรา ก่อนจะออกจากร้านไปก็คุยกันว่าเรามาจากประเทศไทย เค้าก็บอกว่าชอบเมืองไทยอะไรประมาณนั้น ได้ยินแล้วก็ยิ้มสิ 55 ถึงจะค่อนข้างรู้สึกเพลียกับอะไรหลายๆสิ่งตอนอยู่ไทยแต่การที่ได้เห็นคนต่างชาติและนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลมาเที่ยวเมืองไทย และได้ยินชาวต่างชาติหลายคนบอกว่าชอบเมืองไทย อยากอยู่เมืองไทยก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจกับประเทศไทยและความเป็นคนไทยมาก

หลังจากใส่ซิมการ์ดเรียบร้อยเราก็ส่งข้อความไปหา Ask แล้วก็เดินกลับไปสถานีรถไฟ Sonnenallee สถานีที่เรานั่งมาลงตอนคืนแรก ที่สถานีนี้เราซื้อตั๋วเดินทางประเภท AB ซึ่งมีระยะเวลาใช้งานหลังจากประทับตราตั๋ว 2 ชั่วโมง จากนั้นก็นั่งรถไฟเข้าสู่ใจกลางเมือง

mapa-berlin-webนอกจากการต้องประทับตราตั๋วก่อนใช้แล้ว ตั๋วสำหรับการเดินทางในเบอร์ลินก็มีระบบการคิดเงินที่ต่างจากในกรุงเทพ คือไม่ได้คิดตามระยะทางว่ายิ่งเดินทางไกลก็ยิ่งแพงขึ้น แต่จะคิดแบบเหมาจ่าย คือเบอร์ลินจะแบ่งเมืองออกเป็น 3 โซน โซนในสุด (A) โซนวงแหวนล้อมรอบโซนในสุด (B) กับโซนวงแหวนที่อยู่นอกสุด หรือโซนชานเมือง (C) ตอนเราซื้อตั๋วที่เครื่องอัตโนมัติก็ให้เลือกว่าเราจะเดินทางในโซนไหน ราคาตั๋วก็ประมาณ 1.6 – 2.3 ยูโร พอได้ตั๋วมาแล้วเราจะสามารถใช้ตั๋วนั้นได้นาน 2 ชั่วโมง ภายใน 2 ชั่วโมงนี้เราจะใช้ขึ้นลงรถกี่ครั้งก็ได้ ขึ้นลงรถไฟ รถราง รถไฟใต้ดิน รถบัส ได้หมด ที่สำคัญคือต้องประทับตราก่อนใช้ตั๋วครั้งแรก ตอนที่ประทับตราเครื่องประทับตราจะพิมพ์เวลาที่เริ่มใช้ตั๋วลงในตั๋วของเรา ในเบอร์ลินจะไม่มีเครื่องตรวจตั๋วหรือประตูกั้นในรถอะไรทั้งนั้น ถึงตั๋วจะหมดอายุเกิน 2 ชั่วโมงมาแล้ว หรือถึงจะไม่ได้ประทับตราตั๋ว หรือแม้แต่ถึงจะไม่มีตั๋วก็ยังใช้บริการขนส่งมวลชนได้ แต่ถ้าแจ๊คพ็อตเจอตำรวจสุ่มเดินตรวจในรถจะโดนปรับ 40 ยูโร

นอกจากตั๋วประเภท One way ที่เล่าไปแล้วก็ยังมีตั๋วรายวันราคา 6.70 ยูโร ตั๋วรายสัปดาห์ ราคา 28.8 ยูโร ตั๋วรายวันสำหรับใช้เดินทางพร้อมกันเป็นกลุ่มไม่เกิน 5 คน ราคา 16.2 ยูโร และตั๋วระยะสั้นราคา 1.5 ยูโรที่ใช้เดินทางโดยรถไฟได้ 3 ต่อ หรือโดยรถบัสหรือรถรางอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างละ 6 ต่อเท่านั้น ลองหาข้อมูลต่อได้ในเว็บนี้ https://www.berlin.de/en/public-transportation/1772016-2913840-tickets-fares-and-route-maps.en.html

be

เช้าวันนันเรานั่งรถไฟตรงเข้าเมืองไปยังสถานี Alexanderplatz จัตุรัสกลางกรุงเบอร์ลิน พอมาถึงเราก็แวะเข้าร้านเบเกอรี่ร้านหนึ่ง เป็นร้านแบบบริการตัวเอง มีถาดสำหรับให้ลูกค้าเดินหยิบขนมปังต่างๆที่วางอยู่เอาเองแล้วเดินไปจ่ายตังก่อนไปนั่งกินที่โต๊ะ ในร้านมีคนเยอะพอประมาณ แต่ก็มีโต๊ะว่างอยู่

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เราก็เริ่มออกเดินไปเรื่อยๆตามแผนที่ๆโหลดลงในมือถือ พอถึงจุดสำคัญจุดไหนก็คลิกอ่านรายละเอียดของจุดนั้นแล้วก็ถ่ายรูป ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวสุดฤทธิ์ เช้าวันนั้นไม่ค่อยมีคน เจอแค่นักท่องเที่ยวเอเชียไม่กี่คนยืนถ่ายรูปอยู่ตรงนั้นตรงนี้ หิมะยังตกอยู่เบาๆ อากาศก็หนาวเหมือนเดิม หนาวมาก มันไม่หนาวแบบสั่น แต่ว่ามันหนาวแบบปวดหูปวดจมูก เท้าชามือชาไปหมด

P1000035เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ผ่านตึกสวยๆ ตึกเก่าๆมากมาย แวะเข้าไปดูโบสถ์ Berliner Dom เสียค่าเข้า 7 ยูโร ข้างในก็สวยตามสไตล์โบสถ์ยุโรป วันนั้นมีนิทรรศการของนักประพันธ์เพลงชาวเยอรมันชื่อ Bach พอดีเลยมีหูฟังให้ฟังเพลงฟรีด้วย

พอออกจากโบสถ์ก็กะจะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์อื่นต่อ แต่ว่าคนมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ ต่อแถวกันยาวเป็นกิโลแล้ว เราขี้เกียจรอเข้าคิวก็เลยเดินต่อไปเลย

P1000052ผ่านมาอีกไม่กี่อึดใจก็มาเจอตลาดนัดเล็กๆริมแม่น้ำ ในตลาดมีพวกของศิลปะเล็กๆน้อยๆขาย เช่นภาพวาด งานฝีมือเล็กๆน้อยๆ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มกันหนาว อะไรประมาณนั้น มีคนเล่นมายากลด้วย

หลังจากออกจากตลาดนัดก็เดินไปตามถนน Unter den Linden ซึ่งเป็นถนนท่องเที่ยวสายหลักของเบอร์ลิน รอบข้างของถนนเรียงรายไปด้วยมหาวิทยาลัยและอาคารสำคัญต่างๆที่เก่าแก่และสวยงาม มีแผงขายหนังสือมือสองตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยด้วย

โดนตรงหน้าตึกนี่เลย

โดนตรงหน้าตึกนี่เลย

ระหว่างที่เรากำลังเดินไปถ่ายรูปไปก็มีเด็กยิปซีสองคนเดินเข้ามาหา คนนึงยื่นกระดาษมาตื๊อจะให้เราเซ็นบริจาคเงิน เราบอกปฏิเสธไปแล้วก็เดินต่อ อีกซักพักจะหยิบไอโฟนขึ้นมาถ่ายรูป ปรากฏว่าหาไม่เจอ!! เลยรู้เลยว่าโดนขโมยมือถือซะแล้ว

โชคยังดีที่เราเอามือถือมาสองเครื่อง นอกจากไอโฟนแล้วก็ยังมีมือถือโนเกียเครื่องเก่าที่เราเอาไว้ใช้โทรที่นี่ เราส่งข้อความหาที่บ้านผ่านเบอร์เยอรมันไปก่อน ไม่รู้ว่าจะไปถึงรึเปล่า แล้วก็โทรบอก Ask ว่ากำลังจะกลับไปแล้ว แล้วก็รีบขึ้นรถไฟบึ่งกลับไปที่ห้องชุดของ Ask พอกลับไปถึงเค้าก็พาเราไปซื้อบัตรโทรศัพท์สำหรับโทรไปต่างประเทศที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ แล้วเราก็โทรไปบอกที่บ้าน แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไร ปลอดภัยก็ดีแล้ว แล้วก็ให้เราไปแจ้งตำรวจ แต่เราก็ทำใจแล้วล่ะว่าคงไม่ได้คืนหรอก ก็เลยอยู่กินข้าวกลางวันที่ห้องของ Ask ก่อน วันนั้นเค้าทำข้าวโอ๊ตต้มให้กิน ระหว่างกินข้าวเค้าก็เล่าให้ฟังว่าสมัยอยู่นอร์เวย์ก็เคยโดนขโมยมือถือเหมือนกัน เป็นไอโฟนรุ่นแรกที่ตอนนั้นเพิ่งออกมาสดๆร้อนๆเลยด้วย

be2

พอกินข้าวกลางวันเสร็จเราก็ออกไปเดินหาสถานีตำรวจแถวนั้นตามที่อยู่ที่ Ask ให้มา แต่ว่าหาไม่เจอ เลยนั่งรถไฟใต้ดินตรงเข้าเมืองไปสถานี Alexanderplatz ที่ไปมาเมื่อเช้า พอออกมาจากสถานีรถไฟก็เดินไปถามคนแถวนั้นว่าแถวนี้มีสถานีตำรวจรึเปล่า เค้าก็บอกทางให้เราเดินไปงานเทศกาลที่อยู่ใกล้ๆ งานเป็นเหมือนงานวัดบ้านเราเลย มีซุ้มร้านค้าต่างๆ มีซุ้มปาลูกดอกแล้วก็เครื่องเล่นเล็กๆน้อยๆประมาณนั้น ตรงลานจัดงานเทศกาลมีรถตำรวจอยู่สองคนกับตำรวจสามสี่คนยืนเฝ้าอยู่ เราเดินไปบอกเค้าว่าโทรศัพท์โดนขโมยแถวๆนี้เมื่อตอนกลางวัน ตำรวจหญิงคนนึงที่พูดภาษาอังกฤษได้ถามเราว่ารู้จักสถานีตำรวจที่นี่มั้ย เราบอกว่าไม่รู้จัก เค้าเลยบอกให้เราขึ้นรถตำรวจมาเลย เดี๋ยวเค้าจะพาไปส่ง ตอนนั้นแอบอึ้ง ไม่นึกว่าเค้าจะทำให้ขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้ขึ้นรถตำรวจในเยอรมันด้วย มันเป็นรถแบบที่ใช้จับคนร้ายจริงๆเลย ด้านหลังเป็นห้องลูกกรง แต่เรานั่งตรงเบาะด้านหลังคนขับ ไม่ได้นั่งในห้องนั้น 55

P1000073ตำรวจสองคนขับรถพาเรามาที่สถานีตำรวจที่อยู่ไม่ไกลจากกันมาก ก่อนลงจากรถเราถามเค้าว่าขอถ่ายรูปในรถได้มั้ย เค้าก็บอกว่าได้เลยๆ พอลงจากรถเค้าก็พาไปนั่งรอในห้องๆหนึ่งในสถานีตำรวจ รอซักพักตำรวจหญิงที่พูดอังกฤษได้ก็เข้ามาในห้องแล้วก็ถามเราว่าทำหายที่ไหน กี่โมง เหตุการณ์เป็นยังไง ตอนนี้พักอยู่ที่ไหน อะไรประมาณนั้น แล้วเค้าก็เล่าว่าพวกคนยิปซีเป็นปัญหาใหญ่ของที่นี่ มีคนเคยโดนล้วงกระเป๋าด้วยวิธีเดียวกันกับเราหลายคน เค้าไม่สามารถส่งคนพวกนี้กลับประเทศได้เพราะว่าคนพวกนี้เป็นประชากรของสหภาพยุโรป สามารถเดินทางไปไหนมาไหนในยุโรปได้อย่างอิสระ

P1000076เสร็จแล้วเค้าก็ให้ใบแจ้งความเรามาเผื่อว่าเราสามารถเอาไปใช้เบิกเงินจากบริษัทประกันได้ จริงๆเราไม่ได้ทำประกันสิ่งของไว้แต่ก็รับไว้เป็นที่ระลึก ก่อนจะบอกลาเค้าแล้วก็เดินออกมา

จากสถานีตำรวจ เราเดินกลับไปยัง Alexanderplatz แล้วก็เดินย้อนกลับไปเส้นทางเดิมที่เดินค้างไว้เมื่อเช้า แต่คราวนี้ไม่กล้าเดินบนถนน Unter den Linden แล้ว เราเดินบนถนนเส้นที่คู่ขนานกันแทน คนน้อยลงเยอะแล้วก็ได้เห็นอาคารในรูปแบบต่างๆมากขึ้นอีกด้วย

brr

P1000115สุดท้ายก็เดินมาถึงสัญลักษณ์ของเมืองและสถานที่ๆสำคัญมากแห่งหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก ซึ่งก็คือ Brandenburg Gate ซึ่งเป็นประตูที่เชื่อมระหว่างเบอร์ลินตะวันตกและตะวันออกในสมัยสงครามเย็น ตรงจัตุรัสหน้าตัวประตูมีคนอยู่เยอะแยะ บ้างก็เป็นนักท่องเที่ยว บ้างก็แต่งตัวเป็นตัวละครต่างๆถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว วันนั้นมีผู้ชายสองคนยืนอยู่กลางจัตุรัสพูดอะไรก็ไม่รู้ออกไมค์ แต่ฟังแล้วน่าจะเกี่ยวกับเรื่องการเมือง คนนึงพูดภาษาเยอรมัน อีกคนแปลเป็นภาษาอังกฤษ

P1000117

อีกฝั่งของ Brandenburg Gate บนพื้นกระเบื้องจะวางกระเบื้องเป็นรอยทางลากจากตัวประตูออกไปสองข้าง รอยนี้ก็คือเส้นแบ่งเขตแดนเบอร์ลินฝั่งตะวันออกและตะวันตก ในอดีตจะมีกำแพงตั้งขนานกับเส้นๆนี้ แบ่งตัวเมืองออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งตรงข้าม Brandenburg Gate เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อ Tiergarten

จากตรงนี้ เราเดินตามรอยบนพื้นไปด้านซ้ายเพื่อไปชม Memorial to the Murdered Jews of Europe หรืออนุสรณ์สถานของคนยิวที่ถูกฆ่าในสงคราม ตัว Memorial เป็นลานกว้างใหญ่ซึ่งมีแท่งสี่เหลี่ยมหลายๆแท่ง สูงต่ำแตกต่างกันไป วางอยู่บนพื้นที่เป็นเนิน แท่งคอนกรีตเปล่าเปลือยเปรียบเสมือนความธรรมดาสามัญของมนุษย์เรา ความสูงที่แตกต่างกันเปรียบเสมือนความไม่เท่าเทียมกันในสังคม แท่งสี่เหลี่ยมที่อยู่ตรงบริเวณกลางๆจะสูงมาก เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณตรงกลางนี้บรรยากาศจะเงียบมากด้วยเนื่องจาก Peter Eisenman สถาปนิกที่ออกต้องการสื่อถึงความรู้สึกหวาดกลัวของชาวยิวที่ถูกพลัดพรากจากที่รักโดยทหารของฮิตเลอร์ ถูกพาไปยังค่ายกักกัน และถูกสังหารหมู่

re

เสร็จจากที่นี่ เราเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าวก็มาถึง Potsdamer Platz ซึ่งเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยตึกสูง และอาคารรูปทรงทันสมัย สัญลักษณ์แห่งทุนนิยมของเบอร์ลินตะวันตก และที่ข้างสถานีรถไฟใต้ดิน Potzdamer Platz ยังมีซากของกำแพงเบอร์ลินและคำบรรยายายตั้งอยู่ด้วย

eeeee

จากสถานี Potzdamer Platz เรานั่งรถไฟกลับไปยังห้องของ Ask คืนนั้น Ask ทำพิซซ่าให้เรากิน เค้าเตรียมอบพิซซ่าตั้งแต่กลางวันตอนที่เรากลับไปครั้งแรกแล้ว เพิ่งมาเสร็จตอนกลางคืนนี่เอง ในห้องของ Ask จะมีโปรเจคเตอร์อยู่เครื่องหนึ่งที่เค้าเอาไว้ใช้ฉายหนังดูบนผนังห้อง คืนนั้นเค้าเปิดสารคดี BBC เรื่องการใช้ชีวิตของชาวเอสกิโมในธรรมชาติที่หนาวสุดขั้วให้ดู ระหว่างที่ดูเราก็กินพิซซ่ากันไปด้วย เป็นพิซซ่าที่อร่อยมาก พิซซ่าร้อนๆสดจากเตา แป้งกรอบๆ ชีสหนึบๆกับกลิ่นหอมๆของซอสมะเขือเทศและเครื่องปรุงทั้งหลาย โซฟานุ่มๆ อากาศในห้องก็กำลังเย็นสบาย นึกแล้วฟิน ถึงจะยังรู้สึกแย่จากการที่โดนขโมยโทรศัพท์แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก

P1000135

พิซซ่าและผนังเปล่าๆที่เป็นจอสำหรับฉายหนัง มองไม่เห็นภาพบนจอเพราะแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปกลบหมด

หลังจากดูสารคดีจบเราก็แยกย้ายกันเข้านอน พอหลับตาลงเท่านั้นแหละ ภาพเหตุการณ์ที่โดนล้วงกระเป๋าเมื่อตอนกลางวันย้อนกลับเข้ามาในหัวอย่างชัดเจนเลย เจ็บใจก็เจ็บใจ เสียดายก็เสียดาย พอไม่มีโทรศัพท์ไว้ใช้อินเตอร์เน็ต อะไรๆมันก็ยากไปหมด แค่วันแรกของทริปก็มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นซะแล้ว

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s